ตลาดหมี คืออะไร ตลาดกระทิง คืออะไร — เส้นแบ่งที่วัดได้ และวิธีบอกว่าตอนนี้ตลาดอยู่ฝั่งไหน
ตลาดหมี (Bear Market) คือช่วงที่ราคาลดลงจากยอดเดิมอย่างน้อย 20% และยังไม่กลับขึ้นไป ส่วนตลาดกระทิง (Bull Market) คือช่วงที่ราคาขึ้นจากก้นเดิมอย่างน้อย 20% และยังทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง — คำนิยามส่วนนี้หาอ่านได้ทุกที่ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้บอกคือ ตัวเลข 20% สองฝั่งนั้นไม่เท่ากัน ลง 20% แล้วต้องขึ้นกลับ 25% ถึงจะเท่าทุน และยิ่งลงลึกยิ่งถ่างออก ลง 50% ต้องขึ้น 100% · หน้านี้จะไล่ให้ดูทีละตัวเลขว่าเส้นแบ่งนี้มาจากไหน ใช้เกณฑ์อะไรวัดว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหนโดยไม่ต้องเดา และทำไม ตลาดหมีในตลาด Forex เป็นคนละเรื่องกับตลาดหมีของหุ้น
ตลาดหมี คืออะไร และตลาดกระทิง คืออะไร
นักการเงินเอาสัตว์สองชนิดมาใช้แทนสภาวะตลาด เพราะท่าโจมตีของมันชี้ไปคนละทาง กระทิงใช้เขาขวิดจากล่างขึ้นบน ส่วนหมีใช้กรงเล็บตะปบจากบนลงล่าง — ทิศทางของท่าโจมตีคือทิศทางของกราฟในช่วงนั้นพอดี ที่มาของชื่อไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเริ่มจากใคร แต่คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด
| ตลาดกระทิง (Bull Market) | ตลาดหมี (Bear Market) | |
|---|---|---|
| ทิศทางราคา | ขึ้นต่อเนื่อง | ลงต่อเนื่อง |
| เส้นแบ่งที่ใช้กัน | ขึ้นจากก้นเดิม ≥ 20% | ลงจากยอดเดิม ≥ 20% |
| โครงสร้างบนกราฟ | ยอดสูงขึ้น + ก้นสูงขึ้น | ยอดต่ำลง + ก้นต่ำลง |
| อารมณ์ตลาด | คนกลัวตกรถมากกว่ากลัวขาดทุน | คนกลัวขาดทุนมากกว่ากลัวตกรถ |
| ฝั่งที่ได้เปรียบ | ฝั่งซื้อ (Long) | ฝั่งขาย (Short) ในตลาดที่ขายชอร์ตได้ |
| สิ่งที่มักถูกเข้าใจผิด | คิดว่าจะขึ้นตลอดไป | คิดว่า "ลงมาเยอะแล้ว น่าจะไม่ลงต่อ" |
เส้นแบ่ง 20% มาจากไหน และทำไมมันถึงหลอกตา
ตัวเลข 20% ไม่ได้มาจากทฤษฎีหรือสมการใด มันเป็นธรรมเนียมที่สื่อการเงินและนักวิเคราะห์ใช้ร่วมกันมานาน เพื่อให้มีเส้นที่ทุกคนหมายถึงสิ่งเดียวกันเวลาพูดว่า "เข้าตลาดหมีแล้ว" ก่อนถึง 20% มักเรียกกันว่า การย่อตัว (Correction) ซึ่งใช้เกณฑ์ 10% เป็นเส้นแบ่ง
จุดที่ควรระวังคือ เปอร์เซ็นต์ขาลงกับเปอร์เซ็นต์ขาขึ้นคิดจากฐานคนละตัว ขาลงคิดจากยอดเดิม ส่วนขากลับคิดจากก้นที่เหลืออยู่ ซึ่งเล็กกว่าเสมอ ตัวเลขสองตัวจึงไม่มีทางเท่ากัน ลองคำนวณตามดู: ราคา 100 ลง 20% เหลือ 80 · จะกลับไป 100 ต้องขึ้น 20 หน่วยจากฐาน 80 ซึ่งเท่ากับ 20 ÷ 80 = 25% ไม่ใช่ 20%
ทีนี้ลองไล่ทั้งตาราง จะเห็นว่าช่องว่างไม่ได้โตแบบเส้นตรง แต่เร่งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทุกช่องคำนวณตามได้เอง สูตรคือ ต้องขึ้นกลับ = ระยะที่ลง ÷ (100 − ระยะที่ลง)
| ลงจากยอดเดิม | เหลือมูลค่า (จาก 100) | ต้องขึ้นกลับกี่ % ถึงเท่าทุน | ส่วนต่างสองฝั่ง |
|---|---|---|---|
| −10% (การย่อตัว) | 90.0 | +11.1% | +1.1pp |
| −20% (เข้าเกณฑ์ตลาดหมี) | 80.0 | +25.0% | +5.0pp |
| −30% | 70.0 | +42.9% | +12.9pp |
| −40% | 60.0 | +66.7% | +26.7pp |
| −50% | 50.0 | +100.0% | +50.0pp |
| −60% | 40.0 | +150.0% | +90.0pp |
| −80% | 20.0 | +400.0% | +320.0pp |
| −90% | 10.0 | +900.0% | +810.0pp |
มันอันตรายเพราะตัวเลขที่ต้องใช้ในการกลับมา โตเร็วกว่าตัวเลขที่เสียไปเสมอ
วิธีดูว่าตอนนี้อยู่ตลาดไหน — 3 เกณฑ์ที่วัดได้ ไม่ต้องเดา
คำถามที่มีประโยชน์กว่า "ตลาดหมีคืออะไร" คือ "ตอนนี้อยู่ตลาดไหน และรู้ได้อย่างไร" สามเกณฑ์ข้างล่างนี้ใช้ตัวเลขล้วน ไม่มีการตีความ ใครหยิบไปวัดก็ได้คำตอบเดียวกัน จึงเถียงกันไม่ได้ว่าใครถูก
ระยะจากจุดสุดขั้ว
หายอดสูงสุดและก้นต่ำสุดในกรอบเวลาที่สนใจ แล้ววัดว่าราคาปัจจุบันห่างจากยอดกี่ % — เกิน 20% คือเข้าเขตหมี · ขึ้นจากก้นเกิน 20% คือเข้าเขตกระทิง
โครงสร้างยอดกับก้น
ตามหลักทฤษฎีดาว ขาขึ้นคือ ยอดใหม่สูงกว่ายอดเดิม และก้นใหม่สูงกว่าก้นเดิม ขาลงคือกลับกันทั้งสองอย่าง ถ้ามีอย่างเดียวไม่ครบคู่ ให้ถือว่ายังไม่ยืนยัน
ราคาเทียบเส้นค่าเฉลี่ยยาว
เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นเส้นที่คนใช้ร่วมกันมากที่สุด ดูสองอย่างพร้อมกัน: ราคาอยู่เหนือหรือใต้เส้น และตัวเส้นเองชี้ขึ้นหรือชี้ลง
ในทางปฏิบัติควรใช้ทั้งสามข้อพร้อมกัน เพราะแต่ละข้อมีจุดบอดคนละแบบ — เกณฑ์ข้อ 1 รู้ช้าเสมอ เพราะกว่าจะครบ 20% ราคาก็ลงไปแล้ว 20% · เกณฑ์ข้อ 2 ขึ้นกับว่านิยามยอดกับก้นไว้อย่างไร คนละนิยามได้คนละคำตอบ · เกณฑ์ข้อ 3 ให้สัญญาณหลอกบ่อยในตลาดที่แกว่งออกข้าง เพราะราคาตัดเส้นไปมาโดยไม่ไปไหน · ถ้าสามข้อชี้ตรงกัน ความมั่นใจสูงขึ้นมาก ถ้าชี้คนละทาง แปลว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ควรลดขนาดไม้ ไม่ใช่ช่วงที่ควรเพิ่ม
ลองใส่ตัวเลขจริงเข้าไปดู สมมติดัชนีตัวหนึ่งเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,800 จุด แล้วตอนนี้อยู่ที่ 1,400 จุด คำนวณได้ว่าลงมา 400 ÷ 1,800 = 22.2% ซึ่งเกิน 20% ไปแล้ว จึงเข้าเกณฑ์ตลาดหมี · และถ้าจะกลับไปที่ 1,800 ต้องขึ้น 400 ÷ 1,400 = 28.6% จากระดับปัจจุบัน · ถ้าหลังจากนั้นดัชนีลงต่อไปที่ 1,300 แล้วเด้งขึ้นมา 1,600 การเด้งครั้งนี้คือ 300 ÷ 1,300 = 23.1% ซึ่งเกิน 20% เช่นกัน จึงเข้าเกณฑ์ "ตลาดกระทิงรอบใหม่" ทั้งที่ยังต่ำกว่ายอดเดิมอยู่ 200 จุด
ตลาดหมีของหุ้น กับ "ตลาดหมี" ในตลาด Forex เป็นคนละเรื่องกัน
ข้อนี้เป็นข้อที่คนย้ายจากหุ้นมาเทรด Forex เข้าใจผิดมากที่สุด ในตลาดหุ้นมีดัชนีรวมให้วัด จึงพูดได้ว่า "ตลาดทั้งตลาดเป็นหมี" แต่ ในตลาด Forex ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตลาดหมีทั้งตลาด เพราะทุกราคาคืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสองสกุลเทียบกัน เมื่อ EUR อ่อน USD ก็แข็ง — เงินไม่ได้หายไปจากระบบ มันแค่ย้ายฝั่ง
และตรงนี้มีเรื่องน่าสนใจ: ความไม่สมมาตรของเปอร์เซ็นต์ที่พูดถึงข้างบน โผล่มาอีกครั้งในรูปของคู่เงิน สมมติ EURUSD ลงจาก 1.2000 ไป 0.9600 ซึ่งเท่ากับ EUR อ่อนลง 20% เมื่อพลิกมามองจากฝั่ง USD คือ USDEUR ขึ้นจาก 0.8333 (คือ 1 ÷ 1.2000) ไป 1.0417 (คือ 1 ÷ 0.9600) ซึ่งคิดเป็น +25.0% พอดี — ตัวเลขเดียวกับตารางข้างบนเป๊ะ ๆ
| ตลาดหุ้น / ดัชนี / คริปโต | ตลาด Forex | |
|---|---|---|
| มีดัชนีรวมไหม | มี วัดทั้งตลาดได้ด้วยตัวเลขเดียว | ไม่มี ต้องพูดเป็นรายคู่เงิน |
| "ตลาดหมี" หมายถึงอะไร | มูลค่ารวมของตลาดหดตัว | สกุลหนึ่งอ่อนเทียบอีกสกุลหนึ่ง |
| ขาลงแปลว่าเสียเปรียบไหม | เสียเปรียบถ้าถือของอยู่ | ไม่เกี่ยว ขึ้นกับว่าถือฝั่งไหน |
| ขายชอร์ตได้ไหม | ได้บางตลาด มีข้อจำกัด | ได้ทุกคู่ ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัด |
| ค่าถือข้ามคืน | ไม่มี (ถ้าซื้อด้วยเงินสด) | มี คือค่าสวอป ซึ่งเปลี่ยนตามส่วนต่างดอกเบี้ยสองสกุล |
ผลในทางปฏิบัติคือ คำถาม "ตอนนี้เป็นตลาดหมีหรือกระทิง" ในตลาด Forex ต้องถามเป็นรายคู่เงินเสมอ การพูดว่า "ตลาดตอนนี้ไม่ดี" แล้วหยุดเทรดทั้งพอร์ต จึงเป็นตรรกะที่ยืมมาจากตลาดหุ้นแบบไม่ตรงกับเครื่องมือที่ใช้อยู่ · ดูวิธีดูโครงสร้างข้ามกรอบเวลาเพิ่มได้ที่ Multi Timeframe Analysis และ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ซึ่งเป็นที่มาของเกณฑ์ข้อ 2 ข้างบน
ตลาดหมีในอดีตลงลึกแค่ไหน และต้องขึ้นกลับเท่าไร
ตารางข้างล่างใช้ตัวเลขปิดที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดของแต่ละรอบ ปัดเศษแล้ว เพื่อให้เห็นภาพขนาดของแต่ละรอบ ไม่ได้ใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงทางการ ช่อง "ต้องขึ้นกลับ" คำนวณจากสูตรเดียวกับตารางก่อนหน้า
| สินทรัพย์ | ช่วงเวลา | ยอด → ก้น (ประมาณ) | ลดลง | ต้องขึ้นกลับ |
|---|---|---|---|---|
| S&P 500 | ต.ค. 2007 → มี.ค. 2009 | 1,565 → 677 | −57% | +131% |
| S&P 500 | ก.พ. → มี.ค. 2020 | 3,386 → 2,237 | −34% | +51% |
| SET Index | 2007 → ปลายปี 2008 | ~900 → ~380 | −58% | +137% |
| Bitcoin | ธ.ค. 2017 → ธ.ค. 2018 | ~19,800 → ~3,200 | −84% | +519% |
| Bitcoin | พ.ย. 2021 → พ.ย. 2022 | ~69,000 → ~15,500 | −78% | +345% |
สิ่งที่ตารางนี้บอกไม่ใช่ "ลงเยอะแล้วเดี๋ยวก็ขึ้น" — ตารางนี้ไม่มีข้อมูลว่าแต่ละรอบใช้เวลากลับมานานแค่ไหน หรือกลับมาได้ทุกรอบหรือไม่ และการที่ดัชนีตัวหนึ่งเคยกลับมาได้ ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์ทุกตัวจะกลับมาได้ สิ่งที่ตารางบอกจริง ๆ มีข้อเดียว: ขนาดของงานที่ต้องทำเพื่อกลับมาเท่าทุน โตเร็วกว่าขนาดของสิ่งที่เสียไปมาก ซึ่งเป็นเหตุผลทางเลขคณิตล้วน ๆ ที่ทำให้การจำกัดขาดทุนมีค่ามากกว่าการหาจังหวะเข้า
ตลาดหมีกับตลาดกระทิงเปลี่ยนอะไรบ้างสำหรับคนเทรด
นอกจากทิศทาง ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยและกระทบต้นทุนโดยตรง สามข้อนี้คือข้อที่วัดได้จากหน้าจอตัวเอง
- ความผันผวนไม่เท่ากันสองฝั่ง — ขาลงมักเร็วและแรงกว่าขาขึ้น เพราะแรงขายจากคนที่กลัวขาดทุนมาพร้อมกันเป็นก้อน ขณะที่แรงซื้อมักทยอยเข้า ผลคือระยะ Stop Loss ที่เคยพอในตลาดกระทิง อาจแคบเกินไปในตลาดหมี
- สเปรดกว้างขึ้นในช่วงที่ตลาดตกใจ — และสเปรดถูกหักทุกไม้ ไม่ว่าไม้นั้นจะกำไรหรือขาดทุน ยิ่งเป้าหมายสั้น สเปรดยิ่งกินสัดส่วนมาก · ถ้าเป้าหมาย 20 pip แล้วสเปรดกว้างจาก 1.0 เป็น 2.5 pip ต้นทุนเพิ่มขึ้น 1.5 ÷ 20 = 7.5% ของเป้าหมายทันที
- ค่าสวอปเปลี่ยนความคุ้มของการถือยาว — ในคู่เงินที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสูง การถือค้างข้ามคืนหลายวันอาจกินกำไรที่ตั้งใจไว้ทั้งก้อน ควรคำนวณก่อนถือ ไม่ใช่มารู้ตอนปิดไม้
- ขนาดล็อตต้องปรับตามระยะ SL ไม่ใช่ตั้งตายตัว — เมื่อความผันผวนสูงขึ้น ระยะ SL ต้องกว้างขึ้น ถ้าล็อตยังเท่าเดิมแปลว่าเสี่ยงเป็นเงินมากขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ · วิธีคิดอยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4
- เครื่องมือตามเทรนด์ทำงานคนละแบบในสองภาวะ — Trailing Stop ช่วยได้มากในตลาดที่มีทิศทางชัด แต่จะถูกสะกิดออกบ่อยในตลาดที่แกว่งออกข้าง
5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาพูดถึงตลาดหมีและตลาดกระทิง
- คิดว่าลงมาเยอะแล้วต้องเด้ง — ราคาที่ลงมา 50% ยังลงต่อไปอีก 50% ได้ ซึ่งจะกลายเป็น −75% จากยอดเดิม เลขคณิตไม่มีพื้นรองรับตรงไหนเลย
- เอาเกณฑ์ 20% ไปใช้กับกรอบเวลาสั้น — เกณฑ์นี้ตั้งมาสำหรับดัชนีในกรอบเดือนถึงปี ถ้าเอาไปใช้กับกราฟ 15 นาที จะเจอ "ตลาดหมี" วันละหลายรอบจนไม่มีความหมาย
- สับสนระหว่างการเด้งในขาลง กับการกลับตัวจริง — การเด้งเกิน 20% ระหว่างขาลงยาวเป็นเรื่องปกติ ดูโครงสร้างยอดกับก้นประกอบเสมอ อ่านเพิ่มที่ แพทเทิร์นกลับตัว
- หยุดเทรด Forex ทั้งพอร์ตเพราะ "ตลาดเป็นหมี" — ตลาด Forex ไม่มีสถานะหมีทั้งตลาด มีแต่เป็นรายคู่เงิน การเหมารวมทำให้พลาดฝั่งที่กำลังแข็งไปด้วย · การไล่ดูทีละคู่ด้วยมือทุกวันเป็นงานที่กินเวลา เครื่องมือสแกนหลายคู่พร้อมกันอย่าง AlphaSigs ช่วยย่นเวลาส่วนนี้ได้ แต่เกณฑ์ตัดสินยังต้องเป็นของเราเอง
- ไม่จดว่าตอนนั้นตัดสินว่าเป็นตลาดอะไร และใช้เกณฑ์ไหน — เมื่อไม่มีบันทึก จะไม่มีทางรู้เลยว่าเกณฑ์ที่ใช้อยู่แม่นแค่ไหน · วิธีจดอยู่ที่ Trading Journal คืออะไร
สรุป — จำตัวเลขสองตัวก็พอ
20% คือเส้นแบ่งที่คนใช้ร่วมกัน และ 25% คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อกลับมาจากเส้นนั้น สองตัวเลขนี้อธิบายเกือบทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับตลาดหมีและตลาดกระทิง — ชื่อเรียกมาจากท่าโจมตีของสัตว์สองชนิด แต่สิ่งที่มีผลกับพอร์ตจริง ๆ ไม่ใช่ชื่อ มันคือความไม่สมมาตรของเปอร์เซ็นต์ที่ทำให้ทางกลับแพงกว่าทางลงเสมอ และยิ่งลงลึกยิ่งแพงขึ้นแบบเร่งตัว
สิ่งที่ทำได้จริงจึงไม่ใช่การพยายามทายว่ารอบต่อไปจะเป็นหมีหรือกระทิง แต่คือการมีเกณฑ์ที่วัดได้ไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรทำให้เราเปลี่ยนความเห็น แล้วทำตามเกณฑ์นั้นโดยไม่ต้องรอให้ครบ 20% · ถ้าอยากดูตัวอย่างการวิเคราะห์ที่ระบุเงื่อนไขไว้เป็นตัวเลขตั้งแต่ต้น ลองเทียบดูได้ที่ AlphaSigs แล้วเอาสามเกณฑ์ในหน้านี้ไปจับดูว่ามันตอบครบไหม · หรืออ่านต่อว่าบทวิเคราะห์แบบไหนถึงเอาไปใช้ได้จริงที่ บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร
อยู่ที่ว่าเรารู้ไหม และเมื่อรู้แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร
ภาพกราฟสองภาพในหน้านี้เป็นภาพที่โฮสต์อยู่บนบล็อกนี้อยู่แล้ว นำมาใช้ประกอบเนื้อหาใหม่ · เนื้อหาทั้งหมดของหน้านี้เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แทนที่ฉบับเดิมซึ่งเป็นเนื้อหาที่คัดลอกมาจากเว็บอื่นและมีภาพประกอบที่ลิงก์เสียแล้ว
คำชี้แจง — บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และวิธีอ่านภาวะตลาด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขในตารางประวัติศาสตร์เป็นตัวเลขปัดเศษที่นำมาแสดงขนาดของแต่ละรอบเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงทางการ และผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น