Buy Stop, Buy Limit, Sell Stop, Sell Limit คืออะไร ต่างกันอย่างไร (รวม Stop Limit ของ MT5)

BUY STOP SELL LIMIT SELL STOP BUY LIMIT ราคาทะลุขึ้นไป → เปิด Buy ราคาขึ้นมาชน → เปิด Sell ราคาทะลุลงไป → เปิด Sell ราคาลงมาชน → เปิด Buy Buy Stop / Buy Limit Sell Stop / Sell Limit คืออะไร โดย คนเล่น Forex PENDING ORDER 6 คำสั่งตั้งล่วงหน้า Stop · Limit · Stop Limit (MT5) เงื่อนไขที่ทำงานจริง BUY ใช้ราคา Ask SELL ใช้ราคา Bid ฉบับแก้ให้ถูกต้อง
คำสั่งซื้อขาย

Buy Stop / Buy Limit / Sell Stop / Sell Limit คืออะไร ต่างกันอย่างไร — ตารางเทียบครบ พร้อม Stop Limit ที่มีเฉพาะใน MT5

ทั้งสี่คำสั่งคือ Pending Order หรือ "คำสั่งตั้งล่วงหน้า" ที่ต่างกันแค่สองอย่างเท่านั้น คือ (1) ตั้งไว้เหนือหรือใต้ราคาปัจจุบัน และ (2) รอให้ราคาทะลุผ่าน หรือ ย้อนกลับมาชน — Stop ใช้เมื่ออยากตามราคาที่กำลังไป · Limit ใช้เมื่ออยากรอราคาที่ดีกว่านี้ · หน้านี้เทียบให้ครบทั้ง 6 แบบ (รวม Buy Stop Limit / Sell Stop Limit ที่มีเฉพาะ MT5) พร้อมตัวเลขที่คำนวณตามได้จริง ว่าทำไมคำสั่งฝั่ง Buy ถึงทำงานไม่ตรงกับเส้นที่คุณเห็นบนกราฟ

6
คำสั่งตั้งล่วงหน้าใน MT5 (MT4 มีให้ใช้แค่ 4 — ไม่มี Stop Limit)
1.2 pip
ระยะที่เส้นบนกราฟต้องเลย Buy Limit ลงไปก่อน คำสั่งถึงจะทำงาน เมื่อสเปรด 1.2 pip
26.7%
อัตราที่ราคาต้องย่อกลับมาให้ติด เพื่อให้แผน Buy Limit คุ้มกว่า Buy Stop ในตัวอย่างหน้านี้
แผนภาพเทียบ Buy Stop, Sell Limit, Sell Stop, Buy Limit ว่าตั้งเหนือหรือใต้ราคาปัจจุบัน และราคาต้องวิ่งไปทางไหน
แผนภาพสี่ช่องนี้อยู่ในบทความฉบับเดิมของบล็อกและถูกต้องทุกช่อง — สองช่องขวา (Sell Limit / Buy Limit) คือคำสั่งที่ทำงานทันทีที่ราคาย้อนกลับมาชน ระดับที่ตั้งไว้ ไม่ต้องทะลุผ่านก่อน

Buy Stop, Buy Limit, Sell Stop, Sell Limit คืออะไร — ตารางเทียบทั้งสี่

คำสั่งซื้อขายในโปรแกรมเทรดมีสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ Market Order คือกดซื้อหรือขายที่ราคาปัจจุบันทันที กลุ่มที่สองคือ Pending Order คือบอกล่วงหน้าไว้ว่า "ถ้าราคาไปถึงตรงนี้เมื่อไร ให้เปิดออเดอร์ให้ด้วย" ประโยชน์ตรง ๆ ของกลุ่มที่สองคือไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ และเป็นการบังคับตัวเองให้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าตอนที่ยังไม่มีเงินอยู่ในตลาด ซึ่งเป็นตอนที่หัวเย็นที่สุด

ในกลุ่ม Pending Order คำที่คนสับสนที่สุดคือคำว่า Stop กับ Limit วิธีจำที่ตรงที่สุดคือ:

Stop = ตั้งดักไว้ในทิศที่ราคากำลังจะไป แล้วรอให้ราคาทะลุผ่าน · Limit = ตั้งดักไว้ในทิศตรงข้าม แล้วรอให้ราคาย้อนกลับมาชน
คำสั่งตั้งไว้ตรงไหนทำงานเมื่อใช้ตอนไหน
Buy Stopเหนือราคาปัจจุบันราคาวิ่งขึ้นมาถึงระดับที่ตั้งเชื่อว่าถ้าทะลุแนวต้านได้จะไปต่อ — ตามการเบรก
Buy Limitใต้ราคาปัจจุบันราคาย่อลงมาถึงระดับที่ตั้งอยากซื้อถูกกว่านี้ — รอย่อลงมาที่แนวรับ
Sell Stopใต้ราคาปัจจุบันราคาวิ่งลงมาถึงระดับที่ตั้งเชื่อว่าถ้าหลุดแนวรับจะลงต่อ — ตามการเบรก
Sell Limitเหนือราคาปัจจุบันราคาขึ้นไปถึงระดับที่ตั้งอยากขายแพงกว่านี้ — รอเด้งขึ้นไปที่แนวต้าน
สังเกตให้ดี: Buy Stop กับ Sell Limit ตั้งไว้เหนือราคาปัจจุบันเหมือนกัน และ Sell Stop กับ Buy Limit ตั้งไว้ใต้ราคาปัจจุบันเหมือนกัน — ตำแหน่งเดียวกันแต่คนละคำสั่ง สิ่งที่แยกมันออกจากกันคือคุณคิดว่าราคาจะไปต่อหรือจะเด้งกลับที่ระดับนั้น การเลือกผิดคู่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของมือใหม่ เพราะการลากวางบนกราฟทำให้โปรแกรมเลือกชนิดให้เองโดยที่เราไม่ทันดู

แก้ให้ถูกต้อง: Buy Limit ไม่ต้องทะลุลงไปแล้วกลับขึ้นมาชนอีกรอบ

⚠️
บทความฉบับก่อนหน้าของหน้านี้เขียนผิด และมีคนอ่านไปแล้ว จึงต้องบอกตรง ๆ ว่าผิดตรงไหน
ฉบับเดิมเขียนไว้ว่า Buy Limit "คำสั่งจะเปิดก็ต่อเมื่อ ราคาทะลุตำแหน่งของ Buy limit ลงไปแล้วกลับขึ้นมาชน Buy limit อีกรอบ ถึงจะเปิดออเดอร์" และเขียนแบบเดียวกันกับ Sell Limit — ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง คำสั่ง Limit ทำงานทันทีที่ราคาแตะระดับที่ตั้งไว้ครั้งแรก ไม่ต้องทะลุผ่านแล้วย้อนกลับมาแต่อย่างใด
น่าสนใจว่าภาพประกอบในหน้าเดิมถูกต้องอยู่แล้ว (ภาพสี่ช่องด้านบน) เนื้อความใต้ภาพต่างหากที่ขัดกับภาพของตัวเอง

เอกสารทางการของ MetaTrader 5 นิยาม Buy Limit ไว้ว่าเป็นคำสั่งซื้อที่ราคา Ask ซึ่ง "เท่ากับหรือต่ำกว่า" ราคาที่ระบุไว้ในคำสั่ง — คำว่า เท่ากับ คือหัวใจ เพราะแปลว่าแค่แตะพอดีก็ทำงานแล้ว ไม่มีเงื่อนไขเรื่องการทะลุผ่านอยู่ในนิยามเลย ทั้งสี่คำสั่งใช้ตรรกะเดียวกันหมด ต่างกันแค่ว่าเทียบกับราคา Bid หรือ Ask และเทียบด้วยเครื่องหมายมากกว่าหรือน้อยกว่า

คำสั่งเงื่อนไขทางเทคนิคที่ระบบใช้จริง
Buy Stopราคา Ask มากกว่าหรือเท่ากับ ราคาที่ตั้งไว้
Buy Limitราคา Ask น้อยกว่าหรือเท่ากับ ราคาที่ตั้งไว้
Sell Stopราคา Bid น้อยกว่าหรือเท่ากับ ราคาที่ตั้งไว้
Sell Limitราคา Bid มากกว่าหรือเท่ากับ ราคาที่ตั้งไว้

จำง่าย ๆ ว่า คำสั่งฝั่ง Buy ทุกตัวเทียบกับ Ask ส่วนคำสั่งฝั่ง Sell ทุกตัวเทียบกับ Bid เพราะนั่นคือราคาที่คุณจะได้จริงเมื่อเปิดออเดอร์ฝั่งนั้น และความจริงข้อนี้เองที่ทำให้คำสั่งฝั่ง Buy ดูเหมือนไม่ทำงานทั้งที่กราฟชนเส้นไปแล้ว ซึ่งเป็นหัวข้อถัดไป


ทำไม Buy Limit ยังไม่เข้า ทั้งที่กราฟชนเส้นไปแล้ว

กราฟแท่งเทียนใน MT4 และ MT5 วาดจากราคา Bid เท่านั้น ตามค่าเริ่มต้น ส่วนคำสั่งฝั่ง Buy ใช้ราคา Ask ซึ่งสูงกว่า Bid อยู่เท่ากับค่าสเปรดเสมอ ผลคือเส้นที่คุณมองเห็นกับราคาที่ระบบเอาไปเทียบ ไม่ใช่ตัวเดียวกัน

เส้นบนกราฟกับราคาที่ระบบใช้ ไม่ใช่เส้นเดียวกัน ตั้ง Buy Limit ไว้ที่ 1.08000 · สเปรด 1.2 pip · กราฟ MT4 วาดด้วยราคา Bid Buy Limit 1.08000 Ask — ราคาที่คำสั่งฝั่ง Buy ใช้จริง Bid — เส้นที่คุณเห็นบนกราฟ สเปรด 1.2 pip เข้าออเดอร์ รอ… ราคายังลงมาไม่ถึงระดับที่ตั้งไว้ แท่งเทียน (Bid) ทะลุเส้นลงไปแล้ว — แต่คำสั่งยังไม่ทำงาน Ask ลงมาแตะ 1.08000 — คำสั่งทำงาน เข้าออเดอร์ที่ 1.08000
จุดสีเทาคือ Bid (เส้นที่เห็นบนกราฟ) จุดสีน้ำเงินคือ Ask ที่ระบบเอาไปเทียบ — Bid ผ่านเส้นไปก่อน แต่ออเดอร์เปิดตอน Ask แตะเส้นเท่านั้น

ลองแทนตัวเลขจริงดู สมมติคู่ EURUSD สเปรด 1.2 pip (0.00012) ทั้งสี่คำสั่งจะทำงานที่ระดับ Bid ต่างกันดังนี้ ตัวเลขคอลัมน์ที่สามคำนวณจากคอลัมน์ที่สองบวกหรือลบสเปรดตรง ๆ ลองกดเครื่องคิดเลขตามได้:

คำสั่งตั้งไว้ที่ค่าบนกราฟ (Bid) ตอนคำสั่งทำงานต่างจากเส้นที่เห็น
Buy Limit1.080001.07988ต้องเลยเส้นลงไปอีก 1.2 pip ถึงจะเข้า
Buy Stop1.090001.08988เข้าตั้งแต่ยังไม่ถึงเส้น 1.2 pip
Sell Limit1.090001.09000ตรงเส้นพอดี
Sell Stop1.080001.08000ตรงเส้นพอดี

สรุปเป็นประโยคเดียว: คำสั่งฝั่ง Sell ทำงานตรงกับเส้นที่คุณเห็น ส่วนคำสั่งฝั่ง Buy จะเคลื่อนไปเท่ากับค่าสเปรดเสมอ ยิ่งเทรดคู่ที่สเปรดกว้างอย่างทองคำหรือคู่เงินแปลก ๆ ระยะนี้ยิ่งเห็นชัด และถ้าคุณตั้ง Buy Limit ชิดแนวรับพอดีเป๊ะ ก็มีโอกาสที่ราคาจะเด้งขึ้นไปโดยไม่รับคุณเข้าไปด้วย วิธีแก้ที่ตรงที่สุดคือเผื่อระยะให้เท่าสเปรดของคู่นั้นตอนวางคำสั่ง ไม่ใช่วางชิดเส้น (อ่านเรื่องแนวรับแนวต้านประกอบ)


Stop Limit คืออะไร — คำสั่งสองจังหวะที่มีเฉพาะใน MT5

Buy Stop Limit และ Sell Stop Limit คือคำสั่งที่หลายคนค้นหาแล้วหาคำตอบไม่เจอ เพราะ MT4 ไม่มีคำสั่งชนิดนี้ มีเฉพาะใน MT5 เท่านั้น หน้าจอตอนกรอกจะมีช่องราคาสองช่องแทนที่จะเป็นช่องเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คนงงมากที่สุด

มันคือคำสั่งที่ทำงานสองจังหวะ ช่อง Price คือจุดกระตุ้น เมื่อราคาไปถึงจุดนี้ ระบบจะยังไม่เปิดออเดอร์ แต่จะไปวางคำสั่ง Limit ให้อัตโนมัติที่ระดับในช่อง Stop Limit price แล้วรอต่ออีกจังหวะหนึ่ง

Buy Stop Limit ทำงานสองจังหวะ Price = 1.09020 (จุดกระตุ้น) · Stop Limit price = 1.08800 (จุดเข้าจริง) Price 1.09020 — จุดกระตุ้น Stop Limit 1.08800 — จุดเข้าจริง ① แตะจุดกระตุ้น ระบบวาง Buy Limit ให้เอง ② ย่อกลับมาชน → เข้าออเดอร์ ถ้าราคาทะลุขึ้นไปแล้วไม่ย่อกลับมาที่ 1.08800 เลย = ไม่ได้เข้าออเดอร์ทั้งไม้
จังหวะแรกเป็นแค่การปลดล็อก — ออเดอร์จริงเกิดในจังหวะที่สองเท่านั้น และอาจไม่เกิดเลยก็ได้

ประโยชน์ที่แท้จริงของมันคือ เอาไว้ซื้อตอนย่อกลับมาทดสอบแนวที่เพิ่งทะลุ โดยไม่ต้องนั่งเฝ้า ถ้าใช้ Buy Limit ธรรมดาวางไว้ที่ 1.08800 ตั้งแต่แรก คำสั่งจะทำงานทันทีที่ราคาลงมาถึง ทั้งที่ตอนนั้นราคายังไม่เคยทะลุ 1.09020 เลยด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่แผนที่คุณตั้งใจ ส่วน Sell Stop Limit ก็คือภาพสะท้อนกลับด้าน เมื่อราคา Bid ลงมาแตะจุดกระตุ้น ระบบจะวาง Sell Limit ให้ที่ระดับที่กำหนดไว้

ถ้าคุณใช้ MT4 อยู่ จะไม่เห็นตัวเลือกนี้ในเมนู เพราะ MT4 รองรับ Pending Order แค่ 4 ชนิด วิธีทดแทนที่ใกล้เคียงที่สุดคือรอให้ราคาทะลุจริงก่อนแล้วค่อยไปวาง Buy Limit เอง (ซึ่งต้องเฝ้า) หรือเขียน EA ให้วางแทน — ทั้งสองทางเป็นคนละเรื่องกับการมีคำสั่งชนิดนี้ให้ใช้ตรง ๆ

Limit หรือ Stop ดีกว่ากัน — คำนวณเทียบจากแผนเดียวกัน

คำถามนี้ตอบด้วยความรู้สึกไม่ได้ ต้องกางตัวเลขดู สมมติแผนเดียวกันเป๊ะ ๆ ราคาปัจจุบัน 1.08500 แนวต้านอยู่ที่ 1.09000 คุณเชื่อว่าถ้าทะลุขึ้นไปได้จะไปถึง 1.09700 และถ้าแผนผิดคุณจะยอมตัดขาดทุนที่ 1.08700 คำถามคือควรเข้าด้วยคำสั่งไหน

 แผน A — Buy Stop 1.09020 (ตามการทะลุ)แผน B — Buy Limit 1.08800 (รอย่อกลับมาทดสอบ)
ระยะขาดทุน (SL 1.08700)32 pip10 pip
ระยะกำไร (TP 1.09700)68 pip90 pip
อัตราส่วน R:R1 : 2.131 : 9.00
โอกาสได้เข้าออเดอร์ทุกครั้งที่ราคาทะลุเฉพาะครั้งที่ราคาย่อกลับมา
สเปรด 1.2 pip คิดเป็นสัดส่วนของความเสี่ยง3.75%12%

ตัวเลข R:R ทำให้แผน B ดูดีกว่ามาก แต่มันซ่อนต้นทุนไว้สองอย่าง อย่างแรกคือไม่ได้เข้าทุกครั้ง อย่างที่สองคือสเปรดกินสัดส่วนความเสี่ยงมากกว่าสามเท่า (1.2 หาร 10 ได้ 12% เทียบกับ 1.2 หาร 32 ได้ 3.75%) เพราะระยะ SL สั้นกว่า ลองตั้งสมมติฐานว่าทั้งสองแผนไปถึง TP ได้ในสัดส่วนเท่ากันที่ 40% (เป็นสมมติฐานเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดมาจริง) จะได้:

แผนคำนวณค่าคาดหวัง
A — Buy Stop(0.40 × 68) − (0.60 × 32) = 27.2 − 19.2+8.0 pip ต่อสัญญาณ
B — Buy Limit(0.40 × 90) − (0.60 × 10) = 36.0 − 6.0+30.0 pip ต่อครั้งที่ได้เข้า
จุดคุ้มทุนของแผน B8.0 ÷ 30.026.7%

อ่านบรรทัดสุดท้ายให้ดี แผน Buy Limit จะคุ้มกว่าก็ต่อเมื่อราคาย่อกลับมารับคุณเข้าไปมากกว่า 26.7% ของครั้งที่ทะลุ ถ้าน้อยกว่านั้น การรอราคาดี ๆ กลับทำให้ผลแย่ลง ทั้งที่ R:R บนกระดาษสวยกว่าเกือบสี่เท่า

🔑
ตัวเลข 26.7% คำนวณได้ แต่ตัวเลข "ราคาย่อกลับมากี่เปอร์เซ็นต์" ไม่มีใครบอกคุณได้
มันขึ้นกับคู่เงิน ไทม์เฟรม และวิธีนิยามการทะลุของคุณเอง วิธีเดียวที่จะรู้คือจดของตัวเองแล้วนับ ลองจดสัก 30-50 ครั้งว่าทะลุแล้วย่อกลับมาแตะระดับที่วางไว้กี่ครั้ง แล้วเอาตัวเลขจริงมาแทนที่ 26.7% ดู (ดูวิธีจดในบทความบันทึกการเทรด) · ใครที่อยากดูตัวอย่างการบันทึกผลแบบเปิดเผยทั้งไม้ที่ได้และไม้ที่เสีย ดูได้ที่ AlphaSignals

สามเรื่องที่ทำให้คำสั่งที่ตั้งไว้ไม่ทำงานอย่างที่คิด

  1. ระยะขั้นต่ำจากราคาปัจจุบัน (Stops Level) — โบรกเกอร์กำหนดระยะห่างขั้นต่ำที่คุณวางคำสั่งตั้งล่วงหน้าได้ ถ้าวางใกล้ราคาปัจจุบันเกินกว่านั้น คำสั่งจะถูกปฏิเสธ MT4 มักขึ้นข้อความ Invalid S/L or T/P ตรวจค่านี้ได้จากการคลิกขวาที่สัญลักษณ์ใน Market Watch แล้วเลือก Specification ดูบรรทัด Stops level หลายโบรกตั้งไว้ที่ 0 แต่บางโบรกตั้งไว้หลาย pip โดยเฉพาะช่วงข่าว
  2. วันหมดอายุของคำสั่ง (Expiration) — ค่าเริ่มต้นคือ GTC หรือ Good till cancelled คือค้างไว้จนกว่าจะยกเลิกเอง แต่ถ้าคุณเลือกเป็นวันหมดอายุ คำสั่งจะหายไปเงียบ ๆ เมื่อถึงเวลา กับดักที่พบบ่อยคือตั้งคำสั่งค้างไว้ข้ามสัปดาห์แล้วลืม พอราคากลับมาถึงจริงในอีกสองสัปดาห์ ตลาดก็คนละบริบทกับตอนที่วางไปแล้ว
  3. ช่องว่างราคา (Gap) และ Slippage — คำสั่งกลุ่ม Stop รับประกันว่าจะทำงาน แต่ไม่รับประกันราคา ถ้าตลาดกระโดดข้ามระดับที่ตั้งไว้ ระบบจะเปิดให้ที่ราคาแรกที่มีจริง ซึ่งอาจห่างจากที่ตั้งไว้มาก นี่คือเหตุผลที่ฉบับเดิมของหน้านี้เขียนไว้ถูกแล้วว่าไม่ควรใช้คำสั่งกลุ่ม Stop เล่นข่าว

ข้อสามคุ้มที่จะกางตัวเลขให้เห็น ใช้แผน A ข้างบน (Buy Stop 1.09020 · SL 1.08700 · TP 1.09700) แล้วสมมติว่าตลาดเปิดวันจันทร์กระโดดข้ามไปที่ 1.09500 ทันที:

 ตามแผน (ไม่มี gap)เจอ gap เปิดที่ 1.09500
ราคาที่ได้จริง1.090201.09500
ระยะขาดทุนถึง SL 1.0870032 pip80 pip (มากขึ้น 2.5 เท่า)
ระยะกำไรถึง TP 1.0970068 pip20 pip
อัตราส่วน R:R1 : 2.131 : 0.25

ไม้เดียวกัน แผนเดียวกัน คำสั่งเดียวกัน แต่ R:R พังจาก 1:2.13 เหลือ 1:0.25 โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักขั้นตอน — นี่คือความเสี่ยงที่คำสั่งตั้งล่วงหน้าเพิ่มเข้ามา ไม่ใช่ที่มันช่วยลด วิธีจัดการที่ตรงที่สุดมีสองทาง คือลดขนาดล็อตลงสำหรับไม้ที่ค้างข้ามคืนหรือข้ามสุดสัปดาห์ (ดูวิธีคำนวณ Lot) หรือยกเลิกคำสั่งที่ค้างอยู่ก่อนตลาดปิดวันศุกร์ทุกครั้ง


วิธีตั้ง Pending Order ใน MT4 และ MT5 ทีละขั้น

1

เปิดหน้าต่างคำสั่ง

กด F9 หรือคลิกขวาบนกราฟแล้วเลือก Trading แล้ว New Order · บนมือถือให้แตะสัญลักษณ์คู่เงินแล้วเลือกช่องประเภทคำสั่ง

2

เปลี่ยน Type เป็น Pending Order

ช่อง Type ค่าเริ่มต้นคือ Market Execution ต้องเปลี่ยนเป็น Pending Order ก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็นการเปิดออเดอร์ทันทีที่ราคาปัจจุบัน

3

เลือกชนิดให้ตรงกับแผน

ตรวจสองข้อ ระดับที่ใส่อยู่เหนือหรือใต้ราคาปัจจุบัน และคุณคิดว่าราคาจะทะลุผ่านหรือเด้งกลับ ถ้าเลือกชนิดที่ขัดกับตำแหน่ง โปรแกรมจะฟ้อง Invalid price ทันที

4

ใส่ SL และ TP ไปพร้อมกันเลย

ใส่ตอนวางคำสั่งดีกว่ามาใส่ทีหลัง เพราะตอนออเดอร์เปิดจริงคุณอาจไม่ได้อยู่หน้าจอ · อ่านTP กับ Stop Loss คืออะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ

5

ตรวจแท็บ Trade ว่าคำสั่งขึ้นจริง

คำสั่งที่ยังไม่ทำงานจะอยู่ท้ายรายการในแท็บ Trade พร้อมชนิดคำสั่งกำกับไว้ ถ้าไม่ขึ้น แปลว่าคำสั่งถูกปฏิเสธ ให้ไปดูข้อความในแท็บ Journal

ภาพประกอบหัวข้อ Buy stop Sell stop Buy limit Sell limit แตกต่างกันอย่างไร
ภาพประกอบชุดเดิมของบทความนี้ เก็บไว้ตามเดิมเพื่อไม่ให้ลิงก์รูปที่หน้าอื่นอาจอ้างถึงเสียหาย

คำถามที่พบบ่อย

  • Buy Limit กับ Buy Stop ต่างกันตรงไหน ตำแหน่งกลับด้านกันสนิท Buy Limit อยู่ใต้ราคาปัจจุบัน (รอราคาย่อลงมา) ส่วน Buy Stop อยู่เหนือราคาปัจจุบัน (รอราคาทะลุขึ้นไป) ทั้งคู่เป็นคำสั่งซื้อเหมือนกัน แต่มาจากความเชื่อคนละแบบ
  • Sell Limit กับ Sell Stop ต่างกันอย่างไร Sell Limit อยู่เหนือราคาปัจจุบัน (รอเด้งขึ้นไปแล้วขายแพงกว่า) ส่วน Sell Stop อยู่ใต้ราคาปัจจุบัน (รอหลุดแนวรับแล้วขายตาม)
  • ตั้งคำสั่งไว้แล้วปิดคอมได้ไหม ได้ เพราะคำสั่งอยู่ที่เซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ ไม่ได้อยู่ในเครื่องคุณ ต่างจาก EA หรือสคริปต์บางตัวที่ต้องเปิดโปรแกรมค้างไว้
  • คำสั่งตั้งไว้แล้วราคาแตะ แต่ไม่เข้า เพราะอะไร สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องสเปรดในหัวข้อด้านบน กราฟแสดง Bid แต่คำสั่งฝั่ง Buy ใช้ Ask รองลงมาคือคำสั่งหมดอายุไปแล้ว หรือแตะในช่วงที่ตลาดปิด
  • Stop Limit ใน MT4 อยู่ตรงไหน ไม่มี MT4 รองรับแค่ 4 ชนิด ต้องใช้ MT5 เท่านั้น
  • ควรใช้คำสั่งไหนถ้าเป็นมือใหม่ ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกกับทุกคน แต่ข้อได้เปรียบร่วมกันของทั้งสี่แบบคือบังคับให้คุณเขียนแผนก่อนที่เงินจะอยู่ในตลาด ซึ่งเป็นตอนที่ตัดสินใจได้ดีที่สุด ควรใช้คู่กับการกำหนด R:R และการเลื่อนจุดตัดขาดทุนตั้งแต่ต้น

ถ้าอยากเห็นตัวอย่างว่าการวางแผนล่วงหน้าแบบนี้ถูกบันทึกและวัดผลจริงหน้าตาเป็นอย่างไร ทั้งไม้ที่ได้และไม้ที่เสีย ดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของคำสั่งซื้อขาย ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนและไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ๆ · ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่คาดหวังได้ · การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนมีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด · เงื่อนไขที่แน่นอน เช่น ระยะขั้นต่ำและค่าสเปรด ขึ้นกับโบรกเกอร์แต่ละราย ให้ตรวจสอบจากรายละเอียดสัญลักษณ์ในโปรแกรมของคุณเอง · เครดิตภาพประกอบชุดเดิม freepik.com และ pngwing.com

ความคิดเห็น

Related stories