Harmonic Pattern คืออะไร — Gartley, Bat, Butterfly, Crab และ R:R ที่รูปทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว

สต็อปใต้ X XABCD 0.886 ของขา XA Harmonic Pattern คืออะไร รูปทรงกำหนด R:R ไว้ก่อนแล้ว โดย คนเล่น Forex อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ (เป้าแรก) Bat 25.2% Crab 50.2% วางจุด D คลาด 3% ของขา XA 19.4% ↔ 30.6% อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ ต่างกัน 1.6 เท่า กางตัวเลขครบทุกแพทเทิร์น
รูปแบบราคา

Harmonic Pattern คืออะไร — อ่านอัตราส่วนฟีโบของ Gartley, Bat, Butterfly, Crab แล้วกางตัวเลขว่าแต่ละแบบต้องชนะกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเสมอตัว

Harmonic Pattern คือรูปแบบราคา 5 จุด (X-A-B-C-D) ที่ระยะของแต่ละขาต้องตรงกับอัตราส่วนฟีโบนัชชีที่กำหนดไว้ — ถ้าอัตราส่วนครบ จุด D จะกลายเป็นโซนที่คาดว่าราคาจะกลับตัว เรียกว่า PRZ (Potential Reversal Zone) และเป็นจุดที่เทรดเดอร์ใช้เข้าออร์เดอร์ · สิ่งที่บทความ Harmonic ส่วนใหญ่ไม่เขียนคือ อัตราส่วนพวกนั้นไม่ได้บอกแค่ว่าเข้าตรงไหน แต่มันล็อกระยะสต็อปและ R:R ของคุณไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนคุณกดออร์เดอร์ · หน้านี้จะกางเลขให้ดูทีละขั้นว่า Gartley กับ Crab ที่เข้าด้วยกฎเดียวกัน ต้องชนะคนละอัตรากันขนาดไหน

25.2% ↔ 50.2%
อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ถึงจะเสมอตัวที่เป้าแรก — Bat ต่ำสุด Crab สูงสุด ทั้งที่เป็นตระกูลเดียวกัน
1.6 เท่า
ระยะห่างของอัตราชนะคุ้มทุน เมื่อวางจุด D คลาดจากนิยามแค่ 3% ของขา XA (19.4% ↔ 30.6%)
35%
สัดส่วนที่สเปรด 1.2 pip กินสต็อปของ Bat ถ้าไปหาแพทเทิร์นบนขา XA ยาว 30 pip

Harmonic Pattern คืออะไร

Harmonic Pattern คือกลุ่มรูปแบบราคาที่ใช้ ตัวเลขฟีโบนัชชี มากำหนดว่าราคาต้องแกว่งไปเท่าไรถึงจะนับว่าเป็นแพทเทิร์นนั้นจริง ไม่ใช่การดูว่า "รูปคล้าย" อย่างเดียว รูปแบบหนึ่งประกอบด้วยจุด 5 จุดเรียงกันเป็น X → A → B → C → D ทำให้เห็นเป็นตัว M ในฝั่งขาลง (bearish) และตัว W ในฝั่งขาขึ้น (bullish)

คนวางโครงนี้ขึ้นมาคือ H. M. Gartley ในหนังสือ Profits in the Stock Market ปี 1935 (รูปแบบที่เขาอธิบายอยู่หน้า 222 จนถูกเรียกติดปากว่า "Gartley 222") ต่อมา Scott Carney เป็นคนใส่ตัวเลขฟีโบเข้าไปให้ทุกจุดและตั้งชื่อรูปแบบเพิ่ม เช่น Bat, Crab, Shark ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ทุกวันนี้อินดิเคเตอร์ในตลาดใช้กันเกือบทั้งหมด

คำที่ต้องแยกให้ออกก่อนอ่านต่อ — ขา (leg) คือระยะจากจุดหนึ่งไปอีกจุด เช่น XA คือระยะจาก X ไป A · retracement คือการย้อนกลับ วัดเป็นสัดส่วนของขาก่อนหน้า · extension คือการวิ่งเลยไปไกลกว่าขาก่อนหน้า (เกิน 100%) · ถ้ายังไม่คุ้นกับการลากฟีโบ ให้อ่าน Fibonacci Retracement คืออะไร วิธีลากให้ถูก ก่อน แล้วค่อยกลับมาหน้านี้

ตระกูล Harmonic มีแพทเทิร์นอะไรบ้าง

รูปแบบที่มีชื่อและถูกใช้จริงมีราว 9-11 แบบ แล้วแต่ว่าใครนับ แต่ที่เจอบ่อยและอินดิเคเตอร์แทบทุกตัวรองรับคือ 4 แบบนี้ — Gartley, Bat, Butterfly, Crab ทั้งสี่ใช้ป้ายจุดชุดเดียวกัน (X-A-B-C-D) และเข้าที่จุด D เหมือนกัน ต่างกันแค่ว่า D ควรอยู่ลึกแค่ไหนเมื่อเทียบกับขา XA ซึ่งฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่เดี๋ยวเราจะเห็นว่ามันเปลี่ยนทุกอย่าง

แผนภาพเทียบรูปแบบ Harmonic Pattern สี่แบบ Crab, Butterfly, Bat, Gartley ทั้งฝั่ง Bullish และ Bearish พร้อมตัวเลขฟีโบนัชชีของแต่ละจุด
แผนภาพชุดเดิมของบทความนี้ — สังเกตว่ารูปทั้งแปดใช้โครงเดียวกันหมด ต่างกันที่ตัวเลขบนเส้นประเท่านั้น
  • Gartley — จุด D อยู่ที่ 0.786 ของขา XA คือยังอยู่ในกรอบ XA ไม่หลุดจุด X
  • Bat — จุด D ลึกกว่าที่ 0.886 ของ XA เกือบชนจุด X พอดี เป็นแบบที่สต็อปแคบที่สุดในตระกูล
  • Butterfly — จุด D ทะลุ จุด X ออกไปที่ 1.27 ของ XA
  • Crab — ทะลุไปไกลที่สุดที่ 1.618 ของ XA เป็นแบบที่สต็อปกว้างที่สุด
  • Cypher, Shark, Deep Crab, Three Drives — เจอน้อยกว่า และบางแบบใช้ป้ายจุดคนละชุด (Shark ใช้ O-X-A-B-C) ทำให้เอากฎของสี่แบบแรกมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้

AB=CD คืออะไร — โครงพื้นฐานที่ทุกแพทเทิร์นต่อยอดมา

ก่อนจะไปถึง 5 จุด ต้องเข้าใจโครง 4 จุดก่อน AB=CD คือรูปแบบที่ราคาแกว่ง 3 ครั้ง — ขา AB ลงมา แล้วเด้งขึ้นเป็น BC (เรียกว่าขาพักหรือ corrective) แล้วลงต่อเป็น CD โดยมีเงื่อนไขว่า CD ควรยาวใกล้เคียงกับ AB และ BC ควรย้อนกลับมา 0.618 หรือ 0.786 ของ AB

แผนภาพ AB=CD pattern ฝั่ง Bullish และ Bearish แสดงอัตราส่วน 0.618, 0.786 ของขา BC และ 1.27, 1.618 ของขา CD
AB=CD ฝั่งซ้ายเป็น Bullish (จบที่ D แล้วขึ้น) ฝั่งขวาเป็น Bearish (จบที่ D แล้วลง) · ตัวเลข 0.618/0.786 คือ BC ย้อนกลับของ AB ส่วน 1.27/1.618 คือ CD ขยายจาก BC

เมื่อเติมจุด X เข้าไปข้างหน้า A โครงนี้ก็กลายเป็น XABCD และตัวเลขที่ใส่ให้จุด D คือสิ่งที่แยกว่ามันเป็น Gartley หรือ Bat หรือ Crab · พูดอีกแบบคือ ทุกแพทเทิร์นในตระกูลนี้คือ AB=CD ที่ถูกวัดเทียบกับขา XA อีกชั้นหนึ่ง


ตารางอัตราส่วนฟีโบของแต่ละแพทเทิร์น

นี่คือชุดตัวเลขมาตรฐานที่อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ อ่านจากซ้ายไปขวาตามลำดับที่ราคาเดินจริง

แพทเทิร์นB ย้อนกลับของ XAC ย้อนกลับของ ABCD ขยายจาก BCD เทียบขา XA
Gartley0.6180.382–0.8861.13–1.6180.786 (ไม่หลุด X)
Bat0.382–0.5000.382–0.8861.618–2.6180.886 (เกือบชน X)
Butterfly0.7860.382–0.8861.618–2.241.27 (ทะลุ X)
Crab0.382–0.6180.382–0.8862.618–3.6181.618 (ทะลุ X ไกลสุด)
Deep Crab0.8860.382–0.8862.24–3.6181.618
Cypher0.382–0.6181.13–1.414 ของขา XA—0.786 ของขา XC
Sharkใช้ป้ายจุดคนละชุด (O-X-A-B-C) — จุด B อยู่ที่ 1.13–1.618 ของขา XA0.886–1.13 ของขา OX
⚠️
Cypher กับ Shark วัดคนละฐาน — สองแบบนี้ไม่ได้วัดจุดเข้าเทียบกับขา XA เหมือนสี่แบบแรก ถ้าเอาสูตรของ Gartley ไปวัด Cypher จะได้จุด D คนละที่กันคนละเรื่อง ตอนใช้อินดิเคเตอร์ให้ดูด้วยว่ามันติดป้ายชื่อแพทเทิร์นว่าอะไร ไม่ใช่ดูแค่ว่ามีเส้นโยงครบ 5 จุด

รูปทรงกำหนด R:R ไว้ก่อนที่คุณจะเข้าแล้ว

ตรงนี้คือหัวใจของหน้านี้ ลองตั้งโจทย์ให้ทุกแพทเทิร์นเท่ากันหมด แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น

สมมติฐานที่ใช้ทั้งตาราง (คำนวณตามได้ทุกช่อง) — เป็นแพทเทิร์นฝั่งขาขึ้น (bullish) · กำหนดให้ X = 0.00 จุด และ A = 100.00 จุด ดังนั้นขา XA ยาว 100 จุดพอดี · เข้าซื้อที่จุด D · กฎสต็อป: แบบที่ D ไม่หลุด X (Gartley, Bat) วางสต็อปใต้ X · แบบที่ D ทะลุ X ไปแล้ว (Butterfly, Crab) วางสต็อปที่ระดับฟีโบถัดไป คือ 1.618 และ 2.24 ของขา XA ตามลำดับ · เป้า: 0.382 และ 0.618 ของขา AD · ยังไม่คิดสเปรดและค่าคอม (คิดในหัวข้อถัดไป)
แพทเทิร์นจุด Dสต็อประยะเสี่ยงระยะกำไรถึงเป้าแรก (0.382 ของ AD)R:Rต้องชนะ
Gartley (0.786)21.400.0021.4030.031.4041.6%
Bat (0.886)11.400.0011.4033.852.9725.2%
Butterfly (1.27)−27.00−61.8034.8048.511.3941.8%
Crab (1.618)−61.80−124.0062.2061.810.9950.2%

คอลัมน์ระยะกำไรเป็นระยะทาง ไม่ใช่ระดับราคา — ระดับราคาของเป้าหาได้จาก จุด D + ระยะกำไร เช่น Bat เข้าที่ 11.40 เป้าแรกอยู่ที่ราคา 11.40 + 33.85 = 45.25 ส่วน Gartley เข้าที่ 21.40 เป้าแรกอยู่ที่ 21.40 + 30.03 = 51.43

ถ้าถือยาวไปเป้าที่สอง (0.618 ของขา AD) ตัวเลขจะเป็นแบบนี้

แพทเทิร์นระยะกำไรถึงเป้าที่สอง (0.618 ของ AD)R:Rต้องชนะ
Gartley48.572.2730.6%
Bat54.754.8017.2%
Butterfly78.492.2630.7%
Crab99.991.6138.3%

วิธีอ่านช่อง "ต้องชนะ" คือสูตรเดียวกับทุกระบบเทรด — อัตราชนะคุ้มทุน = 1 ÷ (1 + R:R) เช่น Bat ที่ R:R 2.97 ต้องชนะ 1 ÷ 3.97 = 25.2% ส่วน Crab ที่ R:R 0.99 ต้องชนะ 1 ÷ 1.99 = 50.2% (ที่มาของสูตรอยู่ใน Risk Reward Ratio (R:R) คืออะไร)

เทรดเดอร์สองคนอาจใช้อินดิเคเตอร์ตัวเดียวกัน วางสต็อปตามตำราเหมือนกันเป๊ะ แต่ถ้าคนหนึ่งเข้าเฉพาะ Bat และอีกคนเข้าเฉพาะ Crab คนแรกต้องแม่น 25% ส่วนคนที่สองต้องแม่น 50% — ต่างกันเท่าตัว โดยที่ทั้งคู่บอกว่า "เทรด Harmonic" เหมือนกัน
ขา XA ยาวเท่ากัน 100 จุด — เปลี่ยนแค่ความลึกของจุด D X = 0.00 · A = 100.00 · เข้าซื้อที่ D · สต็อปใต้ X · เป้าแรก 0.382 ของขา AD X = 0 A = 100 กำไร 30.03 เสี่ยง 21.40 Gartley · D = 0.786 ของ XA = 21.40 R:R = 30.03 ÷ 21.40 = 1.40 → ต้องชนะ 41.6% ถึงจะเสมอตัว กำไร 33.85 เสี่ยง 11.40 Bat · D = 0.886 ของ XA = 11.40 R:R = 33.85 ÷ 11.40 = 2.97 → ต้องชนะ 25.2% ถึงจะเสมอตัว XABCD
จุด B และ C ก็ขยับตามนิยามของแต่ละแพทเทิร์นด้วย แต่สิ่งที่เปลี่ยน R:R จริง ๆ คือระยะจาก D ถึงสต็อป — Bat เข้าลึกกว่า Gartley แค่ 10 จุดบนขา 100 จุด แต่สต็อปสั้นลงเกือบครึ่ง
⚠️
ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้แปลว่า Bat ดีกว่า Crab — มันบอกแค่ว่า เกณฑ์ผ่านของแต่ละแบบไม่เท่ากัน Bat ที่สต็อปแคบมากก็แลกมาด้วยการโดนสอยออกง่ายกว่าเวลาราคาแกว่งเลย PRZ ไปนิดเดียว ส่วน Crab ที่สต็อปกว้างจะทนแกว่งได้ดีกว่า สิ่งที่ต้องทำคือเก็บสถิติของตัวเองแยกตามชนิดแพทเทิร์น แล้วเทียบกับเกณฑ์ในตาราง ไม่ใช่รวมทุกแบบเป็นตัวเลขเดียว

วางจุด D คลาดแค่ 3% เปลี่ยนอะไรบ้าง

ในทางปฏิบัติไม่มีใครวางจุด D ได้ตรงเป๊ะทุกครั้ง เพราะจุด X และ A ที่คุณเลือกอาจต่างจากคนอื่นไปหนึ่งแท่งเทียน ทำให้ขา XA ยาวไม่เท่ากันตั้งแต่แรก · ลองดูว่าถ้าจุด D ของ Bat คลาดจากนิยามไปแค่ 3 จุด บนขา XA 100 จุด (คือ 3%) จะเกิดอะไรขึ้น

จุด D ที่วางจริงระยะสต็อประยะกำไรถึงเป้าแรกR:Rต้องชนะ
ลึกกว่านิยาม 3 จุด (D = 8.40)8.4034.994.1719.4%
ตรงนิยาม 0.886 (D = 11.40)11.4033.852.9725.2%
ตื้นกว่านิยาม 3 จุด (D = 14.40)14.4032.702.2730.6%

ขยับจุดเดียวไป 6 จุดจากปลายหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่ง ทำให้เกณฑ์ผ่านของระบบเปลี่ยนจาก 19.4% เป็น 30.6% หรือ ต่างกัน 1.6 เท่า — และนี่คือสาเหตุที่คนสองคนที่บอกว่า "เทรด Bat เหมือนกัน" ได้ผลลัพธ์คนละเรื่อง ทั้งที่แพทเทิร์นที่มองเห็นเป็นตัวเดียวกัน


สเปรดกินแพทเทิร์นที่สต็อปแคบที่สุดก่อน

Bat ได้ R:R สวยที่สุดในตระกูลเพราะสต็อปแคบ แต่สต็อปแคบก็แปลว่า สเปรดคิดเป็นสัดส่วนของความเสี่ยงได้เยอะที่สุด ด้วย ตารางนี้ใช้ Bat แบบเดิม เข้าซื้อที่ราคา Ask (คือ D บวกสเปรด) ส่วนสต็อปกับเป้าอยู่ที่ราคาเดิม แล้วดูว่าเมื่อขา XA สั้นลง เกณฑ์ผ่านขยับไปทางไหน

สเปรดกินสต็อปของ Bat เท่าไร เมื่อขา XA สั้นลง สต็อปของ Bat = 11.4% ของขา XA เสมอ · สเปรดคงที่ 1.2 pip · แท่งทั้งสี่วาดให้ยาวเท่ากันเพื่อเทียบสัดส่วน XA 30 pipXA 100 pipXA 300 pipXA 800 pip สต็อป 3.42 pipสต็อป 11.40 pipสต็อป 34.20 pipสต็อป 91.20 pip 35.1%10.5%3.5%1.3% สเปรดเทียบสต็อป แท่งแดง = ส่วนของสต็อปที่จ่ายให้สเปรดไปแล้ว ก่อนราคาจะขยับไปทางไหนสักทาง
แท่งเทาทุกแท่งยาวเท่ากันเพราะปรับให้เทียบสัดส่วนกันได้ — ระยะสต็อปจริงของสี่แถวต่างกันถึง 27 เท่า
ขนาดขา XAระยะสต็อปตามนิยามสเปรด 1.2 pip คิดเป็นR:R หลังสเปรดต้องชนะ
ไม่คิดสเปรด—0%2.9725.2%
800 pip (ประมาณสวิงบน D1)91.20 pip1.3% ของสต็อป2.9225.5%
300 pip (ประมาณสวิงบน H4)34.20 pip3.5%2.8326.1%
100 pip (ประมาณสวิงบน M15–H1)11.40 pip10.5%2.5927.8%
30 pip (ประมาณสวิงบน M5)3.42 pip35.1%1.9434.0%

อ่านแถวล่างสุดอีกที — ถ้าไปไล่หา Harmonic บนกราฟ M5 ที่ขา XA ยาวแค่ 30 pip คุณจ่ายสเปรดไปแล้วหนึ่งในสามของสต็อปตั้งแต่วินาทีที่เข้า ยังไม่ทันรู้ว่าแพทเทิร์นถูกหรือผิดเลย และเกณฑ์ที่ต้องทำให้ได้ขยับจาก 25.2% เป็น 34.0% · ตัวเลขนี้ใช้สเปรด 1.2 pip ซึ่งเป็นระดับบัญชี standard ทั่วไปของคู่ EURUSD ถ้าคุณเทรดทองหรือคู่เงินที่สเปรดกว้างกว่า ให้เอาสเปรดจริงของโบรกคุณไปแทนแล้วคิดใหม่

วิธีเช็คเร็ว ๆ ก่อนกดออร์เดอร์ — เอาสเปรดปัจจุบันหารด้วยระยะสต็อปที่คุณจะใช้ ถ้าได้เกิน 10% แปลว่าแพทเทิร์นนี้เล็กเกินไปสำหรับต้นทุนที่คุณจ่าย ให้ขึ้นไปหาบนไทม์เฟรมที่ใหญ่ขึ้นแทน

วิธีเข้าออร์เดอร์ที่ PRZ

PRZ (Potential Reversal Zone) ไม่ใช่เส้นเดียว แต่เป็นโซน เพราะระดับฟีโบหลายเส้นมักมาซ้อนกันแถวนั้น เช่นในกรณี Bat จะมีทั้ง 0.886 ของขา XA และปลายของ AB=CD มาชนกัน · การเข้าจึงมีสามแนวทางหลัก

1

ตั้ง Limit ไว้ที่ขอบโซน

ตั้ง Buy Limit ไว้ที่ระดับ 0.786 หรือ 0.886 แล้วปล่อยให้ราคามาชนเอง · ข้อดีคือได้ราคาดีที่สุดและสต็อปแคบที่สุดตามตาราง · ข้อเสียคือได้ออร์เดอร์ทุกครั้งที่ราคาลงมาถึง รวมทั้งครั้งที่ราคาไม่กลับตัวเลยและวิ่งทะลุต่อ

2

รอสัญญาณยืนยันก่อนแล้วค่อยเข้า

รอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัวหรือสัญญาณ divergence ที่โซนนั้นก่อน แล้วค่อยเข้าด้วย Market · ข้อดีคือกรองเคสที่ทะลุออกไปได้บางส่วน · ข้อเสียคือจุดเข้าขยับสูงขึ้น ทำให้สต็อปกว้างขึ้นและ R:R ต่ำลงจากตาราง — ต้องคิดเลขใหม่ทุกครั้ง ไม่ใช่ใช้ตัวเลขในตำราต่อ

3

แบ่งเข้าเป็นสองไม้

เข้าไม้แรกที่ขอบโซน อีกไม้เมื่อยืนยัน ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่กลาง ๆ · ต้องคิดขนาดล็อตรวมก่อน ไม่ใช่คิดทีละไม้ ไม่งั้นความเสี่ยงจริงจะเป็นสองเท่าของที่วางแผนไว้

ไม่ว่าเลือกทางไหน สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือจดว่าเข้าที่ราคาเท่าไรจริง ๆ ไม่ใช่ราคาตามตำรา เพราะตัวเลข R:R ทั้งหมดข้างบนคิดจากการเข้าที่จุด D พอดี ถ้าเข้า Bat ช้าไป 5 จุดบนขา XA 100 จุด (เข้าที่ 16.40 แทนที่จะเป็น 11.40) สต็อปกว้างขึ้นเป็น 16.40 พร้อมกับที่เป้ายังอยู่ที่ราคา 45.25 เท่าเดิม เหลือกำไร 28.85 · R:R ตกจาก 2.97 เหลือ 1.76 และเกณฑ์ผ่านขยับจาก 25.2% เป็น 36.2% ทันที


อินดิเคเตอร์ Harmonic ใช้ยังไงไม่ให้หลอกตัวเอง

สมัยนี้ไม่ต้องนั่งกางฟีโบวัดเองแล้ว มีอินดิเคเตอร์สแกนให้ทั้งใน MT4/MT5 และ TradingView แต่มีสามเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเชื่อเส้นที่มันวาดให้

ภาพหน้าจอ MT4 แสดงอินดิเคเตอร์ Harmonic วาดรูปแบบ Bat พร้อมตัวเลข 0.886 และ 2.381 และป้ายจุดเข้า entry กับเป้า TP
ภาพชุดเดิมของบทความนี้ — สังเกตตัวเลข 0.886 ที่ฐานและ 2.381 ที่ขา BC ซึ่งเข้าเกณฑ์ Bat พอดี · ป้าย entry อยู่ที่จุด D ตามที่อธิบายไว้ข้างบน
  1. เส้นที่วาดตอนแท่งยังไม่ปิด เปลี่ยนได้ — อินดิเคเตอร์หลายตัวยอมให้จุด C หรือ D ขยับตามราคาที่ยังวิ่งอยู่ พอแท่งปิดจริงแพทเทิร์นอาจหายไปเลย อาการนี้เรียกว่า repaint · วิธีตรวจ: เลื่อนกราฟย้อนกลับไปดูสัญญาณเก่า ถ้าเห็นแต่แพทเทิร์นที่ "ถูกทุกอัน" แปลว่ามันลบอันที่ผิดทิ้ง (วิธีตรวจแบบละเอียดอยู่ใน บทความอินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน หัวข้อวิธีตรวจ repaint)
  2. ค่า tolerance เป็นตัวตัดสินว่าคุณจะเจอกี่แพทเทิร์นต่อวัน — อินดิเคเตอร์เกือบทุกตัวมีช่องให้ตั้งว่ายอมให้คลาดจากตัวเลขฟีโบได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตั้งหลวมก็เจอเยอะแต่แพทเทิร์นเพี้ยน ตั้งแน่นก็เจอน้อยแต่ตรงนิยาม · ตารางในหัวข้อ "คลาดแค่ 3%" ข้างบนคือสิ่งที่ค่านี้ทำกับ R:R ของคุณโดยตรง
  3. อินดิเคเตอร์ไม่ได้บอกว่าควรเข้า — มันบอกแค่ว่ารูปทรงเข้าเกณฑ์ ส่วนจะเข้าหรือไม่ยังต้องดูบริบทเอง เช่นตรงกับแนวรับแนวต้านเดิมไหม อยู่ในทิศทางเดียวกับไทม์เฟรมใหญ่หรือสวนทาง
ถ้าอยากเห็นตัวอย่างการอ่านโครงสร้างราคาที่มีตัวเลขกำกับทุกครั้งโดยไม่ต้องนั่งวัดเอง AlphaSignals แสดงจุดเข้า จุดหยุด และเป้าเป็นตัวเลขมาพร้อมกัน ทำให้เอาไปคิด R:R ต่อได้ทันทีแบบเดียวกับตารางในหน้านี้

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด

  • นับ Harmonic รวมเป็นสถิติเดียว — เกณฑ์ผ่านของ Bat กับ Crab ต่างกันเท่าตัว เอามารวมกันแล้วดูอัตราชนะรวมจะแปลผลไม่ได้เลย ต้องแยกตามชนิด
  • เลื่อนสต็อปให้กว้างขึ้นเพราะ "ราคาเกือบชน" — พอสต็อปกว้างขึ้น R:R ตกทันที Bat ที่ขยับสต็อปจาก 11.40 เป็น 20.00 จะเหลือ R:R 1.69 และต้องชนะ 37.1% แทนที่จะเป็น 25.2%
  • เข้าเพราะรูปคล้าย โดยไม่วัดตัวเลข — รูปตัว M กับ W เกิดตลอดเวลาบนทุกกราฟ สิ่งที่ทำให้มันเป็น Harmonic คือตัวเลขในตารางข้างบน ไม่ใช่รูปทรง
  • หาแพทเทิร์นบนไทม์เฟรมเล็กเกินไป — ดูตารางสเปรดอีกครั้ง แถว M5 ต้นทุนกินสต็อปไป 35%
  • เลือกจุด X และ A ตามความรู้สึก — สองจุดนี้เป็นฐานของการวัดทุกอย่าง ถ้าเลือกคนละที่ ตัวเลขที่ได้จะคนละชุดกันหมด ควรยึดกฎเดียวกันทุกครั้ง เช่นใช้ยอดสวิงที่มีแท่งซ้ายขวายืนยัน (อ่านต่อเรื่องการอ่านโครงสร้างที่ แพทเทิร์นกลับตัว คืออะไร และ ทฤษฎี Elliott Wave)

สรุป

Harmonic Pattern คือรูปแบบราคา 5 จุดที่ใช้อัตราส่วนฟีโบนัชชีกำหนดว่าแต่ละขาต้องยาวเท่าไร จุด D คือจุดเข้า และสิ่งที่แยกแต่ละแพทเทิร์นออกจากกันคือความลึกของ D เทียบกับขา XA · เมื่อกางเลขออกมาจะเห็นว่า รูปทรงเป็นตัวกำหนด R:R ไปแล้วก่อนที่คุณจะตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น — Bat ต้องชนะ 25.2% ส่วน Crab ต้องชนะ 50.2% ที่เป้าเดียวกัน · และค่าที่ดูเหมือนรายละเอียดยิบย่อยอย่าง tolerance 3% หรือสเปรด 1.2 pip ก็ขยับเกณฑ์ผ่านได้ทีละหลายเปอร์เซ็นต์

สิ่งที่ควรทำต่อจากหน้านี้คือเปิดสถิติของตัวเองแล้วแยกตามชนิดแพทเทิร์น เทียบกับคอลัมน์ "ต้องชนะ" ในตาราง ถ้าแบบไหนยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตัดออก ดีกว่าไล่หาให้ครบทุกแบบ · ถ้าอยากได้จุดเข้า จุดหยุด และเป้าที่เป็นตัวเลขพร้อมคิด R:R ต่อได้เลย ลองดูที่ alphasigs.net

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ตัวเลขทุกช่องในหน้านี้เป็นการคำนวณจากอัตราส่วนฟีโบนัชชีมาตรฐานภายใต้สมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละตาราง ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังของกลยุทธ์ใด ๆ และไม่ได้บอกว่าแพทเทิร์นแต่ละแบบจะเกิดขึ้นหรือทำงานบ่อยแค่ไหน · การเทรดมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน โปรดทดสอบด้วยบัญชีทดลองก่อนเสมอ

ความคิดเห็น

Related stories