Bull Market Bear Market คืออะไร — ตลาดกระทิง ตลาดหมี ต่างกันยังไง เส้นแบ่ง 20% และวิธีดูว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหน

ยอดเดิม ก้นของรอบ ตลาดกระทิง ตลาดหมี Bull / Bear Market ตลาดกระทิง ตลาดหมี คืออะไร โดย คนเล่น Forex เส้นแบ่งที่ใช้กัน −20% จากยอดเดิม = เข้าเกณฑ์ตลาดหมี ต้องขึ้นกลับเท่าไรถึงเท่าทุน +25% ไม่ใช่ +20% · 100 → 80 → ขึ้น 20 จาก 80 ฉบับคำนวณจริง
แนวคิดการเทรด

Bull Market กับ Bear Market คืออะไร — ตลาดกระทิง ตลาดหมี เส้นแบ่งที่วัดได้ และวิธีบอกว่าตอนนี้ตลาดอยู่ฝั่งไหน (วัดจาก Bitcoin และทองคำจริง)

ตลาดหมี (Bear Market) คือช่วงที่ราคาลดลงจากยอดเดิมอย่างน้อย 20% และยังไม่กลับขึ้นไป ส่วนตลาดกระทิง (Bull Market) คือช่วงที่ราคาขึ้นจากก้นเดิมอย่างน้อย 20% และยังทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง — คำนิยามส่วนนี้หาอ่านได้ทุกที่ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้บอกคือ ตัวเลข 20% สองฝั่งนั้นไม่เท่ากัน ลง 20% แล้วต้องขึ้นกลับ 25% ถึงจะเท่าทุน และยิ่งลงลึกยิ่งถ่างออก ลง 50% ต้องขึ้น 100% · หน้านี้จะไล่ให้ดูทีละตัวเลขว่าเส้นแบ่งนี้มาจากไหน ใช้เกณฑ์อะไรวัดว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหนโดยไม่ต้องเดา และทำไม ตลาดหมีในตลาด Forex เป็นคนละเรื่องกับตลาดหมีของหุ้น

−20%
ระยะจากยอดเดิม ที่ใช้เป็นเส้นแบ่งว่าเข้าเขตตลาดหมีแล้ว
+25%
ต้องขึ้นกลับเท่านี้ถึงจะเท่าทุน ไม่ใช่ +20% อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด
+900%
ระยะที่ต้องขึ้นกลับ ถ้าปล่อยให้ลงไปถึง −90%
กราฟแท่งเทียนในภาวะตลาดกระทิง ราคายกยอดสูงขึ้นและยกก้นสูงขึ้นต่อเนื่อง
หน้าตาของตลาดกระทิงบนกราฟจริง — สิ่งที่ทำให้เรียกว่ากระทิงไม่ใช่สีของแท่งเทียน แต่คือการที่ยอดใหม่สูงกว่ายอดเดิม และก้นใหม่ก็สูงกว่าก้นเดิม

Bear Market (ตลาดหมี) คืออะไร และ Bull Market (ตลาดกระทิง) คืออะไร

นักการเงินเอาสัตว์สองชนิดมาใช้แทนสภาวะตลาด เพราะท่าโจมตีของมันชี้ไปคนละทาง กระทิงใช้เขาขวิดจากล่างขึ้นบน ส่วนหมีใช้กรงเล็บตะปบจากบนลงล่าง — ทิศทางของท่าโจมตีคือทิศทางของกราฟในช่วงนั้นพอดี ที่มาของชื่อไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเริ่มจากใคร แต่คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด

 ตลาดกระทิง (Bull Market)ตลาดหมี (Bear Market)
ทิศทางราคาขึ้นต่อเนื่องลงต่อเนื่อง
เส้นแบ่งที่ใช้กันขึ้นจากก้นเดิม ≥ 20%ลงจากยอดเดิม ≥ 20%
โครงสร้างบนกราฟยอดสูงขึ้น + ก้นสูงขึ้นยอดต่ำลง + ก้นต่ำลง
อารมณ์ตลาดคนกลัวตกรถมากกว่ากลัวขาดทุนคนกลัวขาดทุนมากกว่ากลัวตกรถ
ฝั่งที่ได้เปรียบฝั่งซื้อ (Long)ฝั่งขาย (Short) ในตลาดที่ขายชอร์ตได้
สิ่งที่มักถูกเข้าใจผิดคิดว่าจะขึ้นตลอดไปคิดว่า "ลงมาเยอะแล้ว น่าจะไม่ลงต่อ"
คำว่า "ตลาดหมี" ใช้กับสิ่งที่มีดัชนีรวมเป็นหลัก — ตลาดหุ้น ดัชนี ทองคำ คริปโต ล้วนมีราคาเดียวให้วัดว่าลงจากยอดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ในตลาด Forex ราคาหนึ่งตัวคืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสองสกุล เมื่อฝั่งหนึ่งเป็นหมี อีกฝั่งจึงเป็นกระทิงเสมอ รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป

เส้นแบ่ง 20% มาจากไหน และทำไมมันถึงหลอกตา

ตัวเลข 20% ไม่ได้มาจากทฤษฎีหรือสมการใด มันเป็นธรรมเนียมที่สื่อการเงินและนักวิเคราะห์ใช้ร่วมกันมานาน เพื่อให้มีเส้นที่ทุกคนหมายถึงสิ่งเดียวกันเวลาพูดว่า "เข้าตลาดหมีแล้ว" ก่อนถึง 20% มักเรียกกันว่า การย่อตัว (Correction) ซึ่งใช้เกณฑ์ 10% เป็นเส้นแบ่ง

จุดที่ควรระวังคือ เปอร์เซ็นต์ขาลงกับเปอร์เซ็นต์ขาขึ้นคิดจากฐานคนละตัว ขาลงคิดจากยอดเดิม ส่วนขากลับคิดจากก้นที่เหลืออยู่ ซึ่งเล็กกว่าเสมอ ตัวเลขสองตัวจึงไม่มีทางเท่ากัน ลองคำนวณตามดู: ราคา 100 ลง 20% เหลือ 80 · จะกลับไป 100 ต้องขึ้น 20 หน่วยจากฐาน 80 ซึ่งเท่ากับ 20 ÷ 80 = 25% ไม่ใช่ 20%

ระยะทางเท่ากัน แต่เปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน ลง 20 หน่วย = 20% เพราะหารด้วย 100 · ขึ้นกลับ 20 หน่วยเท่ากัน = 25% เพราะหารด้วย 80 ราคา 100ราคา 80 −20 หน่วย = −20% 20 ÷ 100 +20 หน่วย = +25% 20 ÷ 80 ยิ่งลงลึก ช่องว่างสองฝั่งยิ่งถ่างออก
ระยะทางเท่ากันแต่ฐานคนละตัว — นี่คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ตัวเลขขากลับสูงกว่าตัวเลขขาลงเสมอ

ทีนี้ลองไล่ทั้งตาราง จะเห็นว่าช่องว่างไม่ได้โตแบบเส้นตรง แต่เร่งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทุกช่องคำนวณตามได้เอง สูตรคือ ต้องขึ้นกลับ = ระยะที่ลง ÷ (100 − ระยะที่ลง)

ลงจากยอดเดิมเหลือมูลค่า (จาก 100)ต้องขึ้นกลับกี่ % ถึงเท่าทุนส่วนต่างสองฝั่ง
−10% (การย่อตัว)90.0+11.1%+1.1pp
−20% (เข้าเกณฑ์ตลาดหมี)80.0+25.0%+5.0pp
−30%70.0+42.9%+12.9pp
−40%60.0+66.7%+26.7pp
−50%50.0+100.0%+50.0pp
−60%40.0+150.0%+90.0pp
−80%20.0+400.0%+320.0pp
−90%10.0+900.0%+810.0pp
ตลาดหมีไม่ได้อันตรายเพราะมันลง
มันอันตรายเพราะตัวเลขที่ต้องใช้ในการกลับมา โตเร็วกว่าตัวเลขที่เสียไปเสมอ

วิธีดูว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหน — 3 เกณฑ์ที่วัดได้ ไม่ต้องเดา

คำถามที่มีประโยชน์กว่า "ตลาดหมีคืออะไร" คือ "ตอนนี้อยู่ตลาดไหน และรู้ได้อย่างไร" สามเกณฑ์ข้างล่างนี้ใช้ตัวเลขล้วน ไม่มีการตีความ ใครหยิบไปวัดก็ได้คำตอบเดียวกัน จึงเถียงกันไม่ได้ว่าใครถูก

1

ระยะจากจุดสุดขั้ว

หายอดสูงสุดและก้นต่ำสุดในกรอบเวลาที่สนใจ แล้ววัดว่าราคาปัจจุบันห่างจากยอดกี่ % — เกิน 20% คือเข้าเขตหมี · ขึ้นจากก้นเกิน 20% คือเข้าเขตกระทิง

2

โครงสร้างยอดกับก้น

ตามหลักทฤษฎีดาว ขาขึ้นคือ ยอดใหม่สูงกว่ายอดเดิม และก้นใหม่สูงกว่าก้นเดิม ขาลงคือกลับกันทั้งสองอย่าง ถ้ามีอย่างเดียวไม่ครบคู่ ให้ถือว่ายังไม่ยืนยัน

3

ราคาเทียบเส้นค่าเฉลี่ยยาว

เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นเส้นที่คนใช้ร่วมกันมากที่สุด ดูสองอย่างพร้อมกัน: ราคาอยู่เหนือหรือใต้เส้น และตัวเส้นเองชี้ขึ้นหรือชี้ลง

ในทางปฏิบัติควรใช้ทั้งสามข้อพร้อมกัน เพราะแต่ละข้อมีจุดบอดคนละแบบ — เกณฑ์ข้อ 1 รู้ช้าเสมอ เพราะกว่าจะครบ 20% ราคาก็ลงไปแล้ว 20% · เกณฑ์ข้อ 2 ขึ้นกับว่านิยามยอดกับก้นไว้อย่างไร คนละนิยามได้คนละคำตอบ · เกณฑ์ข้อ 3 ให้สัญญาณหลอกบ่อยในตลาดที่แกว่งออกข้าง เพราะราคาตัดเส้นไปมาโดยไม่ไปไหน · ถ้าสามข้อชี้ตรงกัน ความมั่นใจสูงขึ้นมาก ถ้าชี้คนละทาง แปลว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ควรลดขนาดไม้ ไม่ใช่ช่วงที่ควรเพิ่ม

จุดที่กระทิงกลายเป็นหมี สัญญาณแรกไม่ใช่ −20% แต่คือวันที่ก้นใหม่ต่ำกว่าก้นเดิมเป็นครั้งแรก ยอดสูงสุด 1,800 เส้น −20% = 1,440 ยอดสูงขึ้น ยอดสูงขึ้น ยอดต่ำลง ก้นต่ำลง ตลาดกระทิง — ยกยอด ยกก้น ตลาดหมี — ยอดต่ำลง ก้นต่ำลง
โครงสร้างเปลี่ยนก่อน ตัวเลข −20% ตามมาทีหลัง — นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรใช้เกณฑ์ 20% เพียงอย่างเดียว

ลองใส่ตัวเลขจริงเข้าไปดู สมมติดัชนีตัวหนึ่งเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,800 จุด แล้วตอนนี้อยู่ที่ 1,400 จุด คำนวณได้ว่าลงมา 400 ÷ 1,800 = 22.2% ซึ่งเกิน 20% ไปแล้ว จึงเข้าเกณฑ์ตลาดหมี · และถ้าจะกลับไปที่ 1,800 ต้องขึ้น 400 ÷ 1,400 = 28.6% จากระดับปัจจุบัน · ถ้าหลังจากนั้นดัชนีลงต่อไปที่ 1,300 แล้วเด้งขึ้นมา 1,600 การเด้งครั้งนี้คือ 300 ÷ 1,300 = 23.1% ซึ่งเกิน 20% เช่นกัน จึงเข้าเกณฑ์ "ตลาดกระทิงรอบใหม่" ทั้งที่ยังต่ำกว่ายอดเดิมอยู่ 200 จุด

!
นี่คือช่องโหว่ของเกณฑ์ 20% ที่ต้องรู้ — เกณฑ์นี้วัดจากจุดสุดขั้วล่าสุด ไม่ได้วัดจากยอดสูงสุดตลอดกาล ทำให้ระหว่างขาลงยาว ๆ อาจมี "ตลาดกระทิง" ตามนิยามเกิดขึ้นได้หลายรอบ โดยที่ราคายังต่ำกว่ายอดเดิมมาก การเด้งแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Bear Market Rally และเป็นช่วงที่คนเข้าใจผิดว่ารอบใหม่มาแล้วบ่อยที่สุด

ตลาดหมีของหุ้น กับ "ตลาดหมี" ในตลาด Forex เป็นคนละเรื่องกัน

ข้อนี้เป็นข้อที่คนย้ายจากหุ้นมาเทรด Forex เข้าใจผิดมากที่สุด ในตลาดหุ้นมีดัชนีรวมให้วัด จึงพูดได้ว่า "ตลาดทั้งตลาดเป็นหมี" แต่ ในตลาด Forex ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตลาดหมีทั้งตลาด เพราะทุกราคาคืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสองสกุลเทียบกัน เมื่อ EUR อ่อน USD ก็แข็ง — เงินไม่ได้หายไปจากระบบ มันแค่ย้ายฝั่ง

และตรงนี้มีเรื่องน่าสนใจ: ความไม่สมมาตรของเปอร์เซ็นต์ที่พูดถึงข้างบน โผล่มาอีกครั้งในรูปของคู่เงิน สมมติ EURUSD ลงจาก 1.2000 ไป 0.9600 ซึ่งเท่ากับ EUR อ่อนลง 20% เมื่อพลิกมามองจากฝั่ง USD คือ USDEUR ขึ้นจาก 0.8333 (คือ 1 ÷ 1.2000) ไป 1.0417 (คือ 1 ÷ 0.9600) ซึ่งคิดเป็น +25.0% พอดี — ตัวเลขเดียวกับตารางข้างบนเป๊ะ ๆ

 ตลาดหุ้น / ดัชนี / คริปโตตลาด Forex
มีดัชนีรวมไหมมี วัดทั้งตลาดได้ด้วยตัวเลขเดียวไม่มี ต้องพูดเป็นรายคู่เงิน
"ตลาดหมี" หมายถึงอะไรมูลค่ารวมของตลาดหดตัวสกุลหนึ่งอ่อนเทียบอีกสกุลหนึ่ง
ขาลงแปลว่าเสียเปรียบไหมเสียเปรียบถ้าถือของอยู่ไม่เกี่ยว ขึ้นกับว่าถือฝั่งไหน
ขายชอร์ตได้ไหมได้บางตลาด มีข้อจำกัดได้ทุกคู่ ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัด
ค่าถือข้ามคืนไม่มี (ถ้าซื้อด้วยเงินสด)มี คือค่าสวอป ซึ่งเปลี่ยนตามส่วนต่างดอกเบี้ยสองสกุล

ผลในทางปฏิบัติคือ คำถาม "ตอนนี้เป็นตลาดหมีหรือกระทิง" ในตลาด Forex ต้องถามเป็นรายคู่เงินเสมอ การพูดว่า "ตลาดตอนนี้ไม่ดี" แล้วหยุดเทรดทั้งพอร์ต จึงเป็นตรรกะที่ยืมมาจากตลาดหุ้นแบบไม่ตรงกับเครื่องมือที่ใช้อยู่ · ดูวิธีดูโครงสร้างข้ามกรอบเวลาเพิ่มได้ที่ Multi Timeframe Analysis และ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ซึ่งเป็นที่มาของเกณฑ์ข้อ 2 ข้างบน


ตลาดหมีในอดีตลงลึกแค่ไหน และต้องขึ้นกลับเท่าไร

ตารางข้างล่างใช้ตัวเลขปิดที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดของแต่ละรอบ ปัดเศษแล้ว เพื่อให้เห็นภาพขนาดของแต่ละรอบ ไม่ได้ใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงทางการ ช่อง "ต้องขึ้นกลับ" คำนวณจากสูตรเดียวกับตารางก่อนหน้า

สินทรัพย์ช่วงเวลายอด → ก้น (ประมาณ)ลดลงต้องขึ้นกลับ
S&P 500ต.ค. 2007 → มี.ค. 20091,565 → 677−57%+131%
S&P 500ก.พ. → มี.ค. 20203,386 → 2,237−34%+51%
SET Index2007 → ปลายปี 2008~900 → ~380−58%+137%
Bitcoinธ.ค. 2017 → ธ.ค. 2018~19,800 → ~3,200−84%+519%
Bitcoinพ.ย. 2021 → พ.ย. 2022~69,000 → ~15,500−78%+345%

สิ่งที่ตารางนี้บอกไม่ใช่ "ลงเยอะแล้วเดี๋ยวก็ขึ้น" — ตารางนี้ไม่มีข้อมูลว่าแต่ละรอบใช้เวลากลับมานานแค่ไหน หรือกลับมาได้ทุกรอบหรือไม่ และการที่ดัชนีตัวหนึ่งเคยกลับมาได้ ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์ทุกตัวจะกลับมาได้ สิ่งที่ตารางบอกจริง ๆ มีข้อเดียว: ขนาดของงานที่ต้องทำเพื่อกลับมาเท่าทุน โตเร็วกว่าขนาดของสิ่งที่เสียไปมาก ซึ่งเป็นเหตุผลทางเลขคณิตล้วน ๆ ที่ทำให้การจำกัดขาดทุนมีค่ามากกว่าการหาจังหวะเข้า


Bitcoin เข้า Bear Market มาแล้วกี่รอบ — นับจากกราฟรายวันจริง 9 ปี

ตารางข้างบนเป็นตัวเลขปัดเศษที่อ้างกันทั่วไป หัวข้อนี้นับใหม่เองจากข้อมูลดิบ คือราคาปิดรายวันของ BTCUSDT บน Binance ตั้งแต่ 17 ส.ค. 2017 ถึง 11 ต.ค. 2026 รวม 3,343 วัน แล้วใช้เกณฑ์ 20% สองแบบที่คนใช้กันจริง ผลออกมาต่างกันมากจนต้องรู้ไว้ว่าคนที่พูดว่า "เข้าตลาดหมีแล้ว" กำลังนับแบบไหน

26 รอบ
Bear Market ถ้านับแบบสลับ — ลง 20% จากยอดล่าสุด = หมี · ขึ้น 20% จากก้นล่าสุด = กระทิง
10 รอบ
ถ้านับเฉพาะการลง ≥ 20% จากยอดสูงสุดตลอดกาล
72%
สัดส่วนวันที่ราคาปิดต่ำกว่ายอดสูงสุดตลอดกาลเกิน 20% (2,418 จาก 3,343 วัน)
1

นับแบบสลับ (ยอดล่าสุด / ก้นล่าสุด)

ได้ตลาดกระทิง 26 รอบ สลับกับตลาดหมี 26 รอบ ค่ากลางของความยาวรอบกระทิง 48 วัน รอบหมี 49 วัน — สั้นแค่ราว 7 สัปดาห์ เพราะ Bitcoin แกว่ง 20% ได้ในไม่กี่วัน ตลาดหมีสั้นที่สุดในชุดนี้กินเวลาแค่ 7–8 วัน

2

นับจากยอดสูงสุดตลอดกาล

ได้ 10 รอบ และในนั้นมี 4 รอบที่ลึกเกิน 50% แต่ข้อเสียคือราคาจะติดสถานะ "หมี" ยาวมาก — 72% ของวันทั้งหมดในช่วงนี้อยู่ต่ำกว่ายอดเดิมเกิน 20% ทั้งที่ระหว่างนั้นมีขาขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

Bitcoin ห่างจากยอดสูงสุดตลอดกาลกี่ % (รายเดือน 2017–2026) ทุกจุดที่อยู่ใต้เส้นแดง = "ตลาดหมี" ถ้านับจากยอดสูงสุดตลอดกาล 0%−20%−50%−80% −83% ธ.ค. 2018−77% พ.ย. 2022−53% มิ.ย. 2026 201820192020202120222023202420252026 72% ของวันทั้งหมด อยู่ใต้เส้น −20%
เส้นแดงคือจุดที่ลึกที่สุดของแต่ละเดือน วัดจากยอดสูงสุดตลอดกาล ณ วันนั้น (ราคาปิดรายวัน BTCUSDT บน Binance) · ส่วนที่อยู่ใต้เส้นประ −20% คือช่วงที่ "เป็นตลาดหมี" ตามนิยามแบบนับจากยอดสูงสุด

ตารางข้างล่างคือ 10 รอบที่ราคาปิดลงเกิน 20% จากยอดสูงสุดตลอดกาล ทุกช่องคำนวณจากราคาปิดรายวัน ตัวเลขจึงต่างจากตารางก่อนหน้าเล็กน้อย (ตารางก่อนหน้าใช้ตัวเลขที่อ้างกันทั่วไป ซึ่งบางตัวเป็นราคาระหว่างวัน)

ยอดเดิม (ราคาปิด)ก้นลดลงยอด → ก้นกลับไปเกินยอดเดิมเมื่อ
1 ก.ย. 2017 · 4,8353,189−34.0%13 วัน12 ต.ค. 2017 (41 วัน)
4 พ.ย. 2017 · 7,3575,811−21.0%8 วัน16 พ.ย. 2017 (12 วัน)
16 ธ.ค. 2017 · 19,1033,212−83.2%364 วัน24 พ.ย. 2020 (1,074 วัน)
8 ม.ค. 2021 · 40,58330,366−25.2%19 วัน8 ก.พ. 2021 (31 วัน)
21 ก.พ. 2021 · 57,40945,136−21.4%7 วัน11 มี.ค. 2021 (18 วัน)
13 เม.ย. 2021 · 63,57529,790−53.1%98 วัน19 ต.ค. 2021 (189 วัน)
8 พ.ย. 2021 · 67,52615,781−76.6%378 วัน4 มี.ค. 2024 (847 วัน)
13 มี.ค. 2024 · 73,07253,963−26.2%177 วัน6 พ.ย. 2024 (238 วัน)
21 ม.ค. 2025 · 106,14476,322−28.1%77 วัน18 พ.ค. 2025 (117 วัน)
6 ต.ค. 2025 · 124,65958,625 (30 มิ.ย. 2026)−53.0%267 วันยังไม่กลับ ณ 11 ต.ค. 2026

ลองใช้สูตรเดิมกับแถวสุดท้าย: จากก้น 58,625 จะกลับไปที่ 124,659 ต้องขึ้น 124,659 ÷ 58,625 − 1 = +112.6% · ราคาปิดวันที่ 11 ต.ค. 2026 คือ 83,773 ขึ้นมาจากก้นแล้ว 42.9% แต่ยังต้องขึ้นอีก 124,659 ÷ 83,773 − 1 = +48.8% ถึงจะเท่ายอดเดิม — นี่คือภาพจริงของเลขคณิตขาลง/ขากลับที่อธิบายไว้ตอนต้นบทความ

!
เกณฑ์ 20% ถูกตั้งมาสำหรับดัชนีหุ้น ไม่ใช่สินทรัพย์ที่แกว่งแรงแบบคริปโต — กับ Bitcoin เกณฑ์แบบสลับให้ "ตลาดหมี" ปีละเกือบ 3 รอบ ส่วนเกณฑ์แบบนับจากยอดสูงสุดทำให้เกือบ 3 ใน 4 ของเวลาเป็น "ตลาดหมี" ทั้งสองแบบจึงไม่ได้บอกว่าตอนนั้นซื้อหรือขายแล้วจะดี แค่บอกว่าราคาอยู่ตรงไหนเทียบกับจุดสุดขั้ว · และ 10 รอบที่ผ่านมาก็ไม่ใช่หลักฐานว่ารอบต่อไปจะกลับมาได้ ข้อมูลชุดนี้มีแค่ 9 ปี

ตอนนี้ Bitcoin และทองคำอยู่ตลาดไหน — ลองใช้ 3 เกณฑ์กับตัวเลขจริง (11 ต.ค. 2026)

ถ้าเกณฑ์ใช้ได้จริง ต้องเอามาวัดของจริงได้ ตารางนี้ใช้สามเกณฑ์จากหัวข้อ "วิธีดูว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหน" กับราคาปิดรายวันวันที่ 11 ต.ค. 2026 ของสามสินทรัพย์ (ทองคำใช้ PAXG ซึ่งเป็นโทเคนที่อ้างอิงทองคำ 1 ออนซ์ ราคาใกล้เคียงทองคำสปอตแต่ไม่เท่ากันเป๊ะ) · "ยอด/ก้น" ในเกณฑ์ข้อ 2 ใช้จุดกลับตัวที่แกว่งเกิน 20% แบบเดียวกับการนับแบบสลับในหัวข้อก่อนหน้า

เกณฑ์BitcoinEthereumทองคำ (PAXG)
ราคาปิด 11 ต.ค. 202683,7732,5374,189
1ก. ห่างจากยอดสูงสุด−32.8% จาก 124,659 → หมี−47.5% จาก 4,832 → หมี−24.4% จาก 5,541 → หมี
1ข. ขึ้นจากก้นล่าสุด+42.9% จาก 58,625 → กระทิง+61.8% จาก 1,568 → กระทิง+5.1% จาก 3,986 → ยังไม่ถึง 20%
2. โครงสร้างยอด/ก้นยอด 86,620 > 82,210 (HH) แต่ก้น 58,625 < 62,910 (LL) → ไม่ครบคู่ยอด 2,776 > 2,419 (HH) แต่ก้น 1,568 < 1,827 (LL) → ไม่ครบคู่ยอด 5,436 < 5,541 (LH) และก้น 3,986 < 4,700 (LL) → หมี
3. เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเส้นอยู่ที่ 72,018 · ราคาเหนือเส้น 16.3% · เส้นชี้ขึ้น → กระทิง2,135 · เหนือเส้น 18.8% · ชี้ขึ้น → กระทิง4,377 · ใต้เส้น 4.3% · ชี้ลง → หมี
สรุปเกณฑ์ขัดกัน = ยังไม่ยืนยันเกณฑ์ขัดกัน = ยังไม่ยืนยันทุกเกณฑ์ตรงกัน = หมี

ผลนี้สอนมากกว่าคำตอบ: Bitcoin ตอนนี้เป็นได้ทั้ง "ตลาดหมี" และ "ตลาดกระทิง" พร้อมกัน แล้วแต่ว่าใช้เกณฑ์ไหน — ยังต่ำกว่ายอดเดิม 32.8% แต่ก็ขึ้นจากก้นมา 42.9% แล้ว ใครอยากพูดว่าหมีก็มีตัวเลขรองรับ ใครอยากพูดว่ากระทิงก็มี ส่วนทองคำเป็นเคสที่ทุกเกณฑ์ชี้ทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเคสที่หาได้ยากกว่า · ตัวเลขชุดนี้เป็นภาพ ณ วันเดียว เปลี่ยนได้ทุกวัน และไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทาง แต่วิธีวัดใช้ซ้ำได้ทุกวัน

เกณฑ์ข้อ 2 เป็นข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุด เพราะต้องรู้ก่อนว่าจะดูยอดกับก้นคู่ไหน หน้าคู่มือ SMC Basics บน Alphasigs สรุปเรื่องนี้ไว้เป็นการ์ดสองใบที่ตรงกับเกณฑ์ข้อ 2 พอดี

หน้า SMC Basics หัวข้อ Market Structure บน Alphasigs แสดงการ์ด Bullish Structure ยอดสูงขึ้นและก้นสูงขึ้น กับ Bearish Structure ยอดต่ำลงและก้นต่ำลง
ภาพ 1 หน้า alphasigs.net/smc-guide หัวข้อ Market Structure (แคปจากหน้าจริงที่ความกว้างจอมือถือ)
  • 1แท็บ Market Structure — หัวข้อที่อธิบายลำดับยอดกับก้น
  • 2Higher Highs + Higher Lows — ต้องครบทั้งคู่จึงนับเป็นโครงสร้างขาขึ้น (เกณฑ์ข้อ 2 ฝั่งกระทิง)
  • 3Lower Highs + Lower Lows — ครบทั้งคู่จึงนับเป็นโครงสร้างขาลง แบบที่ทองคำเป็นอยู่ในตารางข้างบน
  1. เปิดหน้า alphasigs.net/smc-guide → แตะแท็บ Market Structure อ่านการ์ดสองใบให้เข้าใจก่อน (ไม่ต้องล็อกอิน)
  2. เปิดกราฟรายวันของสินทรัพย์ที่สนใจ แล้วจดยอดล่าสุดกับยอดก่อนหน้า และก้นล่าสุดกับก้นก่อนหน้า — ใช้นิยามจุดกลับตัวเดียวกันทุกครั้ง เช่นแกว่งเกิน 20% หรือ Swing High/Low ตามจำนวนแท่งที่ตั้งไว้
  3. เทียบทีละคู่ ยอดเทียบยอด ก้นเทียบก้น แล้วเขียนผลเป็น HH/LH และ HL/LL
  4. ได้ HH คู่กับ LL (หรือ LH คู่กับ HL) ให้บันทึกว่า "ยังไม่ยืนยัน" อย่าเลือกข้างเอง — แบบที่ Bitcoin กับ Ethereum เป็นอยู่ในตารางข้างบน

ตลาดหมีกับตลาดกระทิงเปลี่ยนอะไรบ้างสำหรับคนเทรด

นอกจากทิศทาง ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยและกระทบต้นทุนโดยตรง สามข้อนี้คือข้อที่วัดได้จากหน้าจอตัวเอง

  • ความผันผวนไม่เท่ากันสองฝั่ง — ขาลงมักเร็วและแรงกว่าขาขึ้น เพราะแรงขายจากคนที่กลัวขาดทุนมาพร้อมกันเป็นก้อน ขณะที่แรงซื้อมักทยอยเข้า ผลคือระยะ Stop Loss ที่เคยพอในตลาดกระทิง อาจแคบเกินไปในตลาดหมี
  • สเปรดกว้างขึ้นในช่วงที่ตลาดตกใจ — และสเปรดถูกหักทุกไม้ ไม่ว่าไม้นั้นจะกำไรหรือขาดทุน ยิ่งเป้าหมายสั้น สเปรดยิ่งกินสัดส่วนมาก · ถ้าเป้าหมาย 20 pip แล้วสเปรดกว้างจาก 1.0 เป็น 2.5 pip ต้นทุนเพิ่มขึ้น 1.5 ÷ 20 = 7.5% ของเป้าหมายทันที
  • ค่าสวอปเปลี่ยนความคุ้มของการถือยาว — ในคู่เงินที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสูง การถือค้างข้ามคืนหลายวันอาจกินกำไรที่ตั้งใจไว้ทั้งก้อน ควรคำนวณก่อนถือ ไม่ใช่มารู้ตอนปิดไม้
  • ขนาดล็อตต้องปรับตามระยะ SL ไม่ใช่ตั้งตายตัว — เมื่อความผันผวนสูงขึ้น ระยะ SL ต้องกว้างขึ้น ถ้าล็อตยังเท่าเดิมแปลว่าเสี่ยงเป็นเงินมากขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ · วิธีคิดอยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4
  • เครื่องมือตามเทรนด์ทำงานคนละแบบในสองภาวะ — Trailing Stop ช่วยได้มากในตลาดที่มีทิศทางชัด แต่จะถูกสะกิดออกบ่อยในตลาดที่แกว่งออกข้าง
ข้อที่มักถูกลืม — ระหว่างตลาดกระทิงกับตลาดหมี ยังมีภาวะที่สามคือ ตลาดออกข้าง (Sideway) ซึ่งกินเวลามากที่สุดในทางสถิติของกราฟส่วนใหญ่ การพยายามตอบให้ได้ว่า "กระทิงหรือหมี" ทุกวัน ทั้งที่คำตอบจริงคือ "ยังไม่ใช่ทั้งสองอย่าง" เป็นสาเหตุของการเข้าไม้เกินความจำเป็นที่พบบ่อยที่สุด

5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาพูดถึงตลาดหมีและตลาดกระทิง

  1. คิดว่าลงมาเยอะแล้วต้องเด้ง — ราคาที่ลงมา 50% ยังลงต่อไปอีก 50% ได้ ซึ่งจะกลายเป็น −75% จากยอดเดิม เลขคณิตไม่มีพื้นรองรับตรงไหนเลย
  2. เอาเกณฑ์ 20% ไปใช้กับกรอบเวลาสั้น — เกณฑ์นี้ตั้งมาสำหรับดัชนีในกรอบเดือนถึงปี ถ้าเอาไปใช้กับกราฟ 15 นาที จะเจอ "ตลาดหมี" วันละหลายรอบจนไม่มีความหมาย
  3. สับสนระหว่างการเด้งในขาลง กับการกลับตัวจริง — การเด้งเกิน 20% ระหว่างขาลงยาวเป็นเรื่องปกติ ดูโครงสร้างยอดกับก้นประกอบเสมอ อ่านเพิ่มที่ แพทเทิร์นกลับตัว
  4. หยุดเทรด Forex ทั้งพอร์ตเพราะ "ตลาดเป็นหมี" — ตลาด Forex ไม่มีสถานะหมีทั้งตลาด มีแต่เป็นรายคู่เงิน การเหมารวมทำให้พลาดฝั่งที่กำลังแข็งไปด้วย · การไล่ดูทีละคู่ด้วยมือทุกวันเป็นงานที่กินเวลา เครื่องมือสแกนหลายคู่พร้อมกัน ช่วยย่นเวลาส่วนนี้ได้ แต่เกณฑ์ตัดสินยังต้องเป็นของเราเอง
  5. ไม่จดว่าตอนนั้นตัดสินว่าเป็นตลาดอะไร และใช้เกณฑ์ไหน — เมื่อไม่มีบันทึก จะไม่มีทางรู้เลยว่าเกณฑ์ที่ใช้อยู่แม่นแค่ไหน · วิธีจดอยู่ที่ Trading Journal คืออะไร

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Bull Market และ Bear Market

Bull Market กับ Bear Market แปลว่าอะไร

Bull Market แปลว่าตลาดกระทิง คือช่วงที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง ขึ้นจากก้นเดิมเกิน 20% และยังทำยอดใหม่ได้ · Bear Market แปลว่าตลาดหมี คือช่วงที่ราคาลงจากยอดเดิมเกิน 20% และยังไม่กลับขึ้นไป ชื่อมาจากท่าโจมตีของสัตว์ กระทิงขวิดขึ้น หมีตะปบลง

ตลาดหมีกับตลาดกระทิงต่างกันยังไง

ต่างกันที่ทิศของราคาและโครงสร้าง ตลาดกระทิงยอดสูงขึ้นและก้นสูงขึ้น ตลาดหมียอดต่ำลงและก้นต่ำลง ส่วนที่คนมักลืมคือต้นทุนการกลับมาไม่เท่ากัน ลง 20% ต้องขึ้น 25% ถึงจะเท่าทุน ลง 50% ต้องขึ้น 100%

ตลาดหมีอยู่นานแค่ไหน

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับว่านับแบบไหน ใน Bitcoin 9 ปีที่วัดในบทความนี้ ถ้านับแบบสลับ 20% ค่ากลางของรอบหมีคือ 49 วัน แต่ถ้านับจากยอดสูงสุดตลอดกาล รอบที่ยาวที่สุดใช้เวลา 1,074 วันกว่าราคาปิดจะกลับไปเกินยอดเดิม และรอบล่าสุดยังไม่กลับ

Forex มีตลาดหมีไหม

ไม่มีตลาดหมีทั้งตลาด เพราะทุกราคาคืออัตราแลกเปลี่ยนของสองสกุล สกุลหนึ่งอ่อนเท่ากับอีกสกุลแข็ง จึงต้องพูดเป็นรายคู่ เช่น "EURUSD อยู่ในขาลง" ไม่ใช่ "ตลาด Forex เป็นหมี"

รู้ได้ยังไงว่าตลาดหมีจบแล้ว

รู้ได้ช้าเสมอ เกณฑ์ที่ใช้กันคือขึ้นจากก้นเกิน 20% ร่วมกับโครงสร้างที่กลับมายกยอดยกก้นได้ครบคู่ และราคากลับขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่หันหัวขึ้น ถ้าเกณฑ์ยังขัดกันแบบ Bitcoin ในตารางข้างบน คำตอบที่ตรงที่สุดคือ "ยังไม่ยืนยัน"


สรุป — จำตัวเลขสองตัวก็พอ

20% คือเส้นแบ่งที่คนใช้ร่วมกัน และ 25% คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อกลับมาจากเส้นนั้น สองตัวเลขนี้อธิบายเกือบทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับตลาดหมีและตลาดกระทิง — ชื่อเรียกมาจากท่าโจมตีของสัตว์สองชนิด แต่สิ่งที่มีผลกับพอร์ตจริง ๆ ไม่ใช่ชื่อ มันคือความไม่สมมาตรของเปอร์เซ็นต์ที่ทำให้ทางกลับแพงกว่าทางลงเสมอ และยิ่งลงลึกยิ่งแพงขึ้นแบบเร่งตัว · และเมื่อลองวัดของจริง จะเห็นว่าแค่เลือกเกณฑ์ต่างกัน Bitcoin ก็มีตลาดหมีได้ตั้งแต่ 10 ถึง 26 รอบใน 9 ปี — ก่อนเชื่อใครที่บอกว่า "เข้าตลาดหมีแล้ว" ให้ถามก่อนว่านับแบบไหน

สิ่งที่ทำได้จริงจึงไม่ใช่การพยายามทายว่ารอบต่อไปจะเป็นหมีหรือกระทิง แต่คือการมีเกณฑ์ที่วัดได้ไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรทำให้เราเปลี่ยนความเห็น แล้วทำตามเกณฑ์นั้นโดยไม่ต้องรอให้ครบ 20% · ถ้าอยากดูตัวอย่างการวิเคราะห์ที่ระบุเงื่อนไขไว้เป็นตัวเลขตั้งแต่ต้น ลองเทียบดูได้ที่ AlphaSigs แล้วเอาสามเกณฑ์ในหน้านี้ไปจับดูว่ามันตอบครบไหม · หรืออ่านต่อว่าบทวิเคราะห์แบบไหนถึงเอาไปใช้ได้จริงที่ บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร

กราฟแท่งเทียนในภาวะตลาดหมี ราคาทำยอดต่ำลงและก้นต่ำลง พร้อมเส้นแนวโน้มขาลงกดอยู่ด้านบน
หน้าตาของตลาดหมีบนกราฟจริง — เส้นแนวโน้มขาลงกดอยู่ด้านบน และทุกครั้งที่ราคาเด้งขึ้นไปชน ก็ถูกกดกลับลงมา
ทุกวิธีมีจุดอ่อนเสมอ ไม่มากก็น้อย
อยู่ที่ว่าเรารู้ไหม และเมื่อรู้แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร

ภาพกราฟสองภาพในหน้านี้เป็นภาพที่โฮสต์อยู่บนบล็อกนี้อยู่แล้ว นำมาใช้ประกอบเนื้อหาใหม่ · เนื้อหาทั้งหมดของหน้านี้เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แทนที่ฉบับเดิมซึ่งเป็นเนื้อหาที่คัดลอกมาจากเว็บอื่นและมีภาพประกอบที่ลิงก์เสียแล้ว

คำชี้แจง — บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และวิธีอ่านภาวะตลาด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขในตารางประวัติศาสตร์เป็นตัวเลขปัดเศษที่นำมาแสดงขนาดของแต่ละรอบเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงทางการ · ตัวเลข Bitcoin / Ethereum / PAXG คำนวณจากราคาปิดรายวัน (เวลา 00:00 UTC) บน Binance ถึงวันที่ 11 ต.ค. 2026 สถานะในตาราง "ตอนนี้อยู่ตลาดไหน" เป็นภาพ ณ วันนั้นวันเดียว ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย และผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

Related stories