Harmonic Pattern คืออะไร — อ่านอัตราส่วนฟีโบของ Gartley, Bat, Butterfly, Crab แล้วกางตัวเลขว่าแต่ละแบบต้องชนะกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเสมอตัว
Harmonic Pattern คือรูปแบบราคา 5 จุด (X-A-B-C-D) ที่ระยะของแต่ละขาต้องตรงกับอัตราส่วนฟีโบนัชชีที่กำหนดไว้ — ถ้าอัตราส่วนครบ จุด D จะกลายเป็นโซนที่คาดว่าราคาจะกลับตัว เรียกว่า PRZ (Potential Reversal Zone) และเป็นจุดที่เทรดเดอร์ใช้เข้าออร์เดอร์ · สิ่งที่บทความ Harmonic ส่วนใหญ่ไม่เขียนคือ อัตราส่วนพวกนั้นไม่ได้บอกแค่ว่าเข้าตรงไหน แต่มันล็อกระยะสต็อปและ R:R ของคุณไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนคุณกดออร์เดอร์ · หน้านี้จะกางเลขให้ดูทีละขั้นว่า Gartley กับ Crab ที่เข้าด้วยกฎเดียวกัน ต้องชนะคนละอัตรากันขนาดไหน
Harmonic Pattern คืออะไร
Harmonic Pattern คือกลุ่มรูปแบบราคาที่ใช้ ตัวเลขฟีโบนัชชี มากำหนดว่าราคาต้องแกว่งไปเท่าไรถึงจะนับว่าเป็นแพทเทิร์นนั้นจริง ไม่ใช่การดูว่า "รูปคล้าย" อย่างเดียว รูปแบบหนึ่งประกอบด้วยจุด 5 จุดเรียงกันเป็น X → A → B → C → D ทำให้เห็นเป็นตัว M ในฝั่งขาลง (bearish) และตัว W ในฝั่งขาขึ้น (bullish)
คนวางโครงนี้ขึ้นมาคือ H. M. Gartley ในหนังสือ Profits in the Stock Market ปี 1935 (รูปแบบที่เขาอธิบายอยู่หน้า 222 จนถูกเรียกติดปากว่า "Gartley 222") ต่อมา Scott Carney เป็นคนใส่ตัวเลขฟีโบเข้าไปให้ทุกจุดและตั้งชื่อรูปแบบเพิ่ม เช่น Bat, Crab, Shark ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ทุกวันนี้อินดิเคเตอร์ในตลาดใช้กันเกือบทั้งหมด
ตระกูล Harmonic มีแพทเทิร์นอะไรบ้าง
รูปแบบที่มีชื่อและถูกใช้จริงมีราว 9-11 แบบ แล้วแต่ว่าใครนับ แต่ที่เจอบ่อยและอินดิเคเตอร์แทบทุกตัวรองรับคือ 4 แบบนี้ — Gartley, Bat, Butterfly, Crab ทั้งสี่ใช้ป้ายจุดชุดเดียวกัน (X-A-B-C-D) และเข้าที่จุด D เหมือนกัน ต่างกันแค่ว่า D ควรอยู่ลึกแค่ไหนเมื่อเทียบกับขา XA ซึ่งฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่เดี๋ยวเราจะเห็นว่ามันเปลี่ยนทุกอย่าง
- Gartley — จุด D อยู่ที่ 0.786 ของขา XA คือยังอยู่ในกรอบ XA ไม่หลุดจุด X
- Bat — จุด D ลึกกว่าที่ 0.886 ของ XA เกือบชนจุด X พอดี เป็นแบบที่สต็อปแคบที่สุดในตระกูล
- Butterfly — จุด D ทะลุ จุด X ออกไปที่ 1.27 ของ XA
- Crab — ทะลุไปไกลที่สุดที่ 1.618 ของ XA เป็นแบบที่สต็อปกว้างที่สุด
- Cypher, Shark, Deep Crab, Three Drives — เจอน้อยกว่า และบางแบบใช้ป้ายจุดคนละชุด (Shark ใช้ O-X-A-B-C) ทำให้เอากฎของสี่แบบแรกมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้
AB=CD คืออะไร — โครงพื้นฐานที่ทุกแพทเทิร์นต่อยอดมา
ก่อนจะไปถึง 5 จุด ต้องเข้าใจโครง 4 จุดก่อน AB=CD คือรูปแบบที่ราคาแกว่ง 3 ครั้ง — ขา AB ลงมา แล้วเด้งขึ้นเป็น BC (เรียกว่าขาพักหรือ corrective) แล้วลงต่อเป็น CD โดยมีเงื่อนไขว่า CD ควรยาวใกล้เคียงกับ AB และ BC ควรย้อนกลับมา 0.618 หรือ 0.786 ของ AB
เมื่อเติมจุด X เข้าไปข้างหน้า A โครงนี้ก็กลายเป็น XABCD และตัวเลขที่ใส่ให้จุด D คือสิ่งที่แยกว่ามันเป็น Gartley หรือ Bat หรือ Crab · พูดอีกแบบคือ ทุกแพทเทิร์นในตระกูลนี้คือ AB=CD ที่ถูกวัดเทียบกับขา XA อีกชั้นหนึ่ง
ตารางอัตราส่วนฟีโบของแต่ละแพทเทิร์น
นี่คือชุดตัวเลขมาตรฐานที่อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ อ่านจากซ้ายไปขวาตามลำดับที่ราคาเดินจริง
| แพทเทิร์น | B ย้อนกลับของ XA | C ย้อนกลับของ AB | CD ขยายจาก BC | D เทียบขา XA |
|---|---|---|---|---|
| Gartley | 0.618 | 0.382–0.886 | 1.13–1.618 | 0.786 (ไม่หลุด X) |
| Bat | 0.382–0.500 | 0.382–0.886 | 1.618–2.618 | 0.886 (เกือบชน X) |
| Butterfly | 0.786 | 0.382–0.886 | 1.618–2.24 | 1.27 (ทะลุ X) |
| Crab | 0.382–0.618 | 0.382–0.886 | 2.618–3.618 | 1.618 (ทะลุ X ไกลสุด) |
| Deep Crab | 0.886 | 0.382–0.886 | 2.24–3.618 | 1.618 |
| Cypher | 0.382–0.618 | 1.13–1.414 ของขา XA | — | 0.786 ของขา XC |
| Shark | ใช้ป้ายจุดคนละชุด (O-X-A-B-C) — จุด B อยู่ที่ 1.13–1.618 ของขา XA | 0.886–1.13 ของขา OX | ||
รูปทรงกำหนด R:R ไว้ก่อนที่คุณจะเข้าแล้ว
ตรงนี้คือหัวใจของหน้านี้ ลองตั้งโจทย์ให้ทุกแพทเทิร์นเท่ากันหมด แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น
| แพทเทิร์น | จุด D | สต็อป | ระยะเสี่ยง | ระยะกำไรถึงเป้าแรก (0.382 ของ AD) | R:R | ต้องชนะ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Gartley (0.786) | 21.40 | 0.00 | 21.40 | 30.03 | 1.40 | 41.6% |
| Bat (0.886) | 11.40 | 0.00 | 11.40 | 33.85 | 2.97 | 25.2% |
| Butterfly (1.27) | −27.00 | −61.80 | 34.80 | 48.51 | 1.39 | 41.8% |
| Crab (1.618) | −61.80 | −124.00 | 62.20 | 61.81 | 0.99 | 50.2% |
คอลัมน์ระยะกำไรเป็นระยะทาง ไม่ใช่ระดับราคา — ระดับราคาของเป้าหาได้จาก จุด D + ระยะกำไร เช่น Bat เข้าที่ 11.40 เป้าแรกอยู่ที่ราคา 11.40 + 33.85 = 45.25 ส่วน Gartley เข้าที่ 21.40 เป้าแรกอยู่ที่ 21.40 + 30.03 = 51.43
ถ้าถือยาวไปเป้าที่สอง (0.618 ของขา AD) ตัวเลขจะเป็นแบบนี้
| แพทเทิร์น | ระยะกำไรถึงเป้าที่สอง (0.618 ของ AD) | R:R | ต้องชนะ |
|---|---|---|---|
| Gartley | 48.57 | 2.27 | 30.6% |
| Bat | 54.75 | 4.80 | 17.2% |
| Butterfly | 78.49 | 2.26 | 30.7% |
| Crab | 99.99 | 1.61 | 38.3% |
วิธีอ่านช่อง "ต้องชนะ" คือสูตรเดียวกับทุกระบบเทรด — อัตราชนะคุ้มทุน = 1 ÷ (1 + R:R) เช่น Bat ที่ R:R 2.97 ต้องชนะ 1 ÷ 3.97 = 25.2% ส่วน Crab ที่ R:R 0.99 ต้องชนะ 1 ÷ 1.99 = 50.2% (ที่มาของสูตรอยู่ใน Risk Reward Ratio (R:R) คืออะไร)
วางจุด D คลาดแค่ 3% เปลี่ยนอะไรบ้าง
ในทางปฏิบัติไม่มีใครวางจุด D ได้ตรงเป๊ะทุกครั้ง เพราะจุด X และ A ที่คุณเลือกอาจต่างจากคนอื่นไปหนึ่งแท่งเทียน ทำให้ขา XA ยาวไม่เท่ากันตั้งแต่แรก · ลองดูว่าถ้าจุด D ของ Bat คลาดจากนิยามไปแค่ 3 จุด บนขา XA 100 จุด (คือ 3%) จะเกิดอะไรขึ้น
| จุด D ที่วางจริง | ระยะสต็อป | ระยะกำไรถึงเป้าแรก | R:R | ต้องชนะ |
|---|---|---|---|---|
| ลึกกว่านิยาม 3 จุด (D = 8.40) | 8.40 | 34.99 | 4.17 | 19.4% |
| ตรงนิยาม 0.886 (D = 11.40) | 11.40 | 33.85 | 2.97 | 25.2% |
| ตื้นกว่านิยาม 3 จุด (D = 14.40) | 14.40 | 32.70 | 2.27 | 30.6% |
ขยับจุดเดียวไป 6 จุดจากปลายหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่ง ทำให้เกณฑ์ผ่านของระบบเปลี่ยนจาก 19.4% เป็น 30.6% หรือ ต่างกัน 1.6 เท่า — และนี่คือสาเหตุที่คนสองคนที่บอกว่า "เทรด Bat เหมือนกัน" ได้ผลลัพธ์คนละเรื่อง ทั้งที่แพทเทิร์นที่มองเห็นเป็นตัวเดียวกัน
สเปรดกินแพทเทิร์นที่สต็อปแคบที่สุดก่อน
Bat ได้ R:R สวยที่สุดในตระกูลเพราะสต็อปแคบ แต่สต็อปแคบก็แปลว่า สเปรดคิดเป็นสัดส่วนของความเสี่ยงได้เยอะที่สุด ด้วย ตารางนี้ใช้ Bat แบบเดิม เข้าซื้อที่ราคา Ask (คือ D บวกสเปรด) ส่วนสต็อปกับเป้าอยู่ที่ราคาเดิม แล้วดูว่าเมื่อขา XA สั้นลง เกณฑ์ผ่านขยับไปทางไหน
| ขนาดขา XA | ระยะสต็อปตามนิยาม | สเปรด 1.2 pip คิดเป็น | R:R หลังสเปรด | ต้องชนะ |
|---|---|---|---|---|
| ไม่คิดสเปรด | — | 0% | 2.97 | 25.2% |
| 800 pip (ประมาณสวิงบน D1) | 91.20 pip | 1.3% ของสต็อป | 2.92 | 25.5% |
| 300 pip (ประมาณสวิงบน H4) | 34.20 pip | 3.5% | 2.83 | 26.1% |
| 100 pip (ประมาณสวิงบน M15–H1) | 11.40 pip | 10.5% | 2.59 | 27.8% |
| 30 pip (ประมาณสวิงบน M5) | 3.42 pip | 35.1% | 1.94 | 34.0% |
อ่านแถวล่างสุดอีกที — ถ้าไปไล่หา Harmonic บนกราฟ M5 ที่ขา XA ยาวแค่ 30 pip คุณจ่ายสเปรดไปแล้วหนึ่งในสามของสต็อปตั้งแต่วินาทีที่เข้า ยังไม่ทันรู้ว่าแพทเทิร์นถูกหรือผิดเลย และเกณฑ์ที่ต้องทำให้ได้ขยับจาก 25.2% เป็น 34.0% · ตัวเลขนี้ใช้สเปรด 1.2 pip ซึ่งเป็นระดับบัญชี standard ทั่วไปของคู่ EURUSD ถ้าคุณเทรดทองหรือคู่เงินที่สเปรดกว้างกว่า ให้เอาสเปรดจริงของโบรกคุณไปแทนแล้วคิดใหม่
วิธีเข้าออร์เดอร์ที่ PRZ
PRZ (Potential Reversal Zone) ไม่ใช่เส้นเดียว แต่เป็นโซน เพราะระดับฟีโบหลายเส้นมักมาซ้อนกันแถวนั้น เช่นในกรณี Bat จะมีทั้ง 0.886 ของขา XA และปลายของ AB=CD มาชนกัน · การเข้าจึงมีสามแนวทางหลัก
ตั้ง Limit ไว้ที่ขอบโซน
ตั้ง Buy Limit ไว้ที่ระดับ 0.786 หรือ 0.886 แล้วปล่อยให้ราคามาชนเอง · ข้อดีคือได้ราคาดีที่สุดและสต็อปแคบที่สุดตามตาราง · ข้อเสียคือได้ออร์เดอร์ทุกครั้งที่ราคาลงมาถึง รวมทั้งครั้งที่ราคาไม่กลับตัวเลยและวิ่งทะลุต่อ
รอสัญญาณยืนยันก่อนแล้วค่อยเข้า
รอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัวหรือสัญญาณ divergence ที่โซนนั้นก่อน แล้วค่อยเข้าด้วย Market · ข้อดีคือกรองเคสที่ทะลุออกไปได้บางส่วน · ข้อเสียคือจุดเข้าขยับสูงขึ้น ทำให้สต็อปกว้างขึ้นและ R:R ต่ำลงจากตาราง — ต้องคิดเลขใหม่ทุกครั้ง ไม่ใช่ใช้ตัวเลขในตำราต่อ
แบ่งเข้าเป็นสองไม้
เข้าไม้แรกที่ขอบโซน อีกไม้เมื่อยืนยัน ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่กลาง ๆ · ต้องคิดขนาดล็อตรวมก่อน ไม่ใช่คิดทีละไม้ ไม่งั้นความเสี่ยงจริงจะเป็นสองเท่าของที่วางแผนไว้
ไม่ว่าเลือกทางไหน สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือจดว่าเข้าที่ราคาเท่าไรจริง ๆ ไม่ใช่ราคาตามตำรา เพราะตัวเลข R:R ทั้งหมดข้างบนคิดจากการเข้าที่จุด D พอดี ถ้าเข้า Bat ช้าไป 5 จุดบนขา XA 100 จุด (เข้าที่ 16.40 แทนที่จะเป็น 11.40) สต็อปกว้างขึ้นเป็น 16.40 พร้อมกับที่เป้ายังอยู่ที่ราคา 45.25 เท่าเดิม เหลือกำไร 28.85 · R:R ตกจาก 2.97 เหลือ 1.76 และเกณฑ์ผ่านขยับจาก 25.2% เป็น 36.2% ทันที
อินดิเคเตอร์ Harmonic ใช้ยังไงไม่ให้หลอกตัวเอง
สมัยนี้ไม่ต้องนั่งกางฟีโบวัดเองแล้ว มีอินดิเคเตอร์สแกนให้ทั้งใน MT4/MT5 และ TradingView แต่มีสามเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเชื่อเส้นที่มันวาดให้
- เส้นที่วาดตอนแท่งยังไม่ปิด เปลี่ยนได้ — อินดิเคเตอร์หลายตัวยอมให้จุด C หรือ D ขยับตามราคาที่ยังวิ่งอยู่ พอแท่งปิดจริงแพทเทิร์นอาจหายไปเลย อาการนี้เรียกว่า repaint · วิธีตรวจ: เลื่อนกราฟย้อนกลับไปดูสัญญาณเก่า ถ้าเห็นแต่แพทเทิร์นที่ "ถูกทุกอัน" แปลว่ามันลบอันที่ผิดทิ้ง (วิธีตรวจแบบละเอียดอยู่ใน บทความอินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน หัวข้อวิธีตรวจ repaint)
- ค่า tolerance เป็นตัวตัดสินว่าคุณจะเจอกี่แพทเทิร์นต่อวัน — อินดิเคเตอร์เกือบทุกตัวมีช่องให้ตั้งว่ายอมให้คลาดจากตัวเลขฟีโบได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตั้งหลวมก็เจอเยอะแต่แพทเทิร์นเพี้ยน ตั้งแน่นก็เจอน้อยแต่ตรงนิยาม · ตารางในหัวข้อ "คลาดแค่ 3%" ข้างบนคือสิ่งที่ค่านี้ทำกับ R:R ของคุณโดยตรง
- อินดิเคเตอร์ไม่ได้บอกว่าควรเข้า — มันบอกแค่ว่ารูปทรงเข้าเกณฑ์ ส่วนจะเข้าหรือไม่ยังต้องดูบริบทเอง เช่นตรงกับแนวรับแนวต้านเดิมไหม อยู่ในทิศทางเดียวกับไทม์เฟรมใหญ่หรือสวนทาง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด
- นับ Harmonic รวมเป็นสถิติเดียว — เกณฑ์ผ่านของ Bat กับ Crab ต่างกันเท่าตัว เอามารวมกันแล้วดูอัตราชนะรวมจะแปลผลไม่ได้เลย ต้องแยกตามชนิด
- เลื่อนสต็อปให้กว้างขึ้นเพราะ "ราคาเกือบชน" — พอสต็อปกว้างขึ้น R:R ตกทันที Bat ที่ขยับสต็อปจาก 11.40 เป็น 20.00 จะเหลือ R:R 1.69 และต้องชนะ 37.1% แทนที่จะเป็น 25.2%
- เข้าเพราะรูปคล้าย โดยไม่วัดตัวเลข — รูปตัว M กับ W เกิดตลอดเวลาบนทุกกราฟ สิ่งที่ทำให้มันเป็น Harmonic คือตัวเลขในตารางข้างบน ไม่ใช่รูปทรง
- หาแพทเทิร์นบนไทม์เฟรมเล็กเกินไป — ดูตารางสเปรดอีกครั้ง แถว M5 ต้นทุนกินสต็อปไป 35%
- เลือกจุด X และ A ตามความรู้สึก — สองจุดนี้เป็นฐานของการวัดทุกอย่าง ถ้าเลือกคนละที่ ตัวเลขที่ได้จะคนละชุดกันหมด ควรยึดกฎเดียวกันทุกครั้ง เช่นใช้ยอดสวิงที่มีแท่งซ้ายขวายืนยัน (อ่านต่อเรื่องการอ่านโครงสร้างที่ แพทเทิร์นกลับตัว คืออะไร และ ทฤษฎี Elliott Wave)
สรุป
Harmonic Pattern คือรูปแบบราคา 5 จุดที่ใช้อัตราส่วนฟีโบนัชชีกำหนดว่าแต่ละขาต้องยาวเท่าไร จุด D คือจุดเข้า และสิ่งที่แยกแต่ละแพทเทิร์นออกจากกันคือความลึกของ D เทียบกับขา XA · เมื่อกางเลขออกมาจะเห็นว่า รูปทรงเป็นตัวกำหนด R:R ไปแล้วก่อนที่คุณจะตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น — Bat ต้องชนะ 25.2% ส่วน Crab ต้องชนะ 50.2% ที่เป้าเดียวกัน · และค่าที่ดูเหมือนรายละเอียดยิบย่อยอย่าง tolerance 3% หรือสเปรด 1.2 pip ก็ขยับเกณฑ์ผ่านได้ทีละหลายเปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ควรทำต่อจากหน้านี้คือเปิดสถิติของตัวเองแล้วแยกตามชนิดแพทเทิร์น เทียบกับคอลัมน์ "ต้องชนะ" ในตาราง ถ้าแบบไหนยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตัดออก ดีกว่าไล่หาให้ครบทุกแบบ · ถ้าอยากได้จุดเข้า จุดหยุด และเป้าที่เป็นตัวเลขพร้อมคิด R:R ต่อได้เลย ลองดูที่ alphasigs.net
บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ตัวเลขทุกช่องในหน้านี้เป็นการคำนวณจากอัตราส่วนฟีโบนัชชีมาตรฐานภายใต้สมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละตาราง ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังของกลยุทธ์ใด ๆ และไม่ได้บอกว่าแพทเทิร์นแต่ละแบบจะเกิดขึ้นหรือทำงานบ่อยแค่ไหน · การเทรดมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน โปรดทดสอบด้วยบัญชีทดลองก่อนเสมอ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น