Balance / Imbalance คืออะไร — วัดยังไงว่าราคากำลังพักหรือกำลังวิ่ง

balance imbalance FVG 130 จุด Balance / Imbalance วัดสมดุลของราคาเป็นตัวเลข โดย คนเล่น Forex OVERLAP 0.0% แท่งที่ 4 กับ 5 ไม่ซ้อนกันเลย TIME AT PRICE 20 เท่า ที่ต่างกัน แท่งเท่ากัน · ความหนาแน่นคนละเรื่อง ฉบับคำนวณจริง
โครงสร้างราคา

Balance และ Imbalance คืออะไร — วัดสมดุลของราคาด้วยค่าซ้อนทับ และช่องว่างสามแท่งที่คิดเป็นจุดได้

Balance คือช่วงที่ราคาแกว่งอยู่ในกรอบเดิม แท่งเทียนซ้อนทับกันไปมา ไม่ไปไหนไกล ส่วน Imbalance คือช่วงที่ราคาวิ่งไปทางเดียวเร็ว ๆ แท่งใหม่แทบไม่ซ้อนกับแท่งเก่า พูดสั้นที่สุดคือ balance = ราคาพัก · imbalance = ราคาวิ่ง

คำอธิบายแค่นั้นหาอ่านที่ไหนก็ได้ ปัญหาคือมันเป็นความรู้สึก — สองคนมองกราฟเดียวกันแล้วตอบไม่ตรงกันว่าตรงนี้พักหรือวิ่ง หน้านี้จึงไม่หยุดที่คำนิยาม แต่ให้สูตรที่คำนวณจากราคาสูงสุด-ต่ำสุดของแท่งได้ตรง ๆ สองตัว (ค่าซ้อนทับ และความหนาแน่นของแท่งต่อระยะ) พร้อมตัวอย่างที่ตามคำนวณได้ทุกช่อง และปิดท้ายด้วยตารางที่บอกว่า พอรู้ว่ากำลังอยู่ในกรอบ balance แล้ว ตำแหน่งที่เข้าออเดอร์ต่างกัน 150 จุด ทำให้อัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนต่างกันได้ถึง 16 เท่า


Balance และ Imbalance คืออะไร — นิยามที่ชี้บนกราฟได้

B

Balance — สมดุล

คนซื้อกับคนขายพอใจกับราคาย่านนี้พอ ๆ กัน ราคาเลยวนอยู่ในกรอบเดิมหลายแท่ง ภาพที่เห็นคือกรอบ sideway แท่งตัวเล็ก ไส้ยาวสองข้าง

I

Imbalance — ไม่สมดุล

ฝั่งหนึ่งยอมจ่ายแพงขึ้น (หรือยอมขายถูกลง) เพื่อให้ได้ของทันที ราคาจึงถูกไล่ไปทางเดียว ภาพที่เห็นคือแท่งตัวยาวเรียงกัน ไส้สั้น

กราฟที่ตีกรอบ balance สีเหลืองไว้ตรงกลาง ขนาบด้วยช่วง imbalance สีแดงทางซ้ายและสีเขียวทางขวา
ภาพจริงบนกราฟ — กรอบเหลืองตรงกลางคือ balance ราคาแกว่งอยู่ในย่านเดิมหลายสิบแท่ง ส่วนสองฝั่งคือ imbalance ที่ราคาถูกไล่ไปทางเดียวจนแท่งใหม่แทบไม่ซ้อนกับแท่งเก่า

สองสถานะนี้สลับกันไปมาตลอดเวลา ไม่ใช่สถานะถาวร ตลาดใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ balance แล้วเมื่อมีข่าว มีคำสั่งขนาดใหญ่ หรือมีการล้างสถานะจำนวนมาก ก็จะขยับเข้าสู่ imbalance ชั่วคราว วิ่งไปหาย่านราคาใหม่ แล้วสร้าง balance ก้อนใหม่ที่นั่น

ราคาไม่ได้ "ขึ้น" หรือ "ลง" อย่างเดียว — มันสลับระหว่าง ย่านที่คนยอมรับ กับ ทางผ่านที่ไม่มีใครอยากค้าง ต่างหาก

วัดด้วย "ค่าซ้อนทับ" — เปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นตัวเลข

ถ้า balance แปลว่าราคาวนอยู่ที่เดิม แท่งที่ติดกันต้องครอบคลุมช่วงราคาเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วน imbalance ต้องตรงข้าม เอาความคิดนี้มาเขียนเป็นสูตรได้ทันที โดยใช้แค่ราคาสูงสุด (H) และต่ำสุด (L) ของสองแท่งที่ติดกัน:

ค่าซ้อนทับ (overlap) ของแท่ง A กับแท่ง B
ช่วงที่ซ้อนกัน = ค่าน้อยกว่าระหว่าง HA กับ HB ลบด้วย ค่ามากกว่าระหว่าง LA กับ LB  (ถ้าได้ค่าติดลบ ให้นับเป็น 0)
ช่วงรวมทั้งสองแท่ง = ค่ามากกว่าระหว่าง HA กับ HB ลบด้วย ค่าน้อยกว่าระหว่าง LA กับ LB
ค่าซ้อนทับ (%) = ช่วงที่ซ้อนกัน ÷ ช่วงรวม × 100
ค่านี้อยู่ระหว่าง 0% ถึง 100% เสมอ · ยิ่งเข้าใกล้ 100% ยิ่งเป็น balance · เข้าใกล้ 0% ยิ่งเป็น imbalance

ลองคำนวณกับลำดับหกแท่งจริง ๆ ดู สมมติเป็น EURUSD ราคาห้าหลัก (1 จุด = 0.00001) โดยสามแท่งแรกอยู่ในกรอบ แล้วแท่งที่ 4 เริ่มออกวิ่ง ตัวเลขทุกช่องในตารางนี้คำนวณจากสูตรด้านบนตรง ๆ ลองกดเครื่องคิดเลขตามได้:

คู่แท่งH / L ของแท่งแรกH / L ของแท่งที่สองซ้อนกัน (จุด)ช่วงรวม (จุด)ค่าซ้อนทับอ่านว่า
1 → 21.10020 / 1.099601.10030 / 1.09970507071.4%balance
2 → 31.10030 / 1.099701.10010 / 1.09950408050.0%balance
3 → 41.10010 / 1.099501.10120 / 1.10000101705.9%เริ่มออกวิ่ง
4 → 51.10120 / 1.100001.10260 / 1.1014002600.0%imbalance เต็มตัว
5 → 61.10260 / 1.101401.10300 / 1.102105016031.2%แรงเริ่มแผ่ว

สังเกตแถวที่ 4 → 5: ราคาต่ำสุดของแท่งที่ 5 (1.10140) อยู่สูงกว่าราคาสูงสุดของแท่งที่ 4 (1.10120) ทั้งสองแท่งจึงไม่มีช่วงราคาร่วมกันเลยแม้แต่จุดเดียว นี่คือ imbalance ในความหมายที่เข้มที่สุด และเป็นสถานการณ์ที่ทำให้เกิดช่องว่างซึ่งจะพูดถึงต่อไปข้างล่าง

ไล่วัดทีละคู่ — ค่าซ้อนทับบอกว่าราคาพักหรือวิ่ง 1.103001.10200 1.101001.100001.09900 แท่ง 1แท่ง 2แท่ง 3 แท่ง 4แท่ง 5แท่ง 6 คู่ 1–2 · ซ้อนกัน 50 จาก 70 จุด = 71.4% → balance คู่ 2–3 · ซ้อนกัน 40 จาก 80 จุด = 50.0% → ยังเป็น balance คู่ 3–4 · ซ้อนกัน 10 จาก 170 จุด = 5.9% → เริ่มออกวิ่ง คู่ 4–5 · ไม่มีช่วงราคาร่วมกันเลย = 0.0% → imbalance เต็มตัว คู่ 5–6 · ซ้อนกัน 50 จาก 160 จุด = 31.2% → แรงเริ่มแผ่ว
แถบเหลืองเลื่อนไปทีละคู่ ส่วนแถบทึบคือช่วงราคาที่สองแท่งนั้นมีร่วมกัน — พอถึงคู่ 4–5 แถบหายไปเลย เหลือแต่เส้นประแดงที่แสดงว่าราคาต่ำสุดของแท่งหลังอยู่สูงกว่าราคาสูงสุดของแท่งหน้า
!
เส้นแบ่งเป็นข้อตกลงของเรา ไม่ใช่ค่าที่ตลาดกำหนด จะใช้ "ตั้งแต่ 50% ขึ้นไปนับเป็น balance · ไม่เกิน 10% นับเป็น imbalance" ก็ได้ หรือจะขยับเป็น 60/20 ก็ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขไหนถูก แต่อยู่ที่เลือกแล้วใช้ค่าเดิมตลอด เพื่อให้ย้อนกลับไปเทียบบันทึกเก่าได้ ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์ไปเรื่อย ๆ ตัวเลขก็ไม่มีความหมายมากกว่าการเดาด้วยตา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย — imbalance ไม่ได้แปลว่า "คนซื้อมากกว่าคนขาย"

คำอธิบายที่เจอบ่อยที่สุดคือ "ราคาขึ้นเพราะแรงซื้อมากกว่าแรงขาย" ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าคิดต่ออีกขั้นจะเจอว่ามันขัดกันเอง เพราะทุกการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง มีคนซื้อหนึ่งฝั่งและคนขายหนึ่งฝั่งเสมอ ปริมาณสองฝั่งเท่ากันเป๊ะทุกครั้ง ไม่มีทางที่จะ "ซื้อมากกว่าขาย" ได้

สิ่งที่ไม่สมดุลจริง ๆ คือ ความรีบ ไม่ใช่จำนวน:

  • คำสั่งที่รอคิวอยู่ (limit order) — วางไว้ที่ราคาที่ต้องการแล้วรอ ไม่ดันราคาไปไหน เป็นของที่ตั้งไว้ให้คนอื่นมาหยิบ
  • คำสั่งที่ยอมจ่ายทันที (market order) — ไม่รอคิว กวาดของที่คนอื่นวางไว้จนหมดชั้นราคา แล้วไต่ไปชั้นถัดไป อันนี้แหละที่ทำให้ราคาเคลื่อน

ดังนั้น imbalance = ฝั่งที่รีบ กวาดของที่อีกฝั่งวางรออยู่ได้เร็วกว่าที่อีกฝั่งจะวางเพิ่มทัน ราคาจึงกระโดดข้ามชั้นไปเรื่อย ๆ ส่วน balance คือช่วงที่ทั้งสองฝั่งเติมของเข้ามารอในอัตราใกล้เคียงกัน ราคาเลยเดินไม่ออกจากย่านเดิม

หน้าต่าง Market Watch ของ MT4 แสดงคอลัมน์ Bid และ Ask ของคู่เงินหลายคู่ พร้อมคอลัมน์สเปรด
ช่อง Bid กับ Ask ใน Market Watch ของ MT4 คือหน้าตาที่ใกล้ที่สุดที่โปรแกรมเทรดทั่วไปแสดงให้ดู — Bid คือราคาที่มีคนรอรับซื้อ Ask คือราคาที่มีคนรอขาย ส่วนต่างของสองค่านี้คือสเปรด ซึ่งกว้างขึ้นเสมอในช่วง imbalance แรง ๆ

เรื่องสเปรดกว้างขึ้นตอนราคาวิ่งแรงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย — มันเปลี่ยนระยะที่สตอปจะโดนจริงโดยที่ราคากลางยังไม่ขยับ อ่านตัวเลขเต็ม ๆ ได้ที่ Spread ถ่าง คืออะไร


อีกวิธีวัด — ความหนาแน่นของแท่งต่อระยะ 10 จุด

ค่าซ้อนทับดูทีละคู่ ซึ่งดีเวลาอยากรู้ว่า "ตอนนี้" เป็นอะไร แต่ถ้าอยากตัดสินว่าทั้งช่วงที่ผ่านมาเป็น balance หรือ imbalance ให้ใช้อีกมุมหนึ่ง คือดูว่าราคาใช้แท่งไปกี่แท่งต่อระยะทางที่เดินได้ สูตรตรงไปตรงมา:

ความหนาแน่น = จำนวนแท่งในช่วงนั้น ÷ (ความกว้างทั้งช่วงเป็นจุด ÷ 10)  ⇒ ได้ค่า "กี่แท่งต่อระยะ 10 จุด"
ค่ามาก = ราคาอยู่ย่านเดิมนาน (balance) · ค่าน้อย = ราคาผ่านย่านนี้ไปเฉย ๆ (imbalance)
ลักษณะช่วงจำนวนแท่งความกว้างทั้งช่วงแท่งต่อ 10 จุด
กรอบแคบ ๆ ตอนตลาดเงียบ2060 จุด3.33
กรอบปกติระหว่างวัน20150 จุด1.33
ช่วงราคาวิ่ง (imbalance)20600 จุด0.33
ช่วงข่าวแรง201,200 จุด0.17
20
แท่งเท่ากันทั้งสี่แถวในตาราง
20 เท่า
ความหนาแน่นต่างกันระหว่างแถวบนสุดกับล่างสุด
0.0%
ค่าซ้อนทับของแท่งที่ 4 กับ 5 ในตัวอย่างข้างบน

ประเด็นของตารางนี้คือ ทั้งสี่แถวใช้แท่งเท่ากันเป๊ะ 20 แท่ง ถ้าดูแต่จำนวนแท่งจะบอกอะไรไม่ได้เลย แต่พอหารด้วยระยะทางที่เดินได้ ค่ากลับต่างกันถึง 20 เท่า — และนี่คือเหตุผลว่าทำไมกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีในกรอบ (เช่นซื้อขอบล่างขายขอบบน) ถึงพังทันทีเมื่อเอาไปใช้ในช่วงข่าว ทั้งที่ "จำนวนแท่งบนจอ" ดูเหมือนเดิม

ถ้าอยากวัดความหนาแน่นด้วยปริมาณการซื้อขายแทนจำนวนแท่ง เครื่องมือที่ตรงเรื่องที่สุดคือ Volume Profile และ Value Area ซึ่งเป็นการมองเรื่องเดียวกันจากอีกแกนหนึ่ง


ช่องว่างสามแท่ง (FVG) — imbalance ที่คิดเป็นจุดได้ตรง ๆ

เมื่อ imbalance แรงพอ จะเหลือร่องรอยที่วัดได้ชัดกว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือช่องว่างสามแท่ง ซึ่งในภาษา SMC เรียกว่า FVG (Fair Value Gap) นิยามของมันสั้นมาก:

FVG ขาขึ้น = ราคาต่ำสุดของแท่งที่ 3 ลบด้วย ราคาสูงสุดของแท่งที่ 1  (ถ้าได้ค่าบวก แปลว่ามีช่องว่าง)
FVG ขาลง = ราคาต่ำสุดของแท่งที่ 1 ลบด้วย ราคาสูงสุดของแท่งที่ 3
ใช้สามแท่งติดกันเสมอ และไม่สนใจแท่งกลาง — แท่งกลางคือแท่งที่วิ่ง ส่วนอีกสองแท่งคือขอบของช่องว่าง

ลองใช้กับหกแท่งชุดเดิมข้างบน จะได้ช่องว่างสองก้อน และคิดเป็นจุดได้ทันที:

  1. แท่ง 3–4–5 → ช่องว่าง 130 จุด · ต่ำสุดแท่งที่ 5 คือ 1.10140 ลบด้วยสูงสุดแท่งที่ 3 คือ 1.10010
  2. แท่ง 4–5–6 → ช่องว่าง 90 จุด · ต่ำสุดแท่งที่ 6 คือ 1.10210 ลบด้วยสูงสุดแท่งที่ 4 คือ 1.10120
  3. แท่ง 1–2–3 → ไม่มีช่องว่าง · คำนวณได้ −70 จุด ค่าติดลบแปลว่าสามแท่งนั้นยังครอบราคาทับกันอยู่ = ยังเป็น balance
ช่องว่างสามแท่ง วัดเป็นจุดได้ ไม่ต้องเดาด้วยตา 1.10140 ต่ำสุดแท่ง 3 1.10010 สูงสุดแท่ง 1 ช่องว่าง 130 จุด ครึ่งช่อง 65 จุด แท่ง 1แท่ง 2แท่ง 3 แรงวิ่งขึ้นทิ้งช่องว่างไว้ 130 จุด — ย่านนี้แทบไม่มีการซื้อขายสองทาง ราคาย้อนกลับมาแตะกลางช่องที่ 65 จุด — จุดที่หลายคนใช้เป็นราคาเข้า แล้วไปต่อ — แต่รอบหน้าอาจทะลุลงทั้งช่อง ช่องว่างไม่ใช่คำสัญญา
แถบเหลืองคือช่องว่างที่วัดได้ 130 จุด เส้นประกลางแถบคือครึ่งช่องที่ 65 จุด ภาพนี้แสดงกรณีที่ราคาย้อนมาแตะแล้วไปต่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิด
!
ข้อที่ต้องระวังที่สุดของเรื่องนี้ — คำที่ได้ยินบ่อยว่า "ช่องว่างต้องถูกเติมกลับเสมอ" ไม่มีอะไรรับประกัน ช่องว่างเป็นเพียงร่องรอยว่าตรงนั้นเคยไม่มีการซื้อขายสองทาง ไม่ใช่คำสัญญาว่าราคาจะกลับมา บทความนี้จึงไม่ใส่ตัวเลข "เติมกลับกี่เปอร์เซ็นต์" เพราะค่านั้นต่างกันตามคู่เงิน ไทม์เฟรม และช่วงเวลาที่วัด ใครจะใช้ต้องไปวัดเองบนข้อมูลของตัวเอง แล้วนับให้ครบทั้งครั้งที่เติมและครั้งที่ไม่เติม ไม่ใช่นับเฉพาะครั้งที่จำได้

โซนที่นักเทรดสาย Supply & Demand ใช้กัน ก็สร้างจากกลไกเดียวกันนี้ — ฐานที่ราคาพัก (balance) แล้วมีแรงออกจากฐานเร็ว ๆ (imbalance) อ่านวิธีตีกรอบโซนให้เป็นตัวเลขได้ที่ DBR และ RBD คืออะไร และรูปแบบไปต่อที่ RBR และ DBD ส่วนภาพรวมของศัพท์ทั้งชุดอยู่ที่ SMC คืออะไร


รู้ว่าเป็น balance แล้วยังไงต่อ — ตำแหน่งที่เข้าเป็นตัวกำหนดทั้งหมด

การแยก balance ออกจาก imbalance ได้ ยังไม่ใช่แผนเทรด มันเป็นแค่การรู้ว่าตอนนี้อยู่ในสนามแบบไหน สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์จริง ๆ คือเรื่องที่คนมักข้าม นั่นคือเข้าตรงไหนของกรอบ

สมมติกรอบ balance ที่ตีได้คือ 1.09800 ถึง 1.10000 (กว้าง 200 จุด) วางสตอป 50 จุดใต้ขอบล่างที่ 1.09750 และตั้งเป้าที่ขอบบน 1.10000 — แผนเดียวกันทุกอย่าง เปลี่ยนแค่ราคาเข้า ตารางนี้คิดสเปรด 1.2 จุดเข้าไปด้วยแล้ว (ฝั่งซื้อจ่ายที่ Ask จึงเสี่ยงเพิ่มและได้กำไรลดอย่างละ 1.2 จุด):

ราคาเข้าอยู่ตรงไหนของกรอบระยะเสี่ยงระยะเป้าR:R หลังสเปรดต้องชนะกี่ % ถึงเสมอตัว
1.09800ขอบล่างพอดี51.2 จุด198.8 จุด3.8820.5%
1.09850เหนือขอบล่าง 25% ของกรอบ101.2 จุด148.8 จุด1.4740.5%
1.09900กลางกรอบพอดี151.2 จุด98.8 จุด0.6560.5%
1.09950เกือบถึงขอบบน201.2 จุด48.8 จุด0.2480.5%
กรอบเดียวกัน เป้าเดียวกัน สตอปที่ระดับเดียวกัน — แค่เข้าห่างกัน 150 จุด ทำให้ R:R ต่างกัน 16 เท่า และดันอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้จาก 20.5% ขึ้นไปเป็น 80.5%

บรรทัดล่างสุดของตารางคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนที่เห็นราคา "กำลังจะทะลุ" แล้วรีบเข้าใกล้ขอบบน — ไม่ได้แปลว่าผิด แต่แปลว่าต้องทายถูก 4 ใน 5 ครั้งถึงจะเท่าทุน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงมาก ในขณะที่คนที่รอให้ราคาลงมาที่ขอบล่างต้องทายถูกแค่ 1 ใน 5 ครั้ง วิธีคิดเรื่องเสมอตัวแบบเต็ม ๆ อยู่ที่ Risk Reward Ratio คืออะไร

ในทางกลับกัน ถ้าตัวเลขบอกว่ากำลังอยู่ในช่วง imbalance การไปนั่งซื้อขอบล่างขายขอบบนคือการใช้เครื่องมือผิดสนาม เพราะไม่มีขอบให้ใช้ตั้งแต่แรก และการเข้าเพราะ "ทะลุแล้ว" ก็มีต้นทุนของมันเช่นกัน — ดูตัวเลขได้ที่ False Breakout คืออะไร

อยากเห็นตัวอย่างการอ่านโครงสร้างราคาแบบมีตัวเลขกำกับทุกจุดบนกราฟจริง ลองดูเครื่องมือวิเคราะห์ของเราได้ที่ AlphaSignals ซึ่งแสดงกรอบ ระยะ และอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนไว้ให้ตรวจย้อนหลังได้

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเอาไปใช้

  • ทุกค่าขึ้นกับไทม์เฟรม — ช่วงที่เป็น imbalance ชัดเจนบน M5 อาจเป็นแค่แท่งเดียวในกรอบ balance บน H4 ต้องระบุเสมอว่ากำลังพูดถึงไทม์เฟรมไหน ไม่งั้นเถียงกันคนละเรื่อง
  • ค่าซ้อนทับไม่บอกทิศทาง — 0% บอกแค่ว่าราคาวิ่ง ไม่ได้บอกว่าจะวิ่งต่อหรือกลับตัว ต้องใช้คู่กับเครื่องมืออื่นเสมอ
  • ช่วงตลาดปิดหรือสภาพคล่องบาง ให้ค่าเพี้ยน — ตอนเปิดตลาดวันจันทร์หรือกลางดึก แท่งอาจไม่ซ้อนกันเพราะไม่มีคนเทรด ไม่ใช่เพราะมีแรงไล่ราคา ค่าที่วัดได้จึงหลอกได้
  • ต้นทุนกินกรอบแคบเสมอ — กรอบ balance ที่กว้าง 30 จุดบนคู่ที่สเปรด 1.2 จุด แปลว่าต้นทุนกินไปแล้ว 4% ของกรอบก่อนเริ่มนับกำไร ยิ่งกรอบแคบ ยิ่งเทรดไม่ออก
  • ตัวเลขในหน้านี้เป็นตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อให้ตามคำนวณได้ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังของกลยุทธ์ใด ๆ ใครจะเอาไปใช้ต้องวัดบนข้อมูลจริงของตัวเองก่อนเสมอ

สรุปเป็นขั้นตอนที่ทำตามได้

  1. เลือกไทม์เฟรมที่จะตัดสิน แล้วอย่าเปลี่ยนกลางทาง — เขียนไว้ในบันทึกด้วยว่าใช้ไทม์เฟรมไหน
  2. คำนวณค่าซ้อนทับของแท่งที่ติดกัน ย้อนหลังสัก 5–10 คู่ ด้วยสูตร ช่วงที่ซ้อนกัน ÷ ช่วงรวม
  3. ตัดสินด้วยเกณฑ์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เช่น ตั้งแต่ 50% ขึ้นไปคือ balance · ไม่เกิน 10% คือ imbalance · ระหว่างนั้นคือช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังไม่ต้องรีบทำอะไร
  4. ถ้าเป็น balance ให้ตีกรอบบน-ล่างเป็นตัวเลขจริง แล้วดูตารางข้างบนว่าราคาที่จะเข้าให้ R:R เท่าไร ถ้าเลยกลางกรอบไปแล้วส่วนใหญ่จะไม่คุ้ม
  5. ถ้าเป็น imbalance ให้มองหาช่องว่างสามแท่ง วัดความกว้างเป็นจุด แล้วบันทึกไว้ว่าเกิดที่ราคาเท่าไร — ไม่ต้องรีบเข้าในระหว่างที่ราคายังวิ่ง
  6. จดผลทุกครั้งพร้อมตัวเลขที่ใช้ตัดสิน ผ่านไปสัก 50 ครั้งจะเริ่มเห็นว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ใช้ได้จริงกับตลาดที่เราเทรดหรือเปล่า และควรขยับที่เท่าไร

ถ้าอยากได้บทวิเคราะห์โครงสร้างราคาพร้อมตัวเลขกำกับทุกวันโดยไม่ต้องนั่งคำนวณเอง ดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทุกช่องเป็นตัวอย่างที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านคำนวณตามได้ ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังและไม่ได้รับประกันผลในอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจด้วยตนเอง

ความคิดเห็น

Related stories