กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ ความรู้ทั่วไป Forex

บทความ

หลังจากที่เราได้เคยเขียนเรื่อง QM  หรือ Quasimodo Pattern  วันนี้ แอดมินจะนำเสนอตัวอัพเกรดของ QM ที่มืออาชีพใช้เป็นหลักในการเทรด QM  นั้นคือ QML หรือ Quasimodo Level  จะมีรูปร่างยังงัยเราไปทำความรู้จักพร้อมๆ กัน QML  Quasimodo Level คืออะไร 📈📉 สำหรับคนที่เข้ามาเจอครั้งแรง แอดมินจะเล่าเกี่ยวกับ QM หรือ Quasimodo ก่อนที่จะไป QML โดย QM ก็คือรูปแบบกราฟ อีกหนึ่งที่รูปแบบ ซึ่งใช้ในเทรดกลับตัว โดยจะมีการสร้าง หัว และ ไหล์ เหมือนกับ Head and shoulder   แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ไหล์มันจะไม่เท่ากัน  เพราะว่าราคาจะส่งราคาลงไปทดลายโคร้งสร้างราคา หรือ ChoCh  ก่อนที่จะขึ้นไปทำไหล่ขวา QML  Quasimodo Level 📈📉 จะอัพเกรด จาก QM ธรรมดาตรงที่  QMLจะสร้าง MPL (Maximum Pain Level) หรือ Damand Supply Zone ก่อนส่งราคาไปทำลายโคร้งราคา ChoCh  ซึ่งเราจะเรียกโซนนี้ว่า Level  โดย Level  จะสร้างบริเวณ แนวไหล่ซ้าย  โดยนัยยะ คือ จะมี Level  ซึ่งเป็นโซนใหม่ที่ยังไม่ได้ทดสอบแนว  นั้นเพิ่มนัยยะ เมื่อราคาขึ้นมาทดสอบโซน Level   เป็นงัยกันบ้างครับ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เจอบ่อย และมีประสิทธิภาพในการเทรด  cr.อ่านเพิ่มเติ
วันนี้จะมาทำความรู้จัก Chart Pattern ที่เรามักจะเห็นบ่อย และมีนัยยะในการกลับตัวสูง นั้นก็คือ Quasimodo Pattern หรือจะเรียก อีกชื่อว่า QM  Quasimodo Pattern คืออะไร 😀 คือรูปแบบการกลับตัวหนึ่ง โดยอ้างอิงมากจาก Dow Theory โดยชุด High ใหม่ที่สูงกว่า High เดิม หรือ Low ใหม่ที่ต่ำกว่า Low เดิม หากสักเกตุรูปภาพด้านล้าง รูปร่างของ Quasimodo Pattern จะเหมือน  Head & Shoulders  มีทั้ง หัว และไหล์เท่ากัน แต่แตกต่างตรงที่  HH  นั้นสูงกว่า LH  หรือ ต่ำกว่า HL  โดยนัยยะ ของ Quasimodo Pattern ราคามีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างมหาศาลจนราคาสามารถที่ทะลุแนว LH  ขึ้นไปได้ เป็นลักษณะการกลับตัวที่มีนัยยะ  และเรียกหัวไหล่ของ Head & Shoulders ว่า QM level  แนวทางการเข้า ซื้อขาย📊 โดยส่วนใหญ่จะราคากลับลงมาทดสอบ QM level   จะเป็น ตำแหน่งที่ได้เปรียบในยการทำ แต่การใช้งาน Quasimodo Pattern ก็จะต้องใช้งานร่วมกับเครื่องมืออื่นในการช่วยในการตันสินใจในการเข้า เช่น PriceAction หรือ OverBought หรือ Oversold  Bullish QML สัญญาณกลับตัวขึ้น Bearish QML ที่ให้สัญญาณกลับตัวลง cr.อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 🙏 https://www.facebo
หลังจากที่เราห่างหายจากซีรีย์ PriceAction พฤติกรรมผ่านแท่งเทียน ไปนาน วันนี้แอนมินเลยจะมานำเสนอ รูปแบบ แท่งเทียนที่เราเจอมากที่าสุด นั้นคือ Engulfing หรือ แท่งกลืนกิน และ แนวงทางการใช้งาน  Engulfing หรือแท่งกลืนกิน  คืออะไร 📊   แท่งเทียนมีแรงซื้อหรือแรงขาย มหาศาล ทำให้แท่งเทียนที่มีจุด Hight และ Low ร่วมไปถึงราคาปิดครอบคุมแท่งก่อนหน้า เป็นรูปแบบแท่งเทียนที่นัยยะสำคัญที่มีแสดงถึงการเข้ามาของกำลังชื้อขาย และ เป็นการบอกสัญญาณที่จะเกิดการกลับตัว ประเภท Engulfing📊 Bullish Engulfing - กระทิงกินหมี หุ้นอาจจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น เขียวกลืน แดง📈 Bearish Engulfing - หมีกลืนกระทิง หุ้นอาจจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลง แดงกลืน เขียว  📉 แนวทางการใช้งาน Engulfing 📊 👉1.Engulfing  จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้งานคู้กับแนวรับแนวต้าน 👉2. เข้าเมื่อเบรค Engulfing  ตามรูปแบบ inside bar มีหลายครั้งที่ราคาเลือกที่จะพักตัวเป็นแท่งเทียนเล็ก ภานใน Engulfing  👉3.ย่อ Time Frame เข้าไปดูภายในแท่ง Engulfing เพื่อให้โคร้งสร้างของ แท่ง Engulfing  เคลือนที่แบบใหน ถึงปิดแบบ Engulfing  👉4.ใช้งานร่วม อินดิเคเตอร์ประ
อีกหนึ่งเครื่องมือที่ เทรดเดอรที่ทุกคนต้องใช้ในการเข้าออเดอร์ นั้นคือการ pending order   หรือการตั้งการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยทำให้เราไม่ต้องรอเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา สำหรับมือใหม่ก็อาจจะ งง ว่า  Buy stop , buy  limit / Sell stop , Sell  limit   ซึ่งเป็น คำสั่งแยกใน  Pending order   แตกต่างอย่างไร  ซึ่งวันนี้จะมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน  Buy stop 📈 ,   Sell stop 📉  คืออะไร ? Buy stop   รูปแบบคำสั่งซื้อล่วงหน้า  โดยที่ราคา ณ ปัจจุบัน อยู่ต่ำกว่า Buy stop เมื่อราคาขึ้นมาถึงราคาที่วางใว้ ระบบก็จะทำตามเปิดคำสั่ง buy บริวเวณที่ราคาที่เราวาง Pending order  Buy stop  Sell stop เหมือนกัน Buy stop   แต่ต่างกันตรงที่กลับด้านกัน โดย Sell stop ราคา ณ ปัจจุบัน จะอยู่สูงกว่า ตำแหน่งของ Sell stop เมื่อราคาลงมาถึงตำแหน่ง Sell stop ก็จะเปิดคำสั่งขายหรือ หรือ sell   แนวทางการใช้ 👈 Buy stop ,  Sell stop โดยส่วนใหญ่จะใช้ เบรคราคา หรือ ทะลุแนว  และตามแรงไป ไม่แนะนำให้ไปใช้กับการเทรด ข่าว เพราะจะมีเรื่อง ของ  slippage เข้ามา  Buy  limit 📈 / Sell  limit 📉  คืออะไร ? Buy  limit Buy  limit รูปแบบคำสั่งซ
Trading Diary  บางคนก็เรียก Trading Journal เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเทรดเดอร์ และมืออาชีพส่วนใหญ่ก็จดบันทึก หรือหาทางการการเป็นมืออาชีพของการเทรด   Trading Diary  จดไปเพื่ออะไร 😀 เหตุผลการจดบันทึกของการเทรดนั้นมีหลายเหตุผลที่จำเป็นต่อการเทรด ถ้าเราอยากเทรดให้เก่งขึ้น การจด Trading Diary ก็แทบจะเป็นสิ่งขาดไม่ได้เลย โดยเหตุผลของการจด Trading Diary หลักๆ นั้นมีดังนี้ 1.เพราะสมองเรามีความจำที่จำกัด   😀    สมองของเราออกแบบมาเพื่อจำและลบความจำของเราทุกวัน โดยที่มักจะลบนั้นคือเหตุการ์ณที่ไม่สำคัญ ตัวอยากเช่น คุณสามารถจำได้ใหมว่า เมือ 12 วันที่ ตอนเย็น คุณกินข้าวกับอะไร แน่นอนว่า จำไม่ได้แน่นอน และสมองของเรานั้นก็จะรับข้อมูลใหม่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่การเทรดนั้น เราก็จะลืมออเดอรที่เข้าไป เพระาว่าเราเข้าออเดอร์ไม่ใช้ออเดอร์เดียว ฉนั้นการจดนั้นจึงมีความสำคัญมาก  เพราะนั้นคือสิ่งที่จำทำให้เรานั้น เทรดได้ดีขึ้น ก็เพราะสมองเรานั้นมีจำกัดมาก ไม่สามารถที่จะจำเหตุการ์ตการเทรดได้หมด แน่นอนการลืมนั้นก็จะเป็นเรื่องปกติ และการจดบันทึกนั้นก็จะยิ่งช่วยทำให้เราเห็นจุดผิดพลาดในการเทรด เพื่อที่จะใช้ในการพัฒ
วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก Chart Pattern หรือ รูปแบบกราฟ ที่นิยม ซึ่ง Pattern แรกที่เราไปทำความรู้จักกันนั้นก็คือ Flag Pattern ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ในการเทรดตามเทรนเป็นหลัก และยอดนิยมาก งั้นเราไปทำความรู้จัก Chart Pattern ไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า  Flag Pattern คืออะไร ⛳🚩 รูปแบบความต่อเนื่องของราคาที่อยู่ในช่วงเทรนด์ เป็นรูปแบบการพักราคาเพื่อขึ้นต่อของเทรน ที่นิยมเทรดซึ่งรูปแบ่งของมันมันเหมือน ธง ประกอบไปด้วย  ⛳ 1.Pole หรือ เสาธง จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงมาก โดยมีวอลุ่ม (ปริมาณการซื้อขาย) ที่สูงสัมพันธ์กับราคา ⛳ 2.Flag หรือ ธง คือรูปแบบของการพักราคาของราคาเพื่อที่ขึ้นต่อ จะเกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในกรอบแคบๆ ด้านขวาของเสาธง โดยมีวอลุ่มลดลงเล็กน้อย ⛳ Flag Pattern จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชื่อเรียกขึ้นอยู่กับเทรนที่เล่น นั้นคือ Bullish flag" หรือ "ธงขาขึ้น และ Bearish flag หรือธงกลับหัว เทรนขาลง  เงื่อนไขการเกิด Flag Pattern  ⛳🚩 🚩 1.เสาของธงซึ่งเกิดจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นมา เพื่อเป็นการบอกถึงความแข็งแรงของแรงและเทรน 🚩 2.Flag หรือ ธง ควรจะเป็นกรอบที่ชัดเจน โดยสามารถตีเส้น chan
เชื่อได้ว่าหลายคนที่เทรดก็มักจะประสบความล้มเหลวจากการขาดทุนในเทรดจนทำให้อยากที่จะล้มเลิกการเทรดหรือมีภาวะท้อแท้หรือ เครียด  วันนี้เราจะแนะนำ Mindset สำคัญเพื่อ ดึงเรากลับมาจากความล้มเหลว ว่ามีอะไรบ้าง 😀Mindset สำคัญเพื่อ ดึงเรากลับมาจากความล้มเหลว 1.ยอมรับความพว่ายแพ้ เป็นเรื่องปกติ 😁 การแพ้ชนะหรือความล้มเหลว มันคือเรื่องปกติมากๆ คนที่สำเร็จแทบจะทุกคนก็เคยผ่านจุดล้มเหลวกันมาทั้งนั้นและทุกความสำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลมมาเป็นส่วนประกอบเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ทอมัส เอดิสัน ทดสอบสร้างหลอดไฟดวงแรกของโลกก็ผ่านการล้มเหลวนับหมื่นครั้ง กว่าเราจะได้หลอดไฟดวงแรก ฉนั้นการล้มเหลมคือเรื่องปกติ ทุกคนต้องเคยผ่าน  2.จริงๆ น่ะหรอ?❓ ช่วงเวลาที่ล้มเหลว ก็มักจะโทษตัวเองว่า เราอาจไม่เก่ง เราทำไม่ได้ 1 คำที่จะทำให้เรามีสติกลับมา นั้นคือการต่อคำว่า จริงๆ น่ะหรอ? หลังคำที่คิดว่าเป็นลบกับเรา เช่น ทำไม่ได้จริงๆ นะหรอ ? 3.คุยกับตัวเอง😀 ฟังดูแล้วเหมือน คนบ้า แต่การคุยกับเองนั้นมันคือวิธีการของคนที่สำเร็จมากมายใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิต สิ่งที่จะได้แน่ นั้นคือ สติเราจะกลับมาและเราจะเห็นข้อผิดพลาดของเรา  4.ความสำเร็จในคว
เชื่อได้ว่าหลายคนที่เทรดไม่ว่าจะตลอดใหนก็ใช้แท่งเทียนในการซื้อขายหรือวิเคาะห์ราคาก็จะต้องเจอหรือ ศึกษา เกียวกับ PriceAction หรือรูปแบบแท่งเทียน ซึ่ง PriceAction แรกที่เราจะนำเสนอนั้นคือ doji แท่งเทียนแห่งความลังเล  Doji  ความลังเลในตลาด 📊 Doji คือแท่งเทียนที่มีระดับราคา เปิดแท่งเทียนและปิดแท่งเทียน คือราคาเดียวกัน เป็นการบอกกับตลาดว่า เกิด ความลังเลในตลาด  โดย  Doji  นั้นก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกันตรงที่หางของแท่งเทียน โดยมีรูปแบบ ดังนี้  1.  Basic Doji👈 Doji (โดจิ) แบบทั่วๆไปแหละครับ High Low Open Close ไม่ได้ห่างกันมากนัก มองไกลๆดูเหมือนเครื่องหมายบวก Doji (โดจิ) ประเภทนี้ถ้าไม่เกิดที่แนวรับแนวต้าน ก็จะดูไม่ค่อยมีความหมายอะไรนัก เป็นแท่งไม่ค่อยนมีแรงซื้อขายมากหนัก จะเจอบ่อยเวลาตลอดเปิดตอนเช้า หรือ timeframe เล็ก  2.Long Legged Doji 👈 รูปแบบจะเหมือนกับ  Basic Doji แต่ต่างกันที่หางจะยาวมากๆ ซึ่งเป็นการต้อสู้ระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่เท่ากัน และ สุดท้ายไม่มีใครชนะ เลยกลับมาปิดที่เดิม ซึ่งเป็นรูปแบบที่แสดงถึงการสู้กันหากเกิดบริเวณแนวรับแนวต้านก็จะมีนัยยะในการกลับตัวเก
สำหรับคนที่เทรด forex ก็น่าจะมีคำถาม ว่าเปิดบัญชีแบบใหนดี  ระหว่างเสีย spread หรือ เสียค่า commission วันนี้จะทำความรู้จัก ข้อดีและข้อเสีย ของการ เสีย spread หรือ เสียค่า commission ไปพร้อมกัน  ทำไมเราต้องเสีย spread หรือเสียค่า commission 😀 spread หรือ commission ก็เป็นเหมือนค่าธรรมเนียมในการดำเนินการให้เราของโบรค มันคือรายได้หลักของโบรคเลยก็ว่าได้  ค่า spread 😀 คือราคาส่วนต่างระหว่าง ราคาเสนอซื้อ และราคาเสนอขาย   Bid Price กับ Ask Price  ตัวอย่างเช่นหุ้นราคาเสนอซื้อ 10 ขาท และเสนอขาย 11 บาท สว่น ต่าง 1 บาทนั้นเป็นของคนกลางหรือโบรคนั้นเอง  ข้อดีคือ ✅ 1.เป็นบัญชีสำหรับเริ่มต้น และแทบทุกโบรคก็จะมีบัญชีที่เสียค่า spread  เป็นมารตฐาน  2.มักจะมีโบนัสหรือโปโมชันมากกว่า รูปแบบ ค่า commission ข้อเสีย ❌ spread  มีความผันผวนไม่นิ่ง ขึ้นอยู่กับตลาด และมีโอกาศถ่างสเปรดได้ ถ้าเทรดช่วงเวลาที่มีข่าว หรือเทรด คู่เงินที่ไม่ได้รับความนิยม  ค่า commission 😀 หรือ บัญชี ECN เป็นบัญอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องเสียเงินเพิ่ม นั้นคือ ค่า commission ตัวอย่างเช่น เรา buy 1 lot  เราก็จะต้องเสียเงินแน่ๆ ก่อนเลย 10 เห
หลังจากที่เรา ได้รู้จักเกี่ยวกับ Spread ถ่างไปแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำแนวทางการป้องกันการโดน Spread ถ่างกัน แนวทางการป้องกัน Spread ถ่าง   1.การเลือกโบรคเกอร์  นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา Spread ถ่าง  ได้ดีเลย เพราะว่า คนที่กำหนดระยะห่าง Spread  นั้นคือโบรคเกอร์ โดยเราสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดการออกออเดอร์ได้ที่หน้าเว็บของโบรคเกอร์ คิด Spread  เท่าไหร่ในแต่ล่ะคู้เงิน หรือเราจะเข้าไปอ่าน รีวิวโบรคเกอร์ได้ตามเว็บไวต์ที่คอยประเมินและให้คำแนนกับโบรคเกอร์ ก็จะช่วยทำให้เรานั้นปลอดภัยมากขึ้น ปล.ควรเว้นโบรคเกอร์ที่เปิดใหม่ หรือ โปรโมชั้นที่มันเวอร์เกินความเป็นจริง ควรเลือกโบรคเกอร์ที่เปิดมานานหรือมีใบรับรองต่างๆๆ  2.การเลือกบัญชีเทรด  หลังจากที่เลือกโบรคเกอรที่ถูกกใจไปแล้ว แต่เราก็อาจจะยังไม่พอใจ กับ Spread ที่ยังสูงอยู่  เราได้ Spread  ต่ำๆ แนะนำการไปเปิดบัญชีประเภท บัญชี ECN  ซึ่งบัญชีประเภทนี้ให้เรามี Spread ที่ต่ำมากแต่เราต้องเสียค่าคอมมิชชั่นในการเปิดออเดอร์  ตัวอย่างช่น เราเปิดออเดอร์ 1 Lot เราก็จะต้องเสียเงิน 10 เหรียญ เป็นต้น  3. หลีกเลี้ยงเทรดช่วงเวลาข่าวสำคัญ  โดยข่าวสำคัญก
หลังจากที่นำเสนอว่า FOMC คืออะไรไปแล้ว วันนี้ก็จะมานำเสนอข่าวที่นัยยะสำคัญที่สูง ที่จะทำให้นักลงทุนอย่างเราต้องอดนอนเพื่อมาฟังข่าวนี้นั้นคือข่าว Fomc Meeting Minutes หรือ รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักข่าวนี้ไปพร้อมกัน FOMC Meeting Minutes คืออะไร 📊 การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือพูดง่ายคือการประชุมของ  FOMC   โดนมี คณะกรรมการ 12 คน, ผู้บริหาร 7 คน และคณะรัฐมนตรีอีก 5 คน จากธนาคารกลาง 12 แห่ง ซึ่งจะมีการจัดการประชุมจะเกิดขึ้นทุกๆ 8 ครั้งต่อปี  โดยวาระการประชุมก็ พิจารณาและพูดคุยในเรื่องสำคัญของประเทศซึ่งเป็นปัจจับยที่ส่ง ผลกระทบต่อการเงินโลก  ยกตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ย, อุปสงค์และอุปทาน, การจ้างงานและค่าแรง, รายได้ผู้บริโภคและการใช้จ่ายของผู้บริโภค และอื่นๆ การประชุมในแต่ละครั้ง  นักเทรดจะเล็งเห็นสุขภาพของระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทันที หลังจากที่ได้ประกาศผลการตัดสินใจจากการประชุม FOMC Meeting Minutes ส่งผลต่อตลาดใหนบ้าง  📊 ก็แทบจะทุกตลาดที่ตัวเงินดอลล่าจับคู้อยู่หรือเป็นทุนสำรองของประเทศ แต่
หลังที่เราเคยนำเสนอเกี่ยวกับ Spread ไปแล้ว ซึ่งเชื่อได้ว่าหลายคนก็น่าจะเคยเจอสภาวะ Spread มันไม่คงที่ อาจทำให้บางคนขาดทุนทั้งกำไรและขาดกำไร เพราะโบรคเกอร์ถ่าง Spread  วันนี้เราจะหาคำตอบนั้นไปพร้อม ๆ กัน  Spread คืออะไร ความห่างระหว่างราคาเสนอชื้อ Bid และราคาเสนอขาย Ask ตัวอย่างเช่น สินค้าเสนอราคาซื้อ 10 บาท และราคาเสนอขาย 11 บาท ส่วนต่าง 1 บาท ส่วนต่างนั้น เราเรียกว่า Spread ซึ่งมันจะเป็นรายได้คนกลางหรือ โบรคเกอรนั้นเอง หรือ พูดง่ายๆ มันก็เหมือน นายหน้าซื้อขาย  Spread ถ่างคืออะไร  คือราคาเสนอชื้อซื้อ Bid และราคาเสนอขาย Ask ห่างกันออกจากเดิม เช่นปกติ Spread อยู่ที่ 1 บาท แต่บางช่วงเวลา Spread ถ่างออกเป็น 3 บาท นั้นคือเหตุผลที่ซื้อของแพงขึ้นและขายถูกลง  โดย คนที่กำหนด Spread นั้นคือโบรคเกอร์และหนึ่งในรายหลักของโบรคเกอร์นั้นก็มาจากค่า Spread และเนื่องด้วยไม่มีหน่วยงานใหนมากำหนดในการกำหนดราคา Spread นั้นจึงทำให้โบรคเกอรนั้นมีอิสระในการกำหนด Spread ในแต่ช่วงเวลา นั้นจึงทำใหเราเห็นว่า โบรคเกอร์แต่ละโบรคนั้นมี Spread ไม่เท่ากนั้น การกำหนด ค่า Spread ของโบรคนั้น ก็ขึ้นอยู่การวาง กลยุทธ์ในการทำ
  สำหหรับข่าวนอกกจาก ข่าวนอนฟาร์ม หรือการประกาศการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแล้ว ยังมีอีกหนึ่งข่าวที่น่าสนใจมาก นั้นคือข่าว CPI and Core หรือ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน วันนี้เราจะทำความรู้จักและการตีความข่าว ⛛ CPI and Core CPI คืออะไร  ⛛ CPI คือข่าว รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core Consumer Price Index (CPI)) จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ไม่รวมถึงสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน ดัชนีราคาผู้บริโภคนี้จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงจากมุมมองของผู้บริโภค ดัชนีนี้เป็นวิถีทางที่สำคัญที่จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการจัดซื้อและภาวะเงินเฟ้อ ส่วน Core CPI เป็น  ผู้บริโภคพื้นฐาน ที่จะไม่นับรวมสินค้าประเภทอาหารสดเข้ามา เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาผันผวนสูงไปตามช่วงเวลาระยะสั้นๆ  ใช้ในการวิคเคราะห์สถานการณ์การเงินของประเทศ รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ⛛หมวดหมู่สินค้าที่นำมาคำนวณมีอยู่ด้วยกัน 8 หมวด ได้แก่ 1.ค่าเช่าบ้าน (Housing) 2.เครื่องนุ่งห่ม (Apparel) 3.อาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverages) 4.ค่ารักษาพยาบาล (Medical Care) 5.ค่ายานหานะการขนส่ง (Transportation) 6.การสื่
Swap คืออะไร 💪 ก่อนที่เราจะไปรู้จัก Swap Free คืออะไร เราต้องรู้ก่อนว่า  Swap คือะไร โดยค่า Swap ก็คือ ค่า ธรรมเนียมในการถือออเดอรข้ามวันซึ่งค่าธรรมเนียมจะมีทั้งค่าบวกและค่าลบ ซึ่งอ้างอิงมาจากดอกเบี้ยของธนาคารกลางในประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงิน โดยจะคิดค่าธรรมเนียมเมือราถือออเดอรขามวันหรือเวลา ตี 4  และคิด คิดค่าธรรม วัน พุธ ค่า Swap จะเป็น 3 เท่าของวัน ปกติ ทั้ง Swap ลบ และ บวก เพราะ มี การ นำเอา วัน เสาร์ และ อาทิตย์ มาคิดเป็นวันเดียว ทุกโบรก Swap Free✅ ก็ตรงตามชื่อ  Swap Free  นั้นคือ รูปแบบบัญชีที่ไม่มีการเก็บค่า ธรรมเนียม หรือ  Swap   โดยเมื่อก่อนบัญชีประเภทนี้จะมีให้กับ  ชาวมุสลิม    ตามความเชื่อของชาวอิสลามห้ามรับหรือจ่ายดอกเบี้ย แต่ในปัจจุบันก็มีหลายโบรคที่ออกบัญชีที่ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับคนธรรมดา   โ ดยจะเงื่อนไขตามที่โบรคเกอร์กำหนด  Swap Free เหมาะกับใครบ้าง👪 แน่อนว่าเหมาะสำหรับที่ที่เปิดออเดอร์ขามวันหรือข้ามเดือน ก็จะช่วยประหยัด  Swap  ไปเยอะมากๆ ยิ่งที่เราออเดอร์ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งโดนคิดว่า   Swap เยอะๆ  ปล. ควรอ่านเงือนไขของบัญชีแต่ล่ะประเภทให้ก่อนเปืดบัญชี เพื่อความป
เชื่อได้ว่าหลายคนที่เทรด จะต้องเจอกับอารม เสียดาย และมักจะมีคำถามว่า ทำมัยเราไม่ซื้อราคานี้ ทำมัยเราไม่ขายราคานี้ อารมแบบนี้มันจะสงต่อการลงทุนหรือการเทรดของเราในอนาคต ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความแนวทาลการจัดการไปพร้อมๆ กัน  แนวทางในการจัดการกับความรู้สึก เสียดาย😱 เราต้องคำเข้าใจก่อนว่า เสียดาย หรือในชื่อของทางการนั้นคือ Opportunity Cost" หรือ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" คือรูปแบบที่เราไม่ทำบางสิ่งแล้วสิ่งนั้นมันส่งผลที่ดีมาก หรือมีทางเลือกสองทางให้เลือก และทางที่เราไม่ได้เลือกนั้น มันส่งผลที่ดีมาก นั้นจะทำให้รานั้นมีความรู้สึกที่ เสียดาย รู็งี้ทำมัยเราไม่ทำ  ซึ่งในวงการเทรดนั้น อารมพวกนี้จะมีเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป้น ทำไมไม่ซื้อราคานี้ ทำไมไม่ขายในราคานี้ รู้งี้ ปิดขาดทุนไปตั้งนานแล้ว ซึ่งถ้าเราไม่สามารถที่จะจัดการกับอารมพวกนี้ได้สิ่งหนึ่งที่เราจะเสียไปแน่ๆ นั้นคือ เวลา  โดยเราต้องจำแนกก่อนว่า เวลาในชีวิตเรานั้นประกอบไปด้วย อดีต ปัจุบัน อนาคต ซึ่งอารมเสียดายมันจัดอยู่ในอดีต  และการที่เรารู้สึกเสียดาย มันคือการเผาเวลาในปัจจุบัน เพื่อคิดถึงเวลาในอีตดที่ไม่ดี ซึ่งมันก็ทำให้เรามีเวลาใการใช
เชื่อได้ว่า หลายคนน่จะเห็นข่าวเกี่ยวการปั่นราคาของหุ้นมาบ้าง ที่หลายคนเรียกว่าหุ้นปั่น ล่อเม่า หรือแม้แต่ยุคปัจจุบันก็มีการปั่นเหรียญคลิปโต วันนี้เราก็แนะทางการหลักสักเกตเพื่อป้องกันไม่ให้เราเป็น เม่าที่โดนเผา หลักสักเกตุ การปั้นราคาในตลาด✅ 1.สินค้านั้นมักจะมีมูลค่าน้อย📈  จะเห็นได้ว่า หุ้นหรือ คลิปโตที่โดนปั้นราคา มักจะเป็นเหรียญหรือหุ้นขาดเล็ก เพราะง่ายต่อการปั่นเพราะมูลค่ามันน้อย การใช้เงินในการปั้นราคาก็จะน้อยตามไปด้วย 2.ราคาจะขึ้นอย่างรวดเร็วมาก📈 ราคาที่วิ่งเร็วปานสายฟ้านั้น ก็เพราะสินค้าบางตัวมันมีขนาดเล็กมา การทุบเงินใหญ่เข้าก็ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  3.การขึ้นผิดธรรมชาติ 📈 อยู่ดีๆก็ขึ้น ทั้งที่กำไรหรือตัวเลขของหุ้นนั้นก็ไม่มีอะไรเลย อยู่ราคาก็ขึ้นเฉย หรือในฝั้งคลิปโต Dogecoin : Shiba Inu ก็ถูกคนที่อำนาจหรือมีพลังอย่าง อีลอน มัสก์ ทวิตบอกว่าสนใจ ราคาก็ขึ้นสูง  ปล. จะสักเกตุได้ว่า เราไม่ได้เล่าถึง ตลาด forex เลยก็เพราะว่า forex นั้นมันคือ ค่าเงิน และมันอิงกับการอ่อนตัวและแข็งตัวของค่าเงิน และสเกลมันก็ใหญ่เกินที่จะมาปั้นราคาได้นั้นเอง  สรุปการเทรดสินค้าที่ไม่ใช้สินค้าหล
Leading และ​ Lagging Indicators คิดว่า หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินว่ามันคืออะไร  Leading และ​ Lagging Indicators นี้รูปแบบการแสดงผลของ Indicators ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จัก  Leading และ​ Lagging Indicators รวมไปถึงข้อดีและข้อเสีย  Indicators แบบ  Lagging 💻 เป้น Indicators  ที่จะนำข้อมูลในอดีตมาคำนวนทางคณิตศาสตร์แล้วนำมาแสดงผลบนกราฟ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมารูปแบบ ค่าเฉลีย ซึ่งทำให้ Lagging  มีความล่าช้าตามซื่อของมันเลย Lagging (ล่าช้า)   Lagging indicator ที่พบบ่อยที่สุดคือ ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่อย่างง่าย, Relative Strength Index (RSI), Stochastic Oscillator หรือ Moving Average Convergence Divergence (MACD). ข้อดี ✅ สัญญาณที่ได้จาก Lagging  จะมีความแข็งแรงสูง เพราะเกิดจากนำข้อมูลในอดีตมาคำนวณ ยิ่งเวลาที่ในการคำนวณยิ่งเยอะมากขึ้น สัญญาณที่ได้ออกมาก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้น  ข้อเสีย ❌ ความล่าช้าของสัญญาณ ยิ่งใช้ข้อมูลที่เยอะ สัญญารที่ออกมาก็จะยิ่งล่าช้า  Indicators แบบ Leading indicator📐 ก็เป็น Indicators ที่ใช้ข้อมูลในอดีตเหมือนกัน แต่ไม่ใช้ในการคำรวณทางคณิตศาสต์ แต่ใช้เป็นเพียงจุดดูสถานการณ์ของราคา