Elliott Wave คืออะไร — กฎ 3 ข้อ รูปแบบคลื่นครบทุกแบบ และราคาที่บอกว่า "การนับของคุณผิดแล้ว"

1 5 A C เส้นตายของการนับ = ยอด wave 1 123 45 ABC Elliott Wave คืออะไร กฎ 3 ข้อ และราคาที่บอกว่านับผิด โดย คนเล่น Forex RULES 3 ข้อ ที่เหลือคือคำว่า "มักจะ" STOP LOSS 91 เท่า กราฟใบเดียวกัน เปลี่ยนแค่ชื่อคลื่น ฉบับคำนวณจริง
การวิเคราะห์ทางเทคนิค · ทฤษฎีคลื่น

Elliott Wave คืออะไร — กฎ 3 ข้อที่ผิดไม่ได้ รูปแบบคลื่นครบทุกแบบพร้อมภาพ และวิธีแปลงการนับคลื่นให้กลายเป็นราคาจุดตัดขาดทุนที่วัดได้จริง

Elliott Wave (คลื่นเอลเลียต) คือวิธีอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาว่าเดินเป็นชุดของคลื่นซ้ำ ๆ กัน 2 ชนิด — คลื่นตามแนวโน้ม (Motive) ที่นับได้ 5 คลื่น คือ 1-2-3-4-5 และคลื่นสวนแนวโน้ม (Corrective) ที่นับได้ 3 คลื่น คือ A-B-C แล้วคลื่นแต่ละลูกยังแตกย่อยเป็นชุด 5-3 แบบเดิมได้อีกไม่รู้จบ ทฤษฎีนี้เสนอโดย Ralph Nelson Elliott ในหนังสือ The Wave Principle ปี 1938

แต่คำอธิบายข้างบนยังไม่ช่วยให้ใครเทรดได้ เพราะสิ่งที่คนค้นหาคำว่า "Elliott Wave" อยากรู้จริง ๆ มี 3 อย่าง: กฎมันมีอะไรบ้าง · รูปแบบคลื่นมีกี่แบบและหน้าตาเป็นอย่างไร · และ เอาไปตั้งไม้ยังไงถึงจะไม่เจ๊ง หน้านี้ตอบทั้งสามอย่าง โดยมีแกนกลางอยู่ที่ข้อสุดท้าย

Elliott Wave ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทางไหน — สิ่งเดียวที่มันบอกได้แบบผิดไม่ได้คือ "ที่ราคาเท่าไร การนับของคุณตายแล้ว" ซึ่งนั่นแปลว่ามันเป็นเครื่องมือกำหนดจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่เครื่องมือทำนาย

ประโยคข้างบนไม่ใช่ความเห็น แต่มาจากโครงสร้างของทฤษฎีเอง: Elliott Wave มี "กฎ" ที่ห้ามฝืนอยู่แค่ 3 ข้อ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็น Guideline ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "มักจะ" ซึ่งไม่มีทางผิดได้ กฎ 3 ข้อนั้นทุกข้อมีรูปเดียวกันคือ "ราคาต้องไม่เลยจุด X" — และ "จุด X" คือตัวเลขที่เอาไปวาง Stop Loss ได้ทันที ส่วน Guideline เอาไปวาง Stop Loss ไม่ได้เลยสักข้อ

3 ข้อ
กฎที่ผิดได้จริง ที่เหลือคือ "มักจะ"
91 เท่า
ช่วงระยะ SL ที่ต่างกัน บนกราฟใบเดียวกัน
0
จำนวนกฎที่บอกว่าราคาจะไปทางไหนต่อ
แผนภาพวงจรตลาดสมบูรณ์ของ Elliott Wave แสดงคลื่น Motive 1-2-3-4-5 และคลื่น Corrective A-B-C พร้อมคลื่นย่อยซ้อนกันหลายชั้น
วงจรเต็มหนึ่งรอบของ Elliott Wave: ขาขึ้น 5 คลื่น แล้วปรับฐาน 3 คลื่น — สังเกตว่าแต่ละคลื่นมีคลื่นเล็กซ้อนอยู่ข้างในอีกชั้น นั่นคือที่มาของปัญหาทั้งหมดในบทความนี้ (ภาพประกอบเดิมของโพสต์นี้ตั้งแต่ปี 2017)

Elliott Wave คืออะไร และ "คลื่น" ที่ว่านับจากอะไร

ทฤษฎีนี้แบ่งการเคลื่อนไหวของราคาออกเป็น 2 ชนิดเท่านั้น และทั้งสองชนิดนิยามด้วยทิศทางเทียบกับแนวโน้มของกรอบเวลานั้น ไม่ใช่ด้วยทิศขึ้นหรือลง

ชนิดของคลื่นจำนวนคลื่นย่อยความหมายข้อควรระวัง
Motive wave (คลื่นตามแนวโน้ม)5 คลื่น — 1-2-3-4-5เดินไปทางเดียวกับแนวโน้มของกรอบเวลาที่กำลังดูขาลงก็เป็น Motive wave ได้ ถ้าแนวโน้มใหญ่เป็นขาลง — Motive ไม่ได้แปลว่า "ขาขึ้น"
Corrective wave (คลื่นสวนแนวโน้ม)3 คลื่น — A-B-Cพยายามดันราคาสวนแนวโน้มที่มีอยู่โดยทั่วไปสั้นกว่า Motive เพราะฝืนแรงหลัก แต่ "โดยทั่วไป" ไม่ใช่กฎ

จุดที่ทำให้ทฤษฎีนี้ทั้งสวยและทั้งกวนใจคือ มันเป็นแฟร็กทัล (fractal) — คลื่นแต่ละลูกแตกเป็นคลื่นย่อยแบบเดิมได้อีกไม่จำกัดชั้น ผลที่ตามมาแบบตรงไปตรงมาคือ

  • คลื่น 2 และคลื่น 4 ที่อยู่ในชุด Motive นั้น ตัวมันเองคือ Corrective wave (แตกเป็น A-B-C)
  • คลื่น A และคลื่น C ที่อยู่ในชุด Corrective นั้น ตัวมันเองคือ Motive wave (แตกเป็น 1-2-3-4-5)
  • เพราะฉะนั้น คลื่นลูกเดียวกันจึงมีชื่อได้มากกว่าหนึ่งชื่อ ขึ้นกับว่ากำลังยืนดูจากชั้นไหน — และนั่นคือเรื่องที่จะคิดเป็นตัวเลขให้ดูในหัวข้อ "91 เท่า" ข้างล่าง
คำที่มักเข้าใจผิด: "นับคลื่นได้" ไม่ได้แปลว่า "นับได้แบบเดียว" ทฤษฎีอนุญาตให้มีการนับที่ถูกกฎพร้อมกันหลายแบบบนกราฟใบเดียวกันเสมอ นักวิเคราะห์ที่ทำงานกับ Elliott Wave จริงจึงพูดถึง "การนับหลัก" กับ "การนับสำรอง" ควบคู่กันตลอด ไม่ใช่คำตอบเดียว

กฎ 3 ข้อของ Elliott Wave — ส่วนเดียวของทฤษฎีที่ "ผิด" ได้จริง

ตำราหลัก (Elliott Wave Principle ของ Frost และ Prechter ซึ่งเป็นฉบับที่คนอ้างถึงมากที่สุด) แยกสิ่งที่พูดถึงคลื่นออกเป็นสองกอง: Rules ที่ฝืนไม่ได้ ถ้าฝืนเมื่อไรแปลว่านับผิด กับ Guidelines ที่เกิดบ่อยแต่ไม่เกิดก็ไม่ผิด กฎมีแค่ 3 ข้อ

  1. คลื่น 2 ต้องไม่ย่อลงเกิน 100% ของคลื่น 1 — พูดให้ตรงกว่านั้นคือ ราคาต้องไม่ลงไปต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ถ้าลงไปต่ำกว่านั้น สิ่งที่เรานับว่าเป็นคลื่น 1 ไม่ใช่คลื่น 1
  2. คลื่น 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุด ในบรรดาคลื่น 1, 3 และ 5 (ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าคลื่น 3 ต้องยาวที่สุด แค่ต้องไม่สั้นที่สุด)
  3. คลื่น 4 ต้องไม่ล้ำเข้าไปในเขตราคาของคลื่น 1 — ในขาขึ้นแปลว่าจุดต่ำสุดของคลื่น 4 ต้องไม่ต่ำกว่าจุดสูงสุดของคลื่น 1
⚠️
ข้อมูลที่เคยอยู่ในหน้านี้และแก้แล้ว: เนื้อหาเดิมของโพสต์นี้ (ซึ่งคัดต่อกันมาอีกทอด) เขียนข้อยกเว้นของกฎข้อ 3 ไว้ว่า "ยกเว้นได้ถ้าคลื่น 4 ทำ Triangle formation"อันนั้นไม่ถูก ข้อยกเว้นของกฎข้อ 3 ในตำราคือรูปแบบ Diagonal (คลื่นสามเหลี่ยมชนิดที่ตัวคลื่นหลักเป็นสามเหลี่ยมเอง ไม่ใช่คลื่น 4 ที่บังเอิญเป็นสามเหลี่ยม) ใน Diagonal คลื่น 4 ทับเขตคลื่น 1 เป็นเรื่องปกติและถือว่าถูกกฎ ดูภาพ Diagonal ข้างล่างจะเห็นเส้นทับกันชัด ๆ
แผนภาพ Diagonal ของ Elliott Wave ทั้งขาขึ้นและขาลง แสดงคลื่น 4 ที่ทับเข้าไปในเขตราคาของคลื่น 1
Diagonal — สังเกตว่าจุดต่ำของคลื่น 4 ล้ำลงไปต่ำกว่ายอดคลื่น 1 (ภาพซ้าย) ซึ่งถ้าเป็นคลื่นปกติจะผิดกฎข้อ 3 ทันที แต่ในรูปแบบนี้คือลักษณะประจำตัวของมัน มักพบที่คลื่น 5 หรือคลื่น C

ที่เหลือทั้งหมดคือ Guideline ซึ่งมีประโยชน์ในการคาดการณ์ แต่ไม่มีข้อไหนที่ผิดแล้วบอกได้ว่านับผิด ตารางข้างล่างแยกให้เห็นชัดว่าอะไรอยู่กองไหน — เพราะเวลาเทรดจริง มีแค่กองซ้ายเท่านั้นที่แปลงเป็นราคา Stop Loss ได้

ข้อความกองถ้าไม่เป็นตามนี้ แปลว่าอะไรตั้ง SL จากข้อนี้ได้ไหม
คลื่น 2 ไม่ย่อเกินจุดเริ่มคลื่น 1กฎนับผิดแน่นอน ต้องเลิกการนับชุดนี้ได้ — เป็นราคาเดียวชัดเจน
คลื่น 3 ไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดกฎนับผิดแน่นอนได้ — แต่รู้ผลหลังคลื่น 5 จบ จึงใช้ยืนยันย้อนหลังมากกว่า
คลื่น 4 ไม่ล้ำเขตคลื่น 1 (ยกเว้น Diagonal)กฎนับผิด หรือกำลังเป็น Diagonalได้ — เป็นราคาเดียวชัดเจน
คลื่น 3 มักยาวประมาณ 161.8% ของคลื่น 1Guidelineไม่ผิดอะไร แค่ไม่เป็นไปตามที่พบบ่อยไม่ได้ — ใช้ได้แค่เป็นเป้าหมาย
คลื่น 2 มักย่อ 50–61.8% ของคลื่น 1Guidelineไม่ผิดอะไร ย่อ 23.6% หรือ 90% ก็ยังถูกกฎไม่ได้
คลื่น 5 มักสูงกว่ายอดคลื่น 3Guidelineไม่ผิดอะไร กรณีไม่เกินเรียกว่า Truncated 5thไม่ได้
คลื่น 2 กับ 4 มักสลับรูปแบบกัน (Alternation)Guidelineไม่ผิดอะไรไม่ได้
🔑 อ่านตารางนี้ให้ได้ประโยชน์ที่สุด: ทุกครั้งที่เจอบทความหรือคลิปที่พูดว่า "คลื่น 3 ต้องยาว 1.618 เท่า" ให้แปลในใจว่า "มักจะ 1.618 เท่า" เพราะไม่มีกฎข้อไหนบังคับ และเมื่อมันไม่เป็นตามนั้น การนับก็ยังถูกอยู่ — ความสับสนระหว่างสองกองนี้คือสาเหตุหลักที่คนตั้ง SL ผิดตำแหน่ง

แปลงกฎ 3 ข้อให้เป็น "ราคาที่การนับตาย" — ตัวอย่างคิดตามได้ทีละบรรทัด

ตั้งตัวอย่างสมมติที่ตัวเลขกลม ๆ เพื่อให้คิดตามได้ทุกขั้น ใช้ EURUSD ทศนิยม 4 ตำแหน่ง (1 pip = 0.0001)

  • คลื่น 1 วิ่งจาก 1.05000 ขึ้นไป 1.10000 → ความยาวคลื่น 1 = 500 pip
  • ตอนนี้ราคากำลังย่อลง เรากำลังจะเรียกการย่อนี้ว่า คลื่น 2

กฎข้อ 1 บอกทันทีว่า ราคาต้องไม่หลุด 1.05000 ถ้าหลุด แปลว่าสิ่งที่เรานับว่าเป็นคลื่น 1 ไม่ใช่คลื่น 1 — นั่นคือ Stop Loss ที่ทฤษฎีมอบให้ ไม่ใช่ตัวเลขที่เราคิดเอง ทีนี้มาดูว่าถ้าเข้าไม้ที่ระดับย่อต่าง ๆ จะได้อะไร โดยตั้งเป้าคลื่น 3 ไว้ที่ 161.8% ของคลื่น 1 นับจากก้นคลื่น 2 (ซึ่งเป็น Guideline ที่พบบ่อยที่สุด)

คลื่น 2 ย่อลึกกี่ %ราคาเข้าระยะถึงจุดที่การนับตาย (1.05000)เป้าคลื่น 3 (1.618 × คลื่น 1)ระยะกำไรR:Rต้องถูกทางกี่ % ถึงเสมอตัว
23.6%1.08820382 pip1.16910809 pip1 : 2.1232.1%
38.2%1.08090309 pip1.16180809 pip1 : 2.6227.6%
50.0%1.07500250 pip1.15590809 pip1 : 3.2423.6%
61.8%1.06910191 pip1.15000809 pip1 : 4.2419.1%
78.6%1.06070107 pip1.14160809 pip1 : 7.5611.7%
100%1.050000 pipการนับตายตรงนี้พอดี

ตารางนี้มีโครงสร้างที่คำนวณได้ล้วน ๆ ไม่ต้องใช้สถิติเลย: ระยะกำไรเป็น 809 pip เท่ากันทุกแถว เพราะเป้าวัดจากก้นคลื่น 2 ขึ้นไป 1.618 เท่าของคลื่น 1 เสมอ ส่วนระยะความเสี่ยงหดลงเรื่อย ๆ ตามความลึกของการย่อ สรุปเป็นสูตรเดียวได้ว่า

R:R ของการเข้าไม้ที่คลื่น 2 = 1.618 ÷ (1 − ระดับที่ย่อ) — ย่อ 61.8% ได้ 4.24 · ย่อ 78.6% ได้ 7.56
ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการทดสอบย้อนหลัง แต่มาจากนิยามของทฤษฎีตรง ๆ
⚠️
ห้ามอ่านตารางนี้ว่า "ย่อลึกดีกว่า" — R:R ที่ดีขึ้นมีราคาที่ต้องจ่ายและมันไม่ได้อยู่ในตาราง: ยิ่งราคาย่อลึกเข้าใกล้ 100% ช่องว่างระหว่าง "ยังถูกกฎ" กับ "ตายแล้ว" ยิ่งแคบลง ที่ระดับ 78.6% เหลือระยะแค่ 107 pip ก่อนการนับตาย ซึ่งแปลว่าถ้าเราลากจุดเริ่มคลื่น 1 พลาดไปแม้แต่นิดเดียว หรือมีไส้เทียนยาว ๆ โผล่มา ไม้นั้นจบทันที และที่สำคัญกว่านั้น: ไม่มีกฎข้อไหนห้ามการย่อ 95% การย่อลึกจึงเป็นได้ทั้ง "คลื่น 2 ที่ลึก" และ "สัญญาณว่าสิ่งที่นับว่าคลื่น 1 นั้นผิดตั้งแต่แรก" — สองอย่างนี้แยกกันไม่ออกจนกว่าจะรู้ผล
กฎข้อ 3: คลื่น 4 ห้ามล้ำเขตราคาของคลื่น 1 ยอดคลื่น 1 = เส้นตาย 123 45 ถ้าคลื่น 4 ลงมาถึงตรงนี้ = การนับตาย ถูกกฎ ช่องว่างระหว่างยอดคลื่น 3 กับเส้นตาย คือระยะที่คลื่น 4 ย่อได้ทั้งหมด — เกินจากนั้นไม่ใช่ "คลื่น 4 ที่ลึก" แต่คือ "นับผิด"
กฎข้อ 3 ให้เส้นราคาเส้นเดียวที่ตัดสินว่าการนับยังมีชีวิตอยู่ไหม — จุดสีเขียวคือคลื่น 4 ที่ยังถูกกฎ จุดสีแดงคือจุดที่การนับตายแล้ว

เพดานของคลื่น 4 คำนวณได้ และมันขึ้นกับว่าคลื่น 2 ย่อลึกแค่ไหน

ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติคลื่น 2 ย่อลงมา 61.8% จบที่ 1.06910 แล้วคลื่น 3 วิ่งขึ้นไปตามเป้า 161.8% จบที่ 1.15000 (ยาว 809 pip) ทีนี้กฎข้อ 3 บอกว่าคลื่น 4 ห้ามหลุด 1.10000 ซึ่งเป็นยอดคลื่น 1

ระยะที่คลื่น 4 ย่อได้ทั้งหมดจึงเท่ากับ 1.15000 − 1.10000 = 500 pip คิดเป็น 500 ÷ 809 = 61.8% ของคลื่น 3 — นั่นคือเพดาน ไม่ใช่ค่าที่พบบ่อย และสิ่งที่น่าสนใจคือเพดานนี้ไม่คงที่: มันขยับตามความลึกของคลื่น 2

คลื่น 2 ย่อลึกก้นคลื่น 2ยอดคลื่น 3 (1.618×)คลื่น 4 ย่อได้มากสุดกี่ % ของคลื่น 3อ่านว่าอย่างไร
23.6%1.088201.1691085.4%เหลือที่ให้คลื่น 4 เยอะ กฎแทบไม่บีบ
38.2%1.080901.1618076.4%ยังกว้าง
50.0%1.075001.1559069.1%เริ่มบีบ
61.8%1.069101.1500061.8%ระดับที่พบบ่อย เพดานเท่ากับความลึกพอดี
78.6%1.060701.1416051.4%คลื่น 4 ย่อเกินครึ่งนิดเดียวก็ตายแล้ว
🔑 ข้อสรุปที่ได้จากตารางนี้ (และหาไม่ได้จากบทความ Elliott Wave ทั่วไป): คลื่น 2 ที่ย่อลึก ทำให้คลื่น 4 มีที่ให้ย่อน้อยลง สองคลื่นนี้ผูกกันด้วยเลขคณิต ไม่ใช่ด้วยจิตวิทยาตลาด ถ้าเราเห็นคลื่น 2 ย่อลึกถึง 78.6% ให้รู้ล่วงหน้าเลยว่าไม้ที่จะเข้าที่คลื่น 4 ต่อไปจะมีที่ยืนแคบมาก และ Stop Loss จะต้องแคบตามไปด้วย

เข้าคลื่น 3 กับเข้าคลื่น 5 อันไหนคุ้มกว่า — คิดด้วยกฎชุดเดียวกัน

คนส่วนใหญ่ที่ใช้ Elliott Wave เข้าไม้อยู่ 2 จังหวะ: รอคลื่น 2 จบแล้วขึ้นคลื่น 3 กับรอคลื่น 4 จบแล้วขึ้นคลื่น 5 ทั้งสองจังหวะมี Stop Loss ที่ทฤษฎีกำหนดให้ชัดเจน จึงเทียบกันตรง ๆ ได้

รายการเข้าที่คลื่น 2 เพื่อกินคลื่น 3เข้าที่คลื่น 4 เพื่อกินคลื่น 5
ราคาเข้า (ย่อตามระดับที่พบบ่อยของคลื่นนั้น)1.06910 (ย่อ 61.8% ของคลื่น 1)1.11910 (ย่อ 38.2% ของคลื่น 3)
ราคาที่การนับตาย (กฎที่ใช้)1.05000 — กฎข้อ 11.10000 — กฎข้อ 3
ระยะความเสี่ยง191 pip191 pip
เป้าหมายตาม Guidelineคลื่น 3 = 1.618 × คลื่น 1 → 1.15000คลื่น 5 = ความยาวคลื่น 1 → 1.16910
ระยะกำไร809 pip500 pip
R:R1 : 4.241 : 2.62
ต้องถูกทางกี่ % ถึงเสมอตัว19.1%27.6%
ความเสี่ยงเฉพาะตัวของจังหวะนี้คลื่น 3 อาจไม่ยาว 1.618 เท่า (เป็นแค่ Guideline)Truncated 5th — คลื่น 5 อาจไม่ขึ้นเลยยอดคลื่น 3 ด้วยซ้ำ เป้าจึงอาจไม่มีวันมาถึง

ระยะความเสี่ยงเท่ากันเป๊ะที่ 191 pip แต่ระยะกำไรต่างกัน 309 pip นั่นทำให้ ไม้คลื่น 5 ต้องถูกทางมากกว่าไม้คลื่น 3 อยู่ 8.5 จุดเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เสมอตัวเท่ากัน — ทั้งที่ใช้กฎชุดเดียวกันและกราฟใบเดียวกัน นี่ไม่ใช่ความเห็นว่าจังหวะไหน "ดีกว่า" แต่เป็นผลของเลขคณิตล้วน ๆ ที่ต้องรู้ก่อนเลือก

แผนภาพ Truncated 5th ของ Elliott Wave แสดงคลื่น 5 ที่ไม่สามารถขึ้นเกินยอดคลื่น 3 ได้
Truncated 5th — คลื่น 5 จบโดยไม่เลยยอดคลื่น 3 (เส้นประ) ถูกกฎทุกข้อ แต่คนที่เข้าไม้ที่คลื่น 4 โดยตั้งเป้าไว้เหนือยอดคลื่น 3 จะไม่ได้เป้านั้นเลย นี่คือความเสี่ยงที่ไม้คลื่น 5 มีแต่ไม้คลื่น 3 ไม่มี

เรื่อง R:R กับอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ในแต่ละอัตราส่วน มีตารางเต็มอยู่ในบทความ Risk Reward Ratio (R:R) คืออะไร ซึ่งใช้ร่วมกับหน้านี้ได้ตรง ๆ


กราฟใบเดียวกัน เปลี่ยนแค่ชื่อคลื่น แล้ว Stop Loss ต่างกัน 91 เท่า

นี่คือปัญหาที่แท้จริงของ Elliott Wave และเป็นเหตุผลที่มันถูกวิจารณ์ว่า "อธิบายอดีตได้เสมอ" เพราะโครงสร้างแฟร็กทัลอนุญาตให้การย่อลูกเดียวกันมีได้หลายชื่อพร้อมกัน และชื่อที่เราเลือกคือสิ่งที่กำหนดขนาด Stop Loss ไม่ใช่กราฟ

สมมติสถานการณ์เดียว: ราคาวิ่งขึ้นจาก 1.05000 ไป 1.10000 แล้วย่อลงมาอยู่ที่ 1.07100 ตอนนี้ ทุกชื่อในตารางข้างล่างนี้ถูกกฎทั้งหมด ไม่มีอันไหนผิด

เรียกการย่อนี้ว่ากฎที่บังคับราคาที่การนับตายระยะ SL จากราคาปัจจุบัน 1.07100
คลื่น 4 ของโครงสร้าง 1-2-3 ที่ซ่อนอยู่ข้างใน (ยอดคลื่น 1 ย่อยอยู่ที่ 1.07000)ข้อ 31.0700010 pip
คลื่น 2 ของคลื่น 1 ที่เพิ่งจบข้อ 11.05000210 pip
คลื่น 2 ของ degree ที่ใหญ่กว่า (คลื่น 1 ใหญ่เริ่มที่ 0.98000)ข้อ 10.98000910 pip
คลื่น B ของการปรับฐาน A-B-Cไม่มีกฎข้อไหนกำหนดราคาให้ไม่มีทฤษฎีไม่ได้ให้มา
ระยะ Stop Loss ที่ได้จากกราฟใบเดียวกันอยู่ระหว่าง 10 ถึง 910 pip = ต่างกัน 91 เท่า — และมีหนึ่งชื่อที่ทฤษฎีไม่ได้ให้ราคาตายมาด้วยซ้ำ
⚠️
ชื่อที่ผิดไม่ได้เลย คือชื่อที่ใช้ไม่ได้ — สังเกตแถวสุดท้าย: การเรียกว่า "คลื่น B" แทบไม่มีทางถูกพิสูจน์ว่าผิด เพราะคลื่น B ไม่มีข้อจำกัดราคาแบบคลื่น 2 หรือคลื่น 4 ฟังดูเหมือนปลอดภัย แต่ในทางเทรดมันแย่ที่สุด เพราะไม่มีราคาไหนบอกให้เราออก ทุกครั้งที่การนับของเราหลบไปอยู่ในชื่อที่ผิดไม่ได้ แปลว่าเราเพิ่งทิ้งประโยชน์ข้อเดียวที่ทฤษฎีนี้ให้ได้
ราคาชุดเดียวกัน · ชื่อคลื่น 4 แบบ · SL 4 ขนาด เรียกว่า "คลื่น 4" → ตายที่ 1.07000 → SL 10 pip เรียกว่า "คลื่น 2" → ตายที่ 1.05000 → SL 210 pip เรียกว่า "คลื่น 2 ของ degree ใหญ่" → ตายที่ 0.98000 → SL 910 pip เรียกว่า "คลื่น B" → ทฤษฎีไม่ได้ให้ราคาตายมาเลย → ไม่มี SL 1.10000 ตอนนี้ 1.07100 1.07000 1.05000 0.98000 ทั้งสี่ชื่อถูกกฎทั้งหมด — กราฟไม่ได้เลือกให้ เราเป็นคนเลือก และการเลือกนั้นคือขนาดความเสี่ยง แผนภาพประกอบ ไม่ได้วาดตามมาตราส่วนราคาจริง — ระยะจริงอ่านจากตัวเลข pip ที่กำกับไว้
แท่งความเสี่ยงยืดหดตามชื่อที่เราเลือกเรียก ไม่ใช่ตามราคา — นี่คือเหตุผลที่ต้องเขียนการนับลงกระดาษพร้อมราคาที่การนับตาย ก่อนกดออเดอร์เสมอ
ท่าที่ใช้ได้จริงจากเรื่องนี้: ก่อนเข้าไม้ ให้เขียน 3 บรรทัดนี้ก่อน — (1) ฉันกำลังเรียกการย่อนี้ว่าคลื่นอะไร (2) กฎข้อไหนคุ้มมันอยู่ (3) ราคาที่การนับตายคือเท่าไร ถ้าตอบข้อ 3 ไม่ได้เป็นตัวเลข แปลว่ายังไม่ได้นับ แค่กำลังเดา ใครที่จดบันทึกอยู่แล้วให้เพิ่ม 3 บรรทัดนี้ลงในฟอร์ม (ดู Trading Journal คืออะไร)

รูปแบบคลื่นฝั่ง Motive — 4 แบบที่ต้องแยกออก

คลื่นตามแนวโน้มไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว ตำราแยกไว้ 4 แบบ และการแยกออกมีผลจริงเพราะสองแบบในสี่แบบนี้ทำให้กฎที่เราใช้ตั้ง SL เปลี่ยนไป

1

Impulse — คลื่นปกติ

รูปแบบมาตรฐาน 5 คลื่น ครบกฎทั้ง 3 ข้อ พบได้ทั้งขาขึ้นและขาลง เป็นคลื่นที่ตำแหน่ง 1, 3, 5, A หรือ C

2

Extension — คลื่นยืดตัว

คลื่นย่อยลูกใดลูกหนึ่ง (มักเป็นคลื่น 3) ยืดออกจนแตกเป็น 5 คลื่นย่อยชัดเจน ทำให้ทั้งชุดนับได้ 9, 13 หรือ 17 คลื่น แทนที่จะเป็น 5 — นี่คือสาเหตุที่คนนับคลื่นไม่ตรงกันบ่อยที่สุด

3

Diagonal — สามเหลี่ยมเฉียง

คลื่นทั้งชุดบีบตัวอยู่ในกรอบสามเหลี่ยม มักพบที่คลื่น 5 หรือคลื่น C บางครั้งพบที่คลื่น 1 เป็นข้อยกเว้นเดียวของกฎข้อ 3 — คลื่น 4 ทับเขตคลื่น 1 ได้

4

Truncated 5th — คลื่น 5 ไม่ผ่านยอด

คลื่น 5 จบโดยไม่เลยยอดคลื่น 3 ถูกกฎทุกข้อ แต่ทำให้เป้าหมายของไม้ที่เข้าตอนคลื่น 4 ไม่มีวันมาถึง

แผนภาพ Impulse ของ Elliott Wave แสดงคลื่นตามแนวโน้ม 5 คลื่นทั้งขาขึ้นและขาลง
Impulse — คลื่น 5 ลูกตามแนวโน้ม ใช้ได้ทั้งสองทิศ ตำแหน่งที่พบคือคลื่น 1, 3, 5, A หรือ C
แผนภาพ Extension ของ Elliott Wave แสดงคลื่น 3 ที่ยืดตัวออกเป็นคลื่นย่อยห้าลูก ทำให้นับรวมได้เก้าคลื่น
Extension — คลื่น 3 ยืดออกเป็น 5 ลูกย่อย ทำให้ทั้งชุดนับได้ 9 คลื่นแทน 5 คลื่น ถ้าเราไม่ทันสังเกต จะเผลอนับคลื่นย่อยลูกที่ 3 เป็น "คลื่น 5" แล้วรอขายผิดจังหวะ
แผนภาพ Diagonal แบบที่สองของ Elliott Wave แสดงกรอบสามเหลี่ยมที่บีบตัวลง
Diagonal อีกลักษณะหนึ่ง — เมื่อราคาออกจากปลายสามเหลี่ยม ทิศทางมักสวนกับทิศของสามเหลี่ยมนั้น

รูปแบบคลื่นฝั่ง Corrective — 4 แบบ กับเกณฑ์ที่ตำราไม่ตรงกัน

ฝั่งคลื่นปรับฐานเป็นส่วนที่ยากกว่ามาก เพราะมีทั้งรูปแบบเยอะกว่าและเกณฑ์แยกที่ก้ำกึ่งกว่า สิ่งที่ควรรู้ตั้งแต่ต้นคือ เกณฑ์ % ที่ใช้แยก Zigzag ออกจาก Flat นั้นตำราแต่ละเล่มใช้ตัวเลขไม่ตรงกัน — บทความนี้จึงระบุโครงสร้างคลื่นย่อย (5-3-5 หรือ 3-3-5) เป็นตัวหลัก เพราะนั่นคือส่วนที่ตำราตรงกัน และระบุ % ไว้เป็นแนวเทียบเท่านั้น

รูปแบบโครงสร้างคลื่นย่อยลักษณะเด่นตำแหน่งที่พบ
Zigzag5-3-5คลื่น B ย่อกลับไปได้ไม่ลึก ทำให้ภาพรวมเป็นการปรับฐานที่ชันและตรงไปตรงมาคลื่น A, X หรือ 2 บางครั้งพบที่คลื่น 4
Flat3-3-5คลื่น B ย่อกลับไปเกือบถึงหรือถึงจุดเริ่มของคลื่น A ทำให้ภาพรวมออกด้านข้าง คลื่น C มักยาวใกล้เคียงคลื่น Aคลื่น B, 2 และ 4
Triangle3-3-3-3-3 (นับเป็น A-B-C-D-E)กรอบบีบแคบลงเรื่อย ๆ 5 ขา ไม่ใช่ 1-2-3-4-5คลื่น B, X หรือ 4 เท่านั้น
CombinationW-X-Y (หรือ W-X-Y-X-Z)เอารูปแบบข้างบนมาต่อกัน 2-3 ชุด คั่นด้วยคลื่น Xคลื่น 2, 4, A, B, X
⚠️
แก้ข้อมูลเดิมอีกจุด: เนื้อหาเดิมของหน้านี้เขียนเรื่อง Triangle ว่า "ประกอบด้วย 5 คลื่น คลื่น 4 ซ้อนต่ำกว่าปลายคลื่น 1" ซึ่งใช้ชื่อคลื่นผิดชุด — Triangle ในฝั่ง Corrective นับเป็น A-B-C-D-E ไม่ใช่ 1-2-3-4-5 การเรียกว่า "คลื่น 4" ในบริบทนี้ทำให้สับสนกับกฎข้อ 3 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันคนละที่
แผนภาพ Zigzag ของ Elliott Wave แสดงคลื่น A-B-C โครงสร้างห้า-สาม-ห้า ทั้งสองทิศทาง
Zigzag (5-3-5) — คลื่น A แตกเป็น 5 ลูก คลื่น B แตกเป็น 3 ลูก คลื่น C แตกเป็น 5 ลูก
แผนภาพ Zigzag แบบขยาย ของ Elliott Wave แสดงคลื่น A-B-C ในกรอบเฉียง
Zigzag อีกลักษณะหนึ่ง — กรอบขนานที่คลุมคลื่น A ถึง C ช่วยยืนยันว่าเป็นการปรับฐานชุดเดียวกัน
แผนภาพ Flat ของ Elliott Wave แสดงคลื่น B ที่ย่อกลับไปใกล้จุดเริ่มของคลื่น A
Flat (3-3-5) — คลื่น B ดันกลับไปเกือบถึงจุดเริ่มของคลื่น A ทำให้ทั้งชุดดูออกด้านข้าง จุดนี้คือเหตุผลที่คนมักเข้าใจผิดว่า "เทรนด์กลับแล้ว" ทั้งที่ยังอยู่ในการปรับฐาน
แผนภาพ Flat แบบผิดปกติ ของ Elliott Wave ที่คลื่น B เลยจุดเริ่มของคลื่น A
Flat แบบผิดปกติ (Expanded Flat) — คลื่น B เลยจุดเริ่มของคลื่น A ออกไป แล้วคลื่น C ก็เลยปลายคลื่น A เช่นกัน เป็นรูปแบบที่กวาด Stop Loss สองฝั่งได้ในชุดเดียว
แผนภาพ Triangle ของ Elliott Wave แบบบีบแคบ แสดงคลื่น A-B-C-D-E
Triangle แบบบีบแคบ (Contracting) — 5 ขา A-B-C-D-E พบได้เฉพาะที่คลื่น B, X หรือ 4 เท่านั้น ถ้านับแล้วเจอ Triangle ที่คลื่น 2 แปลว่าการนับน่าจะผิด
แผนภาพ Triangle แบบปลายกว้าง ของ Elliott Wave
Triangle แบบปลายกว้าง (Expanding) — กรอบถ่างออกแทนที่จะบีบเข้า พบน้อยกว่ามาก และเป็นรูปแบบที่ทำให้ SL ที่ตั้งตามกรอบโดนเก็บได้ง่าย
แผนภาพ Combination ของ Elliott Wave ที่ประกอบด้วย Zigzag ต่อ Flat ต่อ Triangle คั่นด้วยคลื่น X
Combination (W-X-Y) — เอา Zigzag ต่อด้วย Flat ต่อด้วย Triangle มาเรียงกัน คั่นด้วยคลื่น X นี่คือรูปแบบที่ทำให้การปรับฐานยาวนานเกินกว่าที่ใครคาด

Fibonacci กับ Elliott Wave — ตัวเลขไหนใช้ได้ ตัวเลขไหนเป็นแค่ "มักจะ"

สองเรื่องนี้มาคู่กันเสมอเพราะ Elliott สังเกตว่าจำนวนคลื่นในแต่ละชั้นตรงกับลำดับ Fibonacci (1, 3, 5, 8, 13, 21, …) แต่สิ่งที่เอาไปใช้จริงคืออัตราส่วน ไม่ใช่จำนวนคลื่น และต้องแยกให้ออกว่าอัตราส่วนนั้นทำหน้าที่อะไร

ระดับ Fibonacciราคาที่ได้ (คลื่น 1 = 1.05000 → 1.10000)ใช้ทำอะไรได้สถานะ
ย่อ 23.6%1.08820จุดเฝ้ารอเข้าไม้Guideline
ย่อ 38.2%1.08090จุดเฝ้ารอเข้าไม้ (ระดับที่พบบ่อยของคลื่น 4)Guideline
ย่อ 50.0%1.07500จุดเฝ้ารอเข้าไม้Guideline (และไม่ใช่เลข Fibonacci ด้วยซ้ำ)
ย่อ 61.8%1.06910จุดเฝ้ารอเข้าไม้ (ระดับที่พบบ่อยของคลื่น 2)Guideline
ย่อ 78.6%1.06070จุดเฝ้ารอเข้าไม้ระดับสุดท้ายGuideline
ย่อ 100%1.05000ราคาที่การนับตาย = Stop Lossกฎข้อ 1
ขยาย 161.8% (จากก้นคลื่น 2 ที่ 61.8%)1.15000เป้าหมายคลื่น 3 ที่พบบ่อยที่สุดGuideline
ขยาย 261.8%1.20000เป้าหมายคลื่น 3 กรณียืดตัว (Extension)Guideline

สังเกตว่าในตารางทั้งหมด มีบรรทัดเดียวที่เป็นกฎ คือระดับ 100% ที่แปลว่า Stop Loss ที่เหลือเป็นเป้าหมายและจุดเฝ้ารอทั้งหมด นี่คือวิธีอ่าน Fibonacci ที่ตรงกับสิ่งที่ทฤษฎีรับรองจริง วิธีลากเส้นและตารางคำนวณทุกระดับอยู่ในบทความ Fibonacci Retracement คืออะไร

🔎 ข้อสังเกตที่ตรงกับทฤษฎีดาว: กรอบการย่อ 1/3 ถึง 2/3 ของ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีคนละสำนักและเก่ากว่า คร่อมช่วง 38.2%–61.8% ของ Fibonacci พอดี สองสำนักนี้จึงชี้ไปที่โซนราคาชุดเดียวกัน — ซึ่งเป็นเหตุผลที่ระดับพวกนี้ถูกเฝ้าดูโดยคนจำนวนมากพร้อมกัน

นับคลื่นใน Time Frame เล็กคุ้มไหม — คิดเป็นตัวเลขให้ดู

Elliott Wave เป็นแฟร็กทัล ทฤษฎีจึงบอกว่า "นับได้ทุก Time Frame" ซึ่งจริงในเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ได้แปลว่าคุ้มเท่ากันทุก Time Frame เพราะ Stop Loss ที่ทฤษฎีให้มานั้นวัดเป็นสัดส่วนของความยาวคลื่น 1 พอคลื่น 1 สั้นลง SL ก็สั้นลงตาม แต่สเปรดไม่ได้สั้นลงตามไปด้วย

ตารางข้างล่างใช้เงื่อนไขเดียวกันทุกแถว: เข้าที่คลื่น 2 ย่อ 61.8% (ความเสี่ยง = 38.2% ของคลื่น 1) เป้าคลื่น 3 = 161.8% ของคลื่น 1 สเปรดสมมติ 1.5 pip

Time Frameคลื่น 1 ยาวประมาณระยะ SL ตามกฎสเปรดกินความเสี่ยงไปกี่ %R:R หลังหักสเปรดต้องถูกทางกี่ % ถึงเสมอตัว
M515 pip5.7 pip26.2%1 : 3.1524.1%
M1530 pip11.5 pip13.1%1 : 3.6321.6%
H180 pip30.6 pip4.9%1 : 3.9920.0%
H4200 pip76.4 pip2.0%1 : 4.1319.5%
D1500 pip191 pip0.8%1 : 4.1919.3%
แถวอ้างอิง: ถ้าไม่มีต้นทุนเลย ทุกแถวจะได้ R:R 1 : 4.24 และเสมอตัวที่ 19.1% เท่ากันหมด
โครงสร้างคลื่นเหมือนกันทุก Time Frame แต่ สเปรดกินความเสี่ยงใน M5 มากกว่าใน D1 ถึง 33 เท่า (26.2% เทียบกับ 0.8%) — ความต่างนี้ไม่ได้มาจากทฤษฎี แต่มาจากต้นทุนที่ทฤษฎีไม่ได้พูดถึงเลย

ตัวเลข 1.5 pip เป็นค่าสมมติเพื่อให้เห็นกลไก สเปรดจริงของแต่ละคู่และแต่ละช่วงเวลาต่างกันมาก และช่วงข่าวจะถ่างกว่าปกติหลายเท่า — รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความ สเปรดถ่าง คืออะไร ส่วนวิธีคำนวณขนาดล็อตให้ความเสี่ยงคงที่แม้ระยะ SL เปลี่ยนไปทุกไม้ อยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 — ซึ่งจำเป็นมากกับวิธีนี้ เพราะระยะ SL ของ Elliott Wave เปลี่ยนทุกไม้ตามความยาวคลื่น ไม่ใช่ค่าคงที่


คลื่นกับ RSI — สิ่งที่พูดได้ กับสิ่งที่พูดไม่ได้

คำแนะนำที่เจอบ่อยคือ "คลื่น 3 มักเกิดตอน RSI overbought" และ "คลื่น 5 มักมาพร้อม divergence" ข้อสังเกตพวกนี้มีเหตุผลรองรับในเชิงนิยาม: คลื่น 3 เป็นคลื่นที่แรงที่สุดบ่อยที่สุด และ RSI ที่สูงก็แปลว่าแรงขึ้นมากกว่าแรงลง ส่วน divergence ที่คลื่น 5 ก็คือการที่ราคาทำจุดสูงใหม่แต่โมเมนตัมไม่ทำตาม

⚠️
สิ่งที่หน้านี้ไม่ได้อ้าง: เนื้อหาเดิมของโพสต์นี้เขียนว่า "คลื่น 3 ส่วนใหญ่ 95% จะเป็นคลื่นที่คนเล่นเยอะที่สุด"ตัวเลข 95% นั้นถูกตัดออกแล้ว เพราะไม่มีการวัดใดรองรับ และหน้านี้ก็ไม่ได้วัดเอง ข้อสังเกตเรื่อง RSI ข้างบนใช้เป็นตัวช่วยยืนยันการนับ ได้ แต่ใช้เป็นเหตุผลในการเข้าไม้ไม่ได้ เพราะไม่มีกฎข้อไหนของ Elliott Wave ที่พูดถึง RSI เลยสักข้อ และ RSI สูงก็ไม่ได้แปลว่าราคาต้องลง (เหตุผลเชิงสูตรอยู่ในบทความ Overbought / Oversold คืออะไร)

เรื่อง divergence ที่ใช้ยืนยันปลายคลื่น 5 อ่านต่อได้ที่ Divergence และ Convergence คืออะไร และถ้าสนใจการใช้ RSI ร่วมกับการนับคลื่นโดยเฉพาะ บล็อกนี้มีหน้าแยกอยู่ที่ Elliott Wave กับ RSI


สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้บอก

เพื่อไม่ให้ตารางข้างบนถูกอ่านเกินกว่าที่มันบอกได้ ขอระบุให้ชัด

  • ไม่ได้บอกว่า Elliott Wave ทำให้ชนะบ่อยขึ้น — ทุกตารางในหน้านี้คำนวณจากนิยามของทฤษฎีล้วน ๆ ไม่มีการทดสอบย้อนหลังใด ๆ รองรับ
  • ไม่ได้บอกว่าย่อ 78.6% ดีกว่าย่อ 38.2% — R:R ที่สูงกว่ามาพร้อมช่องว่างที่แคบลงจนพลาดง่ายขึ้น ตารางบอกได้แค่ว่าอัตราส่วนคืออะไร ไม่ได้บอกว่าโอกาสถูกทางเป็นเท่าไร
  • ตัวเลข "ต้องถูกทางกี่ %" คือจุดเสมอตัว ไม่ใช่อัตราชนะที่ทำได้ — เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องผ่านเท่านั้น ยังไม่ได้รวมสวอปและค่าคอมมิชชั่น
  • ไม่ได้บอกว่าการนับแบบไหนถูก — หัวข้อ "91 เท่า" แสดงตรงกันข้าม คือทฤษฎีเปิดให้มีการนับที่ถูกกฎหลายแบบพร้อมกันเสมอ
  • ตัวเลขความยาวคลื่นในตาราง Time Frame เป็นค่าสมมติ เพื่อให้เห็นกลไกของสัดส่วนต้นทุน ไม่ใช่ค่าที่วัดจากตลาดจริง

คำถามที่พบบ่อย

Q

Elliott Wave ใช้กับ Forex ได้ไหม หรือใช้ได้แค่หุ้น

ใช้ได้ เพราะกฎทั้ง 3 ข้อพูดถึงแค่ราคา ไม่ได้พูดถึงชนิดสินทรัพย์ แต่ต้องระวังว่า Volume ใน MT4/MT5 เป็นจำนวน tick ของโบรกเกอร์รายเดียว ไม่ใช่ปริมาณซื้อขายจริงทั้งตลาด การยืนยันคลื่นด้วย Volume แบบที่ทำในตลาดหุ้นจึงทำแบบเดียวกันไม่ได้

Q

นับคลื่นผิดบ่อย ทำอย่างไรดี

เปลี่ยนคำถามจาก "ตอนนี้เราอยู่คลื่นไหน" เป็น "คลื่นนี้เป็นอะไรได้บ้าง และแต่ละอันตายที่ราคาเท่าไร" การนับที่ให้ราคาตายที่ใกล้ที่สุดคือการนับที่ทดสอบได้เร็วที่สุด

Q

มีอินดิเคเตอร์นับคลื่นอัตโนมัติไหม เชื่อได้แค่ไหน

มี และเกือบทั้งหมดทำงานด้วยการหาจุดสวิงแล้วใส่ป้ายตามกฎ ปัญหาคือมันเลือกการนับให้เราแบบเดียว ทั้งที่ตารางในหน้านี้แสดงว่ามีหลายแบบที่ถูกกฎพร้อมกัน และอินดิเคเตอร์กลุ่มนี้ส่วนมาก repaint คือย้อนกลับไปแก้ป้ายเก่าเมื่อมีข้อมูลใหม่ วิธีทดสอบ repaint อยู่ในบทความ อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน MT4

Q

คลื่น 2 ย่อลงมาถึง 99% ยังนับว่าถูกกฎไหม

ถูกกฎ กฎข้อ 1 ห้ามแค่ "เกิน 100%" เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติมันแปลว่า Stop Loss เหลือระยะแค่ 1% ของคลื่น 1 ซึ่งมักแคบกว่าสเปรดกับความผันผวนปกติของแท่งเดียว


สรุป — เอา Elliott Wave ไปใช้ให้ได้ประโยชน์จริง

  1. แยกกฎออกจาก Guideline ก่อนเสมอ กฎมี 3 ข้อ และทั้ง 3 ข้อแปลงเป็นราคาได้ ส่วน Guideline ทุกข้อขึ้นต้นด้วยคำว่า "มักจะ" และแปลงเป็นราคา Stop Loss ไม่ได้
  2. เขียนราคาที่การนับตายลงไปก่อนกดออเดอร์ ถ้าเขียนไม่ได้เป็นตัวเลข แปลว่ายังไม่ได้นับ
  3. รู้ว่าชื่อที่เราเลือกคือขนาดความเสี่ยง กราฟใบเดียวกันให้ SL ได้ตั้งแต่ 10 ถึง 910 pip
  4. ระวังชื่อที่ผิดไม่ได้ การนับที่ไม่มีราคาตาย (เช่นเรียกทุกอย่างว่าคลื่น B) คือการนับที่ใช้ไม่ได้
  5. เลือก Time Frame ให้ SL ตามกฎยังใหญ่พอเทียบกับต้นทุน ไม่ใช่เลือกเพราะนับสวย

ถ้าอยากอ่านทฤษฎีนี้แบบลงลึกเรื่องการนับหลายชั้นและตัวอย่างจากกราฟจริง บล็อกนี้มีอีกหน้าที่เขียนไว้ยาวกว่าที่ ทฤษฎี Elliott Wave ฉบับละเอียด ส่วนหน้านี้เน้นเฉพาะส่วนที่แปลงเป็นตัวเลขและจุดตัดขาดทุนได้

📈 ถ้าอยากเห็นโครงสร้างราคาแบบไม่ต้องนั่งนับเอง — เครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่ AlphaSignals ทำเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่ง คือชี้จุดสวิงและโซนราคาที่วัดได้ พร้อมระบุจำนวนครั้งที่นับได้จริงกำกับไว้ทุกตัวเลข แทนที่จะให้คำตอบเดียวโดยไม่บอกที่มา ลองดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติที่คำนวณจากนิยามของทฤษฎีเพื่อให้ผู้อ่านคิดตามได้ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังและไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบในบัญชีทดลองและประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนเสมอ

ความคิดเห็น

Related stories