กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาการเทรด

บทความ

การเทรดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิในกาตัดสิน ซึ่งบางทีเราก็อาจหลุด และไม่มีสมาธิในการเทรด หรือแย่สุดอาจจะมาอารมเข้ามาเกียวข้องในการเทรดจนทำให้การตัดสินใจนั้นผิดพลาดเกิดขึ้น วันนี้เราจมาเพิ่ม สมาธิในการเทรด ร่วมไปถึงการทำงานต่างกันๆ  1.เตรียมพร้อมให้สมองก่อนเทรด 😀 ขนาดนักกีฬายังต้องทมีการวอร์มร่างกายก่อนแข็งขัน การเทรดก็เช่นกัน ควรมีการทำให้สมองเรานั้นมีความพร้อมต่อการเทรด  โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งหรือสองนาที นั่งในมุมที่ผ่อนคลาย สูดลมหายใจเข้าท้องลึกๆ แค่ทำร่างกายให้ผ่อนคลายก่อนเริ่มงาน มันก็จะช่วยให้ง่ายต่อการจดจ่อในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ง่ายขึ้นแล้ว 2.แบ่งเวลาเทรด ⌚ การเทรดหรือการทำงานนั้น ก็ควรช่วงเวลาในการพักผ่อน เพือไม่ให้ร่างการและสมองเรา ล้ามากเกินไป และมันจะทำให้ สติ และสมาธิเราลดลง  โดยช่วงเวลาการพักนั้นก็เราเลือกเลย เทรด 30 นาที พัก 5 นาที  โดยการพักที่ดีที่สุดก็คือการลุกจากเก้าอี้ไป ยืดกล้ามเนื้อ และไปมองอะไรที่ไกล เพื่อสายตา ได้ผ่อนคลายจาการมองหน้าจจอที่นานเกินไป  3.ออฟไลน์ตัวเอง❌ สิ่งที่จะมาขัดและเป็นสิ่งรบกวนคุณมากที่สุดนั้นคือ เสียงแจ้งเตือนต่าง จากโซเชียลมีเดีย ซึ่งนั้นจะ
สำหรับใครที่เทรดมาสักระยะ และเห็นเซียนคนนั้น เทพพอร์ตฟ้า หรือ โชว์กำไรตลอดแล้วกลับมามองพอร์ดตเรายังแดงอยู่ แล้วในใจเราก็คิดว่าเราคงเก่งสู้เข้าไม่ได้ แถมเขาเปิดฝากเทรด หรือตามสัญญาณด้วย ก็ดีเลยสิ ยังงี้ฝากเทรดไปเลยสิ ก็ไม่ต้องเทรดเองแถมพอร์ตก็บวกด้วย  แต่หารู้ไม่ ว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสียง ว่าจะเราจะมาเล่าถึงข้อดีแล้วข้อเสียของการฝากเทรด  การฝากเทรดคืออะไร  การฝากเทรด ก็เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง โดยที่คนอื่นมาเทรดโดยใช้เงินเรา เมื่อได้กำไร ก็เอากำไรมาแบ่งเปอรเซ็นกัน เช่นเดียวกับการทำกองทุนการทุนต่างๆหรือแม้กระทั้ง ก็อบปี้เทรด เป็นต้น  โดยรูปแบบการเทรด ส่วนใหญ่ ผู้เทรดก็จะลงเงินตัวเองขั้นต่ำประมาณ 50% ของพอร์ต เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการลงทุน ข้อดีคืออะไร ✅ 1.เราไม่ต้องมานั่งวิเคาะห์กราฟ หรือ ติดตามราคา 2.เป็น  passive income  3.มีเวลาไปทำอย่างอื่น ข้อเสีย ❌  1.เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ได้แต่นั่งดูอย่างเดียว อย่างมากก็แค่เข้าไปถามแค่นั้น 2.มีโอกาศที่จะชิงเอาเงินของเราหนี้ไป  3.ร่วมมือกับโบรคเกอร์เพื่อหลอกเอาตังของเรา ที่เป็นข่าวดังวออกอยู่บ่อย  เทรดเองดีสุด  ✅ อย่างน้อยถ้าเทรดเสียก็เ
เป็นคำถามที่ผ่านหูสำหรับเทรดเดอรมานาน ว่าการเทรด forex,option, หุ้นต่างประเทศ นั้นต้องเสียภาษีใหม บอกคนก็บอกว่าไม่เสีย บางคนก็บอกว่า ต้องเสีย วันนี้เราจะไปหาคำตอบกันว่า สรุปแล้วต้องเสียใหม  เทรด forex,option, หุ้นต่างประเทศ ต้องเสียภาษีใหม❓💲💵💸 คำตอบนั้นคือ "ต้องเสียภาษีครับ" ทุกรายได้ไม่ว่าจะในประเทศหรือนอกประเทศนั้น ทั้งหมดต้องเสียภาษี  โดย forex  หรือ หุ้นต่างประเทศนั้น จัดอยู่หมวด เงินได้ประเภทที่ 4 นั้นคือ  ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร เงินลดทุน โดยที่ต้องยืน จะต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 90 มกราคม - มีนาคม ปีภาษีถัดไป โดยการคำนวณภาษีก็คิดแบบ บุคคลธรรมดา ดังรูป  -ค่าปรับเมื่อเสียภาษีเกินกำหนดเวลา มีค่าปรับอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน❌ เงื่อนไขการเสียภาษี จาก การเทรด forex 📝 1.ผู้ที่มีเงินอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน หรือ 6 เดือน 2.เงินที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ 3.ผู้ที่มีเงินและได้นำเงินเข้ามาภายในประเทศไทย (คือการที่เรานำเงินเข้ามาในประเทศ ผ่านการโอนเข้ามาที่บัญชีธนาคารของประเทศไทย หรือด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม) การยกเว้นภาษี ❌ 1.กำไร Forex + รายได้ทั้งหมด ไม่เกิน 20
  อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่ากการเทรดอย่างมาก แต่หลายคนก็อาจจลืมหรือมองข้ามไปนั้นคือ การนอน  วันนี้จะมาเรียนรู้กันว่า ทำมัย การนอน ถึงส่งผลต่อการเทรด และ แนวทางพัฒนาการนอน . การนอนส่งผลอย่างไรกับการเทรด😨  จริงๆ ก็ไม่ใช้แค่การเทรด เพราะมันกระทบกับทั้งชีวิต หากราคานอนไม่พอ หรือนอนไม่มีคุณภาพ เพราะการนอน คือช่วงเวลาที่ราคาได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเอง เพื่อให้ร่างกายพร้อมต่อสู้กับวันใหม่ หากราคานอนไม่พอ แน่นอนว่า ราคาก็ไม่ได้พักอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้ราคากาย ทำงานได้ไม่เต็มที่วันถัดไป โดยส่วนที่เห็นผลชัดเจนนั้นคือ สมอง ความคิดและการตัดสินใจ ก็ช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอน ว่าการเทรดนั้นเป็นการตัดสินใจ และต้องการสมาธิสูง และการนอนไม่เพียงพอยังส่งผลต่ออารมที่จะเข้ามารบกวนการเทรด หรือมีอารมเข้ามาในการเทรด ทำให้เกิดการตัดสินใจด้วยอารมมากว่าเหตุผล และนั้น จุดเริ่มต้นของการเทรดแล้วเสียก็เป็นได้  การนอนที่ดี ควรเป็นอย่างไร ✅😴 โครงสรา้งการนอน นั้น แบ่ง ออกเป็น 3 ระยะ โดย เรียนกว่า วงจรการหลับ 3 ระยะ ดังนี้  1. หลับตื้น เป็นระยะแรกที่มีการหลับตื้นอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน 2. หลับลึก ร่างกาย
Sideway &Swing Trade ใครว่าเทรดยาก                หากพูดถึงรูปแบบการเคลื่อนไหว การวิ่งของราคากราฟแล้วละก็ หลายๆคนก็มักจะถามกลับมาเสมอว่า สรุปมันไปทางไหน บางคนก็ไปถูกทาง บางคนก็ไปผิดทาง เอาจริงๆ กราฟมีแค่ขึ้นกับลงเท่านั้นแหละ  ไม่ว่าจะไปทางไหนก็สามารถทำกำไรได้ทั้งสองทาง อยู่ที่ว่ารอได้มั้ย และจริงๆมันง่ายมากเลยที่จะอ่านรูปแบบการวิ่งของกราฟ  เพราะมันมีเพียงแค่  2 แบบเท่านั้น ก็คือการวิ่งแบบเป็นเทรนด์และ การวิ่งแบบเป็น Side way               1. เทรนด์ หรือชื่อแบบเต็มยศว่าแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคากราฟนั้นก็มีแค่ขึ้นกับลง นั่นก็คือแนวโน้มเทรนด์ขาลง และ แนวโน้มเทรนด์ขาลง ซึ่งก็อ่านได้ไม่ยากและเข้าได้ง่ายที่สุด แต่ๆๆๆๆๆ ขอบคุณรูปภาพจาก forexnew               2. การเคลื่อนไหวแบบ Sideway นี่สิ การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ มักจะหลอกล่อและทำให้เม่าน้อยๆ ตายไปเป็นจำนวนมาก หากใครมองไม่ออก หรือใช้ระยะมุมมองใน กรอบTF เล็กๆแคบๆ มักจะโดนSL กันเป็นแถวๆ วันนี้แอดจะมาสอน วิธีสังเกตมุมมองของกราฟ Sideway และวิธีการเข้าออก ออกเดอร์เพื่อทำกำไรกันนะ                 1. หลักการง่ายๆก่อนเลย ให้ตีเส้นเทรนไลน์เ
หลังจากที่เราได้เรู้จักลุง Bill Williams ไปแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกียวกับแนวคิดการเทรดของลุงว่าเค้าใช้อะไรบ้างในการสร้าง Indicator  แนวคิดการเทรด  Bill Williams คิดว่าคนเราไม่สมารถที่จะคาดการณ์ราคาตลาด และไม่เชื่อว่า การวิเคาะห์พื้นฐานและทางเทคนิคไม่พอสำหรับการซื้อขายหรือเก็งกำไรที่ดีได้ เพราะเนื่องจากตลาดมีความผันผวน และ หลายปัจจัยที่ทำให้ราคาปั่นป่วน แต่ Bill Williams ก็คิดว่า การเข้าใจโค้งสร้างของราคาต่างหากที่จะทำให้เราเข้าพฤติกรรมของราคา และเค้าก็เริ่มสร้าง  indicator มากจากข้อมูลในอดีตและสูตรทาง คณิตศาสตย์ โดยโครงสร้างที่จะปรพสบความสำเร็จนั้นประกอบไปด้วย 5 ส่วน  Fractal Momentum Acceleration/Deceleration Zone Balance line  Williams กล่าวว่าจำเป็นต้องเข้าใจทุกมิติของตลาด - ตลาดมีโครงสร้างแบบเศษส่วน หมายความว่าพวกมันทำจากรูปร่างที่สามารถแบ่งออกเป็นรูปร่างเล็กๆเหล่านี้ได้ การตัดสินใจใดๆ ของเทรดเดอร์คือเศษส่วนเชิงพฤติกรรม  - เพื่อให้ทำการซื้อขายได้กำไร แต่ละคนต้องรู้จักเศษส่วนพฤติกรรมของเทรดเดอร์จำนวนมาก สิ่งนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์คาดการณ์ทิศทางของตลาดได้ - นอกจากนี้ พูดว่าตลาด
  หากใครที่เทรดมากสักระยะหนึ่ง และได้ลองใช้ อินดีเคเตอร์ มาพอประมาณก็คงจะคุนชื้อ อินดีเคเตอร์ที่ชื่อ (Accelerator / Decelerator Oscillator, Alligator, Awesome Oscillator, Fractals, Gator Oscillator และ Market Facilitation Index ) หารู้ไม่ อินดีเคเตอร์พวกนี้ถูกสรา้งโดยตัวคนเดียว นั้นคือ Bill Williams วันนี้เราจะไปทดความรู้จักเค้ากันว่า Bill Williams คือใคร และมีแนวคิดการเทรดอย่างไร  ชีวประวัติ✅ Bill Williams เกิดเมื่อต้นปี 2471 ตามปกติ ครอบครัวชาวอเมริกัน เมื่ออยู่ที่โรงเรียน บิลได้พัฒนาแนวโน้มที่จะคิด ตามที่เพื่อนร่วมชั้นเก่าของเขาเล่า เขาเป็นเด็กที่เงียบและค่อนข้างธรรมดา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คิดค้นบางสิ่งบางอย่างอย่างต่อเนื่อง หยิบยกทฤษฎีของเขาขึ้นมาและพยายามพิสูจน์พวกเขา  หลังเลิกเรียน พ่อแม่ของเขาต้องการส่งเขาไปที่โรงเรียนของศาสนจักรเพื่อที่บิลจะได้เป็นบาทหลวง แต่ชายหนุ่มเลือกมหาวิทยาลัยซึ่งตรงกันข้ามกับที่พวกเขาคาดหวังไว้ ซึ่งเขาได้พบกับเพื่อนที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งชื่อโรเจอร์ส เขาเป็นคนที่จะแนะนำวิลเลียมส์ผู้อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในอนาคต สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก เพื่
สำหรับมือใหม่ที่เข้ามาเทรดตลาดค่าเงิน จะยังไม่รู้ว่า ตลาดธนาคารนั้นมีการปิดตามนักขัตฤกษ์สากล ซึ่งการปิดของตลาดสำคัญๆ ของโลกนั้นส่งผลต่อการของราคา ซึ่งวันนี้เราจะไปทำความรู้จักการหยุดของธนาคาร  การหยุดของธนาคารส่งผลอย่างไรกับกราฟ 💬 การหยุดของธนาคารหลักนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตลาด USD GBP EUR นั้นส่งผลต่อกราฟของราคา เพราะผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศนั้นจะไม่ได้ทำการซื้อขาย แต่กราฟนั้นก็ยังเคลือนที่อยู่ แต่ก็จะเป็นรูปแบบ sideway  และผันผวน ไม่ไปใหน หรืออยู่นิ่ง โดยการผันผวนหรือราคานิ่งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการปิดของตลาด หากมีการปิดของมากกว่า 2 ประเทศ หรือ คู้เงินนั้น ธนาคารปิดทั้ง 2 ประเทศ ตัวอย่างเช่น USDJPY ตลาด USD และ JPY สองประเทศนี้ธนาคารปิด กราฟก็จะไม่ไปใหน และเคลือนที่อยู่กับที่  แนวทางการเทรด  ✅ ควรที่เว้นคู้เงินที่ตลาดปิด เพราะว่าราคาก็จะไม่ไปใหน ทำให้เราเสียโอกาศที่จะไปเล่นคู้อื่น หรือรอเทรดตอนที่ตลาดกลับมาเปิด   วันสำคัญที่ไม่ควรเทรด ❌ คือช่วงเวลาที่หลาดส่วนใหญาทั่วโลกปิด โดนเวลาดังกล่าว ก็จะมาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม ตลาดเลยไปถึง ปีใหม่ ไม่ควรเทรด เพราะเป็น เทศกาล หยุดยาวของตลาดธนาคารของโล
รูปแบบการเทรดนั้น นอกจากเทรดสายเทรดตามเทรน กับสวนเทรนแล้ว ยังมีอีกรูปแบบบหนึ่งที่มือใหม่อาจจะยังไม่รู้จัก นั้นคือ เทรดสาย Indy  และ สายกราฟปล่าว วันนี้ก็จะมาหาความแตกต่างและ ข้อดีและข้อเสียกัน เทรดสายIndy หรือ สายอินดิเคเตอร์ .💥 คือรูปแบบที่เข้าซื้อขายตามสัญญาณที่มาจาก อินดิเคเตอร์ หรือคนบางกลุ่มก็จะเรีอกกว่า สาย math เพราะเป็นสายที่เล่นกับตัวเลขและมีการคำนวณ โดยสายนี้ก็ใช้อินดิเคเตอร์ซึ่งเป็นเครืองมือทางคณิตศาสตร์ กำหนดจุดเข้า จุดออก  ซึ่งแน่นอนว่า สายอินดิเคเตอร์ . นั้นสามารถเทรดได้ทั้ง สวนเทรน หรือตามเทรน  ข้อดี ✅ 1.ง่ายต่อการตีความ  2.ละระยะเวลาในการตีความหรือหาจุดเข้า  3.สามารถนำไปต่อยอดในการสรา้ง Expert Advisor หรือโรบอทเทรดได้ง่ายกว่าสายกราฟปล่าว  4.อารมและ bias  ใช้น้อยกว่า สายกราฟปล่าว ข้อเสีย ❌ 1.สัญญาณต่างๆจะมาช้ากว่า สายกราฟปล่าว  เพราะว่าอินดิเคเตอร์ต้องใช้ข้อมูลมาคำนวนก่อนที่จะแสดงผล  2.ไม่เหมาะกับสภาะตลาดที่ความผันผวนสูง ตัวอย่างเช่น ข่าวหรือ เหตุการ์สำคัญ 
เพลงหรือดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ในการร่วมกิจกรรมต่างมาอย่างอย่าวนาน และหนึงในนั้นก็ คือ วงการเทรดหรือลงทุน สำหรับการเทรดนั้นเป็นการใช้สมาธิอย่างมาก เพือให้เกิดประสิทธิภาพในการตัดสินใจที่ดีที่สุด และเพลงหรือดนตรีก็เข้ามาช่วยทำให้เรานั้นมีสมาธิมากขึ้น วันนี้จะมาทำความรู้จักกันว่า เพลงมีผลกับการเทรดได้อย่างไร  ดนตรีกับการเทรด 🎶🎵 ดนตรีกับการเทรด ก็มีค้นพบเกี่ยวกับ ดนตรีกับอารมและคลื่นสมองมาอย่างยาวนาน ว่าดนดตรีนั้นสามารถกำหนดอารมได้และมีผลต่อคลื่นสมอง ตัวอย่างเช่น เวลาออกกำลังการเพลงที่จะถูกนำมาใช้ นั้น เป็นพวก EDM หรือเพลที่มีจังหวะเร็ว เพือกระตุ้นอารม หรือ การสร้างสมาธิ ก็มักจะเป็นเพลงที่เบาสบาย หรือ เสียง ธรรมชาติ เป็นต้น  และการเทรดนั้นก็การเอาดนตรีเข้ามาใช้อย่างยาวนาน เพือเพิ่มประสิทภาพการเทรด และการตัดสินใจ โดยหลักนั้น แบ่งได้ 2 ประเภท นั้นคือ Zero In  และ All Out   Zero In  และ All Out คืออะไร 🌊🔥 ประเภทที่แบ่งออกได้หลักสำหรับการเทรด โดยเราสามารถเข้าไปฟังได้ที่  spotify   Zero In — เวลาแห่งการโฟกัสและสมาธิ🌊😊 สมาธิ = “BPM (50 – 65) +TM +LVL (+ or -) -LN +M” BPM: ค้นหาเพลงที่มีจัง
แน่นอนว่าทุกคนที่เทรดก็ต้องการที่เห็นพอร์ตตัวเองนั้นเติบโตและใหญ่ขึ้นอื่นๆ แต่ก็ใช้ว่าทุกคนที่จะไปถึงจุดนั้น บางคนก็ติดลบ หรือล้างพอร์ด และก็เลิกและออกจากตลาดไป วันนี้เราจะมาแนวทางที่พัฒนาตัวเราและพอร์ดของเราให้ข้ามขีดกำจัด และเติบโตอย่างยังยืน  แนวทางการข้ามขีดกำจัด📈 1.ต้องรู้ตัวเอง👦 หากเราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงใหนของเส้นทางการเทรด เราก็จะไม่ว่ารู้ว่าเรากำลังหลงทางหรือจะไปทางใหนได้ต่อ การรู้ตัวเองนั้นก็คือ จุดเริ่มต้นของการข้ามขีดจำกัด โดยวิธีรู้ตัวเองนั้นคือ จดทุกอย่างเกียวกับการเทรด เช่น เข้าออเดอรนี้ด้วยเหตุผลอะไร แล้วชนะเพราะอะไร และแพ้เพราะอะไร บริหารเงินแบบใหน แนวทางการแก้เป็นอย่างไร อารมการเทรด ณ ตอนนั้น รู้สึกยังงัย ซึ่งการจดแบบนี้ก็จะทำให้เรา เห็นกระบวนการเทรดของเราทั้งหมด และเราก็จะเห็นปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขได้ เพราะว่าบางปัญหาหรือจุดผิดพลาดถ้าเราไม่จด ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำผิดพลาดแบบเดิมบ่อย ๆ  2.วางแผน📃 ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล่วนต้องมีแผนการ เพราะมันเป็นตัวเพิ่มโอกาสที่จะสำเร็จมากขึ้น และแน่นอนในการข้ามขีดจำกัดการมีแผนก็เหมือนแผนที่ GPS ที่ทำให้เราเดินทางได้ไปถูกทาง และลดเวลา แ
 Revenge Trading   ทำไม ยิ่งเทรด ยิ่งเสีย ???                บทความนี้ แอดจะพาเทรดเดอร์มือใหม่ทั้งหลายไปทำความรู้จักนิยามของคำว่า การเทรดเพื่อเอาคืน  Revenge trading หรือง่ายๆก็คือการแก้แค้นนั่นแหละ  หลายคนหลงไหลเผลอไผลไปกับการเทรด จนหลงลืมคำว่า หยุด พักก่อน หากเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ และพลาดท่า หลายต่อหลายครั้ง ก็มักจะรู้สึกว่า "ไม่ได้ ฉันต้องเอาคืน จะเอาเงินที่เสียไปกลับคืนมา " แล้วบทสรุปในตอนท้ายก็คือ เจ๊ง ระเนระนาด พอร์ตแตกระเบิดระเบ้อ ไม่เหลืออะไรเลย เพลงมา.....แล้วละ                 หลายต่อหลายคนเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาเทรดต่อไป ด้วยความหวังว่า เดี๋ยวก็ได้เงินคืน  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  แทนที่จะได้ทุนกลับคืนมา กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเทรด ยิ่งเสีย มากขึ้นไปอีก ในบางครั้งอาจจะต้องมีใครมาบอกมาเตือนให้ เราหยุด แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อกล้าได้กล้าเสียมาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องลองเสี่ยงอีกสักตั้ง แอดจะบอกว่า เป็นกันเยอะนะ ระบบนี้  ระบบเอาคืน   ดังนั้น จะดีกว่าไหม หากเราเลือกที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเทรดโดยไม่ตั้งเป้าไปที่การเอาคืน แต่ไปโฟกัสที่ การรับมือกับการสูญเ
 DrawDown เชื่อว่าหลายคนที่เริ่มสร้างระบบ ก็จะต้องเจอกับคำนี้แน่อน และไม่ไม่อยากที่ให้ค่า นี้ มากค่ามากแน่นอน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักรว่า  DrawDown นั้นคือะไร และ ใช้ทำอะไรได้บ้าง  Drawdown คืออะไร❓❓ Drawdown หรือตัวย่อ  DD คืออัตราส่วน (%)ที่ขาดทุนต่อเงินทุนที่เราลงไป โดยจะนับไม่ว่าออเดอร์นั้นจะปิดออเดอรหรือไม่ หรือพูดพูดง่ายๆ ว่า ค่า Equity  ลบไปเท่าไหร่ก็จะถูกเอาไปคิดเป็นเปอร์เซน Drawdown  ตัวอย่างเช่น✅ หากคุณถือเงินทุนในพอร์ตอยู่ $1000 แต่คุณมีออเดอร์ติดลบอยู่ 2 ออเดอร และ2ออเดอรนั้น รวมกันแล้ว ลบอยู่ 250$ ก็แสดงว่า คุณมี Drawdown ลบอยู่ 25% ความสำคัญของ Drawdown 👍 สำหรับที่สร้างระบบใช้งานเอง เราก็จะทราบว่า ระบบเรามี Drawdown  อยู่เท่าไหร เพือให้เห็นแนวทางในการแก้ไข และพัฒนาต่อไป   และอีกสว่นหนึ่งสำหรับคนที่ซื้อ  Expert Advisor  (EA) หรือ CopyTrade ก็จะดูว่าตั้งแต่เทรดมา Drawdown  MAX (อัตราส่วน (%)ที่ขาดทุนสุด)  เท่าไหร  ยิ่งมี Drawdown  MAX ต่ำก็ยิ่งดี ก็ยิ่งมีความมั่นใจต่อระบบมากขึ้น  เราจะวัด  Drawdown  ได้อย่างไร💥 สำหรับคนที่สร้างระบบหรือต้องที่ปล่อยขายระบบ EA sinvvtwiหรื
Consecutive Win และ Consecutive Loss  สำหรับคนที่เทรดรายใหม่ก็อาจจจไม่รู้จักร 2 คำนี้ แต่สำหรับคนที่สร้างระบบเทรดเป้นของตัวเอง ก็จะผ่านหูผ่านตามามั้งแล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเทรด วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ Consecutive Win และ Consecutive Loss กัน  Consecutive Win และ Consecutive Loss คืออะไร  ✅❌ Consecutive หมายถึง ติดต่อกัน ดันนั้น Consecutive Win และ Consecutive Loss  อัตราการแพ้ หรือ ชนะติดต่อกัน ตัวอย่าง เราเทรด 10  ชนะติดต่อกับ 3 ออเดอร์  แพ้ 2  ออเดอร์  ที่เหลือสลับแพ้ชนะ 5 ไม้ ก็จะเท่ากับ  Consecutive Win = 3 Consecutive Loss 2 ความสำคัญของ Consecutive Win และ Consecutive Loss ✅❌ แน่นอนว่าเมือเทรดจริงแล้ว Consecutive Win และ Consecutive Loss จะมีผลต่ออารมการเทรดมากๆ ตัวอย่างเช่น  Consecutive Win เยอะ ก็แสดงว่าระบบเราดีเยียม ความมั่นใจก็มากขึ้นบางทีก็มากเกินไปจนประมาณได้  และ Consecutive Loss  ยิ่งเยอะ ก็ยิ่งเครียด เพราะ ว่าลบติดๆกัน อาจจเป็นการบ่งบอกการทำ ผิดพลาดอะไรบางอย่าง หรือ ช่วงเวลาเทรดยังไม่ดี  โดยหลัก เราจะนำค่า Consecutive Win และ Consecutive Loss มาใ
แน่นอนว่า การเทรดนั้นการที่เราเอาเงินของเราไปลงทุนเเพื่อให้ผลกำไร และแน่นอนว่า การลงทุนก็มีความเสี่ยงที่เสียเงินทุนที่ลงไป แน่นอนว่าเวลาเข้าแต่ล่ะออเดอรนั้น สิ่งที่ตามมานั้นสำหรับมือใหม่ นั้นคือแรงกดดัน อาจทำให้ตัดสินใจบางอย่างผิดพลาด วันนี้จะมาหาแนวทางรับมือกับความกดดดัน และความเครียดจากเทรด กดดันและความเครียดเกิดจากใหนบ้าง❌😡 ซึ่งแน่นอนว่า การกดดันและความเครียดของแต่ล่ะคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีรูปแบบที่คลายๆกัน ดังนี้  1.เทรดแบบ OverTrade หรือเทรดเกินตัวไปเกินไป ทำให้เกิดความกดดันและความกลัวถถ้าเทรดในกรณีที่เทรดแพ้  2.การแก้ไม้รูปแบบ Martingale หรือ ซื้อถัว ซึ่ง Martingale  ก็เป้นการแก้ออเดอร์รูปแบบหนึ่งที่ต้องมีการวางแผนและบริหารเงินต้องดีมาก แต่ถ้าวางแผนมาไม่ดี และโดนราคาลาก ก็ยิ่งออกไม้ เพื่อแแก้ออเดอร์ ตัวเงินก็ยิ่งติดลบเป็นทวีคูณ ซึ่งแน่นอนว่า กดดันและเครียดมากขึ้น หากราคายิ่งลงก็ยิ่งเครียด  3.ใช้เงินร้อนมาเทรด ซึ่งเป็นเงินที่คุณเสียไปไม่ได้ ฉนั้นทุกไม้ที่คุณเข้านั้น มันจะมีความกดดันมหาศาล  4.การแพ้ติดต่อกันเป็นเวลานาน และฝืนเทรด แน่นอน การที่ยิ่งเทรดแล้วแพ้ ติดต่อกันอย่างต่
สำหรับใครที่ต้องเทรดกินกำไรคำใหญ่ หรือ RunTrend วันนี้เรามีเครื่องที่ช่วยวิเคาะห์และหาจุดเข้าที่สามารถ RunTrendได้ นั้นคือ SuperTrend  SuperTrend  คืออะไร  📈 SuperTrend เป็นอินดิเคเตอร์ที่สร้างขึ้นมาจาก อินดิเคเตอร์ ATR และ CCI โดยที่ตัวชี้วัด CCI (มาตรฐานของพารามิเตอร์อยู่ที่ 50) เป็นตัวแสดงทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาด และตัวชี้วัด ATR เป็นตัวกำหนดระดับของตัวชี้วัด หากค่าของตัวชี้วัด CCI อยู่เหนื่อ 0 ค่าของตัวชี้วัด SuperTrend อาจจะพุ่งขึ้นหรือเคลื่อนไปตามแนวขนานก็ได้ (ขึ้นอยู่กับค่า ATR) แต่หากค่าตัวชี้วัด CCI ติดลบ ค่าของตัวชี้วัด SuperTrend จะดิ่งลง (ขึ้นอยู่กับค่า ATR เช่นกัน) โดยใช้สีมาเป็นตัวกำหนดเพือให้ง่ายต่อการใช้งาน  สูตรคำนวณ💻 UpperLevel=(High[i]+Low[i])/2+Multiplier*Atr(Period); LowerLevel=(High[i]+Low[i])/2-Multiplier*Atr(Period); ความสามารถของ SuperTrend💬 1.บอกแนวโน้มของเทรน  2.เป็นสัญณาณในการเข้าซื้อขายได้  3.ใช้เป็น แนวรับแนวต้าน  4.ใช้เป็น TSL Trailing Stop Loss การใช้งาน SuperTrend  สำหรับสัญญาณซื้อขาย 💭 ก็มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระบบที่เทรด ตัวอย่างเช่น  1. เข้าตามสี