RRR คืออะไร — Risk Reward Ratio ในการลงทุน ใช้ตัดสินใจอย่างไร และทำไม RRR สูงถึงไม่ได้แปลว่าคุ้มเสมอไป

เป้าหมาย 120 บาท +20 ซื้อที่ 100 บาท จุดตัดขาดทุน 90 บาท −10 RRR 1 : 2 ยังต้องถูก 33.3% RRR คืออะไร ใช้ตัดสินใจลงทุนอย่างไร โดย คนเล่น Forex RRR 1 : 2 33.3% คือ %ถูกที่ต้องทำให้ได้ RRR สูง ≠ คุ้มเสมอ ชนะ 30% ที่ 1:2 ยังขาดทุน −0.10R ต่อไม้ ฉบับคำนวณจริง
การบริหารความเสี่ยง

RRR คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ — วิธีใช้ Risk Reward Ratio ตัดสินใจลงทุน และกับดักที่ทำให้ RRR สวยแต่ยังขาดทุน

RRR (Risk Reward Ratio) คืออัตราส่วนที่เทียบเงินที่จะเสียถ้าคิดผิด กับเงินที่จะได้ถ้าคิดถูก — ใช้ได้กับการลงทุนแทบทุกรูปแบบ ทั้งหุ้น กองทุน การทำธุรกิจ และการเทรด · มันเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะคำนวณได้แน่นอนก่อนลงเงิน ต่างจากราคาที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า · แต่มีกับดักหนึ่งที่คู่มือ RRR แทบทุกฉบับพลาด — ประโยคที่ว่า "Reward มากกว่า Risk แปลว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง" นั้นยังไม่จริง เพราะ RRR ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น · หน้านี้จะแสดงด้วยตัวเลขว่า RRR 1 : 2 ที่ดูดีมาก ยังขาดทุนได้ถ้าถูกทางไม่ถึง 33.3% และจะพาไล่วิธีใช้ RRR ให้ครบวงจรตั้งแต่ตั้งเป้าจนถึงคำนวณจำนวนหุ้นที่ควรซื้อ

33.3%
อัตราถูกทางที่ต้องทำให้ได้เมื่อ RRR 1 : 2 — ต่ำกว่านี้คือขาดทุน
−0.10R
ผลคาดหวังต่อไม้ เมื่อถูกทาง 30% ที่ RRR 1 : 2 — ติดลบทั้งที่ RRR ดูดี
500 หุ้น
จำนวนที่ควรซื้อ เมื่องบความเสี่ยง 5,000 บาท และ SL ห่าง 10 บาท
ภาพปกบทความ RRR คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
RRR เป็นการเทียบระยะสองระยะที่เรากำหนดเองได้ทั้งคู่ — จึงเป็นข้อมูลที่มีอยู่จริงตั้งแต่ก่อนลงเงิน ต่างจากคำถามว่าราคาจะไปทางไหน

RRR คืออะไร

RRR ย่อมาจาก Risk Reward Ratio ประกอบด้วยสองส่วนที่วัดจากจุดเดียวกันคือราคาที่เราเข้าซื้อ

 Risk (ความเสี่ยง)Reward (ผลตอบแทน)
คือระยะจากราคาที่ซื้อ → จุดที่ยอมตัดขาดทุนราคาที่ซื้อ → เป้าหมายที่จะขาย
เกิดขึ้นเมื่อวิเคราะห์ผิดวิเคราะห์ถูก
เราคุมได้แค่ไหนคุมได้เต็มที่ เพราะเราเลือกเองว่าจะยอมเสียเท่าไรคุมได้ครึ่งเดียว ตั้งเป้าเองได้ แต่ราคาจะไปถึงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เรา
ใช้กับอะไรได้บ้างหุ้น · กองทุน · ทองคำ · การเทรด · แม้แต่การตัดสินใจลงทุนในธุรกิจ

ลองใช้ตัวอย่างหุ้นตรง ๆ — สมมติวิเคราะห์แล้วเห็นว่า หุ้น A ที่ราคา 100 บาท มีเป้าหมายขายทำกำไรที่ 120 บาท และควรตัดขาดทุนถ้าหลุด 90 บาท

รายการคำนวณได้
Risk ต่อหุ้น100 − 9010 บาท
Reward ต่อหุ้น120 − 10020 บาท
RRR10 : 201 : 2
อัตราถูกทางที่ต้องทำให้ได้1 ÷ (1 + 2)33.3%

กับดักที่คู่มือ RRR ส่วนใหญ่พลาด

เครื่องมือวัด Risk Reward Ratio บนกราฟ USDEUR แสดงค่า 1.23
เครื่องมือวัด RRR ที่มีอยู่ในโปรแกรมกราฟส่วนใหญ่ — กล่องแดงคือฝั่งเสี่ยง (Stop 1.54%) กล่องเขียวคือฝั่งเป้า (Target 1.90%) ได้ RRR 1.23 · ตัวเลขนี้บอกแค่สัดส่วน ยังไม่ได้บอกว่าโอกาสไปถึงเป้าเป็นเท่าไร ซึ่งเป็นประเด็นของหัวข้อนี้

ประโยคที่เจอบ่อยที่สุดคือ "Reward มากกว่า Risk แปลว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง" — ฟังดูสมเหตุสมผลมาก แต่มันข้ามคำถามที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ แล้วมีโอกาสแค่ไหนที่ราคาจะไปถึงเป้า

RRR บอกว่า "ถ้าถูกจะได้เท่าไร ถ้าผิดจะเสียเท่าไร"
แต่ไม่ได้บอกเลยว่า "จะถูกบ่อยแค่ไหน" — และสองอย่างนี้ต้องมีครบถึงจะตัดสินได้ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม

ตัวเลขที่เชื่อมสองอย่างนี้เข้าด้วยกันเรียกว่า อัตราถูกทางจุดคุ้มทุน คำนวณจาก RRR ได้ตรง ๆ ด้วยสูตร 1 ÷ (1 + RRR)

RRRคำนวณต้องถูกทางอย่างน้อยอ่านว่า
1 : 0.51 ÷ 1.566.7%ต้องถูก 2 ใน 3 ครั้ง
1 : 11 ÷ 250.0%ต้องถูกครึ่งหนึ่ง
1 : 21 ÷ 333.3%ผิดได้ 2 ใน 3 ครั้ง
1 : 31 ÷ 425.0%ผิดได้ 3 ใน 4 ครั้ง
1 : 51 ÷ 616.7%ผิดได้ 5 ใน 6 ครั้ง

ทีนี้กลับมาที่หุ้น A ซึ่งได้ RRR 1 : 2 — ดูดีใช่ไหม แต่ถ้าเราถูกทางแค่ 30% แผนนี้ขาดทุน ลองไล่ดูด้วยผลคาดหวังต่อครั้ง คิดจาก (%ถูก × RRR) − %ผิด โดยหน่วยเป็น R (1R คือเงินที่ยอมเสียต่อครั้ง)

ถูกทางคำนวณผลคาดหวังต่อครั้งสรุป
30%(0.30 × 2) − 0.70−0.10Rขาดทุน ทั้งที่ RRR 1 : 2
33.3%(0.333 × 2) − 0.6670.00Rเสมอตัวพอดี
40%(0.40 × 2) − 0.60+0.20Rกำไร
50%(0.50 × 2) − 0.50+0.50Rกำไรดี
RRR 1 : 2 คงที่ · เปลี่ยนแค่อัตราถูกทาง เส้นเสมอตัว 0.00R ถูกทาง 30% −0.10R ถูกทาง 33.3% 0.00R ← จุดคุ้มทุน ถูกทาง 40% +0.20R ถูกทาง 50% +0.50R แถบซ้ายเส้นเหลือง = ขาดทุน · แถบขวา = กำไร — RRR ไม่ได้เปลี่ยนเลยสักครั้ง เปลี่ยนแค่ความถี่ที่ถูกทาง
ภาพนี้คือสิ่งที่ RRR เพียงลำพังบอกไม่ได้ — RRR 1 : 2 เท่ากันทั้งสี่แถว แต่สองแถวบนขาดทุนหรือเสมอตัว ตัวแปรที่ตัดสินคืออัตราถูกทาง ซึ่งต้องเก็บสถิติเอาเอง ไม่มีสูตรคำนวณ
!
ประโยคที่ควรเลิกใช้ — "RRR ดี แปลว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง" · ประโยคที่ถูกต้องกว่าคือ "RRR 1 : 2 แปลว่าฉันต้องถูกทางอย่างน้อย 33.3% — และสถิติที่ผ่านมาของฉันทำได้เท่าไร" ถ้าตอบท่อนหลังไม่ได้ แปลว่ายังตัดสินไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ · หน้านี้ไม่ได้อ้างว่าอัตราถูกทางของใครควรเป็นเท่าไร เพราะขึ้นกับวิธีเลือกหุ้นของแต่ละคน สิ่งที่ยืนยันได้จากเลขคณิตล้วน ๆ มีข้อเดียวคือเกณฑ์ผ่านอยู่ตรงไหน

ใช้ RRR คำนวณว่าควรซื้อกี่หุ้น

การวางกล่อง Stop Loss และ Take Profit สองระดับบนกราฟจริง
หลักการเดียวกันบนกราฟจริง — กล่องแดงด้านบนคือระยะที่ยอมเสีย กล่องเขียวด้านล่างคือเป้าสองระดับ · การแบ่งปิดเป็น TP1 และ TP2 ทำให้ RRR ที่เกิดขึ้นจริงเป็นค่าเฉลี่ยของสองระดับ ไม่ใช่ค่าของ TP2 อย่างเดียว

ประโยชน์ที่จับต้องได้ที่สุดของ RRR ไม่ใช่การตัดสินว่าน่าซื้อไหม แต่คือการบอกว่าควรซื้อเท่าไร เพราะเมื่อรู้ระยะจากราคาซื้อถึงจุดตัดขาดทุนแล้ว เราคำนวณจำนวนหุ้นย้อนกลับได้ทันที

จำนวนหุ้น = งบความเสี่ยงที่ยอมเสีย ÷ ระยะจากราคาซื้อถึงจุดตัดขาดทุน
หุ้น A: SL ห่าง 10 บาทต่อหุ้น → งบเสี่ยง 5,000 บาท ซื้อได้ 500 หุ้น
งบที่ยอมเสียSL ห่างต่อหุ้นซื้อได้กี่หุ้นต้องใช้เงินซื้อเสี่ยงจริง
2,500 บาท10 บาท200 หุ้น20,000 บาท2,000 บาท
5,000 บาท10 บาท500 หุ้น50,000 บาท5,000 บาท
10,000 บาท10 บาท1,000 หุ้น100,000 บาท10,000 บาท
สังเกตคอลัมน์ที่สี่กับที่ห้า — เงินที่ต้องใช้ซื้อ (50,000) กับเงินที่เสี่ยงจริง (5,000) เป็นคนละก้อนกัน หลายคนสับสนสองอย่างนี้แล้วคิดว่าซื้อหุ้น 50,000 บาทคือเสี่ยง 50,000 บาท · ถ้ามีจุดตัดขาดทุนจริงและทำตามจริง ความเสี่ยงคือ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือคือเงินที่วางไว้ชั่วคราว · ⚠️ แต่ข้อนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราตัดขาดทุนจริงตามที่ตั้งใจ ถ้าไม่ตัด ตัวเลข 5,000 นั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
1

หาราคาซื้อก่อน

จากการวิเคราะห์ของเราเอง ต้องเป็นตัวเลขราคา ไม่ใช่ "รอย่อแล้วค่อยดู"

2

วางจุดตัดขาดทุนเป็นอันดับสอง

ที่ระดับซึ่งถ้าหลุดแล้วเหตุผลที่เราซื้อพังจริง ไม่ใช่ระยะที่ห่างพอจะไม่โดน

3

ตั้งเป้าจากโครงสร้าง

เช่นแนวต้านเดิมหรือระดับที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ "เอาสองเท่าของ SL"

4

คำนวณ RRR แล้วเทียบเกณฑ์

ถ้าเกณฑ์ผ่านสูงกว่าที่เคยทำได้จริง ให้ผ่านไม้นั้นไป ไม่ใช่ขยับเป้าให้ไกลขึ้น

5

แปลงเป็นจำนวนหุ้น

หารงบความเสี่ยงด้วยระยะ SL ต่อหุ้น แล้วปัดลงให้ลงตัวตามหน่วยซื้อขาย

6

จดไว้ทั้งหมดก่อนกดซื้อ

ราคาซื้อ · SL · เป้า · RRR · จำนวนหุ้น ถ้าจดไม่ครบแปลว่ายังตัดสินใจไม่เสร็จ


ต้นทุนที่ทำให้ RRR บนกระดาษไม่ตรงกับในพอร์ต

การซื้อขายหุ้นมีค่าคอมมิชชันทั้งขาซื้อและขาขาย ซึ่งแปลว่ากำไรจริงน้อยกว่าที่คำนวณ และขาดทุนจริงมากกว่าที่คำนวณ · สมมติค่าคอมมิชชันรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 0.16% ต่อขา (ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง แต่ละโบรกและแต่ละระดับมูลค่าซื้อขายไม่เท่ากัน ต้องเช็กของตัวเอง)

กรณีมูลค่าซื้อขายค่าคอมมิชชันผลก่อนหักต้นทุนผลสุทธิ
ซื้อ 500 หุ้น @ 10050,000 บาท80 บาท——
ถ้าถูกทาง ขาย @ 12060,000 บาท96 บาท+10,000+9,824 บาท
ถ้าผิดทาง ขาย @ 9045,000 บาท72 บาท−5,000−5,152 บาท
RRR หลังหักต้นทุนจริง1 : 1.91 → ต้องถูกทาง 34.4% (จาก 33.3%)

ผลต่างในเคสนี้เล็ก (+1.1 จุด) เพราะระยะราคาห่างพอสมควร แต่ยิ่งเล่นสั้น ยิ่งซื้อขายถี่ ต้นทุนจะกินสัดส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเป้าหมายห่างแค่ 2 บาทแทนที่จะเป็น 20 บาท ค่าคอมมิชชันก้อนเดิมจะกลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่กว่าสิบเท่า

ในการเทรด Forex มีต้นทุนคนละชุด — ไม่มีค่าคอมมิชชันแบบหุ้นในบัญชีทั่วไป แต่มีสเปรดที่ถูกหักทุกไม้ และสวอปที่คิดทุกคืนที่ถือข้ามวัน · วิธีคำนวณ RRR ฝั่ง Forex พร้อมตารางเกณฑ์ผ่านและตารางผลของสเปรดอยู่ที่ วิธีคำนวณ Risk Reward Ratio (R:R) · ส่วนวิธีแปลงความเสี่ยงเป็นขนาดออเดอร์อยู่ที่ Lot คืออะไร

RRR ในหุ้น ต่างจาก RRR ในการเทรดตรงไหน

 หุ้นForex / สินค้าที่ใช้เงินประกัน
ขนาดโพซิชันจำนวนหุ้น (มักเป็นหน่วยละ 100)ขนาดล็อต ละเอียดถึง 0.01
ต้นทุนต่อรอบค่าคอมมิชชัน 2 ขาสเปรด (+ ค่าคอมฯ ในบัญชี ECN)
ต้นทุนถือยาวไม่มีสวอปทุกคืน
ความเสี่ยงข้ามคืนราคาเปิดกระโดดข้าม SL ได้เกิดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์
ขาดทุนเกินเงินต้นไม่ได้ (ถ้าไม่ใช้มาร์จิ้น)เป็นไปได้
สูตร RRRเหมือนกันทุกประการ — เปลี่ยนแค่หน่วยที่ใช้วัด

แถวสุดท้ายคือประเด็นสำคัญ — RRR เป็นเลขคณิตล้วน ไม่ผูกกับสินทรัพย์ใด สิ่งที่เปลี่ยนคือหน่วย (บาทต่อหุ้น หรือ pip ต่อล็อต) และชุดต้นทุนที่ต้องหักก่อนคำนวณ


5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่อง RRR

การใช้ระดับ Fibonacci กำหนดเป้าหมาย TakeProfit 1 และ TakeProfit 2
ตัวอย่างการกำหนดเป้าจากระดับฟีโบนักชี (0.236 และ 0.382) แทนการตั้งตัวเลขลอย ๆ ให้ได้อัตราส่วนที่อยากได้ — เป้าที่มีเหตุผลรองรับกับเป้าที่ตั้งให้ RRR ดูสวย เป็นคนละเรื่องกัน
  • ดู RRR โดยไม่ดูอัตราถูกทางของตัวเอง — ข้อที่ทั้งหน้านี้พูดถึง และเป็นข้อที่ทำให้คนเชื่อว่า RRR 1 : 5 ต้องดีกว่า 1 : 2 เสมอ ทั้งที่เป้าที่ไกลกว่าก็ไปถึงยากกว่า
  • ตั้งเป้าให้ไกลขึ้นเพื่อให้ RRR ดูสวย — เป็นการเปลี่ยนตัวเลขบนกระดาษโดยไม่ได้เปลี่ยนอะไรในตลาดเลย เป้าที่ไม่มีเหตุผลรองรับไม่ได้ทำให้โอกาสไปถึงเพิ่มขึ้น
  • ขยับจุดตัดขาดทุนหลังซื้อไปแล้ว — RRR ของไม้นั้นเปลี่ยนทันที และเปลี่ยนไปในทางแย่ลงทุกครั้ง
  • ขายทำกำไรก่อนถึงเป้าเป็นประจำ แต่ปล่อยขาดทุนเต็ม SL — ทำให้ RRR ที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่วางแผนไว้เสมอ สถิติจะออกมาแย่กว่าระบบที่ใช้อยู่จริง
  • ไม่บันทึกผล — ถ้าไม่รู้ว่าอัตราถูกทางจริงของเราเท่าไร ตารางเกณฑ์ผ่านก็ไม่มีอะไรให้เทียบ · วิธีตั้งสมุดบันทึกอยู่ที่ Trading Journal คืออะไร

สรุป

RRR มีค่าเพราะมันเป็นตัวเลขที่รู้ได้แน่นอนก่อนลงเงิน ในสถานการณ์ที่แทบทุกอย่างไม่แน่นอน — เราไม่รู้ว่าราคาจะไปทางไหน แต่เรารู้ตั้งแต่ก่อนกดซื้อว่าถ้าผิดจะเสียเท่าไร และถ้าถูกจะได้เท่าไร นั่นทำให้มันเป็นฐานที่ดีกว่าความรู้สึก

แต่ต้องใช้ให้ครบคู่ — RRR หนึ่งตัว บวกอัตราถูกทางของตัวเองอีกหนึ่งตัว ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ · สิ่งที่ควรทำต่อมีสองอย่าง: จำสูตร 1 ÷ (1 + RRR) ให้คิดในหัวได้ และเริ่มจดว่าแต่ละครั้งตั้ง RRR เท่าไรแล้วผลออกมาอย่างไร พอครบสัก 30 ครั้งจะเริ่มเห็นอัตราถูกทางจริงของตัวเอง แล้วเอามาเทียบกับตารางในหน้านี้ได้จริง ๆ · ถ้าอยากดูตัวอย่างแผนที่ระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายไว้ครบตั้งแต่ต้น เอาไปเป็นแบบฝึกคำนวณ RRR ตามได้ที่ AlphaSigs

RRR ที่สวยที่สุดคือ RRR ที่ทำตามได้จริง
เพราะตัวเลขบนกระดาษจะเปลี่ยนทันทีที่เราขยับ Stop Loss ครั้งแรก

คำชี้แจง — บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ชื่อหุ้นและตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ค่าคอมมิชชันจริงต่างกันไปตามโบรกเกอร์และมูลค่าซื้อขาย · การลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

Related stories