Overbought คืออะไร Oversold คืออะไร — และทำไม RSI 70 ไม่ใช่สัญญาณขาย

โซน Overbought 70 50 30 โซน Oversold ค้างเหนือ 70 ได้ไม่จำกัด Overbought / Oversold คืออะไร ทำไมไม่ใช่สัญญาณขาย โดย คนเล่น Forex RSI 70 แปลว่า แรงขึ้น 2.33 เท่า ของแรงลง = นิยามของเทรนด์ RSI 14 บน H4 = 56 ชั่วโมง แต่บน M15 = 3 ชม. 30 นาที ตัวเลขตรวจตามได้
ความรู้อินดิเคเตอร์

Overbought และ Oversold คืออะไร — ตัวเลข 70 กับ 30 ของ RSI แปลว่าอะไรจริง ๆ และทำไมมันไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย

Overbought (ภาวะซื้อมากเกินไป) คือสภาวะที่อินดิเคเตอร์วัดได้ว่าแรงฝั่งขึ้นมากกว่าแรงฝั่งลงอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ส่วน Oversold (ภาวะขายมากเกินไป) คือด้านตรงข้าม — สังเกตให้ดีว่านิยามนี้พูดถึงสิ่งที่เกิดไปแล้ว ไม่ได้พูดถึงอนาคตเลยแม้แต่คำเดียว นี่คือจุดที่ชื่อของมันหลอกคนมากที่สุด เพราะคำว่า "ซื้อมากเกินไป" ฟังเหมือนคำเตือนว่าราคาแพงเกินจริงและกำลังจะลง ทั้งที่สิ่งที่มันวัดได้จริงคือ "แรง" ไม่ใช่ "แพงเกิน" และบทความนี้จะพาไล่ตัวเลขให้เห็นว่าทำไม

กราฟ MT4 แสดงโซน Overbought และ Oversold บน RSI และ Stochastic พร้อม Bollinger Bands
โซน Overbought และ Oversold บนหน้าจอจริง — RSI ด้านบน Stochastic ด้านล่าง และ Bollinger Bands บนกราฟราคา

Overbought / Oversold คืออะไร — นิยามที่ตรงกับสิ่งที่เครื่องคำนวณจริง

บทความส่วนใหญ่อธิบาย Overbought ว่า "ราคาขึ้นมาสูงจนไม่มีใครอยากซื้อต่อ" ซึ่งเป็นคำอธิบายเชิงพฤติกรรม ที่ฟังเข้าใจง่าย แต่ไม่ตรงกับสิ่งที่อินดิเคเตอร์คำนวณ เพราะ RSI ไม่รู้จักคำว่า "แพง" มันรู้จักแค่ตัวเลขสองตัว

1

ค่าเฉลี่ยของแท่งที่ขึ้น

เอาระยะที่ราคาบวกในแต่ละแท่งของ 14 แท่งล่าสุดมารวมกัน แล้วหารด้วย 14

2

ค่าเฉลี่ยของแท่งที่ลง

ทำแบบเดียวกันกับระยะที่ราคาติดลบ แล้วเอาสองตัวนี้มาหารกัน

สูตร RSI เต็ม ๆ
RS = ค่าเฉลี่ยแท่งขึ้น ÷ ค่าเฉลี่ยแท่งลง  ·  RSI = 100 − (100 ÷ (1 + RS))

ลองแทนค่าจริง — สมมติ 14 แท่งล่าสุดของ EURUSD แท่งที่ขึ้นรวมกันได้ +105 pip · แท่งที่ลงรวมกันได้ −45 pip

ขั้นตอนวิธีคิดได้เท่าไร
ค่าเฉลี่ยแท่งขึ้น105 ÷ 147.50
ค่าเฉลี่ยแท่งลง45 ÷ 143.21
RS7.50 ÷ 3.21 (เท่ากับ 105 ÷ 45)2.33
RSI100 − (100 ÷ 3.33)70.0 พอดี
หมายเหตุความแม่นยำ — การคิดจากผลรวมตรง ๆ แบบนี้ให้ค่าตรงเป๊ะเฉพาะค่า RSI ค่าแรก หลังจากนั้น MT4 จะใช้การถัวเฉลี่ยแบบ Wilder (เอาค่าเฉลี่ยเดิมถ่วงน้ำหนักกับแท่งใหม่) ซึ่งให้ค่าใกล้เคียงกันแต่ไม่เท่ากันเป๊ะทุกแท่ง หลักการที่ใช้อ่านความหมายยังเหมือนเดิมทุกประการ

RSI 70 แปลว่าอะไร — ตารางแปลงค่า RSI เป็นอัตราส่วนแรงซื้อต่อแรงขาย

เพราะ RSI มาจาก RS โดยตรง เราจึงย้อนสูตรกลับได้ว่าค่า RSI แต่ละระดับหมายถึงอัตราส่วนเท่าไร ด้วยสูตร RS = RSI ÷ (100 − RSI) ตารางนี้คือคำแปลของตัวเลขบนหน้าจอ

ค่า RSIวิธีคิดอัตราส่วน RSแปลเป็นภาษาคน
9090 ÷ 109.00แรงขึ้นมากกว่าแรงลง 9 เท่า
8080 ÷ 204.00แรงขึ้นมากกว่าแรงลง 4 เท่า
7070 ÷ 302.33แรงขึ้นมากกว่าแรงลง 2.33 เท่า
6060 ÷ 401.50แรงขึ้นมากกว่าแรงลงครึ่งเท่า
5050 ÷ 501.00สองฝั่งเท่ากันพอดี
4040 ÷ 600.67แรงลงมากกว่าแรงขึ้นครึ่งเท่า
3030 ÷ 700.43แรงลงมากกว่าแรงขึ้น 2.33 เท่า
2020 ÷ 800.25แรงลงมากกว่าแรงขึ้น 4 เท่า
1010 ÷ 900.11แรงลงมากกว่าแรงขึ้น 9 เท่า
RSI 30 RSI 50 RSI 70 RS 0.43 RS 1.00 RS 2.33 ลงแรงกว่า 2.33 เท่า ขึ้นแรงกว่า 2.33 เท่า ขึ้นลง ขึ้นลง ขึ้นลง RSI 70 กับ RSI 30 คือภาพสะท้อนกันพอดี — อัตราส่วน 2.33 เท่าเท่ากัน แค่คนละฝั่ง
ค่า RSI คืออัตราส่วนของแรงสองฝั่ง ไม่ใช่มาตรวัดความแพงของราคา
อ่านแถว RSI 70 ในตารางอีกครั้ง แล้วถามตัวเองว่า
"แรงขึ้นมากกว่าแรงลง 2.33 เท่า" ฟังดูเหมือนเหตุผลที่ควรขาย หรือเหมือนคำนิยามของเทรนด์ขาขึ้น

ทำไม "Overbought แล้วต้องลง" ถึงเป็นความเข้าใจผิด

จากตารางข้างบน RSI จะยืนอยู่เหนือ 70 ได้ตราบใดที่ค่าเฉลี่ยแท่งขึ้นยังมากกว่าค่าเฉลี่ยแท่งลง 2.33 เท่า — และไม่มีอะไรในสูตรที่จำกัดว่าสภาพนี้อยู่ได้นานเท่าไร ในเทรนด์ที่แข็งแรงจริง มันอยู่ได้เป็นสิบเป็นร้อยแท่ง ระหว่างนั้นคนที่ขายเพราะเห็นเลข 70 ก็จะขายสวนเทรนด์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ราคา 1.1000 1.1080 1.1150 RSI (14) 70 RSI ค้างอยู่เหนือ 70 ตลอดช่วงนี้ ระหว่างที่ RSI "เตือน" ว่าซื้อมากเกินไป ราคายังขึ้นต่ออีก 150 pip
ภาพประกอบเชิงหลักการ ไม่ใช่ข้อมูลราคาจริง — จุดประสงค์คือแสดงว่าสูตรไม่ได้ห้ามให้ RSI ค้างอยู่เหนือ 70
⚠️
บทความนี้ไม่ได้บอกว่า "ห้ามเทรดสวน Overbought" และไม่ได้บอกว่าการเทรดตามเทรนด์ชนะบ่อยกว่า — ทั้งสองอย่างเป็นคำถามที่ต้องวัดด้วยข้อมูลของตัวเอง สิ่งที่บทความนี้ยืนยันได้จากตัวสูตรล้วน ๆ มีเพียงข้อเดียวคือ ค่า RSI ที่สูงไม่ได้มีกลไกอะไรที่บังคับให้ราคาลง ใครที่เชื่อว่ามันเป็นสัญญาณขายในตัวเอง กำลังเชื่อในสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสูตร

เกณฑ์ของแต่ละอินดิเคเตอร์ไม่เท่ากัน และวัดคนละอย่าง

คนมักพูดรวม ๆ ว่า "เข้าเขต Overbought แล้ว" โดยไม่ระบุว่าใช้ตัวไหน ทั้งที่สามตัวที่นิยมที่สุดวัดคนละเรื่องกันสิ้นเชิง

อินดิเคเตอร์เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปสิ่งที่มันวัดจริง ๆตรวจตัวเลขตามได้?
RSI (14)70 / 30อัตราส่วนค่าเฉลี่ยแท่งขึ้นต่อแท่งลงได้ — ตามตารางด้านบน
Stochastic (14,3,3)80 / 20ตำแหน่งของราคาปิดในกรอบสูงสุด–ต่ำสุดของ 14 แท่งได้ — ดูตัวอย่างถัดไป
Bollinger Bands (20,2)แตะขอบบน / ขอบล่างระยะห่างจากค่าเฉลี่ย 20 แท่ง คิดเป็นกี่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ แต่ต้องคำนวณ SD
CCI (14)+100 / −100ระยะห่างจากราคาเฉลี่ย เทียบกับค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ยได้

Stochastic คิดง่ายที่สุดในสามตัว — สูตรคือ %K = (ราคาปิด − ต่ำสุด 14 แท่ง) ÷ (สูงสุด 14 แท่ง − ต่ำสุด 14 แท่ง) × 100 ลองแทนค่าด้วยกรอบสมมติ สูงสุด 1.10000 · ต่ำสุด 1.09000 (กรอบกว้าง 100 pip)

ราคาปิดที่วิธีคิดได้ %Kแปลว่า
1.09950950 ÷ 1000 × 10095ปิดเกือบชนเพดานของกรอบ
1.09800800 ÷ 1000 × 10080ปิดสูงกว่าก้นกรอบ 80% ของความสูงกรอบ
1.09500500 ÷ 1000 × 10050ปิดกลางกรอบพอดี
1.09200200 ÷ 1000 × 10020ปิดต่ำกว่ากลางกรอบมาก
อ่านช่องขวาสุดของแถว 80 ให้ดี — Stochastic ที่ 80 ไม่ได้แปลว่า "ซื้อมากเกินไป" มันแปลตรงตัวว่า ราคาปิดอยู่ใกล้ยอดของกรอบ 14 แท่ง และในตลาดที่กำลังขึ้น การที่ราคาปิดใกล้ยอดของทุกกรอบคือพฤติกรรมปกติของเทรนด์ ไม่ใช่ความผิดปกติ นี่เป็นเหตุผลเดียวกับ RSI แค่มาจากสูตรคนละสูตร

ส่วน Bollinger Bands ขอบบนที่ +2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีคนอ้างบ่อยว่า "ราคาอยู่นอกกรอบแค่ 5% ของเวลา" — ตัวเลขนั้นมาจากสมมติฐานว่าผลตอบแทนแจกแจงแบบปกติ ซึ่งจะได้ราว 4.6% เป็นข้อเท็จจริงทางสถิติของการแจกแจงปกติ แต่ผลตอบแทนของราคาจริงมีหางหนากว่าการแจกแจงปกติ การหลุดกรอบจึงเกิดบ่อยกว่าที่ทฤษฎีบอก บทความนี้ไม่ได้วัดตัวเลขจริงเอง จึงไม่ระบุว่าบ่อยแค่ไหน


เลข 14 ของ RSI คือเวลาจริงกี่ชั่วโมง — ขึ้นกับไทม์เฟรมทั้งหมด

อีกจุดที่ทำให้คนคุยกันคนละเรื่อง คือ "RSI เข้า Overbought แล้ว" โดยไม่บอกไทม์เฟรม ทั้งที่ค่าเริ่มต้น 14 แท่งเท่ากันกลับหมายถึงช่วงเวลาที่ต่างกันหลายร้อยเท่า

ไทม์เฟรม14 แท่ง = เวลาจริงเท่ากับ
M114 นาทีไม่ถึงหนึ่งในสี่ชั่วโมง
M570 นาที1 ชั่วโมง 10 นาที
M15210 นาที3 ชั่วโมง 30 นาที
M30420 นาที7 ชั่วโมง
H114 ชั่วโมงเกินครึ่งวัน
H456 ชั่วโมง2 วัน 8 ชั่วโมง
D114 วัน2 สัปดาห์
W114 สัปดาห์ประมาณ 3 เดือนครึ่ง
2.33 เท่า
แรงขึ้นต่อแรงลง ที่ทำให้ RSI แตะ 70 พอดี
16 เท่า
ช่วงเวลาที่ RSI 14 ครอบคลุมบน H4 เทียบกับ M15
80 = 80%
Stochastic 80 คือราคาปิดที่ 80% ของความสูงกรอบ

ผลที่ตามมาคือ RSI บน M15 เข้า Overbought แล้วออกได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ RSI บน D1 ที่เข้า Overbought อาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะคลาย การเอาสัญญาณจากสองไทม์เฟรมมาเถียงกันจึงไม่มีความหมาย ถ้าไม่ระบุก่อนว่ากำลังพูดถึงกรอบเวลาไหน


สี่วิธีใช้ที่ไม่ขัดกับคณิตศาสตร์ของมัน

1

รอให้ตัดกลับ ไม่ใช่แตะแล้วเข้า

แทนที่จะขายทันทีที่ RSI แตะ 70 ให้รอจนมันตัดลงมาต่ำกว่า 70 อีกครั้ง — เพราะการตัดกลับแปลว่าอัตราส่วนแรงเริ่มเปลี่ยนจริง ไม่ใช่แค่แรงยังมากอยู่

2

ใช้เป็นตัวกรอง ไม่ใช่สัญญาณ

ถ้าโครงสร้างราคาเป็นขาขึ้น ให้ใช้เฉพาะสัญญาณฝั่ง Oversold เป็นจังหวะเข้าตามเทรนด์ และทิ้งสัญญาณ Overbought ไปทั้งหมด ไม่ใช่รับทั้งสองฝั่งเท่ากัน

3

ดูความขัดแย้ง ไม่ใช่ดูระดับ

สัญญาณที่มีเนื้อหามากกว่าคือ Divergence — ราคาทำยอดใหม่แต่ RSI ทำยอดต่ำลง ซึ่งเป็นการบอกว่าแรงลดลงจริง ต่างจากการแตะเลข 70 เฉย ๆ

4

ยึดโซนราคาเป็นหลัก

ให้อินดิเคเตอร์ทำหน้าที่ยืนยันจังหวะ ที่โซนแนวรับแนวต้านที่วางไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่ให้มันเป็นคนเลือกจุดเข้าเอง

สองข้อหลังเชื่อมกับบทความที่เขียนไว้แล้วโดยตรง — Divergence และ Convergence คืออะไร อธิบายวิธีอ่านความขัดแย้งระหว่างราคากับอินดิเคเตอร์ ส่วน อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านบน MT4 อธิบายวิธีวางโซนก่อนที่จะดูอินดิเคเตอร์ใด ๆ และถ้าอยากเจาะเฉพาะ Stochastic มี Stochastic Divergence และวิธีตั้งค่าบน MT4 แยกไว้ต่างหาก


ปรับเกณฑ์ตามสภาพตลาด แทนที่จะใช้ 70/30 ตลอด

ค่า 70/30 เป็นค่าที่ Welles Wilder เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1978 ในหนังสือที่แนะนำ RSI ครั้งแรก — มันไม่ใช่ค่าที่ถูกต้องทางคณิตศาสตร์ แต่เป็นค่าเริ่มต้นที่เขาเลือก และไม่มีอะไรบังคับให้ต้องใช้ตัวเลขนี้ในทุกสภาพตลาด แนวทางที่นักเทคนิคหลายคนใช้คือขยับกรอบตามทิศทางหลัก

สภาพตลาดกรอบที่ใช้กันบ่อยเหตุผล
เทรนด์ขาขึ้น40 – 80ในขาขึ้น RSI แทบไม่ลงถึง 30 การรอ 30 คือการรอสิ่งที่ไม่เกิด · 40 จึงทำหน้าที่เป็นแนวรับของ RSI แทน
เทรนด์ขาลง20 – 60กลับด้านกัน — 60 ทำหน้าที่เป็นเพดานแทนที่จะเป็น 70
ตลาดออกข้าง30 – 70สภาพเดียวที่กรอบมาตรฐานสมเหตุสมผลที่สุด เพราะราคาแกว่งกลับเข้ากลางอยู่แล้ว
⚠️
การขยับเกณฑ์มีต้นทุนของมัน — ยิ่งปรับตัวเลขให้เข้ากับกราฟที่กำลังดูอยู่ ยิ่งเสี่ยงที่จะปรับจน "ถูกทุกครั้ง" เมื่อมองย้อนหลัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้ได้จริงข้างหน้า ถ้าจะปรับ ควรตั้งกฎไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้กรอบไหนกับสภาพตลาดแบบไหน แล้วใช้กฎนั้นเหมือนกันทุกครั้ง ไม่ใช่เลือกกรอบหลังจากเห็นผลแล้ว

ที่ AlphaSignals บทวิเคราะห์ทุกชิ้นระบุไทม์เฟรมและเงื่อนไขที่ใช้ไว้ตั้งแต่ต้น จึงตรวจย้อนหลังได้ว่าสัญญาณนั้นมาจากเกณฑ์เดียวกันทุกครั้งหรือเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่การดูเลขบนหน้าจอเฉย ๆ ทำไม่ได้


สรุป

Overbought และ Oversold เป็นชื่อที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น — สิ่งที่ RSI วัดคืออัตราส่วนของแรงสองฝั่ง สิ่งที่ Stochastic วัดคือตำแหน่งราคาปิดในกรอบ และสิ่งที่ Bollinger วัดคือระยะห่างจากค่าเฉลี่ย ไม่มีตัวไหนวัด "ความแพงเกินจริง" ของราคาเลยสักตัว

  • RSI 70 = แรงขึ้นมากกว่าแรงลง 2.33 เท่า ซึ่งเป็นคำนิยามของเทรนด์ขาขึ้น มากกว่าจะเป็นคำเตือน
  • Stochastic 80 = ราคาปิดที่ 80% ของความสูงกรอบ 14 แท่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของตลาดที่กำลังขึ้น
  • RSI 14 บน M15 กับ H4 ต่างกัน 16 เท่าในหน่วยเวลาจริง พูดถึงสัญญาณโดยไม่บอกไทม์เฟรมจึงไม่มีความหมาย
  • ไม่มีกลไกใดในสูตรที่บังคับให้ราคาลงเมื่อ RSI สูง — มันค้างอยู่เหนือ 70 ได้นานเท่าที่แรงยังอยู่

ประโยชน์จริงของอินดิเคเตอร์กลุ่มนี้จึงอยู่ที่การบอกว่าตอนนี้แรงเป็นอย่างไร เพื่อเอาไปประกอบกับโซนราคาและโครงสร้างที่วางไว้ก่อน ไม่ใช่ใช้เป็นปุ่มซื้อขายในตัวเอง — ดูตัวอย่างบทวิเคราะห์ที่ระบุเงื่อนไขและไทม์เฟรมไว้ครบได้ที่นี่

ตัวเลขราคาและตัวอย่างการคำนวณทั้งหมดเป็นค่าสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ผลการเทรดจริง · ค่า RSI ที่ MT4 แสดงใช้การถัวเฉลี่ยแบบ Wilder จึงอาจต่างจากการคำนวณด้วยผลรวมตรง ๆ เล็กน้อย

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories