Bollinger Band คืออะไร ตั้งค่ายังไง และใช้คู่กับ RSI แบบไหน — พร้อมเหตุผลที่ราคาแตะเส้นบนไม่ได้แปลว่าแพง

ราคาเกาะเส้นบนได้ยาว ยังไม่ใช่สัญญาณว่าแพง กรอบแคบ (Squeeze) กรอบกว้าง 70 30 RSI ค้างเหนือ 70 ได้เป็นสิบแท่ง RSI (14) Bollinger Band คืออะไร ใช้คู่ RSI ยังไง โดย คนเล่น Forex กรอบ 2 SD ตามนิยาม หลุดกรอบ 4.6% ของแท่ง = เรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณ เด้งในกรอบ M5 TP6 SL6 ต้องถูก 62.5% เพียงเพื่อเสมอตัว ฉบับคำนวณจริง
อินดิเคเตอร์

Bollinger Band คืออะไร คำนวณจากอะไร ตั้งค่าเท่าไรดี และใช้คู่กับ RSI แบบไหน — พร้อมเหตุผลเชิงตัวเลขที่ "ราคาแตะเส้นบน" ไม่ได้แปลว่าแพง

Bollinger Band คือกรอบสามเส้นที่สร้างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 แท่ง บวก/ลบ ด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 เท่า — คำสำคัญคือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งแปลว่าความกว้างของกรอบไม่ใช่แนวรับแนวต้าน แต่คือเครื่องวัดว่าราคาเหวี่ยงแรงแค่ไหนในช่วง 20 แท่งที่ผ่านมา และผลที่ตามมาโดยตรงจากนิยามนี้คือ ราคาต้องหลุดออกนอกกรอบเป็นประจำ ราว 4.6 แท่งจากทุก 100 แท่ง หน้านี้คำนวณให้ดูทีละขั้นจนได้ตัวเลขจริง พร้อม ตารางคำนวณตามได้ 8 ชุด รวมถึงตารางที่บอกว่ากลยุทธ์ "เด้งในกรอบ" บนไทม์เฟรมเล็กต้องถูกทาง 62.5% เพียงเพื่อเสมอตัว ก่อนจะพูดถึงกำไรเลยแม้แต่บาทเดียว

กราฟที่มี Bollinger Band ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น ราคาเกาะเส้นบนต่อเนื่องหลายแท่ง
ช่วงแนวโน้มขาขึ้นที่ราคาเกาะเส้นบนต่อเนื่อง — ภาพนี้คือหลักฐานตรง ๆ ว่าการแตะเส้นบนไม่ได้แปลว่าแพงจนต้องขาย (ภาพชุดเดิมของบทความนี้)

Bollinger Band คืออะไร (คำตอบสั้น ๆ ก่อน)

Bollinger Band คือกรอบที่ประกอบด้วยเส้นสามเส้น ซึ่งคำนวณจากราคาปิดของแท่งที่ผ่านมาเท่านั้น ไม่มีข้อมูลอื่นเข้ามาเกี่ยวเลย:

  • เส้นกลาง (Middle Band) = ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่ายของราคาปิด 20 แท่ง (SMA 20)
  • เส้นบน (Upper Band) = เส้นกลาง + (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20 แท่ง × 2)
  • เส้นล่าง (Lower Band) = เส้นกลาง (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20 แท่ง × 2)
เส้นกลางบอกว่า ราคา "เฉลี่ย" อยู่ตรงไหน · ความกว้างของกรอบบอกว่า ราคา "เหวี่ยง" แรงแค่ไหน — สองอย่างนี้เป็นข้อมูลคนละชนิด และ Bollinger Band แสดงพร้อมกันในภาพเดียว ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและกับดักของมัน

คำนวณให้ดูทีละขั้น — จากราคาปิด 20 ตัว ได้ตัวเลขจริง

ก่อนอื่นดูวิธีหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานด้วยตัวเลขแค่ 5 ตัวก่อน จะได้เห็นว่ามันไม่มีอะไรลึกลับ ทุกขั้นเป็นเลขคณิตล้วน:

ราคาปิดค่าเฉลี่ยส่วนต่างจากค่าเฉลี่ยยกกำลังสอง
1.08501.08600−10.0 pip100
1.08600.0 pip0
1.0840−20.0 pip400
1.0870+10.0 pip100
1.0880+20.0 pip400
ผลรวมของกำลังสอง1,000
หารด้วยจำนวนข้อมูล (5) → ได้ความแปรปรวน200
ถอดรากที่สอง → ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน14.14 pip

ทีนี้ใช้วิธีเดียวกันกับราคาปิด 20 แท่งจริง ๆ (สมมติเป็นคู่ EURUSD ที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้น):

แท่งที่ 1–5แท่งที่ 6–10แท่งที่ 11–15แท่งที่ 16–20
1.08201.08381.08621.0885
1.08251.08511.08751.0898
1.08181.08601.08681.0910
1.08301.08551.08801.0905
1.08421.08471.08921.0920
ค่าที่คำนวณได้ผลลัพธ์ที่มา
เส้นกลาง (SMA 20)1.08640เอาราคาปิดทั้ง 20 ตัวบวกกันแล้วหารด้วย 20
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน0.00301 (30.1 pip)ทำแบบตารางข้างบนกับข้อมูล 20 ตัว
เส้นบน1.092431.08640 + (0.00301 × 2)
เส้นล่าง1.080381.08640 − (0.00301 × 2)
ความกว้างของกรอบ120.5 pipเส้นบน − เส้นล่าง = 4 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมอ
ราคาปิดล่าสุด1.09200อยู่ในกรอบ แต่ชิดเส้นบนมาก
🔑 บรรทัดที่คุ้มที่สุดในตารางนี้คือบรรทัดความกว้าง — เส้นบนลบเส้นล่างเท่ากับ 4 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมอ ไม่ว่าจะในตลาดแบบไหน แปลว่าเวลาเห็น "กรอบกว้างขึ้น" มันคือคำแถลงเรื่องเดียวคือราคาเหวี่ยงแรงขึ้นในช่วง 20 แท่งที่ผ่านมา ไม่ได้แปลว่าจะเกิดอะไรต่อ

🔑 ตามนิยามของมันเอง ราคาต้องหลุดออกนอกกรอบเป็นประจำ

นี่คือส่วนที่บทความ Bollinger Band ภาษาไทยส่วนใหญ่ไม่เขียน และเป็นเหตุผลว่าทำไม "ราคาทะลุเส้นบน = สัญญาณขาย" จึงเป็นการอ่านผิดตั้งแต่ระดับนิยาม

ถ้าข้อมูลกระจายแบบปกติ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 เท่าครอบคลุมข้อมูลประมาณ 95.4% แปลว่าอีก 4.6% อยู่นอกกรอบโดยที่ไม่มีอะไรผิดปกติเลย — มันคือสิ่งที่เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาให้เกิด

ตั้งกี่ SDคาดว่าอยู่ในกรอบคาดว่าอยู่นอกกรอบเท่ากับกี่แท่งต่อ 100 แท่งบนกราฟ M15 เจอประมาณทุก ๆ
1.068.3%31.7%31.7 แท่ง47 นาที
1.586.6%13.4%13.4 แท่ง1 ชั่วโมง 52 นาที
2.0 (ค่ามาตรฐาน)95.4%4.6%4.6 แท่ง5 ชั่วโมง 30 นาที
2.598.8%1.2%1.2 แท่ง20 ชั่วโมง 8 นาที
3.099.7%0.3%0.3 แท่ง3 วัน 20 ชั่วโมง
⚠️
ตารางนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาแจกแจงแบบปกติ ซึ่งไม่จริง — ราคาในตลาดจริงมี "หางอ้วน" กว่าการแจกแจงปกติ แปลว่าเหตุการณ์สุดขั้วเกิดบ่อยกว่าตัวเลขในตารางนี้ ไม่ใช่น้อยกว่า ตารางนี้จึงเป็นขอบล่างของความถี่ ไม่ใช่ค่าที่วัดได้ และตัวเลข "เจอทุก ๆ กี่ชั่วโมง" ก็สมมติว่าแท่งแต่ละแท่งเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งก็ไม่จริงอีกเช่นกัน (แท่งที่หลุดกรอบมักมาติดกันเป็นกลุ่ม)
สัดส่วนแท่งที่คาดว่าอยู่นอกกรอบ ตามจำนวน SD ที่เลือก 1.0 SD 31.7% 1.5 SD 13.4% 2.0 SD 4.6% 2.5 SD 1.2% 3.0 SD 0.3% แถบทึบ = ส่วนที่อยู่ในกรอบ · ตัวเลขส้มด้านขวา = ส่วนที่อยู่นอกกรอบ ซึ่ง "ต้อง" เกิดตามนิยาม
ยิ่งตั้ง SD สูง ยิ่งเจอการหลุดกรอบน้อยลง — แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือกรอบกว้างขึ้น ซึ่งแปลว่าถ้าใช้ขอบกรอบเป็นจุดวาง Stop Loss ระยะเสี่ยงต่อไม้ก็กว้างขึ้นตามไปด้วย

"ราคาแตะเส้นบน" ไม่ได้แปลว่าแพง — และนี่คือจุดที่กลยุทธ์เด้งกรอบเจ็บที่สุด

ในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน ราคาสามารถไต่ไปตามเส้นบนได้ยาว ๆ โดยที่ปิดชิดขอบทุกแท่ง (ภาษาอังกฤษเรียกอาการนี้ว่า walking the band) และเหตุผลเชิงกลไกก็ตรงไปตรงมา: เมื่อราคาเดินไปทางเดียวต่อเนื่อง เส้นกลางก็เดินตาม ทำให้ขอบกรอบเลื่อนตามไปด้วยทุกแท่ง

คนที่ขายเพราะ "ราคาแตะเส้นบน" กำลังขายทุกครั้งที่ตลาดยืนยันว่ามันกำลังขึ้น — สัญญาณจะถี่ที่สุดพอดีในช่วงที่มันผิดที่สุด
ซ้าย: ตลาดไร้ทิศทาง ราคาเด้งในกรอบ ขวา: มีแนวโน้ม ราคาไต่ไปตามเส้นบน จุดแดง = แตะเส้นบน · ที่นี่ราคากลับลงจริง จุดแดงสี่จุดคือ "สัญญาณขาย" สี่ครั้งติด ในช่วงที่ราคาขึ้นตลอด — รูปทรงสัญญาณเหมือนกันเป๊ะกับฝั่งซ้าย
ทั้งสองฝั่งเกิด "ราคาแตะเส้นบน" เหมือนกัน แต่บริบทต่างกันคนละเรื่อง — และตัวอินดิเคเตอร์เองแยกสองสถานการณ์นี้ไม่ได้ เพราะมันคำนวณจากราคาปิดชุดเดียวกันทั้งคู่

Bandwidth และ %b — แปลง "ดูด้วยตา" ให้เป็นตัวเลข

สองค่านี้คือส่วนขยายที่ผู้คิดเครื่องมือนิยามไว้เอง และมีข้อดีคือเปลี่ยนคำว่า "กรอบแคบ" กับ "ราคาชิดขอบ" ให้เป็นตัวเลขที่เทียบข้ามช่วงเวลาได้

ค่าสูตรบอกอะไร
Bandwidth(เส้นบน − เส้นล่าง) ÷ เส้นกลาง × 100กรอบกว้างกี่เปอร์เซ็นต์ของราคา — ใช้เทียบข้ามคู่เงินและข้ามช่วงเวลาได้ เพราะตัดหน่วยราคาออกไปแล้ว
%b(ราคา − เส้นล่าง) ÷ (เส้นบน − เส้นล่าง)ราคาอยู่ตำแหน่งไหนในกรอบ — 0 คือชิดเส้นล่างพอดี, 1 คือชิดเส้นบนพอดี, เกิน 1 คือหลุดกรอบขึ้น
สถานการณ์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความกว้างกรอบBandwidth
ตลาดนิ่ง ช่วงกลางคืนเวลาไทย12 pip48 pip0.442%
ช่วงตลาดลอนดอนเปิดตามปกติ30 pip120 pip1.105%
หลังตัวเลขเศรษฐกิจแรง ๆ ออก75 pip300 pip2.761%
ราคา%bอ่านว่า
1.080380.00ชิดเส้นล่างพอดี
1.083400.25อยู่ในครึ่งล่างของกรอบ
1.086400.50อยู่บนเส้นกลางพอดี
1.089400.75อยู่ในครึ่งบนของกรอบ
1.092431.00ชิดเส้นบนพอดี
1.094001.13หลุดออกนอกกรอบด้านบน
ประโยชน์ที่ตรงที่สุดของ Bandwidth คือใช้เป็นเงื่อนไข "ตอนนี้เหมาะกับแผนไหน" — ค่าต่ำมากแปลว่า 20 แท่งที่ผ่านมาราคาแทบไม่ไปไหน ซึ่งกระทบเรื่องที่วัดได้ตรง ๆ อย่างหนึ่งคือระยะทางที่มีให้ทำกำไรก่อนชนขอบกรอบ ⚠️ แต่มันไม่ได้บอกว่าต่อไปกรอบจะกว้างขึ้นเมื่อไรหรือไปทางไหน ความเชื่อที่ว่า "กรอบแคบแล้วต้องระเบิดแรง" เป็นคนละคำแถลงกับสิ่งที่ตัวเลขนี้วัด และหน้านี้ไม่ได้อ้างข้อนั้น

RSI เข้ามาช่วยอะไรได้จริง และช่วยอะไรไม่ได้

RSI (Relative Strength Index) วัดสัดส่วนระหว่างขนาดการขึ้นกับขนาดการลงในช่วง 14 แท่งที่ผ่านมา แล้วบีบให้เป็นตัวเลข 0–100 — จุดที่ต้องรู้ก่อนเอาไปใช้คู่กับ Bollinger Band คือ 🔑 ทั้งสองตัวคำนวณจากราคาปิดชุดเดียวกันเป๊ะ

🔁
อินดิเคเตอร์สองตัวที่กินอินพุตเดียวกัน ไม่ใช่ "การยืนยันจากสองแหล่ง" — RSI กับ Bollinger Band ต่างก็อ่านราคาปิดชุดเดียวกัน แค่แปลงคนละสูตร ดังนั้นเวลามันเห็นตรงกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิธีคำนวณสองแบบให้ผลสอดคล้องกันจากข้อมูลก้อนเดิม ไม่ใช่ข้อมูลใหม่เข้ามาเพิ่ม การรู้ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้คู่กัน แต่แปลว่าอย่านับความมั่นใจซ้ำสองรอบ
ราคาเทียบกรอบRSIคำอธิบายแบบที่มักได้ยินสิ่งที่ตัวเลขบอกได้จริง
หลุดเส้นบน (%b > 1)สูงกว่า 70"แพงมาก ต้องกลับตัวแล้ว"แรงฝั่งซื้อครองอยู่ และราคาอยู่ปลายกรอบ — ในแนวโน้มขาขึ้น สภาพนี้ต่อเนื่องได้หลายสิบแท่ง
หลุดเส้นบน (%b > 1)ต่ำกว่า 50แทบไม่มีใครพูดถึงกรณีนี้🔑 ราคาหลุดกรอบทั้งที่แรงไม่ได้มาก = กรอบแคบผิดปกติ มากกว่าจะเป็นเรื่องแรง ให้ไปดู Bandwidth ก่อน
หลุดเส้นล่าง (%b < 0)ต่ำกว่า 30"ถูกมาก ต้องเด้งแล้ว"กลับด้านกับแถวแรกทุกประการ รวมทั้งข้อที่ว่ามันอยู่ในสภาพนี้ต่อเนื่องได้ยาว
อยู่กลางกรอบ (%b ≈ 0.5)ประมาณ 50"ไม่มีสัญญาณ"อันนี้ตรงที่สุดในสี่แถว — ทั้งสองเครื่องมือกำลังบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ

สิ่งที่ RSI ทำได้จริงและ Bollinger Band ทำไม่ได้ คือแยก "ราคาชิดขอบเพราะเหวี่ยงเฉย ๆ" ออกจาก "ราคาชิดขอบเพราะมีแรงผลักต่อเนื่อง" เพราะ RSI ดูขนาดของการขึ้นเทียบกับการลง ในขณะที่ %b ดูแค่ตำแหน่ง

ถ้าต้องการเจาะเรื่อง RSI โดยเฉพาะ อ่านต่อได้ที่ Overbought / Oversold คืออะไร และถ้าสนใจการอ่านสัญญาณขัดแย้งระหว่างราคากับอินดิเคเตอร์ ดู Divergence คืออะไร · Stochastic Divergence และวิธีตั้งค่าบน MT4


🔑 ต้นทุนของกลยุทธ์ "เด้งในกรอบ" — ตัวเลขที่ต้องดูก่อนตัดสินใจว่าจะใช้ไทม์เฟรมไหน

กลยุทธ์ที่ใช้ Bollinger Band มากที่สุดคือการเข้าที่ขอบกรอบแล้วออกที่เส้นกลาง ซึ่งโดยธรรมชาติของมันคือเป้าหมายสั้น และเป้าหมายสั้นมีผลกระทบทางเลขคณิตอย่างหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: ต้นทุนสเปรดกินสัดส่วนของแผนใหญ่ขึ้น

แผนTPSLสเปรดต้องถูกทางกี่ % จึงเสมอตัวถ้าไม่มีต้นทุนจะเป็นส่วนที่เพิ่ม
เด้งในกรอบบน M56 pip6 pip1.5 pip62.50%50.00%+12.50 จุดเปอร์เซ็นต์
เด้งในกรอบบน M1512 pip12 pip1.5 pip56.25%50.00%+6.25 จุดเปอร์เซ็นต์
ตามแนวโน้มบน H160 pip30 pip1.5 pip35.00%33.33%+1.67 จุดเปอร์เซ็นต์
เด้งในกรอบทองคำ150 จุด150 จุด30 จุด60.00%50.00%+10.00 จุดเปอร์เซ็นต์
62.5%
ต้องถูกทางเท่านี้บน M5 เพียงเพื่อเสมอตัว
+12.5
จุดเปอร์เซ็นต์ที่สเปรดเพิ่มให้ในแผนนั้น
×7.5
ภาระต้นทุนของแผน M5 เทียบกับแผน H1
สูตรที่ใช้ ตรวจตามได้ — เปอร์เซ็นต์ที่ต้องถูกทางเพื่อเสมอตัว = (SL + สเปรด) ÷ (TP + SL) และส่วนที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุน = สเปรด ÷ (TP + SL) พอดี · ตัวเลข ×7.5 ในกล่องข้างบนมาจาก 12.50 ÷ 1.67 ซึ่งเท่ากับอัตราส่วนของ (TP+SL) ระหว่างสองแผนพอดี (90 ÷ 12 = 7.5) 🔑 แปลว่าภาระต้นทุนขึ้นกับความกว้างของแผนอย่างเดียว ไม่ได้ขึ้นกับว่าใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหน

อ่านวิธีคิดต้นทุนต่อไม้แบบละเอียดที่ ค่า spread คืออะไร คิดเป็นเงินจริงเท่าไร และวิธีแปลงระยะ SL เป็นขนาดล็อตที่ การคำนวณขนาดล็อต


ตั้งค่าเท่าไรดี — และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเปลี่ยนค่า

ค่า Periodผลต่อเส้นกลางผลต่อความกว้างกรอบผลที่วัดได้
10เกาะราคาแน่นขึ้น เลี้ยวตามเร็วมักแคบลง เพราะวัดความเหวี่ยงจากหน้าต่างที่สั้นกว่าราคาแตะขอบบ่อยขึ้นมาก — สัญญาณเยอะขึ้นโดยที่ไม่ได้แม่นขึ้น
20 (ค่ามาตรฐาน)สมดุลระหว่างไวกับนิ่งอ้างอิงความเหวี่ยงของ 20 แท่งล่าสุดเป็นค่าที่คนส่วนใหญ่ใช้ จึงเป็นค่าที่ "คนอื่นเห็นเส้นเดียวกับเรา" มากที่สุด
50ช้า ไม่ค่อยตอบสนองการเหวี่ยงระยะสั้นมักกว้างขึ้นสัญญาณน้อยลงมาก และถ้าใช้ขอบกรอบวาง SL ระยะเสี่ยงต่อไม้จะกว้างขึ้นตาม
🔧
🔑 เปลี่ยน Period ทีเดียวเปลี่ยนสองอย่างพร้อมกัน — ทั้งตำแหน่งเส้นกลาง และความกว้างของกรอบ เพราะค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคำนวณจากหน้าต่างเดียวกันกับค่าเฉลี่ย ดังนั้นการ "ปรับให้ไวขึ้น" จึงไม่ใช่การหมุนปุ่มเดียว และการเทียบผลของค่าสองค่าต้องเทียบทั้งจำนวนสัญญาณและระยะ SL ที่ตามมา ไม่ใช่แค่ดูว่าเส้นสวยกว่าไหม
1

เปลี่ยนค่า SD ก่อนเปลี่ยน Period

ถ้ารู้สึกว่าสัญญาณเยอะเกินไป การขยับจาก 2.0 เป็น 2.5 กระทบแค่ความกว้างกรอบอย่างเดียว ในขณะที่การเปลี่ยน Period กระทบทั้งเส้นกลางและความกว้าง — ตัวแปรน้อยกว่าจึงตีความผลได้ชัดกว่า

2

เทียบด้วยจำนวนสัญญาณต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ด้วยสายตา

เปิดกราฟย้อนหลังหนึ่งเดือนแล้วนับว่าแต่ละค่าให้แท่งที่หลุดกรอบกี่แท่ง ตัวเลขนี้ใช้เวลานับสิบนาที และตอบคำถามได้ตรงกว่าการเลื่อนดูแล้วรู้สึกว่าอันไหนดูดี

3

จดระยะ SL ที่แต่ละค่าบังคับมาด้วย

ถ้าวาง SL ที่ขอบกรอบตรงข้าม ค่า SD ที่ต่างกันจะให้ระยะเสี่ยงต่อไม้ต่างกันหลายเท่า ซึ่งเปลี่ยนขนาดล็อตที่ใช้ได้ทั้งหมด — ตัวนี้กระทบเงินจริงมากกว่าจำนวนสัญญาณเสียอีก


เช็กลิสต์ 6 ข้อ ก่อนใช้ Bollinger Band ตัดสินใจ

  • ตอนนี้ตลาดมีแนวโน้มหรือไม่มี — เพราะสัญญาณรูปทรงเดียวกันเป๊ะให้ความหมายกลับด้านกันในสองสภาพนี้
  • Bandwidth ตอนนี้เท่าไร เทียบกับค่าเฉลี่ยของช่วงที่ผ่านมา — กรอบแคบผิดปกติทำให้ "หลุดกรอบ" เกิดง่ายโดยไม่ต้องมีแรงอะไรเลย
  • %b บอกว่าอยู่ตรงไหน — ใช้ตัวเลขแทนการกะด้วยตา เพราะเส้นสามเส้นที่ชิดกันบนจอเล็กแยกด้วยตายาก
  • ถ้าใช้ RSI ประกอบ รู้หรือยังว่ามันอ่านราคาปิดชุดเดียวกัน จึงไม่ใช่การยืนยันจากคนละแหล่ง
  • ระยะ SL ที่แผนนี้บังคับ คิดเป็นล็อตเท่าไรที่ความเสี่ยงต่อไม้ที่ตั้งไว้
  • ต้นทุนสเปรดคิดเป็นกี่จุดเปอร์เซ็นต์ของเกณฑ์เสมอตัว — ตามสูตร สเปรด ÷ (TP + SL)

สรุป — 4 ข้อที่ยืนยันได้ และ 1 ข้อที่หน้านี้ยืนยันไม่ได้

  • Bollinger Band คำนวณจากราคาปิดอย่างเดียว — เส้นกลางคือค่าเฉลี่ย 20 แท่ง ขอบคือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 เท่า และความกว้างของกรอบเท่ากับ 4 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมอ
  • การหลุดกรอบเป็นสิ่งที่นิยามของเครื่องมือกำหนดให้เกิด — ที่ 2 SD คาดว่าประมาณ 4.6 แท่งจากทุก 100 แท่งจะอยู่นอกกรอบ และของจริงมักบ่อยกว่านั้นเพราะราคาไม่ได้แจกแจงแบบปกติ
  • RSI กับ Bollinger Band อ่านข้อมูลก้อนเดียวกัน — การที่มันเห็นตรงกันไม่ใช่การยืนยันจากสองแหล่งอิสระ
  • ต้นทุนของแผนคำนวณได้ก่อนเข้าไม้แรก — แผน TP 6 / SL 6 ที่สเปรด 1.5 ต้องถูกทาง 62.5% เพียงเพื่อเสมอตัว ในขณะที่แผน TP 60 / SL 30 ต้องการแค่ 35.0% ทั้งที่ใช้เครื่องมือตัวเดียวกัน
🚫
ข้อที่ยืนยันไม่ได้ และหน้านี้ไม่ได้อ้าง — ไม่มีตรงไหนในหน้านี้บอกว่าการใช้ Bollinger Band คู่กับ RSI ให้อัตราชนะเท่าไร หรือดีกว่าการใช้เครื่องมืออื่น เพราะสิ่งนั้นต้องวัดจากข้อมูลจริงของคู่เงิน ไทม์เฟรม และนิยามความสำเร็จที่ผู้เทรดเลือกเอง ตัวเลขทุกตัวในหน้านี้มาจากนิยามของเครื่องมือและเลขคณิตล้วน ๆ ตรวจตามได้ทุกบรรทัด และชื่อบทความฉบับก่อนหน้าที่ใช้คำว่า "เข้าแม่น ๆ" ถูกถอดออก เพราะหน้านี้ไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่สนับสนุนคำนั้น

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง: Overbought / Oversold คืออะไร · Moving Average ตั้งค่าเท่าไหร่ดี · Divergence คืออะไร · Stochastic Divergence · ค่า spread คิดเป็นเงินจริงเท่าไร · Risk Reward Ratio คืออะไร · Multiple Time Frame คืออะไร

และถ้าอยากเทียบสิ่งที่อ่านในหน้านี้กับสัญญาณที่มีตัวเลขจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายกำกับทุกไม้ ดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ใช้แสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลัง และไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบด้วยบัญชีทดลองและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

Related stories