Piercing Line คืออะไร — รูปแบบแท่งเทียนทิ่มแทง กับ Dark Cloud Cover และวิธีเข้าออร์เดอร์ที่นิยามบังคับจุด SL มาให้แล้ว

เป้า = จุดสูงสุดของแท่งแรก จุดตัดขาดทุน กึ่งกลางลำตัว 50% จุดเข้า เป้า 45 pip เสี่ยง 85 pip 85 + 45 = 130 pip คงที่เสมอ ย้ายจุดเข้าไม่ได้เปลี่ยนระยะรวม เปลี่ยนแค่การแบ่ง ยิ่งแท่งเขียวปิดสูง = ยิ่งเจาะลึก = ยิ่งเข้าแพง Piercing Line ทิ่มแทง เข้าออร์เดอร์ตรงไหน โดย คนเล่น Forex ยิ่งเจาะลึก R:R ยิ่งแย่ 5.50 → 0.53 เป้าและ SL อยู่ที่เดิมทั้งคู่ ต้องถูกทางจึงเสมอตัว 15.4% → 65.4% จากรูปแบบตระกูลเดียวกัน ฉบับคำนวณจริง
รูปแบบแท่งเทียน

Piercing Line คืออะไร — รูปแบบแท่งเทียน "ทิ่มแทง" กับฝาแฝดขาลง Dark Cloud Cover และวิธีเข้าออร์เดอร์ที่คำนวณจุดเข้า SL และเป้าได้จากนิยามของรูปแบบเอง

Piercing Line (รูปแบบทิ่มแทง) คือรูปแบบแท่งเทียนกลับตัวขาขึ้นสองแท่ง ที่แท่งเขียวเปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งแดงก่อนหน้า แล้วปิดกลับขึ้นมาเกินกึ่งกลางลำตัวของแท่งแดงนั้น — สิ่งที่หน้านี้ทำต่างจากบทความแท่งเทียนทั่วไปคือไม่หยุดที่การบอกว่ารูปแบบหน้าตายังไง แต่คำนวณต่อว่ามันบังคับจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าไว้ตรงไหน และผลลัพธ์ที่ได้สวนความรู้สึกอย่างชัดเจน: 🔑 ยิ่งแท่งเขียว "เจาะ" เข้าไปลึก ซึ่งตำราบอกว่าแข็งแรงกว่า อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงยิ่งแย่ลง จาก 1:5.50 เหลือ 1:0.53 ทั้งที่จุดตัดขาดทุนและเป้าอยู่ที่เดิมทั้งคู่ พร้อม ตารางคำนวณตามได้ 7 ชุด ตรวจตามได้ทุกบรรทัด

แผนภาพรูปแบบแท่งเทียน Piercing Line แท่งแดงตามด้วยแท่งเขียวที่เปิดต่ำกว่าแล้วปิดเลยกึ่งกลางแท่งแดง
รูปแบบ Piercing Line ในรูปทรงมาตรฐาน — แท่งเขียวเปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งแดง แล้วปิดขึ้นมาเลยกึ่งกลางแท่งแดง (ภาพชุดเดิมของบทความนี้)

Piercing Line คืออะไร (คำตอบสั้น ๆ ก่อน)

Piercing Line คือรูปแบบสองแท่งที่เกิดตอนปลายแนวโน้มขาลง โดยมีเงื่อนไขครบสี่ข้อ ซึ่งทั้งสี่ข้อเขียนเป็นเงื่อนไขตัวเลขได้หมด ไม่ต้องใช้สายตาตัดสิน:

  • ต้องมีแนวโน้มขาลงมาก่อน — ถ้าไม่มีเทรนด์ให้กลับ รูปทรงเดียวกันเป๊ะก็ไม่ใช่สัญญาณกลับตัว
  • แท่งที่ 1 เป็นแท่งแดงลำตัวยาว — ราคาปิด < ราคาเปิด และลำตัวควรใหญ่พอเทียบกับแท่งรอบข้าง
  • แท่งที่ 2 เปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งที่ 1 — เปิด(2) < ต่ำสุด(1) 🔑 ข้อนี้คือข้อที่คนตรวจไม่ครบมากที่สุด เพราะมันบังคับให้ต้องมีช่องว่างราคา (Gap)
  • แท่งที่ 2 ปิดเหนือกึ่งกลางลำตัวของแท่งที่ 1 แต่ไม่เกินราคาเปิดของแท่งที่ 1 — ปิด(2) > (เปิด(1)+ปิด(1)) ÷ 2 และ ปิด(2) < เปิด(1)
เงื่อนไขข้อสุดท้ายคือเส้นแบ่งระหว่าง Piercing Line กับ Bullish Engulfing — ถ้าแท่งที่ 2 ปิดเกินราคาเปิดของแท่งที่ 1 ไปเลย มันไม่ใช่ Piercing Line แล้ว แต่กลายเป็นรูปแบบกลืนกินขาขึ้น (Bullish Engulfing) ซึ่งเป็นคนละรูปแบบ · ส่วนเรื่องที่ว่า Gap ในตลาด Forex หายากแค่ไหน เขียนไว้ละเอียดแล้วที่ แท่งเทียนกลับตัว คืออะไร หน้านี้จึงไม่เขียนซ้ำ แต่จะโฟกัสที่เลขคณิตของการเข้าออร์เดอร์แทน

🔑 Piercing ไม่ใช่รูปแบบเดี่ยว ๆ — มันคือหนึ่งจุดบนสเกล "เจาะลึกแค่ไหน"

รูปแบบสองแท่งกลุ่มนี้มีชื่อเรียกต่างกันห้าชื่อ แต่ทั้งห้าชื่อต่างกันที่ ตัวแปรเดียว คือ แท่งที่ 2 ปิดสูงแค่ไหนเมื่อวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ของลำตัวแท่งที่ 1 — พอเห็นแบบนี้แล้วจะเลิกจำชื่อทีละชื่อได้เลย

ห้าชื่อ ตัวแปรเดียว — แท่งเขียวปิดสูงแค่ไหนเทียบลำตัวแท่งแดง ราคาเปิดแท่งแดง (100%) กึ่งกลางลำตัว (50%) ราคาปิดแท่งแดง (0%) On-Neck ~0% In-Neck 5% Thrusting 30% Piercing Line 55% Engulfing 105%
แท่งแดงเหมือนกันทั้งห้าชุด ต่างกันแค่ว่าแท่งเขียวปิดสูงแค่ไหน — ห้าชื่อ คือห้าจุดบนเส้นเดียวกัน ไม่ใช่รูปแบบห้าอย่างที่ต้องท่องแยก

🔑 ยิ่งเจาะลึก อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงยิ่งแย่ — คำนวณให้ดู

ใช้ตัวเลขสมมติชุดเดียวกันทั้งตาราง เพื่อให้เทียบกันได้ตรง ๆ:

ข้อมูลตั้งต้น (สมมติ)ราคา
แท่งที่ 1 — ราคาเปิด (= จุดสูงสุดของลำตัว)1.1000
แท่งที่ 1 — ราคาปิด (= จุดต่ำสุดของลำตัว)1.0900 (ลำตัว 100 pip)
แท่งที่ 1 — จุดต่ำสุด1.0890
แท่งที่ 2 — ราคาเปิด1.0880 (ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งแรก ตามเงื่อนไข)
แท่งที่ 2 — จุดต่ำสุด1.0875
จุดตัดขาดทุนที่ใช้ทั้งตาราง1.0870 (ใต้จุดต่ำสุดของแท่งที่ 2 ลงมา 5 pip)
เป้าหมายที่ใช้ทั้งตาราง1.1000 (จุดสูงสุดของลำตัวแท่งแรก)
ชื่อรูปแบบแท่ง 2 เจาะลึกจุดเข้า (ราคาปิดแท่ง 2)ระยะเสี่ยงระยะถึงเป้าอัตราส่วนต้องถูกทางกี่ % จึงเสมอตัว
On-Neck~0%1.089020 pip110 pip1 : 5.5015.4%
In-Neck5%1.090535 pip95 pip1 : 2.7126.9%
Thrusting30%1.093060 pip70 pip1 : 1.1746.2%
Piercing Line55%1.095585 pip45 pip1 : 0.5365.4%
Bullish Engulfing105%1.1005135 pip−5 pipเป้าถูกผ่านไปแล้วต้องหาเป้าใหม่
รูปแบบที่ตำราบอกว่า "แข็งแรงกว่า" คือรูปแบบที่ทำให้คุณ เข้าแพงกว่า — และถ้าเป้าหมายยังอยู่ที่เดิม นั่นแปลว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงแย่ลงตามไปด้วยเสมอ
1 : 5.50
อัตราส่วนของรูปแบบที่ "อ่อนแอที่สุด"
1 : 0.53
อัตราส่วนของรูปแบบที่ "แข็งแรงกว่า"
130 pip
ระยะรวมที่คงที่ทุกแถวในตาราง
🔑 สังเกตช่องขวาสุดของตาราง: ระยะเสี่ยง + ระยะถึงเป้า = 130 pip เท่ากันทุกแถว — ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะระยะรวมคือ เป้า − จุดตัดขาดทุน = 1.1000 − 1.0870 ซึ่งไม่มีตัวแปรจุดเข้าอยู่ในสมการเลย ผลที่ตามมาคือ การเลื่อนจุดเข้าไม่ได้สร้างหรือทำลายระยะทาง มันแค่ย้ายเส้นแบ่งว่าส่วนไหนเป็นความเสี่ยงและส่วนไหนเป็นกำไร
⚠️
ตารางนี้ไม่ได้บอกว่ารูปแบบไหนดีกว่า — On-Neck ให้อัตราส่วนสวยกว่ามาก แต่การที่แท่งเขียวปิดต่ำแปลว่าฝั่งซื้อผลักกลับมาได้น้อย ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโอกาสไปถึงเป้าที่ต่ำกว่าด้วย และตัวเลขนั้นวัดจากเลขคณิตอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเก็บสถิติจากข้อมูลจริง สิ่งที่ตารางนี้พิสูจน์มีข้อเดียวคือ "ความแข็งแรงของรูปแบบ" กับ "ความคุ้มของไม้" ขัดกันโดยโครงสร้าง ใครที่เลือกรูปแบบโดยดูความแข็งแรงอย่างเดียว กำลังยอมรับอัตราส่วนที่แย่ลงโดยไม่รู้ตัว

วิธีเข้าออร์เดอร์ 3 แบบ จากรูปแบบเดียวกันเป๊ะ

ใช้กรณี Piercing Line (เจาะ 55%) เป็นตัวตั้ง โดยจุดตัดขาดทุนอยู่ที่ 1.0870 และเป้าอยู่ที่ 1.1000 เหมือนเดิมทั้งสามแบบ:

วิธีเข้าราคาเข้าระยะเสี่ยงระยะถึงเป้าอัตราส่วนต้องถูกทางกี่ %สิ่งที่แลกไป
เข้าที่ราคาปิดของแท่งที่ 2 ทันที1.0955085.0 pip45.0 pip1 : 0.5365.4%ได้เข้าแน่นอน แต่เป็นราคาที่แพงที่สุดในสามแบบ
ตั้งคำสั่ง Limit รอราคาย่อกลับมาที่กึ่งกลางลำตัวแท่งที่ 21.0917547.5 pip82.5 pip1 : 1.7436.5%🔑 ราคาดีที่สุด แต่ราคาอาจไม่ย่อกลับมาเลย แล้วพลาดไม้ทั้งหมด
รอให้ราคาทะลุจุดสูงสุดของแท่งที่ 2 ก่อนค่อยเข้า1.0960090.0 pip40.0 pip1 : 0.4469.2%ได้ "การยืนยัน" เพิ่ม แต่จ่ายแพงที่สุด
จุดเข้าสามแบบ · จุดตัดขาดทุนและเป้าอยู่ที่เดิมทั้งสามแบบ เป้า 1.1000 SL 1.0870 เข้าที่ปิดแท่ง 2 · 1.09550 · เสี่ยง 85 → เป้า 45 Limit ที่กึ่งกลางแท่ง 2 · 1.09175 · เสี่ยง 47.5 → เป้า 82.5 ทะลุจุดสูงสุดแท่ง 2 · 1.09600 · เสี่ยง 90 → เป้า 40 ทั้งสามจุดอยู่ระหว่างเส้นเขียวกับเส้นแดงเดียวกัน — ระยะรวม 130 pip เท่ากันหมด เปลี่ยนแค่ว่าแบ่งตรงไหน
จุดเข้าสามจุดต่างกันแค่ 42.5 pip แต่ทำให้ เกณฑ์เสมอตัวขยับจาก 36.5% ไปถึง 69.2% — เกือบสองเท่า จากการตัดสินใจเรื่องเดียวที่คนมักไม่คิดว่าเป็นการตัดสินใจ

จุดวาง Stop Loss 3 แบบ — และความต่างที่สำคัญกว่าที่คิด

คราวนี้ล็อกจุดเข้าไว้ที่ 1.0955 แล้วขยับเฉพาะจุดตัดขาดทุน:

จุดวาง SLราคาระยะเสี่ยงระยะถึงเป้าระยะรวมอัตราส่วนต้องถูกทางกี่ %
ใต้จุดต่ำสุดของแท่งที่ 2 พอดี1.0875080.0 pip45.0 pip125.01 : 0.5664.0%
ใต้จุดต่ำสุดของแท่งที่ 2 ลงมา 5 pip1.0870085.0 pip45.0 pip130.01 : 0.5365.4%
ใต้จุดต่ำสุดของสองแท่ง ลบระยะกันชน 0.5 เท่าของ ATR (ATR = 25 pip)1.0862592.5 pip45.0 pip137.51 : 0.4967.3%
🔑 เทียบสองตารางนี้แล้วจะเห็นความต่างที่สำคัญ — ตอนขยับจุดเข้า ระยะรวมคงที่ 130 pip ตลอด (ช่องระยะรวมไม่เปลี่ยน) แต่ตอนขยับจุดตัดขาดทุน ระยะรวมเปลี่ยนไปด้วยทุกครั้ง เพราะสูตรคือ เป้า − SL ⇒ การเลื่อน SL เปลี่ยนขนาดของ "เกม" ทั้งเกม ส่วนการเลื่อนจุดเข้าแค่เปลี่ยนการแบ่ง ซึ่งแปลว่าถ้าจะปรับอะไรสักอย่างให้ไม้คุ้มขึ้น การปรับ SL มีผลกว่า แต่ก็เสี่ยงกว่าด้วย เพราะ SL ที่ชิดเกินไปคือ SL ที่โดนบ่อยขึ้น

เลือกเป้ายังไง — และจุดที่นิยามของรูปแบบเลิกช่วยแล้ว

ล็อกจุดเข้า 1.0955 และ SL 1.0870 (ระยะเสี่ยง 85 pip) แล้วเปลี่ยนเฉพาะเป้า:

เป้าหมายราคาระยะถึงเป้าอัตราส่วนต้องถูกทางกี่ %อยู่ห่างจากจุดสูงสุดของแท่งแรก
จุดสูงสุดของลำตัวแท่งแรก1.100045 pip1 : 0.5365.4%0 pip — เป็นระดับที่นิยามของรูปแบบชี้ให้เอง
1 เท่าของระยะเสี่ยง (1R)1.104085 pip1 : 1.0050.0%+40 pip
2 เท่าของระยะเสี่ยง (2R)1.1125170 pip1 : 2.0033.3%+125 pip
🚫
🔑 นี่คือจุดที่ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง — เป้าที่ 2R ให้ตัวเลขสวยที่สุดในตาราง (ต้องถูกทางแค่ 33.3%) แต่มันอยู่เหนือระดับที่รูปแบบชี้ให้ถึง 125 pip และไม่มีอะไรในนิยามของ Piercing Line ที่พูดถึงระยะทางไปตรงนั้นเลย การเลือกเป้าที่ทำให้อัตราส่วนดูดี จึงเป็นการเอาตัวเลขมาจากที่อื่น ไม่ใช่จากรูปแบบ ⇒ ถ้าจะใช้เป้า 2R ก็ทำได้ แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังใช้เหตุผลคนละชุดกับที่ใช้ตัดสินใจเข้า และต้องหาเหตุผลรองรับจากที่อื่น เช่นแนวต้านจริงบนกราฟหรือระยะเฉลี่ยของการสวิงในไทม์เฟรมนั้น

Dark Cloud Cover — ฝาแฝดฝั่งขาลง

Dark Cloud Cover คือ Piercing Line ที่กลับด้านทุกประการ เกิดตอนปลายแนวโน้มขาขึ้น และเลขคณิตทั้งหมดข้างบนใช้ได้เหมือนเดิมโดยแค่สลับทิศ

เงื่อนไขPiercing Line (ขาขึ้น)Dark Cloud Cover (ขาลง)
แนวโน้มก่อนหน้าขาลงขาขึ้น
แท่งที่ 1แดง ลำตัวยาวเขียว ลำตัวยาว
แท่งที่ 2 เปิดที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งที่ 1สูงกว่าจุดสูงสุดของแท่งที่ 1
แท่งที่ 2 ปิดที่เหนือกึ่งกลางลำตัวแท่งที่ 1 แต่ไม่เกินราคาเปิดใต้กึ่งกลางลำตัวแท่งที่ 1 แต่ไม่ต่ำกว่าราคาเปิด
จุดตัดขาดทุนมักวางที่ใต้จุดต่ำสุดของสองแท่งเหนือจุดสูงสุดของสองแท่ง
ถ้าเจาะเกิน 100%กลายเป็น Bullish Engulfingกลายเป็น Bearish Engulfing
Piercing Line — ปลายขาลง Dark Cloud Cover — ปลายขาขึ้น 50% แท่งเขียวเปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุด แล้วปิดเหนือกึ่งกลาง 50% แท่งแดงเปิดสูงกว่าจุดสูงสุด แล้วปิดใต้กึ่งกลาง
สองรูปแบบนี้เป็นภาพสะท้อนกันทุกจุด — เงื่อนไขที่ตรวจ ตัวเลขที่คำนวณ และข้อจำกัดที่ตามมา ใช้ชุดเดียวกันได้ทั้งหมด

เช็กลิสต์ 6 ข้อ ก่อนเข้าออร์เดอร์จากรูปแบบนี้

  • มีแนวโน้มมาก่อนจริงหรือไม่ — ถ้าราคาเดินออกข้างมาตลอด รูปทรงนี้ไม่ได้กำลังกลับอะไร
  • ตรวจเงื่อนไข "เปิดพ้นจุดสุดขั้วของแท่งก่อนหน้า" ครบหรือยัง — ข้อนี้เป็นข้อที่หลุดบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่ทำให้รูปแบบหายากในตลาดที่เทรดต่อเนื่อง
  • คำนวณเปอร์เซ็นต์การเจาะออกมาเป็นตัวเลขแล้วหรือยัง — (ปิด(2) − ปิด(1)) ÷ (เปิด(1) − ปิด(1)) × 100
  • รู้หรือยังว่าจุดเข้าที่เลือกทำให้เกณฑ์เสมอตัวเป็นเท่าไร — ตามสูตร ระยะเสี่ยง ÷ (ระยะเสี่ยง + ระยะถึงเป้า)
  • เป้าที่ตั้งไว้มาจากรูปแบบ หรือมาจากที่อื่น — ถ้ามาจากที่อื่น ต้องบอกได้ว่าที่อื่นนั้นคืออะไร
  • ระยะเสี่ยงที่ได้ แปลงเป็นขนาดล็อตเท่าไรที่ความเสี่ยงต่อไม้ที่ตั้งไว้ — ดู วิธีคำนวณขนาดล็อตจากระยะ SL

สรุป — 4 ข้อที่ยืนยันได้ และ 1 ข้อที่หน้านี้ยืนยันไม่ได้

  • รูปแบบสองแท่งกลุ่มนี้ต่างกันที่ตัวแปรเดียว — เปอร์เซ็นต์ที่แท่งที่ 2 เจาะเข้าไปในลำตัวแท่งที่ 1 · On-Neck, In-Neck, Thrusting, Piercing และ Engulfing คือห้าจุดบนเส้นเดียวกัน
  • ยิ่งเจาะลึก อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงยิ่งแย่ ถ้าเป้าและ SL อยู่ที่เดิม — จาก 1:5.50 ลงมาเหลือ 1:0.53 และเกณฑ์เสมอตัวขยับจาก 15.4% เป็น 65.4%
  • การเลื่อนจุดเข้าไม่เปลี่ยนระยะรวม — ระยะเสี่ยงบวกระยะถึงเป้าเท่ากับ เป้า − SL เสมอ ซึ่งไม่มีตัวแปรจุดเข้าอยู่ในสมการ ⇒ ทางเลือกเรื่องจุดเข้าคือการเลือกสัดส่วน ไม่ใช่การเลือกขนาด
  • การเลื่อน SL ต่างจากการเลื่อนจุดเข้า — มันเปลี่ยนระยะรวมด้วย (125 / 130 / 137.5 pip ในตาราง) จึงเป็นการปรับที่มีผลมากกว่าและเสี่ยงกว่าไปพร้อมกัน
🚫
ข้อที่ยืนยันไม่ได้ และหน้านี้ไม่ได้อ้าง — หน้านี้ไม่มีตรงไหนที่บอกว่ารูปแบบใดแม่นกี่เปอร์เซ็นต์ หรือวิธีเข้าแบบไหนได้ผลดีกว่า เพราะสิ่งนั้นต้องวัดจากข้อมูลจริงของคู่เงิน ไทม์เฟรม และนิยามความสำเร็จที่ผู้เทรดเลือกเอง ตัวเลขทุกตัวในหน้านี้คำนวณจากนิยามของรูปแบบและเลขคณิตของอัตราส่วนความเสี่ยงเท่านั้น ⇒ ตารางเหล่านี้ตอบได้แค่ว่า "ถ้าราคาไปถึงเป้า จะได้เท่าไร" ไม่ได้ตอบว่า "โอกาสไปถึงเป้าคือเท่าไร" ซึ่งเป็นคนละคำถามและต้องหาคำตอบด้วยวิธีอื่น

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง: แท่งเทียนกลับตัว คืออะไร (รวมเรื่อง Gap และราคาของการรอแท่งยืนยัน) · รูปแบบกราฟแท่งเทียน คืออะไร (แค็ตตาล็อกรวม) · แพทเทิร์นกลับตัว · ค้อน กับ คนแขวนคอ · วิธีคำนวณ Risk Reward Ratio · การคำนวณขนาดล็อต · ค่า spread คิดเป็นเงินจริงเท่าไร

และถ้าอยากเทียบสิ่งที่อ่านในหน้านี้กับสัญญาณที่มีตัวเลขจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายกำกับทุกไม้ ดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ใช้แสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลัง และไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบด้วยบัญชีทดลองและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

Related stories