Zone Recovery คืออะไร — กลไกการทบล็อตสวนทาง สูตรตัวคูณขั้นต่ำ และต้นทุนที่ตารางส่วนใหญ่ไม่นับให้
Zone Recovery คือวิธีจัดการออเดอร์ที่ติดลบ ด้วยการขีดกรอบราคาไว้ล่วงหน้าสองเส้น แล้วทุกครั้งที่ราคาวิ่งจากเส้นหนึ่งไปแตะอีกเส้นหนึ่ง ก็เปิดไม้ใหม่ในทิศตรงข้ามด้วยขนาดล็อตที่ใหญ่ขึ้น จนกว่าราคาจะหลุดออกนอกกรอบไปไกลพอ แล้วปิดทุกไม้พร้อมกัน — ต่างจาก Martingale ตรงที่ Martingale ทบไม้ทางเดิม ส่วน Zone Recovery ทบไม้สวนทาง
คำอธิบายแค่นั้นหาอ่านที่ไหนก็ได้ และเกือบทุกที่จบลงด้วยประโยคทำนองว่า "ถ้าวางแผนดีก็ปิดได้กำไร" หน้านี้จะไม่หยุดตรงนั้น เพราะกลไกนี้คำนวณล่วงหน้าได้ทุกช่อง ไม่ต้องเดา ไม่ต้องรอผลย้อนหลัง — กำไรที่จะได้ตอนปิดทั้งชุด เงินที่ต้องทนระหว่างทาง และค่าสเปรดที่จ่ายไป ล้วนเป็นเลขคณิตล้วน ๆ ที่ตามคิดตามได้ด้วยเครื่องคิดเลข
และพอคำนวณจริง ผลที่ออกมาไม่ตรงกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ: กฎ "ทบสองเท่า" ที่ใช้กันทั่วไป ไม่ได้ทำให้กำไรโตขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว มันคือเส้นแบ่งเสมอตัวพอดี และเมื่อบวกค่าสเปรดเข้าไป ไม้ที่ "ชนะ" ไม้ที่ห้าก็กลายเป็นไม้ที่ขาดทุน
Zone Recovery คืออะไร — สามเส้นที่ต้องขีดก่อนส่งไม้แรก
Zone Recovery ไม่ใช่สัญญาณเข้าออเดอร์ มันคือชุดกฎสำหรับจัดการไม้ที่เข้าผิดทางไปแล้ว ก่อนจะเริ่มได้ ต้องกำหนดสามอย่างนี้ให้ครบและห้ามเปลี่ยนกลางทาง
Line Up — เส้นบน
ราคาที่จะเปิด Buy ทุกครั้งที่ราคาวิ่งขึ้นมาแตะ ปกติคือราคาของไม้แรกที่เข้าผิดทาง
Line Down — เส้นล่าง
ราคาที่จะเปิด Sell ทุกครั้งที่ราคาวิ่งลงมาแตะ ระยะห่างจากเส้นบนคือความกว้างโซน (Z)
เป้าออก — T
ระยะที่ราคาต้องวิ่งเลยกรอบออกไปในทิศของไม้ล่าสุด ถึงจะปิดทุกไม้พร้อมกัน
สังเกตว่ากรอบนี้ไม่มีจุดตัดขาดทุนอยู่ในกลไกเลย ไม้ทุกไม้ถือค้างไว้จนกว่าจะปิดพร้อมกันทีเดียว นั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้มันดูสวยบนกระดาษ และเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่ทำให้มันอันตราย
เดินเรื่องทีละไม้ — ตัวอย่าง EURUSD ที่ตามคำนวณได้ทุกช่อง
ตั้งตัวเลขให้จับต้องได้ก่อน ทั้งบทความนี้ใช้ชุดเดียวกันหมด เปลี่ยนแค่ตัวแปรที่กำลังพูดถึง
คู่เงิน EURUSD · 1 pip = 0.0001 · 1.00 lot เคลื่อน 1 pip = 10 ดอลลาร์
Line Up = 1.10800 · Line Down = 1.10600 ⇒ ความกว้างโซน Z = 20 pip
เป้าออก T = 20 pip เลยกรอบ ⇒ ปิดฝั่งขึ้นที่ 1.11000 · ปิดฝั่งลงที่ 1.10400
ไม้แรก L₁ = 0.10 lot · ตัวคูณ k = 2 (ทบสองเท่าทุกครั้งที่กลับด้าน)
สเปรด 1.2 pip · คิดค่าสเปรดครั้งเดียวต่อหนึ่งไม้ ตามธรรมเนียมที่เปิดที่ราคา ask แล้วถูกตีมูลค่าที่ราคา bid
เมื่อกฎครบแล้ว ลำดับเหตุการณ์จะเดินแบบนี้ — ราคาแตะเส้นไหน ก็เปิดไม้ใหม่ในทิศของเส้นนั้น ด้วยล็อตที่ใหญ่ขึ้นเท่าตัว
สูตรตัวคูณขั้นต่ำ — ทำไม "ทบสองเท่า" ถึงเป็นเส้นแบ่งพอดี ไม่ใช่จุดที่กำไร
ลองคิดเฉพาะจังหวะแรกที่ต้องแก้ไม้ก็พอ: ถือ Buy L₁ อยู่ที่เส้นบน ราคาลงมาแตะเส้นล่าง เปิด Sell L₂ ที่นั่น แล้วราคาลงต่อไปอีก T จนถึงเป้าฝั่งล่าง ปิดทั้งคู่
ไม้ Sell L₂ กำไรเป็นระยะ T (จากเส้นล่างลงมาถึงเป้าล่าง)
จะเสมอตัวได้ต้องมี T × L₂ = (Z + T) × L₁ นั่นคือ
ตัวคูณขั้นต่ำ kขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T
สูตรบรรทัดสุดท้ายคือหัวใจของหน้านี้ทั้งหน้า เพราะมันบอกว่าตัวคูณล็อตกับระยะเป้าเป็นของคู่กัน จะเลือกตัวคูณโดยไม่ดูเป้าไม่ได้ ลองแทนค่าดู
| ความกว้างโซน Z | ระยะเป้า T | k ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T | ทบ ×2 แล้วเป็นยังไง |
|---|---|---|---|
| 20 pip | 10 pip | 3.00 | ต่ำกว่าขั้นต่ำ — ยิ่งแก้ยิ่งติดลบ |
| 20 pip | 20 pip | 2.00 | เท่ากับขั้นต่ำพอดี — เสมอตัว |
| 20 pip | 40 pip | 1.50 | สูงกว่าขั้นต่ำ — กำไรโตขึ้นได้จริง |
| 20 pip | 60 pip | 1.33 | สูงกว่าขั้นต่ำมาก แต่ต้องรอนานกว่า |
ตารางที่เปลี่ยนวิธีมองกลยุทธ์นี้ — กำไรตันอยู่ที่ $20 ทุกไม้ แต่ความเสี่ยงคูณสอง
คราวนี้เดินให้ครบทั้งชุดด้วยชุดตัวเลขตั้งต้น (Z = T = 20 pip, k = 2, L₁ = 0.10) คอลัมน์ "กำไรก่อนต้นทุน" คือผลรวมของทุกไม้ตอนที่ราคาไปถึงเป้าในทิศของไม้ล่าสุด และ "ฟลอต" คือเงินที่ลอยติดลบอยู่ตอนราคาไปแตะเส้นตรงข้าม — ซึ่งก็คือวินาทีที่ต้องเปิดไม้ถัดไปพอดี
| ไม้ที่ | ล็อตไม้นั้น | ล็อตรวมที่ค้างอยู่ | กำไรก่อนต้นทุน | ค่าสเปรดสะสม | เหลือจริง | ฟลอตตอนราคาแตะเส้นตรงข้าม |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 0.10 | 0.10 | +$20 | $1.20 | +$18.80 | −$20 |
| 2 | 0.20 | 0.30 | $0 | $3.60 | −$3.60 | −$40 |
| 3 | 0.40 | 0.70 | +$20 | $8.40 | +$11.60 | −$100 |
| 4 | 0.80 | 1.50 | $0 | $18.00 | −$18.00 | −$200 |
| 5 | 1.60 | 3.10 | +$20 | $37.20 | −$17.20 | −$420 |
| 6 | 3.20 | 6.30 | $0 | $75.60 | −$75.60 | −$840 |
| 7 | 6.40 | 12.70 | +$20 | $152.40 | −$132.40 | −$1,700 |
| 8 | 12.80 | 25.50 | $0 | $306.00 | −$306.00 | −$3,400 |
อ่านคอลัมน์ "กำไรก่อนต้นทุน" จากบนลงล่างก่อนอย่างอื่น มันไม่ได้โตขึ้นเลย — ไม้คี่ได้ $20 เท่ากันทุกไม้ ไม้คู่ได้ศูนย์เท่ากันทุกไม้ ไม่ว่าจะเด้งไปกี่รอบ ค่านี้เท่ากับ T × L₁ × มูลค่าต่อ pip = 20 × 0.10 × 10 = 20 ดอลลาร์เสมอ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญของตัวเลขชุดนี้ แต่เป็นผลโดยตรงจากการตั้ง k ให้เท่ากับ k ขั้นต่ำพอดีในหัวข้อที่แล้ว
ทีนี้อ่านคอลัมน์ขวาสุด ฟลอตคูณสองทุกไม้: 20 → 40 → 100 → 200 → 420 → 840 → 1,700 → 3,400 ดอลลาร์ พูดอีกแบบคือ ที่ไม้ที่ 8 คุณกำลังยอมให้พอร์ตติดลบ 3,400 ดอลลาร์ เพื่อไล่เป้าที่จ่ายคืนได้มากสุด 20 ดอลลาร์ — ต่างกัน 170 เท่า
สเปรดคือคนที่กินกำไรจริง ๆ — และมันโตเร็วกว่ากำไร
คอลัมน์ "ค่าสเปรดสะสม" ในตารางข้างบนคือจุดที่กลยุทธ์นี้พังเงียบ ๆ เหตุผลตรงไปตรงมา: กำไรผูกกับล็อตของไม้แรกอย่างเดียว แต่ค่าสเปรดผูกกับล็อตรวมของทุกไม้ และล็อตรวมโตแบบทวีคูณ
จุดที่แท่งส้มแซงแท่งเขียวไม่ได้อยู่ที่เดิมเสมอไป มันขึ้นกับสเปรดที่จ่ายจริง ตารางนี้ตอบว่าสเปรดเท่าไร แก้ได้ถึงไม้ที่เท่าไร ก่อนที่ไม้ฝั่งชนะจะเริ่มติดลบ (ชุดตัวเลขเดิมทั้งหมด)
| สเปรดที่จ่ายจริง | ไม้ฝั่งชนะไม้สุดท้ายที่ยังกำไร | เหลือจริงที่ไม้นั้น | ไม้ถัดไปในฝั่งชนะ |
|---|---|---|---|
| 0.2 pip (บัญชี raw บวกค่าคอม) | ไม้ที่ 5 | +$13.80 | ไม้ที่ 7 → −$5.40 |
| 0.6 pip | ไม้ที่ 5 | +$1.40 | ไม้ที่ 7 → −$56.20 |
| 1.2 pip (บัญชีทั่วไป) | ไม้ที่ 3 | +$11.60 | ไม้ที่ 5 → −$17.20 |
| 2.0 pip | ไม้ที่ 3 | +$6.00 | ไม้ที่ 5 → −$42.00 |
| 3.0 pip (ทองคำ หรือช่วงข่าว) | ไม้ที่ 1 | +$17.00 | ไม้ที่ 3 → −$1.00 |
แถวล่างสุดคือแถวที่ควรจำ: ถ้าสเปรดกว้าง 3 pip กลยุทธ์นี้ไม่เหลือช่องให้แก้เลยแม้แต่ครั้งเดียว — แก้ครั้งแรกก็ติดลบแล้ว และสเปรด 3 pip ไม่ใช่เรื่องแปลกในทองคำหรือช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาชอบเด้งไปมาในกรอบแคบ ๆ พอดี อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ ปัญหา Spread ถ่างคืออะไร
ต้องมีเงินในพอร์ตเท่าไรถึงจะทนได้ — ตัวเลขที่ควรดูก่อนตัดสินใจ
คำถามที่ควรถามก่อนใช้กลยุทธ์นี้ไม่ใช่ "กำไรเท่าไร" แต่คือ "พอร์ตขนาดนี้ทนได้ถึงไม้ที่เท่าไร" ใช้คอลัมน์ฟลอตจากตารางหลักมาเทียบตรง ๆ (คิดเฉพาะเงินที่ลอยติดลบ ยังไม่รวมมาร์จิ้นที่ถูกกันไว้)
| เงินในพอร์ต | ทนได้ถึงไม้ที่ | ฟลอตที่ไม้นั้น | ไม้ถัดไปต้องใช้ | เป้าที่ไล่อยู่ |
|---|---|---|---|---|
| $200 | 4 | −$200 | −$420 | $20 |
| $1,000 | 6 | −$840 | −$1,700 | $20 |
| $5,000 | 8 | −$3,400 | −$6,820 | $20 |
| $20,000 | 10 | −$13,640 | −$27,300 | $20 |
สังเกตว่าเพิ่มเงินในพอร์ตร้อยเท่า (จาก $200 เป็น $20,000) ซื้อความทนทานเพิ่มได้แค่ 6 ไม้ เพราะความต้องการเงินโตแบบทวีคูณ ส่วนเงินโตแบบเชิงเส้น นี่คือสาเหตุที่ "เติมเงินเพิ่มอีกหน่อยแล้วจะรอด" แทบไม่เคยเป็นทางออกจริง
ถ้าจะปรับให้ดีขึ้นจริง ๆ ให้ขยับ "เป้า" ไม่ใช่ "ตัวคูณ"
จากสูตร kขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T มีสองทางที่จะทำให้ตัวคูณ 2 กลายเป็น "สูงกว่าขั้นต่ำ" ได้ — เพิ่มตัวคูณ หรือขยายเป้า และสองทางนี้ให้ผลไม่เหมือนกันเลย ลองเทียบดูโดยเปลี่ยนเป้าจาก 20 เป็น 40 pip แล้วคง k = 2 ไว้เท่าเดิม
| ไม้ที่ | ล็อตรวม | กำไรก่อนต้นทุน (T = 20) | กำไรก่อนต้นทุน (T = 40) | เหลือจริง (T = 40) | ฟลอต (เท่ากันทั้งสองแบบ) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 0.10 | +$20 | +$40 | +$38.80 | −$20 |
| 2 | 0.30 | $0 | +$20 | +$16.40 | −$40 |
| 3 | 0.70 | +$20 | +$80 | +$71.60 | −$100 |
| 4 | 1.50 | $0 | +$100 | +$82.00 | −$200 |
| 5 | 3.10 | +$20 | +$240 | +$202.80 | −$420 |
| 6 | 6.30 | $0 | +$420 | +$344.40 | −$840 |
ความต่างชัดมาก: คอลัมน์ T = 20 ตันอยู่ที่ $20 ตลอด ส่วน T = 40 โตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง $344.40 ที่ไม้ที่ 6 ทั้งที่ฟลอตในคอลัมน์ขวาสุดเท่ากันเป๊ะทุกแถว เพราะฟลอตขึ้นกับความกว้างโซนกับล็อต ไม่ได้ขึ้นกับระยะเป้า
แล้วทางที่สองล่ะ — เพิ่มตัวคูณเป็น 2.5 แทน? ได้เหมือนกัน กำไรก่อนต้นทุนที่ไม้ 6 ขึ้นไปถึง $463.13 แต่ล็อตรวมพุ่งเป็น 16.21 lot และฟลอตพุ่งเป็น −$2,315.63 คือเกือบสามเท่าของแบบ k = 2 ที่ไม้เดียวกัน สรุปสั้น ๆ คือเพิ่มตัวคูณคือการซื้อกำไรด้วยความเสี่ยง แต่ขยายเป้าคือการซื้อกำไรด้วยเวลา ซึ่งเป็นของที่ถูกกว่ามาก
Zone Recovery ต่างจาก Martingale, Grid และ Hedging ตรงไหน
สี่คำนี้ถูกใช้ปนกันจนงง ทั้งที่กลไกต่างกันชัดเจน แยกด้วยคำถามสองข้อก็พอ: ไม้ใหม่เปิดทางเดียวกันหรือสวนทาง และ ขนาดล็อตโตขึ้นหรือเท่าเดิม
| วิธี | ไม้ใหม่เปิดทางไหน | ขนาดล็อต | ปิดยังไง | สิ่งที่กลัวที่สุด |
|---|---|---|---|---|
| Zone Recovery | สวนทางไม้ก่อนหน้า | โตขึ้นทุกครั้งที่กลับด้าน | ปิดทุกไม้พร้อมกันเมื่อหลุดกรอบไปถึงเป้า | ราคาเด้งในกรอบซ้ำ ๆ ไม่ยอมออก |
| Martingale | ทางเดียวกับไม้เดิม | โตขึ้นทุกไม้ | ปิดเมื่อราคาย้อนกลับมาถึงจุดคุ้มทุนเฉลี่ย | ราคาวิ่งทางเดียวไม่ย้อนกลับ |
| Grid Trading | ทั้งสองทาง ตามระดับที่ขีดไว้ | มักเท่ากันทุกไม้ | ปิดทีละไม้ตามเป้าของไม้นั้น | เทรนด์ยาวที่ไม่ย่อ |
| Hedging | สวนทางเพื่อล็อกผลลัพธ์ | มักเท่ากับไม้เดิม | ปลดล็อกทีละข้างเมื่อมั่นใจทิศทาง | ต้นทุนถือค้างและจังหวะปลดล็อกที่ผิด |
ความแตกต่างที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือแถวสุดท้าย: Hedging ธรรมดาล็อกขาดทุนไว้เท่าเดิม ส่วน Zone Recovery ทำให้ขาดทุนโตขึ้นทุกครั้งที่กลับด้าน เพราะล็อตสองฝั่งไม่เท่ากัน สองอย่างนี้จึงไม่ใช่ญาติกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ
Zone Recovery EA ที่โหลดฟรี — สี่อย่างที่ต้องเปิดดูก่อนกดรัน
คำค้นที่มากับ "zone recovery" เกินครึ่งคือคนหา EA ฟรี เพราะกลไกนี้เขียนเป็นโค้ดง่ายมาก — มันคือเงื่อนไข if ไม่กี่บรรทัด นั่นแหละคือปัญหา เพราะของที่เขียนง่ายก็แจกกันเยอะ และส่วนใหญ่ไม่บอกตัวเลขที่จำเป็นเลย
- ตัวคูณล็อตกับระยะเป้าตั้งมาเป็นเท่าไร — เอาไปแทนในสูตร k ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T ทันที ถ้า EA ตั้ง k = 2 กับเป้าเท่าความกว้างโซน แปลว่าค่าเริ่มต้นของมันเสมอตัวก่อนหักต้นทุน และขาดทุนหลังหักต้นทุน
- มีเพดานจำนวนไม้ไหม และเมื่อชนเพดานแล้วทำอะไรต่อ — ถ้าตอบว่า "ถือต่อไปเรื่อย ๆ" แปลว่าไม่มีเพดานจริง มีแต่เพดานที่ชื่อว่ายอดเงินในบัญชี
- ผลทดสอบย้อนหลังใช้สเปรดเท่าไร — ทดสอบด้วยสเปรดคงที่แคบ ๆ แล้วเอาไปรันจริงบนบัญชีที่สเปรดถ่างเป็น 3 pip ตอนข่าว ผลจะคนละเรื่องกันตามตารางสเปรดข้างบน
- ล็อตสูงสุดที่มันจะส่ง เทียบกับเพดานล็อตของโบรก — ถ้าไม้ที่ 8 ต้องส่ง 12.80 lot แต่โบรกจำกัดที่ 10 lot ต่อคำสั่ง ตรรกะกู้คืนจะขาดตอนกลางคัน แล้วไม้ที่ค้างอยู่จะไม่มีอะไรมาถ่วง
ถ้าจะเขียนหรือแก้เอง ตัวเลขล็อตควรมาจากสูตรขนาดล็อตที่คำนวณจากเงินในพอร์ตจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่พิมพ์ทิ้งไว้ในโค้ด — วิธีคิดอยู่ในหน้า เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 และควรกำหนดความกว้างโซนจากความผันผวนจริงของคู่เงินนั้นด้วย ATR แทนการตั้งตัวเลขตายตัว เพราะโซน 20 pip บน EURUSD กับบนทองคำไม่ใช่ระยะเดียวกันเลยในทางสถิติ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนคิดจะใช้
- มันไม่ได้เพิ่มความแม่นให้ระบบเข้าออเดอร์เลย — Zone Recovery แค่เปลี่ยนรูปร่างของผลลัพธ์ จาก "ขาดทุนเล็ก ๆ บ่อย ๆ" เป็น "กำไรเล็ก ๆ บ่อยมาก สลับกับขาดทุนก้อนใหญ่มากนาน ๆ ครั้ง" ค่าเฉลี่ยไม่ได้ดีขึ้นเพราะการทบล็อต
- สถิติจะสวยผิดปกติในช่วงแรก — เพราะรอบที่จบได้จะจบเป็นบวกเกือบทั้งหมด ส่วนรอบที่ทำให้พังยังมาไม่ถึง ⇒ ตัวเลขผลงานสามเดือนแรกของกลยุทธ์แบบนี้บอกอะไรไม่ได้เลย
- ตลาดที่ราคาเด้งในกรอบแคบ ๆ นาน ๆ คือกรณีที่แย่ที่สุด ไม่ใช่ตลาดเทรนด์แรง ซึ่งสวนกับสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ที่กลัวเทรนด์มากกว่า
- ล็อตที่โตขึ้นทำให้ความคลาดของราคาตอนส่งคำสั่งแพงขึ้นตามไปด้วย — คลาด 1 pip ตอนล็อต 0.10 คือ 1 ดอลลาร์ แต่คลาด 1 pip ตอนล็อต 12.80 คือ 128 ดอลลาร์ ทั้งที่คลาดเท่ากัน
- ทุกช่องในบทความนี้เป็นเลขคณิตของ "รอบที่จบได้" ไม่ได้บอกว่ารอบแบบไหนเกิดบ่อยแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวแปรที่วัดได้จากข้อมูลย้อนหลังของตัวเองเท่านั้น และต้องนับทั้งรอบที่จบและรอบที่ไม่จบ ถึงจะมีความหมาย
สรุปเป็นตัวเลขที่จำไปใช้ได้
- k ขั้นต่ำ = 1 + Z ÷ T — ตัวคูณล็อตต่ำกว่านี้เมื่อไร ยิ่งแก้ยิ่งติดลบ ไม่ว่าจะแก้กี่ไม้
- ทบ ×2 กับเป้าเท่าความกว้างโซน = เสมอตัวพอดี กำไรก่อนต้นทุนตันที่ T × L₁ × มูลค่าต่อ pip เท่าเดิมทุกไม้
- ค่าสเปรดโตตามล็อตรวม แต่กำไรผูกกับล็อตของไม้แรก ⇒ ที่สเปรด 1.2 pip ไม้ฝั่งชนะไม้ที่ 5 ปิดออกมา −$17.20
- ฟลอตคูณสองทุกไม้ — พอร์ต $1,000 ทนได้ถึงไม้ที่ 6 เท่านั้น และเพิ่มเงินร้อยเท่าซื้อเพิ่มได้แค่ 6 ไม้
- อยากให้กำไรโต ให้ขยายเป้า ไม่ใช่เพิ่มตัวคูณ — ขยายเป้าไม่เพิ่มฟลอตเลย แต่เพิ่มตัวคูณเป็น 2.5 ทำให้ฟลอตที่ไม้ 6 พุ่งจาก $840 เป็น $2,315.63
ถ้าอยากเห็นว่าการวัดต้นทุนแบบเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับสัญญาณและแผนเทรดจริงยังไง ลองดูวิธีที่เราแสดงระยะเข้า-ออก จุดตัดขาดทุน และอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนของทุกสัญญาณไว้ให้ตรวจย้อนหลังได้ที่ AlphaSignals — หลักคิดเดียวกันกับหน้านี้คือ ตัวเลขที่ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ควรเอามาตัดสินใจ
บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคำนวณจากสมมติฐานที่ระบุไว้ในบทความ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับสเปรด ค่า swap ความคลาดของราคา และเงื่อนไขบัญชีของแต่ละคน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน · เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เพิ่มเติมดูได้ที่ alphasigs.net
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น