เงินเฟ้อ คืออะไร — inflation แปลว่าอะไร เกิดจากอะไร และทำไม "เงินเฟ้อลดลง" ไม่ได้แปลว่าของถูกลง

CPI ฿ ดัชนีราคา — ขึ้นแล้วหยุด ไม่ได้ลดลง ราคานิ่ง ไม่ได้ถูกลง อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศ (เทียบปีก่อน) 8% 0% เงินเฟ้อ คืออะไร เงินเฟ้อลดลง ไม่ได้แปลว่าของถูกลง โดย คนเล่น Forex ดัชนีราคาตลอดทั้งปี 108 → 108 ไม่ลดลงเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ตัวเลขที่ประกาศ 8% → 0% คนอ่านข่าวนึกว่าของถูกลง ฉบับคำนวณตาม
พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค · ตัวเลขที่ต้องอ่านเป็น

เงินเฟ้อ (Inflation) คืออะไร — วัดอย่างไร เกิดจากอะไร และวิธีอ่านตัวเลขที่ประกาศไม่ให้เข้าใจผิด

เงินเฟ้อ คือภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเนื่อง ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง ส่วนคำว่า inflation แปลว่า "การพองตัว" ตรงตัว — ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงการพองตัวของระดับราคา ไม่ใช่ของสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

คำสำคัญของนิยามนี้มีสองคำ และคนพลาดกันที่สองคำนี้เสมอ คำแรกคือ "โดยรวม" — สินค้าบางอย่างแพงขึ้นขณะที่บางอย่างถูกลงก็ยังเป็นเงินเฟ้อได้ ถ้าค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักทั้งตะกร้าสูงขึ้น คำที่สองคือ "ต่อเนื่อง" — ของแพงครั้งเดียวแล้วนิ่งไม่ใช่เงินเฟ้อ มันต้องสูงขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือจุดที่ทำให้ข่าว "เงินเฟ้อลดลง" ถูกอ่านผิดกันมากที่สุด ซึ่งหน้านี้จะกางตัวเลขให้ดูทีละเดือน

8% → 0%
อัตราเงินเฟ้อร่วง ทั้งที่ราคาไม่ลดเลย
2.20 จุด
ส่วนต่าง headline กับ core จากข้อมูลชุดเดียวกัน
10.2 ปี
เงินเฟ้อ 7% ทำให้อำนาจซื้อเหลือครึ่งเดียว
หน้านี้ตอบเรื่อง "ตัวเลข" ไม่ใช่ "จะลงทุนอะไร" — ถ้าคำถามของคุณคือ เงินเฟ้อมาแล้วควรถือทองไหม คำตอบอยู่ที่ Inflation Hedge คืออะไร ทองคำกันเงินเฟ้อได้จริงไหม ส่วนหน้านี้ตอบว่า เงินเฟ้อคืออะไร วัดยังไง และตัวเลขที่ประกาศออกมาแปลว่าอะไรจริง ๆ ซึ่งต้องเข้าใจก่อน

1. เงินเฟ้อ คืออะไร — และอะไรที่ไม่ใช่เงินเฟ้อ

ความสับสนที่พบบ่อยที่สุดคือระหว่าง ราคาสูง (High Prices) กับ ราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ (Rising Prices) ประเทศที่ของแพงมากแต่ราคานิ่งมาสิบปีไม่มีเงินเฟ้อ ส่วนประเทศที่ของถูกแต่ราคาขยับขึ้นทุกเดือนมีเงินเฟ้อ

1

ไม่ต้องแพงขึ้นทุกอย่าง

บางหมวดขึ้น บางหมวดลงได้ สิ่งที่นับคือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของทั้งตะกร้า ไม่ใช่ราคาของที่เราซื้อบ่อย

2

ต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียว

น้ำมันขึ้นครั้งเดียวแล้วนิ่ง ทำให้ดัชนีกระโดดหนึ่งขั้นแล้วหยุด — ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ยั่งยืน แม้ตัวเลข 12 เดือนแรกจะดูสูง

3

เงินเฟ้อที่ถูกกดดัน

Suppressed Inflation คือกรณีที่แรงกดดันด้านราคามีอยู่จริง แต่ราคาถูกตรึงไว้ด้วยการควบคุมราคาหรือการปันส่วน จึงไม่ปรากฏในดัชนี พบบ่อยในยามสงครามหรือขาดแคลนรุนแรง

เงินเฟ้อไม่ใช่ “ของแพง” — มันคืออัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา ซึ่งเป็นคนละหน่วยกับราคา

2. วัดเงินเฟ้อยังไง — ตะกร้าสินค้าและดัชนีราคา

เราวัดเงินเฟ้อด้วย ดัชนีราคา (Price Index) วิธีทำคือกำหนดตะกร้าสินค้าและบริการที่ครัวเรือนทั่วไปใช้จ่ายจริง ให้น้ำหนักแต่ละหมวดตามสัดส่วนการใช้จ่าย แล้วติดตามราคารวมของตะกร้านั้น ดัชนีที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ CPI (Consumer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้บริโภค

สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่า "ตัวเลขทางการไม่ตรงกับความรู้สึก" อยู่ที่คำว่า น้ำหนัก — ของที่ราคาพุ่งแรงแต่มีน้ำหนักน้อยในตะกร้า แทบไม่ขยับดัชนีรวมเลย ตารางข้างล่างคำนวณจากสูตรเดียวคือ ส่วนร่วม = น้ำหนัก × เปอร์เซ็นต์ที่ราคาเปลี่ยน

หมวดสินค้าน้ำหนักในตะกร้าราคาเปลี่ยนไปดันดัชนีรวมขึ้น
ของที่คนพูดถึงเยอะ แต่ซื้อไม่บ่อย2%+50%1.00 จุด
หมวดขนาดกลาง5%+20%1.00 จุด
หมวดใหญ่10%+10%1.00 จุด
หมวดใหญ่ที่สุด เช่น ที่อยู่อาศัย30%+3%0.90 จุด

สามแถวแรกให้ผลเท่ากันเป๊ะ ทั้งที่ตัวเลขบนพาดหัวข่าวต่างกันลิบ (+50% กับ +10%) ส่วนแถวสุดท้าย ราคาขึ้นแค่ 3% แต่ดันดัชนีได้เกือบเท่ากับของที่ขึ้น 50% เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของทุกบ้าน นี่คือเหตุผลที่ค่าเช่าและค่าที่อยู่อาศัยเป็นตัวแปรที่ธนาคารกลางจับตามากกว่าราคาสินค้าที่เป็นข่าว


3. ทำไม "เงินเฟ้อลดลง" ไม่ได้แปลว่าของถูกลง

นี่คือหัวข้อที่สำคัญที่สุดของหน้านี้ และเป็นสิ่งที่ฉบับเดิมของบทความนี้ไม่ได้พูดถึงเลย

ตัวเลขที่ประกาศเป็นข่าวคือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ⇒ ตัวหารของมันคือค่าของปีที่แล้ว ไม่ใช่เดือนที่แล้ว ผลคือตัวเลขสามารถร่วงลงได้โดยที่ราคาปัจจุบันไม่ขยับลงเลยแม้แต่บาทเดียว เพียงเพราะฐานเปรียบเทียบของปีก่อนมันสูงขึ้นมาไล่ทัน

ดัชนีราคา 2 ปี วางทับกัน — และอัตราที่คำนวณได้จากมัน 110 104 98 ดัชนีปีก่อน — ไต่ขึ้นจาก 100 มาไล่ทัน ดัชนีปีนี้ = 108 คงที่ทั้งปี อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศ (ปีนี้ ÷ ปีก่อน − 1) 8.0% 5.2% 2.5% 0.0% 0.0% 0.0% ม.ค.มี.ค.พ.ค. ก.ค.ก.ย.ธ.ค. ตัวเลขเป็น 0% แต่ของยังแพงเท่ากับตอน 8% ทุกบาท
เส้นสีน้ำเงินคือดัชนีราคาปีนี้ซึ่งไม่ขยับเลยทั้งปี ส่วนเส้นประสีเทาคือดัชนีของปีก่อนที่กำลังไต่ขึ้นมาไล่ทัน อัตราที่ประกาศเป็นผลหารของสองเส้นนี้ จึงร่วงจาก 8% เหลือ 0% ทั้งที่ราคาจริงคงที่
เดือนดัชนีปีก่อนดัชนีปีนี้อัตราที่ประกาศราคาจริงเปลี่ยนไหม
ม.ค.100.0108.0+8.0%ไม่
มี.ค.102.7108.0+5.2%ไม่
พ.ค.105.3108.0+2.5%ไม่
ก.ค.108.0108.00.0%ไม่
ธ.ค.108.0108.00.0%ไม่
!
คำศัพท์สามคำที่ถูกใช้สลับกันจนคนเข้าใจผิด
Disinflation = เงินเฟ้อชะลอตัว ราคายังขึ้นอยู่ แต่ขึ้นช้าลง ⇒ นี่คือกรณีในตารางข้างบน
Deflation (เงินฝืด) = ระดับราคาลดลงจริง ๆ ดัชนีติดลบ ⇒ คนละเรื่องกันคนละขั้ว และในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าอันตรายกว่าเงินเฟ้ออ่อน ๆ เพราะคนเลื่อนการซื้อออกไปเรื่อย ๆ
🔴 ข่าวไทยจำนวนมากใช้คำว่า "เงินฝืด" เวลาหมายถึง disinflation — เวลาอ่านให้ดูที่ตัวเลขว่าติดลบหรือไม่ ไม่ใช่ดูที่คำ
สถานการณ์ดัชนีราคา 4 ช่วงเวลาอัตราแต่ละช่วงของถูกลงไหม
เงินเฟ้อเร่งตัว100 → 103 → 106.5 → 1113.0% · 3.4% · 4.2%ไม่ — แพงขึ้นเร็วขึ้น
Disinflation100 → 105 → 108.2 → 1105.0% · 3.0% · 1.7%ไม่ — ยังแพงขึ้น แต่ช้าลง
Deflation100 → 99 → 97.5 → 96−1.0% · −1.5% · −1.5%ใช่ — ถูกลงจริง

4. Headline กับ Core ต่างกันอย่างไร — และทำไมถึงต่างกันได้ถึง 2 จุด

ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศออกมามีอย่างน้อยสองตัวเสมอ

  • Headline — ทั้งตะกร้า รวมอาหารสดและพลังงาน คือตัวเลขที่ครัวเรือนรู้สึกจริง
  • Core (พื้นฐาน) — ตัดอาหารสดและพลังงานออก เพราะสองหมวดนี้แกว่งแรงจากปัจจัยชั่วคราว เช่น อากาศ สงคราม หรือโควตาน้ำมัน ⇒ ธนาคารกลางใช้ตัวนี้ตัดสินใจดอกเบี้ยมากกว่า เพราะมันบอกแนวโน้มพื้นฐานได้ดีกว่า

ตัวอย่างข้างล่างใช้ตะกร้าสมมติที่ปัดเป็นเลขกลม ๆ เพื่อให้คำนวณตามได้ง่าย — ข้อมูลชุดเดียวกันเป๊ะ ให้คำตอบที่ต่างกันคนละทิศ

ตะกร้าสมมติ — ส่วนร่วมของแต่ละหมวด (น้ำหนัก × ราคาที่เปลี่ยน) 0.00 จุด อาหาร · น้ำหนัก 30% · +2% +0.60 พลังงาน · น้ำหนัก 10% · −20% −2.00 หมวดอื่น ๆ · น้ำหนัก 60% · +2% +1.20 Headline — รวมทุกหมวด +0.60 − 2.00 + 1.20 = −0.20% พาดหัวข่าว: “เงินเฟ้อติดลบ” Core — ตัดอาหารและพลังงานออก เหลือหมวดอื่น ๆ อย่างเดียว = +2.00% ธนาคารกลางเห็น: แรงกดดันยังอยู่ ตัวเลขชุดเดียวกัน — ต่างกัน 2.20 จุด
แท่งสีแดงคือพลังงานที่มีน้ำหนักแค่ 10% แต่ราคาร่วง 20% จึงดึงทั้งตะกร้าติดลบคนเดียว — พอตัดมันออก ภาพกลับด้านทันที นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลางไม่ลดดอกเบี้ยเพียงเพราะ headline ติดลบ

5. เงินเฟ้อเกิดจากอะไร — สาเหตุหลักสามกลุ่ม

ส่วนนี้เป็นแกนวิชาการที่อยู่ในบทความฉบับเดิมอยู่แล้ว ฉบับนี้คงโครงเดิมไว้ แก้ตัวสะกดภาษาอังกฤษที่พิมพ์ผิด และเพิ่มวิธีแยกแยะจากข้อมูลจริง

1

ดีมานด์เกิน — Demand-Pull

ความต้องการรวมมากกว่ากำลังผลิต ณ ระดับราคาปัจจุบัน ราคาจึงถูกดันขึ้น มักเกิดตอนเศรษฐกิจร้อนแรงและการจ้างงานเต็มที่แล้ว ⇒ สังเกตได้จากการที่ราคาขึ้นพร้อมกับผลผลิตและการจ้างงานที่ขยายตัว

2

ต้นทุนเพิ่ม — Cost-Push

ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตส่งผ่านไปที่ราคาขาย แบ่งย่อยเป็น Wage-Push (ค่าจ้างขึ้น) และ Profit-Push (ผู้ผลิตที่มีอำนาจตลาดขยับกำไรต่อหน่วย) ⇒ สังเกตได้จากการที่ราคาขึ้นพร้อมกับผลผลิตที่หดตัว ซึ่งเป็นภาพที่แก้ยากที่สุด

3

โครงสร้างและจากต่างประเทศ

Structural — โครงสร้างการบริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าที่การผลิตปรับตัวทัน · Imported Inflation — ราคานำเข้าสูงขึ้น เช่น น้ำมันโลกแพง หรือค่าเงินอ่อนทำให้ของนำเข้าแพงขึ้นทั้งกระดาน

!
ทำไมการแยกให้ออกถึงสำคัญ — เพราะยารักษาคนละตัว เงินเฟ้อจากดีมานด์แก้ได้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอการใช้จ่าย แต่เงินเฟ้อจากต้นทุน (เช่น น้ำมันโลกแพง) การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้น้ำมันถูกลง มันแค่ทำให้เศรษฐกิจชะลอเพิ่มขึ้นอีกทาง ⇒ นี่คือที่มาของคำว่า stagflation คือเศรษฐกิจซบเซาพร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ธนาคารกลางเกลียดที่สุดเพราะเครื่องมือที่มีแก้ได้ทีละอย่าง

6. ระดับความรุนแรงของเงินเฟ้อ

ระดับลักษณะผลต่อระบบเศรษฐกิจ
เงินเฟ้ออย่างอ่อน
Creeping / Mild
ราคาค่อย ๆ เพิ่มอย่างช้า ๆ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ตั้งเป้าราว 2% ต่อปีถือว่าเป็นภาวะปกติและช่วยให้กลไกราคาทำงานได้ การกดให้เป็นศูนย์อาจแลกมาด้วยการว่างงานที่สูงขึ้น
เงินเฟ้อรุนแรง
Galloping
เลขสองหลักขึ้นไปต่อปีคนเริ่มไม่ถือเงินสด สัญญาระยะยาวทำได้ยาก การออมลดลง
เงินเฟ้ออย่างรุนแรงมาก
Hyperinflation
ราคาเปลี่ยนภายในวันเดียว เช้าราคาหนึ่ง เย็นอีกราคาหนึ่งหน้าที่ของเงินหมดไป ระบบถอยกลับไปสู่การแลกของกับของ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ เช่น เยอรมนี 1923 · ฮังการี 1946 · ซิมบับเว 2008 · เวเนซุเอลา 2018
เงินฝืด
Deflation
ระดับราคาลดลงต่อเนื่อง ดัชนีติดลบคนเลื่อนการซื้อออกไปเพราะรอของถูกลงอีก ทำให้ความต้องการหดตัวและวนเป็นวงจร แก้ยากกว่าเงินเฟ้ออ่อน ๆ มาก

สำหรับคนที่อยากเห็นว่าเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อไปเท่าไรเมื่อเวลาผ่านไป ตารางที่คำนวณเป็นตัวเงินอยู่ที่ Inflation Hedge คืออะไร หัวข้อที่ 6 ซึ่งแสดงว่าเงินเฟ้อ 7% ต่อปีทำให้อำนาจซื้อเหลือครึ่งเดียวใน 10.2 ปี


7. ผลกระทบของเงินเฟ้อ — ใครเสียมากกว่ากัน

ภาพการ์ตูนแสดงผลกระทบของเงินเฟ้อต่อคนสามกลุ่มรายได้ ผู้มีรายได้สูงยืนบนที่สูงพร้อมร่ม ผู้มีรายได้ปานกลางยืนในน้ำ และผู้มีรายได้น้อยจมน้ำ ขณะที่ระดับราคากำลังสูงขึ้น
ภาพนี้อธิบายข้อที่สำคัญที่สุดของหัวข้อนี้ — เงินเฟ้อกระทบทุกคน แต่ไม่เท่ากัน เพราะสัดส่วนค่าอาหารและค่าเดินทางต่อรายได้ของแต่ละกลุ่มต่างกันมาก
ด้านเกิดอะไรขึ้นใครได้ / ใครเสีย
อำนาจซื้อเงินหน่วยเดิมซื้อของได้น้อยลง คนเร่งใช้จ่ายก่อนของแพงขึ้นอีก ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านราคาผู้ถือเงินสดเสีย
การออมและการลงทุนคนเร่งใช้จ่าย เงินออมของประเทศลดลงผู้ฝากเงินที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อเสีย
การกระจายรายได้ผู้มีรายได้น้อยใช้สัดส่วนรายได้ไปกับอาหารและพลังงานมากกว่า ซึ่งเป็นหมวดที่ราคาแกว่งแรงที่สุด และมีอำนาจต่อรองค่าจ้างน้อยกว่าผู้มีรายได้น้อยเสียมากที่สุด
ลูกหนี้และเจ้าหนี้หนี้ที่กู้ไว้เป็นจำนวนเงินคงที่ มีภาระที่แท้จริงลดลงเมื่อเงินเฟ้อสูงลูกหนี้ได้ · เจ้าหนี้เสีย
การค้าระหว่างประเทศราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น ส่งออกแข่งขันยากขึ้น การนำเข้าน่าสนใจขึ้นผู้ส่งออกเสีย · ผู้นำเข้าได้

8. แก้ปัญหาเงินเฟ้อยังไง

เครื่องมือมีสองชุดใหญ่ และคนละหน่วยงานเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นจุดที่ข่าวมักไม่แยกให้

 นโยบายการเงินนโยบายการคลัง
ใครทำธนาคารกลางรัฐบาล / กระทรวงการคลัง
ทำอะไรขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย · ดูดสภาพคล่องออก · คุมสินเชื่อ · ลด QE หรือทำ QTลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น · ปรับภาษี · ทำงบประมาณให้ขาดดุลน้อยลง
เห็นผลเร็วแค่ไหนตลาดตอบสนองทันที เศรษฐกิจจริงใช้เวลาหลายไตรมาสช้ากว่า เพราะต้องผ่านกระบวนการงบประมาณ
ผลข้างเคียงชะลอการลงทุนและการจ้างงานกระทบบริการภาครัฐและกลุ่มที่พึ่งพาการสนับสนุน

สำหรับกลไกฝั่งธนาคารกลางแบบละเอียด — โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายพันธบัตรที่กดหรือดันผลตอบแทน — อ่านต่อได้ที่ QE คืออะไร ซึ่งอธิบายทั้ง QE และ QT พร้อมตัวเลข


9. สิ่งที่แก้จากฉบับเดิมของหน้านี้

  1. รูปประกอบเดิมตายไปแล้ว — ฉบับเดิมมีรูปเดียวและเป็นรูปที่ลิงก์ไปเว็บภายนอกซึ่งปิดตัวไปแล้ว ทำให้ทั้งรูปในบทความและภาพตัวอย่างตอนแชร์ลิงก์เป็นกล่องว่าง ฉบับนี้เปลี่ยนไปใช้รูปที่โฮสต์อยู่บนบล็อกเอง
  2. แก้ตัวสะกดภาษาอังกฤษที่พิมพ์ผิด — "Wage-Pash" ที่ถูกคือ Wage-Push และ "Prafit-Push" ที่ถูกคือ Profit-Push สองคำนี้ค้นหาไม่เจออะไรเลยถ้าสะกดตามฉบับเดิม
  3. เพิ่มส่วนที่ขาดไปทั้งหมด — ฉบับเดิมอธิบายทฤษฎีครบแต่ไม่มีตัวเลขให้คำนวณตามเลยสักช่อง และไม่ได้พูดถึง CPI, headline กับ core, หรือ base effect ซึ่งเป็นสามเรื่องที่ต้องรู้ถ้าจะอ่านข่าวเงินเฟ้อให้เข้าใจ
  4. ปรับตัวอย่าง hyperinflation ให้ครบขึ้น — ฉบับเดิมยกตัวอย่างไว้สองประเทศ ฉบับนี้เพิ่มกรณีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และกรณีร่วมสมัย

10. สรุป

  1. เงินเฟ้อ คือระดับราคาโดยรวมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง — ไม่ใช่ "ของแพง" และไม่ใช่ราคาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  2. วัดด้วยดัชนีราคาจากตะกร้าถ่วงน้ำหนัก ⇒ ของที่ขึ้น 50% แต่มีน้ำหนัก 2% ดันดัชนีได้เท่ากับของที่ขึ้น 10% ที่มีน้ำหนัก 10%
  3. 🔑 "เงินเฟ้อลดลง" ไม่ได้แปลว่าของถูกลง — ดัชนีคงที่ทั้งปีก็ทำให้อัตราร่วงจาก 8% เหลือ 0% ได้ ของถูกลงจริงต้องเป็น deflation คือตัวเลขติดลบ
  4. Headline กับ Core มาจากข้อมูลชุดเดียวกันแต่ตอบต่างกันได้คนละทิศ ธนาคารกลางดู core มากกว่า
  5. สาเหตุหลักคือดีมานด์เกิน ต้นทุนเพิ่ม และปัจจัยจากต่างประเทศ — และการขึ้นดอกเบี้ยแก้ได้ดีเฉพาะแบบแรก
  6. ผลกระทบไม่เท่ากันทุกกลุ่ม ผู้มีรายได้น้อยและเจ้าหนี้เสียมากที่สุด ส่วนลูกหนี้ได้ประโยชน์

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนและไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขในตารางทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติที่ปัดเป็นเลขกลมเพื่อให้ผู้อ่านคำนวณตามได้ ไม่ใช่ค่าจริงของประเทศใด ผู้ที่ต้องการตัวเลขจริงควรอ้างอิงจากสำนักงานสถิติหรือธนาคารกลางของประเทศนั้นโดยตรง

ความคิดเห็น

Related stories