Support and Resistance Indicator MT4 — อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน 3 ตระกูล วิธีติดตั้ง และวิธีตรวจ repaint

8/8 แนวต้านสูงสุด 4/8 เส้นหลัก 0/8 แนวรับต่ำสุด อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน Support & Resistance บน MT4 โดย คนเล่น Forex ระยะ R1 กับ S1 45 vs 35 pip — ไม่สมมาตรกันเสมอ วาง SL ชิดเส้น 5 pip สเปรดกิน 30% ของความเสี่ยงทั้งไม้ ตรวจ repaint ได้เอง
อินดิเคเตอร์ MT4

Support and Resistance Indicator บน MT4 — อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านมี 3 ตระกูล ต่างกันอย่างไร ติดตั้งอย่างไร และตัวไหนขยับเส้นย้อนหลัง

อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน (Support and Resistance Indicator) คือสคริปต์ที่ลากเส้นแนวรับแนวต้านบนกราฟ MT4 ให้อัตโนมัติ แทนที่จะลากเองด้วยมือ — และมันแบ่งได้เป็น 3 ตระกูลใหญ่ ที่ทำงานคนละหลักการกันสิ้นเชิง ตระกูลที่คำนวณจากสูตรตายตัว (Pivot Point, Murrey Math) ตรวจตัวเลขตามได้ทุกเส้นและไม่ขยับย้อนหลัง ส่วนตระกูลที่หาจากยอดและก้นของราคา ขยับเส้นใหม่ได้เมื่อมีแท่งเทียนใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตอนดาวน์โหลดมาใช้

อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านลากเส้นระดับราคาอัตโนมัติบนกราฟ MetaTrader 4
อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านบน MT4 — เส้นแนวนอนทุกเส้นในภาพนี้ถูกลากให้อัตโนมัติ ไม่ได้ลากด้วยมือ

บทความนี้จะไล่ให้ครบทั้ง ความต่างของ 3 ตระกูล · สูตรที่คำนวณตามได้จริง · วิธีติดตั้งไฟล์ลง MT4 · วิธีทดสอบว่าอินดิเคเตอร์ตัวนั้น repaint หรือไม่ภายใน 3 นาที · และต้นทุนที่เกิดจากการวาง Stop Loss ชิดเส้นเกินไป พร้อมตัวเลขที่กดเครื่องคิดเลขตามได้ทุกช่อง


อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านมี 3 ตระกูล — ต่างกันตรงไหน

ชื่อเรียกบนอินเทอร์เน็ตมีเป็นร้อยชื่อ แต่ถ้าดูที่ วิธีที่มันหาระดับราคา จะเหลือแค่ 3 แบบ และความต่างนี้สำคัญกว่าชื่อไฟล์มาก

ตระกูลหาเส้นจากอะไรตัวอย่างชื่อที่พบบ่อยตรวจตัวเลขเองได้?ขยับเส้นย้อนหลัง?
คำนวณจากสูตรราคาสูง/ต่ำ/ปิด ของช่วงที่ปิดไปแล้วPivot Point · Murrey Math (MML) · Camarillaได้ทุกเส้นไม่ — ช่วงปิดแล้วตัวเลขนิ่ง
หาจากยอดและก้นจุดกลับตัวของราคาในอดีต (fractal / swing / ZigZag)Support Resistance · SR Levels · Fractal Levelsยาก — ขึ้นกับค่าที่ตั้งได้ — และเป็นสาเหตุหลักของ repaint
ตัวเลขกลม / ปริมาณเลขลงท้าย 00, 50 หรือจุดที่มี volume หนาRound Numbers · Volume Profileได้ (ตัวเลขกลม)ไม่ (ตัวเลขกลม) · ได้ (volume)
คำถามแรกที่ควรถามอินดิเคเตอร์ทุกตัวไม่ใช่ "แม่นไหม" แต่คือ
เส้นที่มันลากเมื่อวาน วันนี้ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า

ตระกูลที่ 1 — Pivot Point สูตรที่คำนวณเองได้ทุกตัวเลข

Pivot Point เป็นตระกูลที่โปร่งใสที่สุด เพราะทุกเส้นมาจากตัวเลขเพียง 3 ตัวของช่วงที่ปิดไปแล้ว — ราคาสูงสุด (H) ราคาต่ำสุด (L) และราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้า

จุดหมุนกลาง
PP = (H + L + C) ÷ 3

เส้นที่เหลือกางออกจาก PP ตามสูตรนี้ — ลองคำนวณตามด้วยตัวเลขสมมติของ EURUSD เมื่อวาน H = 1.09250 · L = 1.08450 · C = 1.09000

เส้นสูตรแทนค่าได้ราคาห่างจาก PP
R3H + 2 × (PP − L)1.09250 + 2 × 0.004501.10150+125 pip
R2PP + (H − L)1.08900 + 0.008001.09700+80 pip
R12 × PP − L2.17800 − 1.084501.09350+45 pip
PP(H + L + C) ÷ 33.26700 ÷ 31.08900
S12 × PP − H2.17800 − 1.092501.08550−35 pip
S2PP − (H − L)1.08900 − 0.008001.08100−80 pip
S3L − 2 × (H − PP)1.08450 − 2 × 0.003501.07750−115 pip
สังเกตช่องขวาสุดให้ดี — R1 ห่างจาก PP 45 pip แต่ S1 ห่างแค่ 35 pip ทั้งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า R1 กับ S1 อยู่ห่างเท่ากันคนละฝั่ง ความจริงคือ R1 − PP = PP − L และ PP − S1 = H − PP เสมอ แปลว่าเมื่อราคาปิดใกล้ราคาสูงสุด PP จะถูกดึงขึ้นไปใกล้ H ทำให้ฝั่งแนวรับแคบและฝั่งแนวต้านกว้าง กราฟจะดู "ไม่สมมาตร" โดยอัตโนมัติ
H 1.09250 R1 1.09350 PP 1.08900 S1 1.08550 L 1.08450 C 1.09000 — ปิดใกล้ยอด 45 pip 35 pip ระยะ PP → R1 เท่ากับระยะ PP → L เสมอ · ระยะ PP → S1 เท่ากับระยะ H → PP เสมอ ราคาปิดอยู่ตรงไหนของช่วง เป็นตัวกำหนดว่าฝั่งไหนจะกว้างกว่า
ระยะจากจุดหมุนไปแนวต้านแรกและแนวรับแรกไม่เท่ากัน — เพราะสูตรผูกแต่ละฝั่งไว้กับคนละขอบของช่วงราคา

ข้อดีของตระกูลนี้คือ ทุกคนที่ใช้สูตรเดียวกันจะได้เส้นเดียวกันเป๊ะ ไม่ต้องเถียงกันว่าใครลากถูก และเพราะช่วงเมื่อวานปิดไปแล้ว ตัวเลขจึงนิ่งทั้งวัน — ไม่มีทาง repaint ได้เลยโดยธรรมชาติของสูตร


ตระกูลที่ 2 — Murrey Math Lines (MML) อินดิเคเตอร์ในภาพด้านล่างนี้

อินดิเคเตอร์ที่บทความนี้แจกไว้ตั้งแต่ปี 2017 เป็นตระกูล Murrey Math ซึ่งไม่ได้หาเส้นจากยอด/ก้นเหมือนที่หลายคนเข้าใจ แต่หยิบช่วงราคาช่วงหนึ่งมาแล้วหารแปดเท่า ๆ กัน เรียกแต่ละขั้นว่า 0/8 ถึง 8/8

อินดิเคเตอร์ Murrey Math Lines แสดงเส้นระดับ 0/8 ถึง 8/8 บนกราฟ MetaTrader 4
Murrey Math Lines บนกราฟ MT4 — แต่ละเส้นคือหนึ่งในแปดขั้นของช่วงราคาที่อินดิเคเตอร์เลือกมา

ถ้าอินดิเคเตอร์เลือกช่วง 1.08000 ถึง 1.12000 มาคำนวณ ช่วงกว้าง 400 pip แต่ละขั้นจะกว้าง 400 ÷ 8 = 50 pip เท่ากันหมด ได้ตารางนี้

ระดับราคาชื่อในเอกสารต้นฉบับความหมายที่ผู้คิดสูตรกำหนดไว้
8/81.12000Ultimate Resistanceเพดานของช่วง ราคาผ่านขึ้นไปได้ยากที่สุด
7/81.11500Weak, Stall and Reverseระดับอ่อน ถ้าราคาวิ่งขึ้นเร็วแล้วหยุดตรงนี้ มักกลับตัวลง
6/81.11000Pivot, Reverseระดับกลับตัวรองจาก 4/8
5/81.10500Top of Trading Rangeขอบบนของกรอบแกว่งปกติ
4/81.10000Major Support / Resistanceเส้นหลัก เป็นแนวรับเมื่อราคาอยู่เหนือ และเป็นแนวต้านเมื่อราคาอยู่ใต้
3/81.09500Bottom of Trading Rangeขอบล่างของกรอบแกว่งปกติ
2/81.09000Pivot, Reverseคู่สมมาตรของ 6/8
1/81.08500Weak, Stall and Reverseระดับอ่อน คู่สมมาตรของ 7/8
0/81.08000Ultimate Supportพื้นของช่วง ราคาหลุดลงไปได้ยากที่สุด
⚠️
เอกสารต้นฉบับอ้างว่า "ราคาใช้เวลา 40% อยู่ระหว่างเส้น 3/8 กับ 5/8" — ตัวเลขนี้เป็นคำกล่าวอ้างของผู้คิดสูตร ไม่ใช่ผลวัดที่บทความนี้ทำเอง และควรอ่านอย่างระวัง เพราะกรอบ 3/8–5/8 กว้างเพียง 100 pip จาก 400 pip = 25% ของช่วงทั้งหมด การอ้างว่าราคาอยู่ในพื้นที่ 25% นานถึง 40% ของเวลา คือการอ้างว่าตลาดมีแรงดึงกลับเข้ากลาง ซึ่งเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากตัวสูตรเอง ถ้าจะเชื่อ ต้องวัดกับคู่เงินและไทม์เฟรมที่คุณเทรดเองเท่านั้น

ข้อควรระวังของ MML คือ มันจะ repaint หรือไม่ ขึ้นกับว่าตัวไหนเลือกช่วงราคาอย่างไร — ถ้าโค้ดล็อกช่วงไว้กับกรอบเวลาที่ปิดแล้ว เส้นจะนิ่ง แต่ถ้ามันเลือกช่วงจาก "N แท่งล่าสุด" เส้นทั้งชุดจะเลื่อนทุกครั้งที่มีแท่งใหม่ทำจุดสูงหรือจุดต่ำใหม่


ตรวจว่าอินดิเคเตอร์ repaint หรือไม่ — ทดสอบได้ใน 3 นาที

คำว่า repaint แปลว่าอินดิเคเตอร์ลบเส้นเก่าแล้ววาดใหม่เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเข้ามา ผลคือเวลาเปิดกราฟย้อนดูอดีต ทุกเส้นจะดู "ถูกหมด" เพราะมันถูกวาดหลังจากที่รู้คำตอบแล้ว แต่ตอนเทรดจริงเส้นนั้นยังไม่มีอยู่

เส้นจากสูตร — ไม่ repaint แนวต้าน 1.10000 เส้นจากยอด/ก้น — repaint ตำแหน่งใหม่หลังแท่งใหม่เข้ามา แนวต้าน 1.10000 แท่งเทียนใหม่เข้ามาหนึ่งแท่ง (แถบสีส้ม) — ฝั่งซ้ายเส้นอยู่ที่เดิม ฝั่งขวาเส้นเลื่อนไปที่ใหม่ แล้วประวัติจะดูเหมือนมันถูกมาตลอด
ความต่างที่มองไม่เห็นจากภาพนิ่ง — ต้องดูตอนแท่งใหม่เข้ามาเท่านั้น
  1. วิธีที่เร็วที่สุด — จับภาพหน้าจอ เปิดกราฟ M1 แคปหน้าจอไว้ รอให้ปิดไป 3–5 แท่ง แล้วแคปอีกครั้ง เอามาทาบกัน ถ้าเส้นเดิมย้ายที่ แปลว่า repaint
  2. วิธีที่ชัดที่สุด — Strategy Tester โหมด Visual กด Ctrl+R เลือกอินดิเคเตอร์ ตั้งความเร็วช้า ๆ แล้วดูเส้นตอนแท่งเดินไปข้างหน้า จะเห็นการขยับตรง ๆ
  3. ดูว่ามีไฟล์ .mq4 มาด้วยหรือไม่ ถ้ามี ให้เปิดหาคำว่า ObjectDelete หรือลูปที่ไล่คำนวณย้อนหลังทุกแท่งใหม่ทุกครั้ง — เป็นสัญญาณของการวาดใหม่ทั้งกราฟ
  4. อย่าตัดสินจากภาพตัวอย่างในเว็บที่แจก ภาพเหล่านั้นเป็นภาพย้อนหลังเสมอ ซึ่งเป็นมุมที่อินดิเคเตอร์ที่ repaint จะดูดีที่สุด
repaint ไม่ได้แปลว่าอินดิเคเตอร์นั้นใช้ไม่ได้ — บางตัวออกแบบให้ปรับเส้นตามโครงสร้างที่เปลี่ยนจริง ๆ สิ่งที่ผิดคือการประเมินผลย้อนหลังจากเส้นที่ repaint แล้วสรุปว่ามันแม่น เพราะผลนั้นเกิดจากข้อมูลที่ตอนเทรดจริงยังไม่มี

วิธีติดตั้งไฟล์อินดิเคเตอร์ลง MT4

1

เปิดโฟลเดอร์ข้อมูล

ใน MT4 ไปที่ File → Open Data Folder อย่าไปหาในโฟลเดอร์ Program Files เพราะ MT4 ไม่ได้อ่านจากที่นั่น

2

เข้า MQL4 → Indicators

วางไฟล์ .ex4 หรือ .mq4 ลงในโฟลเดอร์นี้ ถ้าไฟล์มาเป็น .zip ต้องแตกออกก่อน

3

รีเฟรช Navigator

กลับมาที่ MT4 กด Ctrl+N เปิด Navigator แล้วคลิกขวาที่ Indicators → Refresh ถ้ายังไม่ขึ้นให้ปิดเปิด MT4 ใหม่

4

ลากลงกราฟ

ลากชื่ออินดิเคเตอร์จาก Navigator ลงบนกราฟ แล้วดูแท็บ Inputs ก่อนกด OK ทุกครั้ง

⚠️
ในหน้าต่างตอนลากลงกราฟ ให้ปล่อย "Allow DLL imports" ไว้ที่ไม่ติ๊ก — อินดิเคเตอร์ที่ทำหน้าที่ลากเส้นไม่จำเป็นต้องเรียก DLL ภายนอกเลย ถ้าตัวไหนบังคับให้เปิด ควรตั้งคำถามว่ามันไปเรียกอะไร และทดสอบบนบัญชีทดลองก่อนเสมอ ไม่ใช่บัญชีที่มีเงินจริง

ไฟล์ต้นฉบับที่บทความนี้เคยแจกไว้ยังอยู่ที่เดิม — ดาวน์โหลดไฟล์อินดิเคเตอร์ (.zip) เป็นไฟล์เก่าที่ฝากไว้ตั้งแต่ปี 2017 ควรตรวจก่อนใช้ตามหัวข้อถัดไป


ดาวน์โหลดอินดิเคเตอร์อย่างไรให้ปลอดภัย

  • เลือกแหล่งที่มีซอร์ส .mq4 มาด้วย — ไฟล์ .ex4 อย่างเดียวคือไฟล์ที่คอมไพล์แล้ว เปิดอ่านไม่ได้ว่ามันทำอะไรบ้าง แหล่งอย่าง MQL5 Code Base มีซอร์สให้อ่านทุกไฟล์และผ่านการตรวจของทีมงาน
  • ทดสอบบนบัญชีทดลองอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ก่อนเอาไปเปิดคู่กับบัญชีจริง
  • แยกให้ออกระหว่างอินดิเคเตอร์กับ EA — อินดิเคเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขายเองไม่ได้ ถ้าไฟล์ที่บอกว่าเป็น "อินดิเคเตอร์" กลับขอสิทธิ์ Allow live trading ให้ตั้งข้อสงสัยทันที
  • อย่ากรอกเลขบัญชีเทรดหรือรหัสผ่านลงในหน้าต่างที่อินดิเคเตอร์เปิดขึ้นมา ไม่มีอินดิเคเตอร์ที่ลากเส้นตัวไหนต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้น

แนวรับแนวต้านเป็น "โซน" ไม่ใช่ "เส้น" — ต้นทุนของการวาง SL ชิดเกินไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดหลังติดตั้งอินดิเคเตอร์เสร็จ คือเห็นเส้นคมชัดบนจอแล้ววาง Stop Loss ชิดเส้นนั้นไม่กี่ pip เพราะคิดว่า "ถ้าหลุดเส้นก็คือผิดแล้ว" ตารางนี้แสดงว่าการทำแบบนั้นมีต้นทุนอย่างไร

เงื่อนไข: เข้าซื้อที่เส้น 4/8 = 1.10000 · เป้าหมายที่เส้น 6/8 = 1.11000 (ห่าง 100 pip) · สเปรด 1.5 pip

วาง SL ห่างจากเส้นความเสี่ยงอัตราส่วน R:Rต้องถูกทางกี่ % ถึงเสมอตัวสเปรดกินความเสี่ยงไปกี่ %
5 pip5 pip1 : 204.8%30.0%
10 pip10 pip1 : 109.1%15.0%
20 pip20 pip1 : 516.7%7.5%
50 pip (ใต้เส้น 3/8)50 pip1 : 233.3%3.0%
100 pip (ใต้เส้น 2/8)100 pip1 : 150.0%1.5%

วิธีคำนวณช่องที่สี่: ความเสี่ยง ÷ (ความเสี่ยง + ผลตอบแทน) — เช่นแถวแรก 5 ÷ (5 + 100) = 4.8% · วิธีคำนวณช่องสุดท้าย: สเปรด ÷ ความเสี่ยง — 1.5 ÷ 5 = 30%

4.8%
อัตราถูกทางที่ต้องได้ ถ้า SL ห่างจากเส้น 5 pip
30%
ของความเสี่ยงถูกสเปรดกินไปทันทีที่เปิดออเดอร์
33.3%
อัตราถูกทางที่ต้องได้ ถ้า SL ห่างจากเส้น 50 pip
⚠️
ตัวเลข "ต้องถูกทาง 4.8%" ดูน่าสนใจจนหลอกตาได้ — มันบอกแค่ว่าถ้าชนะได้บ่อยขนาดนั้นจะเสมอตัว แต่ไม่ได้บอกว่าจะชนะได้บ่อยแค่ไหนจริง ๆ และยิ่ง SL แคบ โอกาสโดนความผันผวนธรรมดาเขี่ยออกก่อนราคาจะไปถึงเป้าก็ยิ่งสูง บทความนี้ไม่ได้วัดว่าอัตราจริงเป็นเท่าไร เพราะเลขนั้นต่างกันไปตามคู่เงิน ไทม์เฟรม และช่วงเวลาที่เทรด ต้องเก็บสถิติของตัวเองเท่านั้น

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงจากตารางนี้คือ ให้เลือกระยะ SL จากโครงสร้างราคา ไม่ใช่จากตัวเลข R:R ที่อยากได้ — ถ้าเส้นถัดไปที่มีความหมายอยู่ห่าง 50 pip ก็ต้องยอมรับ R:R 1:2 ไม่ใช่บีบ SL ให้เหลือ 5 pip เพื่อให้ตัวเลขบนกระดาษสวยขึ้น เรื่องนี้ต่อกับวิธีคำนวณขนาดล็อตจากระยะ SL โดยตรง เพราะเมื่อระยะ SL เปลี่ยน ขนาดล็อตต้องเปลี่ยนตาม

ที่ AlphaSignals บทวิเคราะห์ทุกชิ้นระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายไว้ครบตั้งแต่ต้น ทำให้เห็นระยะ SL เป็นตัวเลขจริงตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์ ไม่ต้องเดาจากความคมของเส้นบนจอ


สี่ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้าน

  • มันไม่ได้บอกทิศทาง — เส้นบอกแค่ว่า "ตรงนี้เคยมีอะไรเกิดขึ้น" ไม่ได้บอกว่าราคาจะเด้งหรือจะทะลุ การตัดสินใจยังเป็นของคนอยู่ดี
  • ยิ่งตั้งค่าละเอียดยิ่งได้เส้นเยอะจนไม่มีความหมาย — ถ้าหน้าจอมี 20 เส้น ราคาจะอยู่ใกล้เส้นใดเส้นหนึ่งเสมอ แปลว่าอธิบายได้ทุกกรณี ซึ่งเท่ากับไม่ได้อธิบายอะไรเลย
  • เส้นจากตระกูลต่างกันจะไม่ตรงกัน — และไม่มีตัวไหน "ถูกกว่า" โดยธรรมชาติ เลือกตระกูลเดียวแล้วใช้ให้สม่ำเสมอ ดีกว่าเปิดสามตัวพร้อมกันแล้วเลือกเชื่อตัวที่ตรงกับสิ่งที่อยากทำอยู่แล้ว
  • ระดับที่ "ทุกคนเห็นเหมือนกัน" มีสองด้าน — Pivot Point และตัวเลขกลมเป็นที่รู้กันทั้งตลาด ซึ่งอาจทำให้มันมีน้ำหนักจริงจากพฤติกรรมหมู่ แต่ก็แปลว่าคำสั่ง Stop Loss ของคนจำนวนมากไปกองอยู่ที่เดียวกันด้วย

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าแนวรับแนวต้านเกิดขึ้นมาได้อย่างไรตั้งแต่แรก แนะนำให้อ่านทฤษฎีดาว ซึ่งเป็นที่มาของการอ่านโครงสร้างยอดและก้น ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูว่าอินดิเคเตอร์แต่ละตัวพยายามทำอะไรให้อัตโนมัติ


สรุป

อินดิเคเตอร์แนวรับแนวต้านบน MT4 ไม่ได้ต่างกันที่ความแม่น แต่ต่างกันที่วิธีหาเส้น ตระกูลที่คำนวณจากสูตร (Pivot Point และ Murrey Math ที่ล็อกช่วงไว้) ตรวจตัวเลขตามได้ทุกเส้นและไม่ขยับย้อนหลัง ส่วนตระกูลที่หาจากยอดและก้นให้ภาพที่ใกล้เคียงกับที่คนลากเองมากกว่า แต่ต้องตรวจ repaint ก่อนใช้เสมอ

และไม่ว่าจะใช้ตระกูลไหน ตารางในบทความนี้บอกตรงกันว่า เส้นบนจอคมกว่าความจริงเสมอ — ราคาไม่ได้กลับตัวที่ตัวเลขเป๊ะ ๆ การวาง SL ชิดเส้นเพียง 5 pip ทำให้สเปรดกินความเสี่ยงไปถึง 30% ตั้งแต่ยังไม่ทันขยับ ดูตัวอย่างบทวิเคราะห์ที่ระบุระยะ SL เป็นตัวเลขไว้ตั้งแต่ต้นได้ที่นี่

ตัวเลขราคาทั้งหมดในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลการเทรดจริง · สเปรดและนิยาม pip ต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ควรตรวจกับโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่เสมอ · ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์เป็นลิงก์ภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของเว็บนี้

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories