Zone Recovery คืออะไร — ทบล็อตสวนทางแล้วได้เท่าไร คิดเป็นเงินให้ดูทุกไม้

$ ¥ EXIT +20 pip LINE UP · BUY LINE DOWN · SELL — โซนกว้าง 20 pip EXIT −20 pip SELL 0.20 BUY 0.40 SELL 0.80 BUY 1.60 SELL 3.20 BUY 6.40 Zone Recovery คืออะไร ทบล็อตสวนทางแล้วได้เท่าไร โดย คนเล่น Forex ไม้ที่ 5 — ฝั่งที่ชนะ −$17.20 หักสเปรดแล้วยังติดลบ FLOAT ที่ไม้ 8 −$3,400 เพื่อไล่เป้าที่ให้ผลตอบแทน 20 ดอลลาร์ ฉบับคำนวณจริง
บริหารความเสี่ยง

Zone Recovery คืออะไร — กลไกการทบล็อตสวนทาง สูตรตัวคูณขั้นต่ำ และต้นทุนที่ตารางส่วนใหญ่ไม่นับให้

Zone Recovery คือวิธีจัดการออเดอร์ที่ติดลบ ด้วยการขีดกรอบราคาไว้ล่วงหน้าสองเส้น แล้วทุกครั้งที่ราคาวิ่งจากเส้นหนึ่งไปแตะอีกเส้นหนึ่ง ก็เปิดไม้ใหม่ในทิศตรงข้ามด้วยขนาดล็อตที่ใหญ่ขึ้น จนกว่าราคาจะหลุดออกนอกกรอบไปไกลพอ แล้วปิดทุกไม้พร้อมกัน — ต่างจาก Martingale ตรงที่ Martingale ทบไม้ทางเดิม ส่วน Zone Recovery ทบไม้สวนทาง

คำอธิบายแค่นั้นหาอ่านที่ไหนก็ได้ และเกือบทุกที่จบลงด้วยประโยคทำนองว่า "ถ้าวางแผนดีก็ปิดได้กำไร" หน้านี้จะไม่หยุดตรงนั้น เพราะกลไกนี้คำนวณล่วงหน้าได้ทุกช่อง ไม่ต้องเดา ไม่ต้องรอผลย้อนหลัง — กำไรที่จะได้ตอนปิดทั้งชุด เงินที่ต้องทนระหว่างทาง และค่าสเปรดที่จ่ายไป ล้วนเป็นเลขคณิตล้วน ๆ ที่ตามคิดตามได้ด้วยเครื่องคิดเลข

และพอคำนวณจริง ผลที่ออกมาไม่ตรงกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ: กฎ "ทบสองเท่า" ที่ใช้กันทั่วไป ไม่ได้ทำให้กำไรโตขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว มันคือเส้นแบ่งเสมอตัวพอดี และเมื่อบวกค่าสเปรดเข้าไป ไม้ที่ "ชนะ" ไม้ที่ห้าก็กลายเป็นไม้ที่ขาดทุน

$0.00
กำไรของไม้คู่ เมื่อทบล็อต ×2 และตั้งเป้าเท่ากับความกว้างโซน — ไม่ใช่กำไรน้อย แต่เป็นศูนย์พอดี
ไม้ที่ 5
ไม้ฝั่ง "ชนะ" ไม้แรกที่หักสเปรด 1.2 pip แล้วยังติดลบ −$17.20
170 เท่า
ฟลอตที่ไม้ 8 (−$3,400) เทียบกับเป้าหมายที่ไล่อยู่ ($20)

Zone Recovery คืออะไร — สามเส้นที่ต้องขีดก่อนส่งไม้แรก

Zone Recovery ไม่ใช่สัญญาณเข้าออเดอร์ มันคือชุดกฎสำหรับจัดการไม้ที่เข้าผิดทางไปแล้ว ก่อนจะเริ่มได้ ต้องกำหนดสามอย่างนี้ให้ครบและห้ามเปลี่ยนกลางทาง

1

Line Up — เส้นบน

ราคาที่จะเปิด Buy ทุกครั้งที่ราคาวิ่งขึ้นมาแตะ ปกติคือราคาของไม้แรกที่เข้าผิดทาง

2

Line Down — เส้นล่าง

ราคาที่จะเปิด Sell ทุกครั้งที่ราคาวิ่งลงมาแตะ ระยะห่างจากเส้นบนคือความกว้างโซน (Z)

3

เป้าออก — T

ระยะที่ราคาต้องวิ่งเลยกรอบออกไปในทิศของไม้ล่าสุด ถึงจะปิดทุกไม้พร้อมกัน

แผนภาพ Zone Recovery แสดงกรอบ Recover Zone ที่มีเส้น Buy Level ด้านบนและ Sell Level ด้านล่าง พร้อมเส้น Profit Target ทั้งด้านบนและด้านล่างของกรอบ
โครงของ Zone Recovery — กรอบตรงกลางคือโซนที่ราคาเด้งไปมา ส่วนเส้น Profit Target ทั้งบนและล่างคือจุดที่ปิดทุกไม้พร้อมกัน ราคายังอยู่ในกรอบตราบใด ก็ยังไม่มีอะไรถูกปิด

สังเกตว่ากรอบนี้ไม่มีจุดตัดขาดทุนอยู่ในกลไกเลย ไม้ทุกไม้ถือค้างไว้จนกว่าจะปิดพร้อมกันทีเดียว นั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้มันดูสวยบนกระดาษ และเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่ทำให้มันอันตราย


เดินเรื่องทีละไม้ — ตัวอย่าง EURUSD ที่ตามคำนวณได้ทุกช่อง

ตั้งตัวเลขให้จับต้องได้ก่อน ทั้งบทความนี้ใช้ชุดเดียวกันหมด เปลี่ยนแค่ตัวแปรที่กำลังพูดถึง

ชุดตัวเลขตั้งต้น (ใช้ตลอดบทความ)
คู่เงิน EURUSD · 1 pip = 0.0001 · 1.00 lot เคลื่อน 1 pip = 10 ดอลลาร์
Line Up = 1.10800 · Line Down = 1.10600  ⇒  ความกว้างโซน Z = 20 pip
เป้าออก T = 20 pip เลยกรอบ ⇒ ปิดฝั่งขึ้นที่ 1.11000 · ปิดฝั่งลงที่ 1.10400
ไม้แรก L₁ = 0.10 lot · ตัวคูณ k = 2 (ทบสองเท่าทุกครั้งที่กลับด้าน)
สเปรด 1.2 pip · คิดค่าสเปรดครั้งเดียวต่อหนึ่งไม้ ตามธรรมเนียมที่เปิดที่ราคา ask แล้วถูกตีมูลค่าที่ราคา bid

เมื่อกฎครบแล้ว ลำดับเหตุการณ์จะเดินแบบนี้ — ราคาแตะเส้นไหน ก็เปิดไม้ใหม่ในทิศของเส้นนั้น ด้วยล็อตที่ใหญ่ขึ้นเท่าตัว

ราคาเด้งในกรอบ — ทุกครั้งที่แตะเส้น ล็อตคูณสอง ปิดทุกไม้ฝั่งขึ้น · 1.11000 Line Up · Buy · 1.10800 Line Down · Sell · 1.10600 ปิดทุกไม้ฝั่งลง · 1.10400 Z =20pip BUY 0.10 SELL 0.20 BUY 0.40 SELL 0.80 BUY 1.60 SELL 3.20 BUY 6.40 SELL 12.80 ปิดทั้งชุดที่นี่ ราคายังไม่หลุดกรอบ = ยังไม่มีไม้ไหนถูกปิด · ล็อตของไม้ล่าสุดโตเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่กลับด้าน แปดครั้งที่ราคาเด้ง = ล็อตของไม้สุดท้ายโตจาก 0.10 เป็น 12.80 หรือ 128 เท่า
กลไกทั้งหมดของ Zone Recovery อยู่ในภาพเดียวนี้ — ราคาไม่ต้องไปไหนไกล แค่เด้งไปมาในกรอบ 20 pip ก็พอทำให้ล็อตของไม้ล่าสุดโตขึ้น 128 เท่าได้ในแปดครั้ง

สูตรตัวคูณขั้นต่ำ — ทำไม "ทบสองเท่า" ถึงเป็นเส้นแบ่งพอดี ไม่ใช่จุดที่กำไร

ลองคิดเฉพาะจังหวะแรกที่ต้องแก้ไม้ก็พอ: ถือ Buy L₁ อยู่ที่เส้นบน ราคาลงมาแตะเส้นล่าง เปิด Sell L₂ ที่นั่น แล้วราคาลงต่อไปอีก T จนถึงเป้าฝั่งล่าง ปิดทั้งคู่

ไม้ Buy L₁ ขาดทุนเป็นระยะ Z + T (จากเส้นบนลงมาถึงเป้าล่าง)
ไม้ Sell L₂ กำไรเป็นระยะ T (จากเส้นล่างลงมาถึงเป้าล่าง)
จะเสมอตัวได้ต้องมี  T × L₂ = (Z + T) × L₁  นั่นคือ
ตัวคูณขั้นต่ำ kขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T

สูตรบรรทัดสุดท้ายคือหัวใจของหน้านี้ทั้งหน้า เพราะมันบอกว่าตัวคูณล็อตกับระยะเป้าเป็นของคู่กัน จะเลือกตัวคูณโดยไม่ดูเป้าไม่ได้ ลองแทนค่าดู

ความกว้างโซน Zระยะเป้า Tk ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ Tทบ ×2 แล้วเป็นยังไง
20 pip10 pip3.00ต่ำกว่าขั้นต่ำ — ยิ่งแก้ยิ่งติดลบ
20 pip20 pip2.00เท่ากับขั้นต่ำพอดี — เสมอตัว
20 pip40 pip1.50สูงกว่าขั้นต่ำ — กำไรโตขึ้นได้จริง
20 pip60 pip1.33สูงกว่าขั้นต่ำมาก แต่ต้องรอนานกว่า
ค่าตั้งต้นที่คนใช้กันมากที่สุด — ทบ ×2 กับเป้าเท่าความกว้างโซน — คือจุดที่ตัวคูณ เท่ากับขั้นต่ำพอดีเป๊ะ ไม่ใช่จุดที่กำไร แต่เป็นจุดที่ไม่ขาดทุนเฉย ๆ

ตารางที่เปลี่ยนวิธีมองกลยุทธ์นี้ — กำไรตันอยู่ที่ $20 ทุกไม้ แต่ความเสี่ยงคูณสอง

คราวนี้เดินให้ครบทั้งชุดด้วยชุดตัวเลขตั้งต้น (Z = T = 20 pip, k = 2, L₁ = 0.10) คอลัมน์ "กำไรก่อนต้นทุน" คือผลรวมของทุกไม้ตอนที่ราคาไปถึงเป้าในทิศของไม้ล่าสุด และ "ฟลอต" คือเงินที่ลอยติดลบอยู่ตอนราคาไปแตะเส้นตรงข้าม — ซึ่งก็คือวินาทีที่ต้องเปิดไม้ถัดไปพอดี

ไม้ที่ล็อตไม้นั้นล็อตรวมที่ค้างอยู่กำไรก่อนต้นทุนค่าสเปรดสะสมเหลือจริงฟลอตตอนราคาแตะเส้นตรงข้าม
10.100.10+$20$1.20+$18.80−$20
20.200.30$0$3.60−$3.60−$40
30.400.70+$20$8.40+$11.60−$100
40.801.50$0$18.00−$18.00−$200
51.603.10+$20$37.20−$17.20−$420
63.206.30$0$75.60−$75.60−$840
76.4012.70+$20$152.40−$132.40−$1,700
812.8025.50$0$306.00−$306.00−$3,400

อ่านคอลัมน์ "กำไรก่อนต้นทุน" จากบนลงล่างก่อนอย่างอื่น มันไม่ได้โตขึ้นเลย — ไม้คี่ได้ $20 เท่ากันทุกไม้ ไม้คู่ได้ศูนย์เท่ากันทุกไม้ ไม่ว่าจะเด้งไปกี่รอบ ค่านี้เท่ากับ T × L₁ × มูลค่าต่อ pip = 20 × 0.10 × 10 = 20 ดอลลาร์เสมอ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญของตัวเลขชุดนี้ แต่เป็นผลโดยตรงจากการตั้ง k ให้เท่ากับ k ขั้นต่ำพอดีในหัวข้อที่แล้ว

ทีนี้อ่านคอลัมน์ขวาสุด ฟลอตคูณสองทุกไม้: 20 → 40 → 100 → 200 → 420 → 840 → 1,700 → 3,400 ดอลลาร์ พูดอีกแบบคือ ที่ไม้ที่ 8 คุณกำลังยอมให้พอร์ตติดลบ 3,400 ดอลลาร์ เพื่อไล่เป้าที่จ่ายคืนได้มากสุด 20 ดอลลาร์ — ต่างกัน 170 เท่า

!
ตัวเลขทุกช่องในตารางนี้เป็นของรอบที่จบลงได้เท่านั้น รอบที่ราคาไม่ยอมออกจากกรอบสักที หรือรอบที่เงินในพอร์ตหมดก่อน ไม่มีอยู่ในตาราง — และมันคือรอบที่ตัดสินผลลัพธ์ระยะยาวทั้งหมด

สเปรดคือคนที่กินกำไรจริง ๆ — และมันโตเร็วกว่ากำไร

คอลัมน์ "ค่าสเปรดสะสม" ในตารางข้างบนคือจุดที่กลยุทธ์นี้พังเงียบ ๆ เหตุผลตรงไปตรงมา: กำไรผูกกับล็อตของไม้แรกอย่างเดียว แต่ค่าสเปรดผูกกับล็อตรวมของทุกไม้ และล็อตรวมโตแบบทวีคูณ

กำไรอยู่กับที่ ค่าสเปรดวิ่งแซง — เฉพาะไม้ฝั่งที่ "ชนะ" $50$100$150 ไม้ที่ 1 $20 $1.20 ไม้ที่ 3 $20 $8.40 ไม้ที่ 5 $20 $37.20 ไม้ที่ 7 $20 $152.40 กำไรก่อนต้นทุน ค่าสเปรดสะสม แท่งเขียวสูงเท่าเดิมทั้งสี่กลุ่ม เพราะกำไรผูกกับล็อตของไม้แรกอย่างเดียว · แท่งส้มคูณสองทุกครั้ง เพราะผูกกับล็อตรวม
ที่ไม้ที่ 5 แท่งส้มแซงแท่งเขียวไปแล้ว — แปลว่าไม้ที่ "ชนะ" ไม้นั้นปิดออกมาแล้วติดลบ ทั้งที่ราคาวิ่งไปถึงเป้าตามแผนทุกประการ

จุดที่แท่งส้มแซงแท่งเขียวไม่ได้อยู่ที่เดิมเสมอไป มันขึ้นกับสเปรดที่จ่ายจริง ตารางนี้ตอบว่าสเปรดเท่าไร แก้ได้ถึงไม้ที่เท่าไร ก่อนที่ไม้ฝั่งชนะจะเริ่มติดลบ (ชุดตัวเลขเดิมทั้งหมด)

สเปรดที่จ่ายจริงไม้ฝั่งชนะไม้สุดท้ายที่ยังกำไรเหลือจริงที่ไม้นั้นไม้ถัดไปในฝั่งชนะ
0.2 pip (บัญชี raw บวกค่าคอม)ไม้ที่ 5+$13.80ไม้ที่ 7 → −$5.40
0.6 pipไม้ที่ 5+$1.40ไม้ที่ 7 → −$56.20
1.2 pip (บัญชีทั่วไป)ไม้ที่ 3+$11.60ไม้ที่ 5 → −$17.20
2.0 pipไม้ที่ 3+$6.00ไม้ที่ 5 → −$42.00
3.0 pip (ทองคำ หรือช่วงข่าว)ไม้ที่ 1+$17.00ไม้ที่ 3 → −$1.00

แถวล่างสุดคือแถวที่ควรจำ: ถ้าสเปรดกว้าง 3 pip กลยุทธ์นี้ไม่เหลือช่องให้แก้เลยแม้แต่ครั้งเดียว — แก้ครั้งแรกก็ติดลบแล้ว และสเปรด 3 pip ไม่ใช่เรื่องแปลกในทองคำหรือช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาชอบเด้งไปมาในกรอบแคบ ๆ พอดี อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ ปัญหา Spread ถ่างคืออะไร

ตารางนี้ยังไม่รวมค่า swap ซึ่งเก็บตามล็อตรวมที่ค้างข้ามคืนเช่นกัน ที่ไม้ที่ 6 มีล็อตค้างรวม 6.30 lot ค่าถือข้ามคืนจึงคิดจากฐาน 6.30 lot ไม่ใช่ 0.10 lot ที่เริ่มไว้ — วิธีคิดอยู่ในหน้า ค่า swap คิดยังไง และอย่าลืมว่าคืนวันพุธคูณสาม

ต้องมีเงินในพอร์ตเท่าไรถึงจะทนได้ — ตัวเลขที่ควรดูก่อนตัดสินใจ

คำถามที่ควรถามก่อนใช้กลยุทธ์นี้ไม่ใช่ "กำไรเท่าไร" แต่คือ "พอร์ตขนาดนี้ทนได้ถึงไม้ที่เท่าไร" ใช้คอลัมน์ฟลอตจากตารางหลักมาเทียบตรง ๆ (คิดเฉพาะเงินที่ลอยติดลบ ยังไม่รวมมาร์จิ้นที่ถูกกันไว้)

เงินในพอร์ตทนได้ถึงไม้ที่ฟลอตที่ไม้นั้นไม้ถัดไปต้องใช้เป้าที่ไล่อยู่
$2004−$200−$420$20
$1,0006−$840−$1,700$20
$5,0008−$3,400−$6,820$20
$20,00010−$13,640−$27,300$20

สังเกตว่าเพิ่มเงินในพอร์ตร้อยเท่า (จาก $200 เป็น $20,000) ซื้อความทนทานเพิ่มได้แค่ 6 ไม้ เพราะความต้องการเงินโตแบบทวีคูณ ส่วนเงินโตแบบเชิงเส้น นี่คือสาเหตุที่ "เติมเงินเพิ่มอีกหน่อยแล้วจะรอด" แทบไม่เคยเป็นทางออกจริง

!
มาร์จิ้นของไม้ที่สวนกันคิดไม่เหมือนกันทุกโบรก บางเจ้าคิดเต็มทั้งสองฝั่ง บางเจ้าคิดครึ่งเดียว บางเจ้าคิดเฉพาะส่วนที่เกินกันอยู่ ⇒ ต้องเปิดสเปกบัญชีของตัวเองอ่านก่อน ตัวเลขในตารางนี้เป็นฟลอตอย่างเดียว ยังไม่ได้บวกมาร์จิ้น ⇒ ของจริงจะทนได้น้อยกว่านี้เสมอ อ่านเรื่องระดับที่โบรกจะเตือนได้ที่ Margin Call คืออะไร และระดับที่โบรกบังคับปิดจริงที่ Stop Out คืออะไร

ถ้าจะปรับให้ดีขึ้นจริง ๆ ให้ขยับ "เป้า" ไม่ใช่ "ตัวคูณ"

จากสูตร kขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T มีสองทางที่จะทำให้ตัวคูณ 2 กลายเป็น "สูงกว่าขั้นต่ำ" ได้ — เพิ่มตัวคูณ หรือขยายเป้า และสองทางนี้ให้ผลไม่เหมือนกันเลย ลองเทียบดูโดยเปลี่ยนเป้าจาก 20 เป็น 40 pip แล้วคง k = 2 ไว้เท่าเดิม

ไม้ที่ล็อตรวมกำไรก่อนต้นทุน (T = 20)กำไรก่อนต้นทุน (T = 40)เหลือจริง (T = 40)ฟลอต (เท่ากันทั้งสองแบบ)
10.10+$20+$40+$38.80−$20
20.30$0+$20+$16.40−$40
30.70+$20+$80+$71.60−$100
41.50$0+$100+$82.00−$200
53.10+$20+$240+$202.80−$420
66.30$0+$420+$344.40−$840

ความต่างชัดมาก: คอลัมน์ T = 20 ตันอยู่ที่ $20 ตลอด ส่วน T = 40 โตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง $344.40 ที่ไม้ที่ 6 ทั้งที่ฟลอตในคอลัมน์ขวาสุดเท่ากันเป๊ะทุกแถว เพราะฟลอตขึ้นกับความกว้างโซนกับล็อต ไม่ได้ขึ้นกับระยะเป้า

ขยายเป้าออกไปอีก 20 pip ไม่ได้เพิ่มเงินที่ต้องทนเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว แต่เปลี่ยนกำไรที่ไม้ 6 จาก $0 เป็น $344.40 — ราคาที่ต้องจ่ายคือรอนานขึ้น และมีโอกาสที่ราคาจะกลับเข้ากรอบก่อนถึงเป้ามากขึ้น

แล้วทางที่สองล่ะ — เพิ่มตัวคูณเป็น 2.5 แทน? ได้เหมือนกัน กำไรก่อนต้นทุนที่ไม้ 6 ขึ้นไปถึง $463.13 แต่ล็อตรวมพุ่งเป็น 16.21 lot และฟลอตพุ่งเป็น −$2,315.63 คือเกือบสามเท่าของแบบ k = 2 ที่ไม้เดียวกัน สรุปสั้น ๆ คือเพิ่มตัวคูณคือการซื้อกำไรด้วยความเสี่ยง แต่ขยายเป้าคือการซื้อกำไรด้วยเวลา ซึ่งเป็นของที่ถูกกว่ามาก


Zone Recovery ต่างจาก Martingale, Grid และ Hedging ตรงไหน

สี่คำนี้ถูกใช้ปนกันจนงง ทั้งที่กลไกต่างกันชัดเจน แยกด้วยคำถามสองข้อก็พอ: ไม้ใหม่เปิดทางเดียวกันหรือสวนทาง และ ขนาดล็อตโตขึ้นหรือเท่าเดิม

วิธีไม้ใหม่เปิดทางไหนขนาดล็อตปิดยังไงสิ่งที่กลัวที่สุด
Zone Recoveryสวนทางไม้ก่อนหน้าโตขึ้นทุกครั้งที่กลับด้านปิดทุกไม้พร้อมกันเมื่อหลุดกรอบไปถึงเป้าราคาเด้งในกรอบซ้ำ ๆ ไม่ยอมออก
Martingaleทางเดียวกับไม้เดิมโตขึ้นทุกไม้ปิดเมื่อราคาย้อนกลับมาถึงจุดคุ้มทุนเฉลี่ยราคาวิ่งทางเดียวไม่ย้อนกลับ
Grid Tradingทั้งสองทาง ตามระดับที่ขีดไว้มักเท่ากันทุกไม้ปิดทีละไม้ตามเป้าของไม้นั้นเทรนด์ยาวที่ไม่ย่อ
Hedgingสวนทางเพื่อล็อกผลลัพธ์มักเท่ากับไม้เดิมปลดล็อกทีละข้างเมื่อมั่นใจทิศทางต้นทุนถือค้างและจังหวะปลดล็อกที่ผิด

ความแตกต่างที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือแถวสุดท้าย: Hedging ธรรมดาล็อกขาดทุนไว้เท่าเดิม ส่วน Zone Recovery ทำให้ขาดทุนโตขึ้นทุกครั้งที่กลับด้าน เพราะล็อตสองฝั่งไม่เท่ากัน สองอย่างนี้จึงไม่ใช่ญาติกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ


Zone Recovery EA ที่โหลดฟรี — สี่อย่างที่ต้องเปิดดูก่อนกดรัน

คำค้นที่มากับ "zone recovery" เกินครึ่งคือคนหา EA ฟรี เพราะกลไกนี้เขียนเป็นโค้ดง่ายมาก — มันคือเงื่อนไข if ไม่กี่บรรทัด นั่นแหละคือปัญหา เพราะของที่เขียนง่ายก็แจกกันเยอะ และส่วนใหญ่ไม่บอกตัวเลขที่จำเป็นเลย

  1. ตัวคูณล็อตกับระยะเป้าตั้งมาเป็นเท่าไร — เอาไปแทนในสูตร k ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T ทันที ถ้า EA ตั้ง k = 2 กับเป้าเท่าความกว้างโซน แปลว่าค่าเริ่มต้นของมันเสมอตัวก่อนหักต้นทุน และขาดทุนหลังหักต้นทุน
  2. มีเพดานจำนวนไม้ไหม และเมื่อชนเพดานแล้วทำอะไรต่อ — ถ้าตอบว่า "ถือต่อไปเรื่อย ๆ" แปลว่าไม่มีเพดานจริง มีแต่เพดานที่ชื่อว่ายอดเงินในบัญชี
  3. ผลทดสอบย้อนหลังใช้สเปรดเท่าไร — ทดสอบด้วยสเปรดคงที่แคบ ๆ แล้วเอาไปรันจริงบนบัญชีที่สเปรดถ่างเป็น 3 pip ตอนข่าว ผลจะคนละเรื่องกันตามตารางสเปรดข้างบน
  4. ล็อตสูงสุดที่มันจะส่ง เทียบกับเพดานล็อตของโบรก — ถ้าไม้ที่ 8 ต้องส่ง 12.80 lot แต่โบรกจำกัดที่ 10 lot ต่อคำสั่ง ตรรกะกู้คืนจะขาดตอนกลางคัน แล้วไม้ที่ค้างอยู่จะไม่มีอะไรมาถ่วง

ถ้าจะเขียนหรือแก้เอง ตัวเลขล็อตควรมาจากสูตรขนาดล็อตที่คำนวณจากเงินในพอร์ตจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่พิมพ์ทิ้งไว้ในโค้ด — วิธีคิดอยู่ในหน้า เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 และควรกำหนดความกว้างโซนจากความผันผวนจริงของคู่เงินนั้นด้วย ATR แทนการตั้งตัวเลขตายตัว เพราะโซน 20 pip บน EURUSD กับบนทองคำไม่ใช่ระยะเดียวกันเลยในทางสถิติ


ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนคิดจะใช้

  • มันไม่ได้เพิ่มความแม่นให้ระบบเข้าออเดอร์เลย — Zone Recovery แค่เปลี่ยนรูปร่างของผลลัพธ์ จาก "ขาดทุนเล็ก ๆ บ่อย ๆ" เป็น "กำไรเล็ก ๆ บ่อยมาก สลับกับขาดทุนก้อนใหญ่มากนาน ๆ ครั้ง" ค่าเฉลี่ยไม่ได้ดีขึ้นเพราะการทบล็อต
  • สถิติจะสวยผิดปกติในช่วงแรก — เพราะรอบที่จบได้จะจบเป็นบวกเกือบทั้งหมด ส่วนรอบที่ทำให้พังยังมาไม่ถึง ⇒ ตัวเลขผลงานสามเดือนแรกของกลยุทธ์แบบนี้บอกอะไรไม่ได้เลย
  • ตลาดที่ราคาเด้งในกรอบแคบ ๆ นาน ๆ คือกรณีที่แย่ที่สุด ไม่ใช่ตลาดเทรนด์แรง ซึ่งสวนกับสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ที่กลัวเทรนด์มากกว่า
  • ล็อตที่โตขึ้นทำให้ความคลาดของราคาตอนส่งคำสั่งแพงขึ้นตามไปด้วย — คลาด 1 pip ตอนล็อต 0.10 คือ 1 ดอลลาร์ แต่คลาด 1 pip ตอนล็อต 12.80 คือ 128 ดอลลาร์ ทั้งที่คลาดเท่ากัน
  • ทุกช่องในบทความนี้เป็นเลขคณิตของ "รอบที่จบได้" ไม่ได้บอกว่ารอบแบบไหนเกิดบ่อยแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวแปรที่วัดได้จากข้อมูลย้อนหลังของตัวเองเท่านั้น และต้องนับทั้งรอบที่จบและรอบที่ไม่จบ ถึงจะมีความหมาย
!
หน้านี้อธิบายกลไกและต้นทุนของ Zone Recovery เพื่อให้ประเมินได้ด้วยตัวเลข ไม่ได้เสนอว่าเป็นวิธีที่ควรใช้ กลยุทธ์ที่ไม่มีจุดตัดขาดทุนและเพิ่มขนาดสถานะเมื่อผิดทาง เป็นรูปแบบที่ทำให้บัญชีเสียหายหนักได้ในเหตุการณ์เดียว

สรุปเป็นตัวเลขที่จำไปใช้ได้

  • k ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T — ตัวคูณล็อตต่ำกว่านี้เมื่อไร ยิ่งแก้ยิ่งติดลบ ไม่ว่าจะแก้กี่ไม้
  • ทบ ×2 กับเป้าเท่าความกว้างโซน = เสมอตัวพอดี กำไรก่อนต้นทุนตันที่ T × L₁ × มูลค่าต่อ pip เท่าเดิมทุกไม้
  • ค่าสเปรดโตตามล็อตรวม แต่กำไรผูกกับล็อตของไม้แรก ⇒ ที่สเปรด 1.2 pip ไม้ฝั่งชนะไม้ที่ 5 ปิดออกมา −$17.20
  • ฟลอตคูณสองทุกไม้ — พอร์ต $1,000 ทนได้ถึงไม้ที่ 6 เท่านั้น และเพิ่มเงินร้อยเท่าซื้อเพิ่มได้แค่ 6 ไม้
  • อยากให้กำไรโต ให้ขยายเป้า ไม่ใช่เพิ่มตัวคูณ — ขยายเป้าไม่เพิ่มฟลอตเลย แต่เพิ่มตัวคูณเป็น 2.5 ทำให้ฟลอตที่ไม้ 6 พุ่งจาก $840 เป็น $2,315.63

ถ้าอยากเห็นว่าการวัดต้นทุนแบบเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับสัญญาณและแผนเทรดจริงยังไง ลองดูวิธีที่เราแสดงระยะเข้า-ออก จุดตัดขาดทุน และอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนของทุกสัญญาณไว้ให้ตรวจย้อนหลังได้ที่ AlphaSignals — หลักคิดเดียวกันกับหน้านี้คือ ตัวเลขที่ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ควรเอามาตัดสินใจ

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคำนวณจากสมมติฐานที่ระบุไว้ในบทความ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับสเปรด ค่า swap ความคลาดของราคา และเงื่อนไขบัญชีของแต่ละคน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน · เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เพิ่มเติมดูได้ที่ alphasigs.net

ความคิดเห็น

Related stories