Trailing Stop คืออะไร ตั้งอย่างไร และตั้งกี่ pip ถึงจะไม่โดนน็อกทิ้งกลางเทรนด์

SL ↑ TSL ยอดกำไรที่ราคาไปถึง ปิดตรงนี้ คืนกลับ Trailing Stop คืออะไร และทำไมมันคืนกำไรเสมอ โดย คนเล่น Forex ยอด 50 pip · trail 20 pip เหลือ 60% เทรนด์ยิ่งสั้น ยิ่งคืนสัดส่วนมาก ระยะ trail ต่ำกว่า 1 เท่า ATR แท่งเดียวโดน ATR(14) บน H1 = 25 pip ฉบับคำนวณจริง
แนวคิดการเทรด

Trailing Stop คืออะไร — วิธีตั้ง ระยะที่ควรใช้ และต้นทุนที่แทบไม่มีใครพูดถึงว่ามันคืนกำไรกลับทุกครั้ง

Trailing Stop (หรือ TSL) คือการเลื่อนจุด Stop Loss ตามราคาที่วิ่งไปในทางที่เราถูก โดยเลื่อนได้ทางเดียวคือทางที่ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น และไม่เลื่อนกลับเมื่อราคาย้อน — นิยามเท่านี้หาอ่านได้ทุกที่ แต่สิ่งที่บทความส่วนใหญ่ไม่พูดคือมันมีต้นทุนที่คำนวณได้ตรง ๆ เพราะเมื่อไรที่ Trailing Stop เป็นตัวปิดออเดอร์ให้ คุณจะได้กำไรเท่ากับยอดสูงสุดที่ราคาเคยไปถึง ลบด้วยระยะ trail ที่ตั้งไว้ เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น หน้านี้จะพาไล่ตัวเลขว่าต้นทุนนั้นแพงแค่ไหน ตั้งระยะเท่าไรถึงไม่โดนน็อกด้วยการแกว่งปกติ และวิธีตั้งจริงบน MT4/MT5 พร้อมข้อจำกัด 3 อย่างที่ทำให้มันไม่ทำงานอย่างที่คิด

กราฟแท่งเทียนแสดง Trailing Stop ที่เลื่อนจุด Stop Loss ขึ้นตามราคาทีละขั้น
หน้าตาของ Trailing Stop บนกราฟจริง — เส้นแดงคือจุด Stop Loss ที่ถูกยกขึ้นตามราคาทีละขั้น จาก Original Stop Loss ใต้จุดเข้า ไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ และไม่เคยถอยลง

Trailing Stop คืออะไร และต่างจาก Stop Loss ธรรมดาตรงไหน

Stop Loss ธรรมดาคือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติที่ปักไว้ที่เดียวแล้วอยู่ตรงนั้นตลอด จนกว่าเราจะไปแก้เอง ส่วน Trailing Stop คือ Stop Loss ตัวเดียวกันนั้น แต่มีกฎเลื่อนอัตโนมัติ ติดมาด้วย คือถ้าราคาทำจุดที่ดีขึ้น ให้ยก Stop Loss ตามขึ้นไปโดยรักษาระยะห่างเท่าเดิม และถ้าราคาย้อนกลับ ให้อยู่เฉย ๆ

ลองแทนตัวเลขให้เห็นชัด — เปิด Buy EURUSD ที่ 1.10000 ตั้งระยะไว้ 100 จุด (10 pip) เท่ากันทั้งสองแบบ แล้วราคาวิ่งขึ้นไปที่ 1.11000

สถานการณ์Stop Loss ธรรมดาTrailing Stop
ตอนเปิดออเดอร์ที่ 1.10000SL อยู่ที่ 1.09000SL อยู่ที่ 1.09000
ราคาขึ้นไป 1.10500SL ยังอยู่ที่ 1.09000SL เลื่อนขึ้นเป็น 1.09500
ราคาขึ้นไป 1.11000SL ยังอยู่ที่ 1.09000SL เลื่อนขึ้นเป็น 1.10900
ราคาย้อนลงมา 1.10600SL ยังอยู่ที่ 1.09000SL ค้างที่ 1.10900 ไม่ถอยลง
ราคาย้อนลงต่อจนแตะ SLปิดที่ 1.09000 = ขาดทุน 100 จุดปิดที่ 1.10900 = กำไร 90 จุด
หมายเหตุเรื่องหน่วย — "100 จุด" กับ "10 pip" คือค่าเดียวกันบนโบรกที่เสนอราคา 5 ตำแหน่ง (เช่น 1.10000) เพราะ 1 pip = 10 จุด ในบทความนี้จะใช้หน่วย pip เป็นหลักเพื่อไม่ให้สับสน แต่ช่องกรอกใน MT4 ให้กรอกเป็นจุด (points) — อยากได้ trail 20 pip ต้องกรอก 200
กลไก: เลื่อนขึ้นได้ทางเดียว เส้นส้ม = Stop Loss ที่ถูกยกตามราคา · สังเกตว่าไม่มีขั้นไหนถอยลงเลย Stop Loss ตอนนี้ จุดเข้า ยอดสูงสุด ราคาย้อนมาแตะ SL = ปิดออเดอร์ที่นี่
Trailing Stop ทำงานแบบบันไดขั้นเดียว — ราคาทำจุดสูงใหม่ เส้นก็ยกตาม ราคาย่อ เส้นอยู่เฉย ๆ สุดท้ายออเดอร์จะถูกปิดที่ขั้นบันไดขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ที่ยอดสูงสุด

ต้นทุนที่ทุกคนลืม — Trailing Stop คืนกำไรกลับเท่ากับระยะ trail เสมอ

นี่คือแก่นของหน้านี้ และเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้จากนิยามล้วน ๆ ไม่ต้องอาศัยสถิติอะไรเลย: ถ้าออเดอร์ถูกปิดด้วย Trailing Stop กำไรที่ได้จะเท่ากับยอดสูงสุดที่ราคาเคยไปถึง ลบด้วยระยะ trail เพราะเส้นบันไดขั้นสุดท้ายอยู่ต่ำกว่ายอดสูงสุดพอดีตามระยะที่เราตั้งไว้

สูตรเดียวที่ต้องจำ
กำไรที่ได้จริง = ยอดสูงสุดที่ราคาไปถึง − ระยะ trail

คำถามที่ตามมาทันทีคือ "แล้วมันแพงแค่ไหน" คำตอบคือแพงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเทรนด์วิ่งไปไกลแค่ไหน ตารางนี้คือระยะ trail เดิม ๆ สามค่า ใส่ลงบนเทรนด์ที่ยาวต่างกัน ตัวเลขในวงเล็บคือสัดส่วนของกำไรสูงสุดที่เราเก็บไว้ได้

ยอดสูงสุดที่ราคาไปถึงtrail 20 piptrail 50 piptrail 100 pip
50 pip+30 pip (60%)+0 pip (0%)ไม่เคยเลื่อนเลย
100 pip+80 pip (80%)+50 pip (50%)+0 pip (0%)
200 pip+180 pip (90%)+150 pip (75%)+100 pip (50%)
500 pip+480 pip (96%)+450 pip (90%)+400 pip (80%)

อ่านตารางนี้ตามแนวนอนจะเห็นเรื่องที่คุ้นเคย คือ trail แคบเก็บกำไรได้มากกว่า แต่อ่านตามแนวตั้งจะเห็นเรื่องที่สำคัญกว่ามาก — ระยะ trail 20 pip ตัวเดียวกันเป๊ะ คืนกำไรกลับ 40% ของยอด เมื่อเทรนด์วิ่งแค่ 50 pip แต่คืนแค่ 4% เมื่อเทรนด์วิ่ง 500 pip

40%
สัดส่วนที่คืนกลับ เมื่อ trail 20 pip บนเทรนด์ 50 pip
4%
สัดส่วนที่คืนกลับ เมื่อ trail 20 pip บนเทรนด์ 500 pip
10 เท่า
ต้นทุนต่างกันขนาดนี้ จากการตั้งค่าที่เหมือนกันทุกประการ
นี่คือเหตุผลเชิงเลขคณิตว่าทำไม Trailing Stop เข้ากันได้กับตลาดที่วิ่งไกล และกัดกินพอร์ตในตลาดที่วิ่งสั้น ๆ — ไม่ใช่เพราะมันทำนายอะไรได้ แต่เพราะต้นทุนของมันเป็นค่าคงที่ ขณะที่กำไรไม่ใช่

ช่องขวาล่างของตารางยังบอกอีกเรื่อง — trail 100 pip บนเทรนด์ 50 pip เขียนว่า "ไม่เคยเลื่อนเลย" ไม่ใช่ 0 เพราะ Trailing Stop ตามมาตรฐาน MT4 จะยังไม่เริ่มเลื่อนจนกว่ากำไรจะถึงระยะ trail ก่อน ถ้าตั้ง 100 pip แต่ราคาไปได้แค่ 50 pip เส้นจะค้างอยู่ที่ Stop Loss เดิมใต้จุดเข้าทั้งไม้ แปลว่าไม้นั้นจบด้วยการขาดทุนเต็มระยะ SL เดิม ทั้งที่เคยกำไร 50 pip มาแล้ว


Trailing Stop ตั้งกี่ pip ดี — วัดจากการแกว่งปกติของกราฟ ไม่ใช่จากความรู้สึก

เมื่อรู้แล้วว่า trail แคบเก็บกำไรได้มากกว่า คำถามคือทำไมไม่ตั้งให้แคบที่สุดไปเลย คำตอบคือราคาไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง มันแกว่งขึ้นลงตลอดทางแม้ในเทรนด์ที่แข็งแรง ถ้าระยะ trail แคบกว่าการแกว่งปกติ ออเดอร์จะถูกปิดทิ้งตั้งแต่ต้นทางทุกครั้ง

ตัวชี้วัดที่ใช้วัด "การแกว่งปกติ" ได้ตรงที่สุดคือ ATR (Average True Range) ซึ่งบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วแท่งเทียนหนึ่งแท่งกินระยะกี่ pip สมมติเปิด EURUSD ไทม์เฟรม H1 แล้วอ่านค่า ATR(14) ได้ 25 pip ตารางนี้แปลระยะ trail แต่ละค่าเป็นภาษาที่ตัดสินใจได้

ระยะ trailคิดเป็นกี่เท่าของ ATRแปลว่าอะไร
12 pip12 ÷ 25 = 0.48 เท่าแท่ง H1 ธรรมดาแท่งเดียวก็กวาดโดน — โดนน็อกแม้เทรนด์ยังดีอยู่
25 pip25 ÷ 25 = 1.00 เท่าแท่งที่แกว่งเท่าค่าเฉลี่ยพอดีก็โดนได้ ยังเสี่ยงสูง
50 pip50 ÷ 25 = 2.00 เท่าต้องย่อแรงกว่าแท่งปกติ 2 เท่าถึงจะโดน — ระยะที่คนส่วนใหญ่ใช้
75 pip75 ÷ 25 = 3.00 เท่าย่อระดับที่มักแปลว่าโครงสร้างเทรนด์เปลี่ยนจริง แต่คืนกำไรเยอะตามไปด้วย
⚠️
ATR ไม่ใช่ค่าคงที่ ต้องอ่านใหม่ทุกครั้ง — เลข 25 pip ข้างบนเป็นแค่ตัวอย่างของ EURUSD บน H1 ในช่วงปกติ ค่าจริงเปลี่ยนตามคู่เงิน ตามไทม์เฟรม และตามช่วงเวลา ทองคำกับคู่เงินที่มี JPY ให้ค่าคนละสเกลกันไปเลย และช่วงข่าวแรง ATR ขยับขึ้นหลายเท่าภายในไม่กี่แท่ง ระยะ trail ที่เหมาะเมื่อวานอาจแคบเกินไปในวันที่ตลาดผันผวน

อีกจุดที่ควรระวังคือ ATR วัดจากอดีต มันบอกว่าแท่งที่ผ่านมาแกว่งเท่าไร ไม่ได้บอกว่าแท่งถัดไปจะแกว่งเท่าไร การใช้ ATR ตั้ง trail จึงเป็นการตั้งระยะให้สอดคล้องกับสภาพตลาดล่าสุด ไม่ใช่การพยากรณ์ และไม่มีตัวเลขเท่าไรที่รับประกันว่าจะไม่โดนน็อก

0+60 +120+180 pip เส้นทางราคาเดียวกัน ระยะ trail ต่างกัน ยอดสูงสุดของไม้นี้คือ +180 pip เท่ากันทั้งสองกรณี ยอด +180 trail 20 pip → ปิดที่ +35 trail 60 pip → ปิดที่ +120 บนเส้นทางนี้ trail กว้างได้กำไรมากกว่า 3.4 เท่า — แต่ถ้าราคากลับตัวถาวรตั้งแต่ +40 ผลจะสลับข้างกันทันที นี่คือการแลก ไม่ใช่ค่าที่ถูกต้อง
ระยะ trail ไม่มีค่าที่ "ถูก" — มีแต่ค่าที่แลกอะไรกับอะไร ตัวเลข 3.4 เท่าในภาพนี้เป็นผลของเส้นทางราคาเส้นนี้เส้นเดียว ไม่ใช่ข้อสรุปว่ากว้างดีกว่าแคบ

วิธีตั้งแบบที่ 1 — ไม่ใช้กราฟ กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์

วิธีนี้ไม่สนใจรูปทรงของกราฟเลย ใช้กฎเดียวคือ "ถ้าราคาย่อลงจากจุดสูงสุดเกินกี่เปอร์เซ็นต์ ให้ออก" นิยมใช้กับสินทรัพย์ที่ถือยาวอย่างหุ้นหรือคริปโต เพราะระยะเป็นเปอร์เซ็นต์จะขยายตัวเองอัตโนมัติเมื่อราคาสูงขึ้น ต่างจากระยะ pip ที่คงที่

กราฟรายวันแสดง Trailing Stop แบบเปอร์เซ็นต์ 10% ที่การย่อ 6.9% ยังถืออยู่ แต่การย่อ 11.1% ทำให้ออก
Trailing Stop แบบ 10% บนกราฟรายวัน — การย่อรอบแรก −6.9% ไม่ถึงเกณฑ์จึงยังถือต่อ ส่วนการย่อ −11.1% เกินเกณฑ์จึงเป็นจุดออก

ภาพข้างบนมีตัวเลขให้ตรวจสอบได้สองตัวคือ −6.9% กับ −11.1% ซึ่งพอเอามาทาบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จะเห็นทันทีว่า "ตั้งกี่เปอร์เซ็นต์" ตัดสินผลลัพธ์ทั้งไม้

ถ้าตั้ง Trailing Stop ไว้ที่ย่อรอบแรก −6.9%ย่อรอบสอง −11.1%ผลของไม้นี้
5%โดน — ออกทันทีไม่ทันได้เจอออกก่อนถึงยอด ได้กำไรน้อยที่สุด
10%ไม่โดน — ถือต่อโดน — ออกตรงนี้ได้ถือผ่านการย่อรอบแรกไปจนถึงยอด
15%ไม่โดนไม่โดน — ถือต่อยังไม่ออก ต้องรอย่อลึกกว่านี้ คืนกำไรมากขึ้น

ทีนี้ลองแปลงเปอร์เซ็นต์เป็นตัวเงินให้เห็นภาพ สมมติเข้าที่ราคา 45.00 บาท และราคาขึ้นไปทำยอดสูงสุดที่ 58.50 บาท (กำไรสูงสุด 13.50 บาท หรือ 30.0% ของทุน) ระยะ trail แต่ละค่าจะให้ราคาออกและกำไรดังนี้

ระยะ trailราคาที่จะออก = 58.50 × (1 − %)กำไรต่อหุ้นคิดเป็น % ของทุนเก็บกำไรสูงสุดไว้ได้
5%55.5810.5823.5%78.4%
10%52.657.6517.0%56.7%
15%49.734.7310.5%35.0%
20%46.801.804.0%13.3%
⚠️
อย่าอ่านตารางนี้ว่า "ตั้ง 5% ดีที่สุด" — ตารางนี้คิดบนสมมติฐานว่าราคาไปถึงยอด 58.50 ก่อน แล้วค่อยย่อ ซึ่งเป็นการมองย้อนหลัง ในความเป็นจริงระยะ 5% จะถูกการย่อ −6.9% ระหว่างทางน็อกทิ้งไปก่อนตามตารางก่อนหน้า จึงไม่มีวันได้ราคา 55.58 เลย ตารางสองอันนี้ต้องอ่านคู่กันเสมอ

วิธีตั้งแบบที่ 2 — ใช้กราฟ ยึดจุดต่ำล่าสุดหรือเส้นค่าเฉลี่ย

แทนที่จะกำหนดระยะตายตัว วิธีนี้ให้โครงสร้างของกราฟเป็นตัวบอกว่าเส้นควรอยู่ตรงไหน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเทรนด์มากกว่า เพราะจุดที่ทำให้เราควรออกคือจุดที่โครงสร้างเทรนด์เสีย ไม่ใช่จุดที่ราคาย่อครบกี่ pip

กราฟรายวันแสดงการยก Trailing Stop ขึ้นตามจุดต่ำล่าสุดของแต่ละคลื่นจนถึงจุดออก
การยก Trailing Stop ตามจุดต่ำล่าสุด — เส้นแรกวางใต้จุดต่ำก่อนเข้า จากนั้นทุกครั้งที่ราคาสร้างจุดต่ำใหม่ที่สูงกว่าเดิม ก็ยกเส้นตามขึ้นไป จนราคาหลุดจุดต่ำล่าสุดจึงเป็นจุดออก
1

ยกตามจุดต่ำล่าสุด (Swing Low)

วางเส้นใต้ก้นล่าสุดของขาขึ้น พอราคาสร้างก้นใหม่ที่สูงกว่าเดิมก็ยกเส้นขึ้นไปใต้ก้นใหม่ ข้อดีคือระยะปรับตัวเองตามความผันผวน ข้อเสียคือบางช่วงก้นอยู่ห่างมาก ระยะเลยกว้างกว่าที่อยากรับ

2

ยกตามเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)

ใช้ค่าของเส้น EMA เป็นตำแหน่ง Stop Loss แล้วเลื่อนตามทุกแท่ง ข้อดีคือมีตัวเลขให้ยึดทุกแท่งไม่ต้องตีความ ข้อเสียคือเส้นค่าเฉลี่ยตามหลังราคาเสมอ ช่วงที่ราคาพุ่งเร็วเส้นจะห่างมาก

3

ยกตาม ATR

ตั้งระยะเป็นจำนวนเท่าของ ATR เช่น 2 เท่า แล้วคำนวณใหม่ทุกแท่ง เป็นลูกผสมของสองแบบแรก คือมีตัวเลขชัดเจนและปรับตามความผันผวนไปพร้อมกัน

ทั้งสามแบบมีอินดิเคเตอร์สำเร็จรูปรองรับอยู่แล้ว ถ้าสนใจฝั่งเส้นค่าเฉลี่ยอ่านต่อได้ที่ Moving Average ฝั่ง ATR ดูได้ที่ ATR Exit และถ้าอยากได้ตัวที่เลื่อน Stop Loss ให้อัตโนมัติบน MT4 มีบทความแยกอยู่ที่ เลื่อน Stop Loss อัตโนมัติด้วย Trailing Stop (TSL) บน MetaTrader 4 ส่วนอินดิเคเตอร์ที่ทำงานคล้าย Trailing Stop มาแต่กำเนิดคือ Parabolic SAR


วิธีตั้ง Trailing Stop ใน MT4 และ MT5 ทีละขั้น

  1. เปิดออเดอร์ให้เรียบร้อยก่อน — Trailing Stop ใน MT4/MT5 ตั้งได้เฉพาะกับออเดอร์ที่เปิดอยู่แล้ว เท่านั้น ตั้งล่วงหน้าตอนส่งคำสั่งไม่ได้ และควรมี Stop Loss ปกติติดไว้ก่อนเสมอ
  2. เปิดหน้าต่าง Terminal แท็บ Trade — กด Ctrl+T ถ้ายังไม่เปิด จะเห็นรายการออเดอร์ที่เปิดอยู่ทั้งหมด
  3. คลิกขวาที่บรรทัดของออเดอร์นั้น แล้วเลือก Trailing Stop — จะมีเมนูย่อยเป็นระยะสำเร็จรูปให้เลือก เช่น 15, 20, 25, 30 ไปจนถึง 100 points
  4. ถ้าต้องการค่าอื่นให้เลือก Custom แล้วกรอกตัวเลขเอง หน่วยเป็นจุด (points) ไม่ใช่ pip — อยากได้ 30 pip ต้องกรอก 300
  5. ยกเลิกด้วยการเลือก None ในเมนูเดียวกัน ถ้าอยากยกเลิกทุกออเดอร์พร้อมกันให้เลือก Delete All

บนแอปมือถือ MT4/MT5 ไม่มีเมนู Trailing Stop ให้ใช้ สิ่งที่ทำได้บนมือถือคือแก้ค่า Stop Loss เองทีละครั้งด้วยการกดค้างที่ออเดอร์แล้วเลือก Modify ซึ่งเป็นการ "เลื่อนมือ" ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ

🔴
ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด: Trailing Stop ในตัว MT4/MT5 ทำงานที่เครื่องเรา ไม่ใช่ที่เซิร์ฟเวอร์โบรก
แปลว่าถ้าปิดโปรแกรม MT4 เน็ตหลุด หรือคอมพิวเตอร์หลับ เส้นจะหยุดเลื่อนทันที ค่า Stop Loss ที่ถูกเลื่อนไปแล้วยังอยู่บนเซิร์ฟเวอร์และยังทำงานอยู่ (เพราะการเลื่อนแต่ละครั้งคือการส่งคำสั่ง Modify จริง) แต่จะไม่มีการเลื่อนครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกจนกว่าจะเปิดโปรแกรมกลับมา ใครที่ตั้งแล้วปิดคอมไปนอน ควรรู้ข้อนี้ก่อน
ประเด็นTrailing Stop ในตัว MT4/MT5เลื่อนเอง หรือใช้ EA บน VPS
ทำงานตอนปิดโปรแกรมไม่ทำงานทำงาน ถ้า EA รันบน VPS ที่เปิดตลอด
เริ่มเลื่อนเมื่อไรต่อเมื่อกำไรถึงระยะ trail ก่อนกำหนดเงื่อนไขเองได้
ยึดอะไรเป็นฐานราคาปัจจุบันล้วน ๆจะยึด Swing Low, MA หรือ ATR ก็ได้
ตั้งบนมือถือไม่มีเมนูให้ตั้งEA รันฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ไม่เกี่ยวกับมือถือ
ความยุ่งยากคลิกขวาสองครั้งก็เสร็จต้องติดตั้งและตั้งค่าเพิ่ม
ข้อจำกัดที่สอง: โบรกเกอร์มีระยะห่างขั้นต่ำ — โบรกส่วนใหญ่กำหนด Stops Level ไว้ คือ Stop Loss ต้องอยู่ห่างจากราคาปัจจุบันอย่างน้อยกี่จุด ถ้าตั้ง trail แคบกว่านั้น คำสั่งเลื่อนจะถูกปฏิเสธเงียบ ๆ ตรวจได้ที่หน้าต่าง Market Watch คลิกขวาที่คู่เงิน เลือก Specification แล้วดูบรรทัด "Stops level" ถ้าขึ้น 0 แปลว่าไม่จำกัด

ข้อจำกัดที่สาม: การเลื่อนไม่ได้เกิดทุกติ๊ก — MT4 เลื่อนให้เมื่อราคาขยับเกินระยะที่กำหนดในหน่วยจุดเต็ม ๆ ไม่ได้ไล่ตามทุกเศษของราคา จุดที่ถูกปิดจริงจึงอาจต่างจากที่คำนวณบนกระดาษเล็กน้อย

กับดักของการเลื่อน SL มาที่จุดเข้า — เสมอตัวบนกราฟไม่ได้แปลว่าเสมอตัวในบัญชี

ญาติสนิทของ Trailing Stop คือการเลื่อน Stop Loss มาไว้ที่ราคาเปิดออเดอร์เมื่อกำไรถึงระดับหนึ่ง ที่คนไทยเรียกว่า "SL ขาบวก" หรือ Break Even ความเชื่อทั่วไปคือ "ถึงจุดนี้แล้วไม้นี้ไม่มีทางขาดทุน" ซึ่งยังไม่จริงทั้งหมด

หน้าจอ MT4 มือถือแสดงออเดอร์ Sell ที่มี Stop Loss ถูกเลื่อนมาอยู่ฝั่งกำไรแล้ว
ตัวอย่างออเดอร์ที่ Stop Loss ถูกเลื่อนมาอยู่ฝั่งกำไรแล้ว (SL ขาบวก) — ภาพจากคุณ Pia Pabpiab

เหตุผลอยู่ที่วิธีคิดกำไรขาดทุนจริง ของออเดอร์ Buy คือ ราคาปิด (Bid) ลบ ราคาเปิด (Ask) ไม่ใช่การเทียบกับเส้นที่เห็นบนกราฟเฉย ๆ และยังมีค่าคอมมิชชั่นกับค่าสวอปที่ไม่ได้อยู่ในราคาเลย ลองแทนค่าจริงบนบัญชี ECN ที่คิดคอมมิชชั่น 7 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อตไป-กลับ ซึ่งบน EURUSD ขนาด 1 ล็อต (pip ละ 10 ดอลลาร์) คิดเป็น 0.7 pip

เลื่อน SL ไปไว้ที่ผลจากราคาล้วน ๆค่าคอมมิชชั่นค่าสวอป ถ้าถือข้ามคืน 3 คืนผลสุทธิจริง
ราคาเปิดพอดี0 pip−0.7 pipไม่ข้ามคืน = 0−0.7 pip
ราคาเปิดพอดี0 pip−0.7 pip−0.9 pip−1.6 pip
ราคาเปิด + 1 pip+1.0 pip−0.7 pipไม่ข้ามคืน = 0+0.3 pip
ราคาเปิด + 2 pip+2.0 pip−0.7 pipไม่ข้ามคืน = 0+1.3 pip
ราคาเปิด + 3 pip+3.0 pip−0.7 pip−0.9 pip+1.4 pip

ตัวเลขค่าสวอป −0.9 pip ในตารางมาจากสมมติฐานว่าเสียสวอป 3 ดอลลาร์ต่อล็อตต่อคืน คูณ 3 คืน เท่ากับ 9 ดอลลาร์ หรือ 0.9 pip บนขนาด 1 ล็อต ค่าจริงต่างกันไปตามคู่เงินและโบรก บางคู่ได้รับสวอปเป็นบวกด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องจำคือมันไม่ใช่ศูนย์

บทสรุปของหัวข้อนี้
"เสมอตัว" บนกราฟ = ขาดทุนเล็ก ๆ ในบัญชี ถ้าอยากได้เสมอตัวจริง ต้องเลื่อน Stop Loss ให้พ้นราคาเปิดไปอีกเท่ากับต้นทุนทั้งหมดของไม้นั้น
⚠️
บัญชีที่ไม่มีคอมมิชชั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีต้นทุน — บัญชีแบบ Standard ที่โฆษณาว่า "ไม่คิดคอมมิชชั่น" คิดต้นทุนไว้ในสเปรดที่กว้างขึ้นแทน กรณีนั้นการเลื่อน SL มาที่ราคาเปิดจะได้ผลสุทธิใกล้ศูนย์จริง เพราะต้นทุนถูกจ่ายไปตั้งแต่ตอนเปิดแล้ว แต่ค่าสวอปยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกบัญชี ไม้ที่ถือข้ามสัปดาห์จึงยังติดลบได้แม้ SL อยู่ที่ราคาเปิดเป๊ะ

Trailing Stop เหมาะกับตลาดแบบไหน และไม่เหมาะกับแบบไหน

จากตารางต้นทุนในหัวข้อที่สอง สรุปได้ตรง ๆ โดยไม่ต้องอ้างสถิติใด ๆ ว่า Trailing Stop จ่ายค่าคงที่ (ระยะ trail) เพื่อแลกกับโอกาสได้กำไรที่ไม่จำกัด ดังนั้นมันจะคุ้มหรือไม่คุ้มขึ้นอยู่กับว่าตลาดที่เราเทรดอยู่มีโอกาสวิ่งไกลจริงหรือเปล่า

สภาพตลาดเกิดอะไรขึ้นกับ Trailing Stopสรุป
เทรนด์ชัด วิ่งยาวระยะ trail คงที่กลายเป็นสัดส่วนเล็กลงเรื่อย ๆ เมื่อกำไรโตขึ้นต้นทุนต่อกำไรถูกลงตามระยะทาง
ออกข้าง (Sideway)ราคาแกว่งไปมาในกรอบ ยอดสูงสุดไม่ไปไหน แต่ยังคืน trail เต็มจำนวนทุกไม้ต้นทุนคงที่แต่ไม่มีกำไรมารองรับ
ผันผวนสูงช่วงข่าวระยะที่เคยพอดีกลายเป็นแคบเกินไป โดนน็อกด้วยการแกว่งชั่วคราวต้องขยายระยะหรือเลี่ยงช่วงนั้น
เทรนด์ที่ย่อลึกเป็นปกติต้องใช้ระยะกว้างมากถึงจะอยู่รอด ซึ่งคืนกำไรก้อนใหญ่ตอนออกคุ้มเฉพาะเมื่อขาที่วิ่งยาวกว่าขาที่ย่อมาก
สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้บอก — ทุกตัวเลขในหน้านี้มาจากการคำนวณตามนิยามของ Trailing Stop ล้วน ๆ ซึ่งตรวจสอบตามได้ทุกบรรทัด แต่บทความนี้ไม่ได้วัดและไม่ได้อ้างว่าการใช้ Trailing Stop ทำให้อัตราชนะสูงขึ้น ทำให้พอร์ตโตขึ้น หรือดีกว่าการตั้ง Take Profit ไว้เฉย ๆ คำถามพวกนั้นตอบได้ด้วยการทดสอบกับข้อมูลจริงของระบบเทรดแต่ละคนเท่านั้น เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับว่าระบบนั้นเจอเทรนด์ยาวบ่อยแค่ไหน ซึ่งต่างกันไปในแต่ละคู่เงินและแต่ละไทม์เฟรม สิ่งเดียวที่ยืนยันได้จากเลขคณิตล้วน ๆ คือ ทุกครั้งที่ Trailing Stop เป็นตัวปิดไม้ให้ เราจะได้น้อยกว่ายอดสูงสุดเสมอ เท่ากับระยะ trail พอดี

ถ้าอยากเห็นภาพว่าการปล่อยให้กำไรวิ่งต่อกับการปิดไม้ตามแผนต่างกันอย่างไร อ่านต่อได้ที่ แนวทางการ Let Profits Run และ แนวทางการตั้ง TakeProfit ส่วนวิธีที่หลายคนใช้ควบคู่กับ Trailing Stop คือการทยอยปิดบางส่วน ซึ่งมีคู่มืออยู่ที่ วิธีแบ่งปิดออเดอร์ใน MT4


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Trailing Stop

  • Trailing Stop ตั้งกี่ pip ดี — ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกกรณี เพราะมันต้องสัมพันธ์กับความผันผวนของคู่เงินและไทม์เฟรมที่เทรด วิธีที่มีเหตุผลรองรับคือวัดจาก ATR แล้วตั้งให้กว้างกว่าการแกว่งปกติอย่างน้อย 2 เท่า ตามตารางในหัวข้อที่สาม
  • ตั้ง Trailing Stop แล้วปิดคอมได้ไหม — ถ้าใช้เมนูในตัวของ MT4/MT5 ปิดไม่ได้ เส้นจะหยุดเลื่อนทันที ค่าที่เลื่อนไปแล้วยังอยู่ แต่จะไม่มีการเลื่อนใหม่อีก ถ้าต้องการให้ทำงานตลอดต้องใช้ EA ที่รันบน VPS
  • Trailing Stop กับ Take Profit ใช้พร้อมกันได้ไหม — ได้ และเป็นเรื่องปกติ ไม้จะจบที่อันไหนก็ได้แล้วแต่ราคาไปแตะอะไรก่อน ข้อควรคิดคือถ้า Take Profit อยู่ใกล้เกินไป Trailing Stop จะแทบไม่ได้ทำงานเลย
  • ทำไมตั้งแล้วเส้นไม่ขยับ — สาเหตุที่พบบ่อยมีสามอย่างคือ กำไรยังไม่ถึงระยะ trail ที่ตั้งไว้ · ระยะแคบกว่า Stops Level ที่โบรกกำหนด · หรือโปรแกรมไม่ได้เปิดอยู่ตอนที่ราคาวิ่ง
  • Trailing Stop ป้องกันการขาดทุนได้จริงไหม — ป้องกันไม่ให้ไม้ที่เคยกำไรถึงระยะ trail แล้ว กลับมาขาดทุนหนักได้ แต่ไม่ได้ป้องกันการขาดทุนของไม้ที่ราคาไม่เคยวิ่งไปในทางที่ถูกเลย และไม่ได้ป้องกันช่องว่างราคา (Gap) ที่กระโดดข้ามเส้น Stop Loss ไปในช่วงเปิดตลาดหรือข่าวแรง

สรุปสั้น ๆ

  1. Trailing Stop คือ Stop Loss ที่มีกฎเลื่อนตามราคาทางเดียว — ยกตามเมื่อราคาไปในทางที่ถูก และอยู่นิ่งเมื่อราคาย้อน
  2. มันคืนกำไรกลับเท่ากับระยะ trail เสมอ — กำไรที่ได้ = ยอดสูงสุด − ระยะ trail ต้นทุนจึงเป็นค่าคงที่ แต่สัดส่วนของต้นทุนต่อกำไรลดลงเมื่อเทรนด์ยาวขึ้น
  3. ระยะที่ตั้งควรวัดจากความผันผวนจริง — ใช้ ATR เป็นฐาน ระยะที่แคบกว่า 1 เท่าของ ATR จะโดนแท่งธรรมดาแท่งเดียวน็อกทิ้ง
  4. เมนูในตัว MT4/MT5 ทำงานที่เครื่องเรา — ปิดโปรแกรมแล้วหยุดเลื่อน และตั้งบนแอปมือถือไม่ได้
  5. เลื่อน SL มาที่ราคาเปิดยังไม่ใช่เสมอตัว — ค่าคอมมิชชั่นและค่าสวอปทำให้ผลสุทธิติดลบเล็กน้อย ต้องเผื่อระยะเพิ่ม

ถ้าอยากดูตัวอย่างการวางแผนออกจากไม้ ทั้งจุด Stop Loss จุดทำกำไร และการบริหารหลังเข้า พร้อมเหตุผลกำกับทุกจุด ลองดูสัญญาณและบทวิเคราะห์ที่ AlphaSignals ซึ่งระบุระดับราคาที่ใช้จริงไว้ครบทุกไม้ ทำให้เทียบกับแนวคิดในบทความนี้ได้ตรง ๆ ว่าไม้ไหนเหมาะกับการใช้ Trailing Stop และไม้ไหนควรตั้ง Take Profit ไว้เฉย ๆ

และถ้าต้องการรู้ว่าแนวทางไหนเข้ากับสไตล์ตัวเอง วิธีที่ตรงที่สุดคือบันทึกทุกไม้ว่ายอดสูงสุดไปถึงเท่าไร และปิดจริงที่เท่าไร ทำสัก 30-50 ไม้แล้วเอาสองคอลัมน์นี้มาลบกัน จะเห็นด้วยตัวเลขของตัวเองว่าระยะ trail ที่ใช้อยู่คืนกำไรไปเท่าไรจริง ๆ วิธีทำสมุดบันทึกอ่านได้ที่ Trading Journal คืออะไร หรือดูตัวอย่างการบันทึกผลแบบเปิดเผยทุกไม้ได้ที่ หน้าสถิติของ AlphaSignals

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคำนวณจากตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงหลักการ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลัง และไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ผู้อ่านควรศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ · ภาพประกอบหัวข้อ SL ขาบวก โดยคุณ Pia Pabpiab

ความคิดเห็น

Related stories