แนวรับแนวต้าน คืออะไร — 4 วิธีหาแนวรับแนวต้านด้วยตัวเอง และเหตุผลที่สองคนลากเส้นคนละที่บนกราฟใบเดียวกัน

RESISTANCE · แนวต้าน SUPPORT · แนวรับ 1 2 3 ทดสอบ 3 ครั้ง = แข็งขึ้น หรืออ่อนลง ? แนวรับแนวต้าน คืออะไร 4 วิธีหาเส้นด้วยตัวเอง โดย คนเล่น Forex พิวอต 2 สูตร · เส้น R3 113 pip ห่างกัน บนข้อมูลชุดเดียวกัน ตั้ง SL ชิดเส้น 5 pip 30% โดนสเปรดกินไป ก่อนราคาจะเดินไปไหนเลย ฉบับคำนวณจริง
การวิเคราะห์ทางเทคนิค

แนวรับแนวต้าน คืออะไร — ทำไมราคาถึงหยุดตรงนั้น 4 วิธีหาเส้นด้วยตัวเอง และสิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางคำสั่งชิดเส้น

แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่ราคาเคยลงมาแล้วหยุด ส่วนแนวต้าน (Resistance) คือระดับที่ราคาเคยขึ้นไปแล้วหยุด — คำนิยามแค่นี้หาอ่านได้ทุกที่ แต่คำถามที่คนอ่านจริง ๆ อยากรู้คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นควรอยู่ตรงไหน หน้านี้ตอบด้วย 4 วิธีที่ใช้กันจริง พร้อมตัวเลขที่แทนค่าตามได้ทีละขั้น และจะชี้ให้เห็นสิ่งที่บทความแนวรับแนวต้านแทบไม่เคยพูดถึง — วิธีคำนวณแนวรับแนวต้านมีมากกว่าหนึ่งสูตร และสองสูตรที่นิยมที่สุดให้เส้นที่ห่างกันถึง 113 pip บนข้อมูลชุดเดียวกัน · รวมถึงราคาที่ต้องจ่ายเมื่อวางคำสั่งชิดเส้นเกินไป ซึ่งสเปรดกินความเสี่ยงไป 30% ทันทีที่ตั้ง Stop Loss ห่างแค่ 5 pip

113 pip
ระยะที่เส้น R3 ของสองสูตรพิวอตห่างกัน บนราคาชุดเดียวกัน
30%
สัดส่วนที่สเปรด 1.5 pip กินความเสี่ยง เมื่อตั้ง SL ห่างเส้น 5 pip
66 : 58
ระยะจากพิวอตไป R1 เทียบกับไป S1 — ไม่เท่ากันเสมอ และมีเหตุผล
ภาพรวมแนวรับและแนวต้านบนกราฟราคา
ภาพรวมของแนวรับและแนวต้านบนกราฟ — สิ่งที่ทำให้ระดับหนึ่งกลายเป็นแนวรับหรือแนวต้าน ไม่ใช่ตัวเลขสวย ๆ แต่คือการที่ราคาเคยหยุดตรงนั้นมาก่อน

แนวรับแนวต้าน คืออะไร และทำไมราคาถึงหยุดตรงนั้น

คำอธิบายที่ตรงที่สุดไม่ใช่ "ราคาชนเส้นแล้วเด้ง" เพราะเส้นบนกราฟไม่มีแรงอะไรไปหยุดราคาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ที่ระดับราคานั้นเคยมีคำสั่งซื้อขายกองอยู่มากพอที่จะดูดแรงของฝั่งตรงข้ามไว้ได้ และเมื่อราคากลับมาที่เดิม คนกลุ่มเดิมก็มักตัดสินใจแบบเดิมอีก

 แนวรับ (Support)แนวต้าน (Resistance)
อยู่ตรงไหนใต้ราคาปัจจุบันเหนือราคาปัจจุบัน
เกิดจากระดับที่ราคาเคยลงมาแล้วถูกซื้อกลับระดับที่ราคาเคยขึ้นไปแล้วถูกขายกลับ
รูปแบบที่มักเห็นDouble Bottom · Triple BottomDouble Top · Triple Top
ถ้าราคาทะลุผ่านไปมักกลายเป็นแนวต้านในภายหลังมักกลายเป็นแนวรับในภายหลัง
สิ่งที่มันบอกได้จริงบอกว่า "เคยมีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้" — ไม่ได้บอกว่าครั้งนี้จะเกิดซ้ำ
ตัวอย่างแนวรับบนกราฟ ราคาลงมาทดสอบแล้วเด้งกลับขึ้นไป
ตัวอย่างแนวรับ — ราคาลงมาถึงระดับเดิมแล้วไม่ผ่านลงไป จึงกลับตัวขึ้น
ตัวอย่างแนวต้านบนกราฟ ราคาขึ้นไปทดสอบแล้วถูกปฏิเสธลงมา
ตัวอย่างแนวต้าน — ราคาขึ้นไปถึงระดับเดิมแล้วผ่านไม่ได้ จึงย่อกลับลงมา

แนวรับหลัก กับ แนวรับรอง ต่างกันอย่างไร

1

แนวรับหลัก (Major Support)

จุดที่แนวโน้มพลิกจากขาลงเป็นขาขึ้น เป็นการเปลี่ยนทิศของภาพใหญ่ ไม่ใช่แค่พักตัว มักเห็นได้ตั้งแต่ไทม์เฟรมใหญ่

2

แนวรับรอง (Minor Support)

จุดต่ำสุดของการสวิงย่อย ๆ ภายในแนวโน้มเดิม ราคามักผ่านได้ง่ายกว่า และมีจำนวนมากกว่าบนกราฟ

3

วิธีแยกที่ใช้ได้จริง

เปลี่ยนไปดูไทม์เฟรมที่ใหญ่ขึ้นสองขั้น ถ้าเส้นนั้นยังเห็นชัดอยู่ = แนวหลัก ถ้าหายไปกลืนกับแท่งอื่น = แนวรอง

4

เอาไปใช้ต่างกันอย่างไร

แนวหลักเหมาะกับการวาง Stop Loss ให้พ้น ส่วนแนวรองเหมาะกับการหาจังหวะเข้าและทยอยปิดกำไรระหว่างทาง

เกณฑ์ "ดูไทม์เฟรมใหญ่ขึ้น" ใช้ได้เพราะระดับที่ก่อตัวบนกราฟใหญ่ใช้เวลาสร้างนานกว่ามาก มีคนเห็นและจดจำมันมากกว่า อ่านเรื่องการไล่ไทม์เฟรมได้ที่ Multi Timeframe Analysis คืออะไร


4 วิธีหาแนวรับแนวต้าน — และวิธีไหนที่ทุกคนได้เส้นตรงกัน

ก่อนลงรายละเอียดแต่ละวิธี มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ก่อน เพราะมันอธิบายว่าทำไมสองคนดูกราฟใบเดียวกันแล้วลากเส้นคนละที่ — สี่วิธีนี้ "เป็นปรนัย" ไม่เท่ากัน บางวิธีใส่ข้อมูลเดียวกันได้คำตอบเดียวกันเสมอ บางวิธีขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเลือกจุด

วิธีใช้ข้อมูลอะไรสองคนทำแล้วได้เส้นตรงกันไหมจุดอ่อน
1. จุดสูงสุด–ต่ำสุดเดิมจุดกลับตัวในอดีตไม่ตรง — ขึ้นกับว่าเลือกจุดไหนบนกราฟหนึ่งใบมีจุดให้เลือกเป็นสิบ
2. คำนวณจากพิวอตH · L · C ของเมื่อวานตรง ถ้าใช้สูตรเดียวกัน🔑 มีหลายสูตร และให้เส้นคนละที่
3. Fibonacciจุดเริ่ม–จบของคลื่นไม่ตรง — ขึ้นกับว่าลากคลื่นไหนเลือกคลื่นต่างกัน ระดับเลื่อนทั้งชุด
4. Trendlineจุดต่ำสุด/สูงสุดสองจุดขึ้นไปไม่ตรง — ขึ้นกับจุดที่เลือกลากขยับจุดนิดเดียว ปลายเส้นเลื่อนไปไกล
มีแค่วิธีเดียวจากสี่วิธีที่ให้คำตอบเดียวกันทุกคน
และวิธีนั้นก็ยังมีกับดักของตัวเอง เพราะ "สูตรพิวอต" ไม่ได้มีสูตรเดียว

วิธีที่ 1 — หาจากจุดสูงสุดและต่ำสุดเดิม

เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด: มองย้อนกลับไปบนกราฟ หาจุดที่ราคาเคยกลับตัว แล้วลากเส้นแนวนอนออกมาทางขวา ระดับเหล่านั้นคือที่ที่เคยมีการตัดสินใจเกิดขึ้นจริง

การหาแนวรับแนวต้านจากจุดสูงสุดและต่ำสุดเดิมบนกราฟ
ลากเส้นแนวนอนจากจุดกลับตัวเก่า — จุดที่ราคาเคยหยุดคือจุดที่ควรเฝ้าเมื่อราคากลับมา
ตัวอย่างแนวรับแนวต้านของคู่เงิน EUR เทียบกับราคาปัจจุบัน
ตัวอย่างบนคู่เงิน EUR — เทียบระดับเก่ากับราคาปัจจุบันเพื่อดูว่าเหลือระยะถึงเส้นถัดไปเท่าไร
จุดกลับตัวในอดีตกลายเป็นแนวรับและแนวต้านในปัจจุบัน
จุดกลับตัวและจุดสูงสุด–ต่ำสุดในอดีต ใช้เป็นแนวรับแนวต้านของปัจจุบันได้
กฎง่าย ๆ ที่ช่วยลดความมั่ว — นับเฉพาะระดับที่ราคาเคยหยุดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ระดับที่หยุดครั้งเดียวยังไม่มีหลักฐานว่ามีคนสนใจมันซ้ำ · และให้จดราคาเป็นตัวเลขไว้ ไม่ใช่จำเอาจากภาพ เพราะพอเปลี่ยนไทม์เฟรมแล้วตาเราจะเห็นเส้นเลื่อนไปเอง

วิธีที่ 2 — คำนวณจากราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของเมื่อวาน

วิธีนี้ต่างจากวิธีอื่นตรงที่ไม่ต้องใช้สายตาเลย ใส่เลขสามตัวเข้าไปแล้วได้เส้นออกมา เริ่มจากเปิดกราฟ Daily แล้วเอาเมาส์ชี้ที่แท่งเทียนของเมื่อวาน เพื่ออ่านค่า High, Low และ Close

วิธีอ่านค่า High Low Close จากแท่งเทียนรายวันใน MetaTrader
เอาเมาส์ชี้ที่แท่งเทียน Daily แล้วอ่านค่า H · L · C ออกมาจากกล่องข้อมูล

สมมติใช้ตัวเลขจริงของ EURUSD ชุดหนึ่ง — H = 1.3683 · L = 1.3559 · C = 1.3633 แล้วแทนค่าทีละขั้น

ขั้นสูตรแทนค่าได้
หาจุดพิวอตP = (H + L + C) ÷ 3(1.3683 + 1.3559 + 1.3633) ÷ 31.3625
หาความกว้างกรอบH − L1.3683 − 1.35590.0124 (124 pip)
แนวรับ 1P − 0.382 × (H−L)1.3625 − 0.00471.3578
แนวรับ 2P − 0.500 × (H−L)1.3625 − 0.00621.3563
แนวรับ 3P − 0.618 × (H−L)1.3625 − 0.00771.3548
แนวต้าน 1P + 0.382 × (H−L)1.3625 + 0.00471.3672
แนวต้าน 2P + 0.500 × (H−L)1.3625 + 0.00621.3687
แนวต้าน 3P + 0.618 × (H−L)1.3625 + 0.00771.3702

ได้ตัวเลขแล้วก็เอาไปวางบนกราฟด้วยเครื่องมือ Horizontal Line ใส่ราคาลงไปตรง ๆ จะได้หน้าตาแบบนี้

เส้นแนวรับแนวต้านที่คำนวณได้ วางบนกราฟด้วยเครื่องมือ Horizontal Line
เส้นที่คำนวณได้ วางลงบนกราฟแล้ว — ข้อดีของวิธีนี้คือทุกคนที่ใช้สูตรเดียวกันจะได้เส้นตรงกันเป๊ะ
ไม่อยากคำนวณเองก็ได้ — ใช้อินดิเคเตอร์ที่วาดให้อัตโนมัติ (ดูวิธีเลือกและวิธีทดสอบว่ามัน repaint หรือไม่ได้ที่ Support and Resistance Indicator MT4) หรือใช้เว็บคำนวณอย่าง pivotpointcalculator.com · และถ้าอยากอ่านเรื่องพิวอตแบบเจาะลึกทั้งหน้า มีอยู่ที่ Pivot Point คืออะไร

กับดักที่แทบไม่มีใครเตือน — สูตรพิวอตมีมากกว่าหนึ่งเวอร์ชัน

สูตรที่ใช้ข้างบน (ตัวคูณ 0.382 / 0.500 / 0.618) เรียกกันว่า สูตรแบบฟีโบนักชี แต่ยังมีอีกสูตรที่เก่ากว่าและใช้กันแพร่หลายกว่า คือ สูตรคลาสสิก ซึ่งคำนวณคนละแบบสิ้นเชิง

เส้นสูตรคลาสสิกได้สูตรฟีโบนักชีได้ห่างกัน
R3H + 2(P−L)1.3815P + 0.618(H−L)1.3702113 pip
R2P + (H−L)1.3749P + 0.500(H−L)1.368762 pip
R12P − L1.3691P + 0.382(H−L)1.367219 pip
P1.3625 — จุดเดียวที่สองสูตรตรงกัน0
S12P − H1.3567P − 0.382(H−L)1.357811 pip
S2P − (H−L)1.3501P − 0.500(H−L)1.356362 pip
S3L − 2(H−P)1.3443P − 0.618(H−L)1.3548105 pip
ข้อมูลชุดเดียวกัน · สองสูตร · คนละเส้น 1.38201.36251.3440 P สูตรคลาสสิก R3 1.3815R2 1.3749R1 1.3691 S1 1.3567S2 1.3501S3 1.3443 สูตรฟีโบนักชี R3 1.3702 S3 1.3548 R3 ของสองสูตร ห่างกัน 113 pip สูตรฟีโบกระจุกตัวรอบพิวอต ส่วนสูตรคลาสสิกกางออกกว้างกว่ามาก — ทั้งสองอันคำนวณจาก H L C ชุดเดียวกัน
นี่คือภาพที่อธิบายว่าทำไมสองคนที่บอกว่า "ใช้แนวรับแนวต้านจากพิวอต" เหมือนกัน ถึงอาจกำลังพูดถึงเส้นคนละเส้น — เส้น R1 ของสองสูตรห่างกันแค่ 19 pip แต่พอถึง R3 ห่างกันถึง 113 pip
!
สิ่งที่หน้านี้ไม่ได้อ้าง — บทความนี้ไม่ได้บอกว่าสูตรไหนแม่นกว่ากัน และไม่ได้วัดสถิติว่าราคาเคารพเส้นของสูตรใดมากกว่า สิ่งเดียวที่ยืนยันได้จากเลขคณิตล้วน ๆ คือสองสูตรให้เส้นคนละที่ · สิ่งที่ควรทำคือเลือกสูตรเดียวแล้วใช้สูตรนั้นตลอด ไม่ใช่สลับไปมาตามว่าสูตรไหนให้เส้นใกล้ราคาปัจจุบันมากกว่า เพราะการเลือกทีหลังทำให้สถิติของตัวเองใช้ไม่ได้

ทำไม R1 กับ S1 ถึงห่างจากพิวอตไม่เท่ากัน

ถ้าลองวัดระยะจากตารางสูตรคลาสสิกจะเจอเรื่องแปลก — R1 อยู่เหนือพิวอต 66 pip แต่ S1 อยู่ใต้พิวอตแค่ 58 pip ทั้งที่ดูเผิน ๆ น่าจะสมมาตรกัน คำอธิบายอยู่ในตัวสูตรเอง

ความสัมพันธ์แปลว่าแทนค่า
R1 − P = P − Lระยะขึ้นไป R1 เท่ากับระยะจากพิวอตลงไปหาจุดต่ำสุด1.3625 − 1.3559 = 66 pip
P − S1 = H − Pระยะลงไป S1 เท่ากับระยะจากพิวอตขึ้นไปหาจุดสูงสุด1.3683 − 1.3625 = 58 pip
ราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ(C − L) ÷ (H − L)0.0074 ÷ 0.0124 = 59.7%
ราคาปิดค่อนไปทางบนของกรอบ ฝั่งแนวต้านจึงกางกว้างกว่า
สูตรพิวอตกำลังบอกว่า "เมื่อวานปิดแรง วันนี้เผื่อทางขึ้นไว้เยอะกว่าทางลง" ซึ่งเป็นผลของสูตร ไม่ใช่การพยากรณ์

วิธีที่ 3 — หาแนวรับแนวต้านจาก Fibonacci

วิธีนี้ใช้สัดส่วนของคลื่นที่เพิ่งเกิด แทนที่จะใช้ราคาของเมื่อวาน โดยลากจากจุดต่ำสุดไปหาจุดสูงสุดของคลื่นปัจจุบัน แล้วอ่านระดับ 23.6% · 38.2% · 50.0% · 61.8% · 78.6% เป็นแนวรับที่ราคาอาจย่อลงมาพัก

การหาแนวรับจาก Fibonacci Retracement โดยลากจากจุดต่ำสุดไปจุดสูงสุด
หาแนวรับจาก Fibonacci Retracement — ลากจาก Low ไป High ของคลื่นปัจจุบัน ระดับที่ได้คือจุดที่ราคาอาจย่อลงมาพัก
แนวต้านที่อยู่เหนือระดับ Fibonacci 100 เปอร์เซ็นต์
ส่วนที่อยู่เหนือระดับ 100% ใช้เป็นแนวต้าน — ระดับที่ใช้กันคือ 138.2% · 161.8% · 261.8% และ 423.6%
การหาแนวต้านจาก Fibonacci Retracement โดยวัดขาลง
กลับกัน ถ้าวัดขาลง (High ไป Low) ระดับที่ได้จะกลายเป็นแนวต้านที่ราคาอาจเด้งขึ้นไปชน

อีกเครื่องมือในตระกูลเดียวกันคือ Fibonacci Fan ซึ่งให้เส้นเฉียงแทนเส้นแนวนอน เปรียบได้กับเทรนไลน์ที่ระดับสัดส่วนต่าง ๆ

การใช้ Fibonacci Fan หาแนวรับของราคาขาขึ้น
Fibonacci Fan บนขาขึ้น — วางที่จุด Low แล้วลากไปที่ High เส้นพัดที่ได้ทำหน้าที่เป็นแนวรับเฉียง
การใช้ Fibonacci Fan หาแนวต้านของราคาขาลง
Fibonacci Fan บนขาลง — เส้นพัดกลายเป็นแนวต้านเฉียงที่ราคาต้องผ่านก่อนจะกลับตัวได้จริง
จุดที่ต้องระวังกับ Fibonacci — ระดับทั้งชุดขึ้นอยู่กับว่าเลือกคลื่นไหนมาลาก เปลี่ยนจุดเริ่มหรือจุดจบนิดเดียว เส้นทั้งชุดเลื่อนตามหมด ดังนั้นถ้าจะใช้ ต้องมีกฎของตัวเองว่าจะลากคลื่นไหน แล้วใช้กฎนั้นทุกครั้ง · วิธีลากและตารางคำนวณระดับต่าง ๆ อยู่ที่ Fibonacci Retracement คืออะไร

วิธีที่ 4 — หาแนวรับแนวต้านจาก Trendline

สามวิธีแรกให้เส้นแนวนอนที่อยู่กับที่ ส่วนเทรนไลน์ให้เส้นที่เลื่อนตามเวลา เหมาะกับตลาดที่กำลังมีแนวโน้มชัด เพราะแนวรับของขาขึ้นจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้อยู่ที่เดิม

การลากเทรนไลน์เพื่อหาแนวรับ Support Trendline
Support Trendline — ลากเชื่อมจุดต่ำสุดเก่ากับจุดต่ำสุดปัจจุบัน เส้นที่ได้คือแนวรับที่ยกตัวขึ้นตามเวลา
การลากเทรนไลน์เพื่อหาแนวต้าน Resistance Trendline
Resistance Trendline — เชื่อมจุดสูงสุดเก่ากับจุดสูงสุดปัจจุบัน ได้แนวต้านที่กดต่ำลงเรื่อย ๆ ในขาลง
!
จุดอ่อนเชิงเรขาคณิตของเทรนไลน์ — เส้นถูกกำหนดด้วยจุดสองจุด ดังนั้นขยับจุดใดจุดหนึ่งนิดเดียว ปลายเส้นอีกด้านจะเลื่อนไปไกลกว่ามาก ยิ่งลากยาว ยิ่งคลาดเคลื่อนมาก นี่คือเหตุผลที่เทรนไลน์ของสองคนบนกราฟใบเดียวกันแทบไม่เคยทับกันสนิท และเป็นเหตุผลที่ไม่ควรวาง Stop Loss ชิดเทรนไลน์ยาว ๆ

แนวรับแนวต้านคือโซน ไม่ใช่เส้น — และราคาของการวางคำสั่งชิดเกินไป

ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดคือคิดว่าแนวรับเป็นเส้นบาง ๆ ที่ราคาจะแตะแล้วเด้งพอดี ความจริงคือมันเป็นย่านราคา เพราะแต่ละคนลากเส้นไม่ตรงกันอยู่แล้ว (จากตารางวิธีที่ 1, 3 และ 4) และไส้เทียนก็มักทะลุเลยไปนิดหน่อยก่อนกลับ

ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าวาง Stop Loss ชิดเส้นมากเกินไป เราจะโดนน็อกด้วยความคลาดเคลื่อนปกติ ก่อนที่ราคาจะไปทางที่คิด และยังมีต้นทุนอีกก้อนที่มองไม่เห็นบนกราฟ

ตั้ง SL ห่างเส้นสเปรด 1.5 pip คิดเป็นหมายความว่า
3 pip50.0% ของความเสี่ยงครึ่งหนึ่งของเงินที่เสี่ยงหมดไปกับต้นทุน ก่อนราคาจะขยับ
5 pip30.0%ยังเสียเปรียบหนักมาก
10 pip15.0%เริ่มพอรับได้
20 pip7.5%ต้นทุนกลายเป็นเรื่องรอง
50 pip3.0%แทบไม่มีผล แต่ต้องลดขนาดล็อตลงตาม
ไส้เทียนทะลุเส้นได้ แต่ยังอยู่ในโซน เส้น ขอบบนของโซน ขอบล่างของโซน SL ชิด SL พ้นโซน ไส้เทียนแตะ SL ชิด → ปิดขาดทุนทั้งที่ทิศทางถูก แท่งทั้งสามปิดเหนือโซนทุกแท่ง = แนวรับยังทำงานอยู่ แต่ SL ที่วางชิดเส้นโดนไปแล้วหนึ่งครั้ง ยิ่ง SL แคบ สเปรดยิ่งกินสัดส่วนความเสี่ยงมาก — 5 pip โดนกิน 30% · 20 pip โดนกิน 7.5%
แนวรับ "ทำงาน" หรือไม่ กับ ออเดอร์ของเรา "รอด" หรือไม่ เป็นคนละคำถามกัน — ภาพนี้แสดงกรณีที่แนวรับทำงานได้ครบทั้งสามครั้ง แต่คนที่วาง SL ชิดเส้นยังขาดทุน

วิธีคิดว่าจะตั้ง SL ห่างเท่าไรถึงพอดี และแปลงระยะนั้นเป็นขนาดล็อตอย่างไร อยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 ส่วนวิธีประเมินว่าแผนคุ้มไหมหลังหักต้นทุนแล้ว อยู่ที่ บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร


"ยิ่งทดสอบหลายครั้งยิ่งแข็งแกร่ง" จริงหรือเปล่า

ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ แนวรับที่ถูกทดสอบ 2–3 ครั้งแล้วไม่ผ่าน ถือเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง (Strong Support) — แต่ความจริงคือมีสองสำนักที่เชื่อกันคนละทาง และทั้งคู่อธิบายข้อมูลชุดเดียวกันได้

 สำนัก "ยิ่งทดสอบยิ่งแข็ง"สำนัก "ยิ่งทดสอบยิ่งอ่อน"
เหตุผลยิ่งเด้งบ่อย ยิ่งพิสูจน์ว่ามีคนซื้อรออยู่จริงแต่ละครั้งที่เด้ง คำสั่งซื้อที่รออยู่ถูกใช้ไปส่วนหนึ่ง
ทำนายว่าครั้งที่ 3 ก็น่าจะเด้งอีกครั้งที่ 3 มีโอกาสทะลุมากกว่าครั้งแรก
หลักฐานที่มักอ้างภาพกราฟที่เด้งสวย ๆภาพกราฟที่ทะลุในครั้งที่สาม
ปัญหาร่วมกันทั้งคู่เลือกภาพที่สนับสนุนตัวเองมาแสดง ไม่ได้นับทั้งหมด
!
หน้านี้ไม่ตัดสินว่าสำนักไหนถูก เพราะยังไม่ได้วัดเอง และการจะวัดให้ตอบได้จริงต้องนับทุกครั้งที่เกิดเงื่อนไข ไม่ใช่เลือกเฉพาะเคสที่จำได้ · สิ่งที่ทำได้ทันทีคือเก็บสถิติของตัวเอง — จดทุกครั้งที่เทรดโดยอาศัยแนวรับแนวต้าน แล้วบันทึกว่าเป็นการทดสอบครั้งที่เท่าไร พอครบสัก 30 ไม้ก็จะเริ่มเห็นว่าของเราเป็นแบบไหน · วิธีตั้งสมุดบันทึกอยู่ที่ Trading Journal คืออะไร

เมื่อแนวรับกลายเป็นแนวต้าน

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนใหม่มักตกใจ — ราคาทะลุแนวรับลงไปแล้ว เด้งกลับขึ้นมา แต่กลับขึ้นไม่ผ่านระดับเดิมที่เคยเป็นแนวรับ กลายเป็นว่าเส้นเดิมทำหน้าที่กลับด้าน

  • คนที่ซื้อไว้ตรงแนวรับเดิม กำลังติดลบอยู่ — เมื่อราคากลับมาที่ราคาทุนพอดี หลายคนเลือกปิดเพื่อออกให้เท่าทุน แรงขายจึงมากองอยู่ตรงนั้น
  • คนที่ขายตอนทะลุ ก็มองระดับเดิมเป็นจุดยืนยัน — ถ้าราคากลับขึ้นเหนือระดับนั้น แปลว่าการทะลุครั้งนั้นล้มเหลว หลายคนจึงตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เหนือเส้นเดิม
  • ผลรวมคือระดับเดิมยังเป็นระดับที่มีคำสั่งกองอยู่ แค่เปลี่ยนฝั่งของคนที่รออยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้มันเป็นแนวรับตั้งแต่แรก
  • ใช้ได้ทั้งสองทาง — แนวต้านที่ถูกทะลุขึ้นไปก็มักกลายเป็นแนวรับด้วยเหตุผลกลับกันทุกข้อ

ข้อสังเกตนี้ต่อยอดกับโครงสร้างยอดสูงขึ้น–ก้นสูงขึ้นได้ตรง ๆ ซึ่งอ่านเพิ่มได้ที่ ทฤษฎีดาว Dow Theory


5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

  • ลากเส้นเยอะเกินไปจนเต็มกราฟ — ถ้าทุกที่เป็นแนวรับ ก็ไม่มีที่ไหนเป็นแนวรับ ให้จำกัดไว้ที่ระดับที่ราคาเคยหยุดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปเท่านั้น
  • ตั้งคำสั่งไว้ตรงเส้นพอดี — ระดับที่เราเห็น คนอื่นก็เห็น จุดนั้นจึงเป็นบริเวณที่มีคำสั่งกระจุกตัวมากที่สุดและถูกทดสอบแรงที่สุด
  • สลับสูตรพิวอตไปมา — ใช้สูตรคลาสสิกวันนี้ ใช้สูตรฟีโบพรุ่งนี้ แล้วสรุปว่า "พิวอตไม่แม่น" ทั้งที่ยังไม่เคยทดสอบสูตรไหนอย่างสม่ำเสมอเลยสักสูตร
  • ย้ายเส้นตามราคา — พอราคาทะลุก็เลื่อนเส้นตามลงไปเพื่อให้ยัง "ถูก" อยู่ ซึ่งเท่ากับลบหลักฐานที่จะใช้เรียนรู้ทิ้ง
  • ลืมว่าเส้นบนไทม์เฟรมเล็กมีน้ำหนักไม่เท่าไทม์เฟรมใหญ่ — แนวรับบนกราฟ 15 นาทีก่อตัวมาไม่กี่ชั่วโมง ส่วนแนวรับบนกราฟรายสัปดาห์อาจใช้เวลาสร้างเป็นปี

สรุป — เส้นที่ดีคือเส้นที่วางไว้ก่อน ไม่ใช่เส้นที่วาดทีหลัง

ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนจากสี่วิธีนี้ เกณฑ์ตัดสินมีข้อเดียว — เส้นนั้นถูกลากก่อนที่ราคาจะไปถึงหรือเปล่า ถ้าลากก่อน มันคือสมมติฐานที่ตรวจสอบได้ ถ้าลากหลังจากเห็นราคาเด้งแล้ว มันคือคำอธิบายเหตุการณ์ ซึ่งถูกเสมอและใช้ทำอะไรต่อไม่ได้เลย

และสิ่งที่ควรทำต่อจากการลากเส้นเสร็จ คือแปลงเส้นให้เป็นตัวเลข — ระยะจากจุดเข้าถึงเส้นที่ยอมรับว่าผิดคือกี่ pip · ระยะไปเป้าหมายคือกี่ pip · สองอย่างนี้คิดเป็นขนาดล็อตเท่าไร เพราะแนวรับแนวต้านบอกได้แค่ว่า "ควรเฝ้าตรงไหน" ส่วนกำไรขาดทุนถูกกำหนดโดยตัวเลขสามตัวนั้น · ถ้าอยากดูตัวอย่างแผนที่ระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายเป็นราคาไว้ครบตั้งแต่ต้น ลองเทียบดูได้ที่ AlphaSigs

เส้นบนกราฟไม่มีแรงหยุดราคา
สิ่งที่หยุดราคาคือคำสั่งของคนที่จำระดับนั้นได้ — เส้นเป็นแค่วิธีจดว่าระดับนั้นอยู่ตรงไหน

คำชี้แจง — บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีหาแนวรับแนวต้าน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขราคาที่ใช้ในตัวอย่างการคำนวณเป็นข้อมูลชุดหนึ่งเพื่อแสดงวิธีแทนค่า ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังของกลยุทธ์ใด และค่าสเปรดจริงต่างกันไปตามโบรกเกอร์และช่วงเวลา · การเทรด Forex มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ควรทดสอบในบัญชีทดลองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

Related stories