Drop Base Rally (DBR) และ Rally Base Drop (RBD) คืออะไร — โซนกลับตัว

BASE = DEMAND ZONE โซนที่ขาลงหมดแรง DROP BASE RALLY DBR และ RBD คืออะไร โซนกลับตัว Supply & Demand โดย คนเล่น Forex ZONE HEIGHT 8.0 จุด ความสูงของโซน Base RISK : REWARD 1 : 4.38 เสมอตัวที่ 18.6% · ตัวอย่าง XAUUSD ฉบับวัดเป็นตัวเลข
Supply & Demand

DBR และ RBD คืออะไร — วิธีอ่านโซนกลับตัว Drop Base Rally และ Rally Base Drop ให้เป็นตัวเลข

DBR คือ Drop Base Rally — ราคาวิ่งลง (Drop) แล้วหยุดพักสร้างฐาน (Base) แล้วกลับตัววิ่งขึ้น (Rally) ฐานตรงกลางคือ โซน Demand ส่วน RBD คือ Rally Base Drop ซึ่งเป็นภาพกลับด้านกันทุกอย่าง และฐานตรงกลางคือ โซน Supply

จุดที่ทำให้สองรูปแบบนี้ต่างจากพี่น้องอีกคู่หนึ่งคือ ทิศทางก่อนเข้าฐานกับทิศทางหลังออกจากฐาน สวนทางกัน — จึงเป็นรูปแบบ กลับตัว (reversal) ไม่ใช่รูปแบบไปต่อ บทความนี้อธิบายวิธีตีกรอบโซนให้ได้ตัวเลข เงื่อนไขที่แยก "กลับตัวจริง" ออกจาก "แค่ย่อพัก" และตารางที่แสดงว่าความสูงของโซนกำหนดอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนทั้งหมด — ไม่ใช่ความสวยของรูปแบบ


DBR และ RBD คืออะไร — อ่านจากลำดับสามคำ

ทั้งชุดนี้ใช้คำอธิบายพฤติกรรมราคาแค่สามคำ ต่อกันเป็นลำดับแล้วได้ความหมายทันที ถ้าแยกสามคำนี้ไม่ออก จะตีกรอบโซนผิดตั้งแต่ต้น

D

Drop — ราคาวิ่งลงเร็ว

แท่งเทียนตัวยาวลงต่อเนื่อง แรงขายชนะแรงซื้อชัดเจน ช่วงนี้คือช่วง ไม่สมดุล (imbalance)

B

Base — ราคาพัก สร้างฐาน

แท่งตัวเล็ก แกว่งแคบ แรงซื้อกับแรงขายพอ ๆ กัน ช่วงนี้คือช่วง สมดุล (balance) และเป็นจุดที่คำสั่งซื้อขายค้างสะสม

R

Rally — ราคาวิ่งขึ้นเร็ว

ภาพกลับด้านของ Drop แท่งเทียนตัวยาวขึ้น แรงซื้อชนะแรงขาย

เอามาเรียงต่อกัน: Drop → Base → Rally แปลว่าราคาลงมา หยุดพักที่ตรงนี้ แล้วเปลี่ยนใจวิ่งกลับขึ้นไป นั่นบอกว่าที่ฐานตรงนั้นมีแรงซื้อมากพอจะหยุดขาลงได้ จึงเรียกฐานนั้นว่า โซน Demand — และ Rally → Base → Drop คือภาพกลับด้าน ฐานกลายเป็น โซน Supply

แผนภาพแท่งเทียนเปรียบเทียบรูปแบบ Rally Base Drop ที่มีโซน Supply อยู่ด้านบน กับรูปแบบ Drop Base Rally ที่มีโซน Demand อยู่ด้านล่าง
ด้านบนคือ RBD — ขึ้นมา พัก แล้วลง ฐานกลายเป็นโซน Supply · ด้านล่างคือ DBR — ลงมา พัก แล้วขึ้น ฐานกลายเป็นโซน Demand
Drop Base Rally (DBR) — ฐานที่ราคาทิ้งไว้คือโซน Demand ตัวอย่างสมมติบน XAUUSD — ราคาลงจาก 2,046 พักที่ 1,980.0-1,988.0 แล้วกลับตัวขึ้น 2,030.01,988.0 1,980.01,960.0 DROP BASE RALLY ราคากลับมาแตะโซน = จุดที่เฝ้าดู โซน Demand — สูง 8.0 จุด
ลำดับของ DBR — ลงมา พัก แล้วกลับขึ้น ฐานที่ราคาทิ้งไว้จะกลายเป็นแนวรับที่มีนัยเมื่อราคากลับมาแตะอีกครั้ง

DBR / RBD ต่างจาก RBR / DBD อย่างไร

ตระกูลนี้มี 4 รูปแบบ และแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน กลุ่มที่ ทิศทางเข้าและออกเหมือนกัน คือรูปแบบไปต่อตามเทรนด์ ส่วนกลุ่มที่ ทิศทางเข้าและออกสวนกัน คือรูปแบบกลับตัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่บทความนี้พูดถึง

รูปแบบลำดับราคาฐานกลายเป็นประเภทใช้มองหาอะไร
DBR — Drop Base Rallyลง → พัก → ขึ้นโซน Demandกลับตัวจุดที่ขาลงหมดแรง
RBD — Rally Base Dropขึ้น → พัก → ลงโซน Supplyกลับตัวจุดที่ขาขึ้นหมดแรง
RBR — Rally Base Rallyขึ้น → พัก → ขึ้นโซน Demandไปต่อจุดเข้าตามเทรนด์ขาขึ้น
DBD — Drop Base Dropลง → พัก → ลงโซน Supplyไปต่อจุดเข้าตามเทรนด์ขาลง
สังเกตให้ดี — โซน Demand เกิดได้ทั้งจาก DBR และ RBR และโซน Supply เกิดได้ทั้งจาก RBD และ DBD ⇒ ชื่อโซนไม่ได้บอกว่าเป็นกลับตัวหรือไปต่อ สิ่งที่บอกคือ "ทิศทางก่อนเข้าฐาน" เท่านั้น ถ้าอยากอ่านฝั่งไปต่อโดยละเอียด อ่านต่อได้ที่ RBR (Rally Base Rally) และ DBD คืออะไร

ทำไมโซนกลับตัวถึงพลาดบ่อยกว่าโซนไปต่อ

ข้อแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องรูปทรง แต่เป็นเรื่องว่ากำลังทำอะไรอยู่ RBR และ DBD คือการเข้า ตามทิศทางที่ตลาดกำลังไปอยู่แล้ว ส่วน DBR และ RBD คือการเข้า สวนทิศทางที่เพิ่งวิ่งมา — งานที่ยากกว่าโดยธรรมชาติ

โซนไปต่อขอแค่ให้เทรนด์เดิมทำงานต่อ · โซนกลับตัวต้องรอให้เทรนด์เดิมยอมแพ้ก่อน — สองอย่างนี้ต้องการหลักฐานคนละระดับกัน

ผลในทางปฏิบัติคือ DBR / RBD ต้องมีเงื่อนไขยืนยันเพิ่ม ไม่ใช่แค่เห็นฐานสวย ๆ แล้วเข้าเลย และถ้าราคายังไม่ทำลายโครงสร้างเดิมออกมาให้เห็น การกลับตัวนั้นก็ยังเป็นแค่ "การย่อพักที่ดูเหมือนกลับตัว"


เงื่อนไขที่แยก "กลับตัวจริง" ออกจาก "แค่ย่อพัก"

เงื่อนไขสามข้อนี้ตรวจได้ด้วยตาบนกราฟ ไม่ต้องใช้อินดิเคเตอร์อะไรเพิ่ม และเป็นสิ่งที่แยก DBR ที่ใช้ได้ ออกจาก DBR ที่แค่หน้าตาถูก

  1. ขาที่ออกจากฐานต้องแรงกว่าขาที่เข้าฐาน — ถ้าราคาลงมาด้วยแท่งยาว ๆ แล้วกลับขึ้นไปแบบเอื่อย ๆ นั่นคือการเด้งทางเทคนิค ไม่ใช่การเปลี่ยนมือ ขาออกที่แรงกว่าคือหลักฐานว่ามีคนเข้ามารับจริงที่ฐานนั้น
  2. ต้องทำลายโครงสร้างเดิม — สำหรับ DBR ราคาต้องขึ้นไปทะลุ ยอดสวิงก่อนหน้า (swing high) ของขาลงนั้นให้ได้ ถ้ายังไม่ทะลุ ขาลงเดิมยังไม่ถูกยกเลิก · สำหรับ RBD ก็คือทะลุ ก้นสวิงก่อนหน้า ลงไป
  3. ฐานต้องยังไม่ถูกใช้งาน — ถ้าราคากลับมาแตะโซนนี้ไปแล้วหนึ่งครั้งและวิ่งออกไป คำสั่งที่ค้างในโซนก็ถูกใช้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ครั้งที่สองจึงอ่อนกว่าเสมอ และครั้งที่สามยิ่งอ่อนกว่า
⚠️
ข้อ 2 คือข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุด — การเข้าเทรดที่โซน DBR ก่อนที่ราคาจะทะลุยอดสวิงเดิม เท่ากับเดาว่าขาลงจะจบ ทั้งที่กราฟยังไม่ได้บอกอะไรแบบนั้น ถ้าอยากเข้าให้เร็วขึ้นจริง ๆ ให้ลดขนาดสถานะลงแทนที่จะยกเลิกเงื่อนไข

วิธีตีกรอบโซน DBR / RBD ให้ได้ตัวเลข

โซนที่กะเอาจะกว้างเกินจริงเสมอ และโซนที่กว้างเกินจริงทำให้จุดตัดขาดทุนไกลออกไปโดยไม่จำเป็น กติกาที่ใช้ได้จริงมีสามข้อ

  • นับเฉพาะแท่งที่เป็นฐานจริง — แท่งตัวเล็กแกว่งแคบที่อยู่ติดกัน โดยทั่วไป 1-5 แท่ง ถ้าเกิน 6-8 แท่งขึ้นไป มันเริ่มเป็นช่วงสะสมยาว ไม่ใช่ฐานที่คมแล้ว
  • ขอบที่ราคาจะมาแตะก่อน (proximal) — สำหรับ DBR คือ ราคาสูงสุดของตัวแท่ง ในฐาน จุดนี้คือจุดที่ใช้เป็นราคาเข้า
  • ขอบไกล (distal) — สำหรับ DBR คือ ราคาต่ำสุดรวมไส้เทียน ของฐาน ต้องกินไส้ เพราะไส้คือระดับที่ราคาเคยไปถึงจริง จุดตัดขาดทุนต้องอยู่ต่ำกว่าขอบนี้ ไม่ใช่ที่ขอบพอดี

เมื่อได้สองขอบแล้ว ทุกอย่างที่เหลือคือเลขคณิต ตัวอย่างที่ใช้ทั้งบทความนี้ตั้งไว้แบบนี้ (ตัวเลขสมมติเพื่อให้คำนวณตามได้):

รายการวิธีคิดค่า
ขอบบนโซน (proximal) = ราคาเข้าสูงสุดของตัวแท่งในฐาน1,988.0
ขอบล่างโซน (distal)ต่ำสุดรวมไส้1,980.0
ความสูงโซน1,988.0 − 1,980.08.0 จุด
กันชนใต้โซน20% ของความสูงโซน = 0.2 × 8.01.6 จุด
จุดตัดขาดทุน1,980.0 − 1.61,978.4
ระยะเสี่ยง1,988.0 − 1,978.49.6 จุด
เป้าหมาย (จุดเริ่มของขาลง)2,030.0
ระยะกำไร2,030.0 − 1,988.042.0 จุด
อัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทน42.0 ÷ 9.61 : 4.38
อัตราชนะที่ต้องมีถึงจะเสมอตัว1 ÷ (1 + 4.38)18.6%
8.0
ความสูงโซนในตัวอย่าง (จุด)
1 : 4.38
อัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทน
18.6%
อัตราชนะที่ทำให้เสมอตัว
ทำไมต้องดูอัตราชนะที่เสมอตัวคู่กันเสมอ — ตัวเลข "1 : 4.38" ฟังดูดี แต่มันบอกแค่ว่า ถ้าชนะน้อยกว่า 18.6% ของครั้งที่เทรด ก็ยังขาดทุน อัตราส่วนที่สูงไม่ได้แปลว่ากำไร มันแค่ลดเพดานอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ลงมา

ความสูงของโซนคือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง

ถ้าล็อกราคาเข้าไว้ที่ 1,988.0 และเป้าหมายไว้ที่ 2,030.0 ระยะกำไรจะคงที่ที่ 42.0 จุดเสมอ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนได้คือระยะเสี่ยง ซึ่งมาจากความสูงของโซนล้วน ๆ เมื่อกันชนตั้งไว้ที่ 20% ของความสูงโซน ระยะเสี่ยงจะเท่ากับ 1.2 × ความสูงโซน พอดี ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดยุบเหลือสูตรเดียว

เมื่อราคาเข้าและเป้าหมายคงที่ · R:R = 35 ÷ ความสูงของโซน — โซนที่กว้างขึ้นเท่าตัว ทำให้อัตราส่วนหายไปครึ่งหนึ่งเสมอ
โซนยิ่งกว้าง อัตราส่วนยิ่งหด — ราคาเข้าและเป้าหมายคงที่ทั้งภาพ เป้าหมาย 2,030.0 เข้า 1,988.0 +42.0 โซน Base จุดตัดขาดทุน โซนสูง 3.0 จุด → เสี่ยง 3.6 → R:R 1 : 11.67 → เสมอตัว 7.9% โซนสูง 5.0 จุด → เสี่ยง 6.0 → R:R 1 : 7.00 → เสมอตัว 12.5% โซนสูง 8.0 จุด → เสี่ยง 9.6 → R:R 1 : 4.38 → เสมอตัว 18.6% โซนสูง 12.0 จุด → เสี่ยง 14.4 → R:R 1 : 2.92 → เสมอตัว 25.5% โซนสูง 20.0 จุด → เสี่ยง 24.0 → R:R 1 : 1.75 → เสมอตัว 36.4% โซนสูง 30.0 จุด → เสี่ยง 36.0 → R:R 1 : 1.17 → เสมอตัว 46.2% แถบเขียว = ระยะกำไรคงที่ 42.0 จุด · แถบแดง = ระยะเสี่ยงที่ยืดตามความสูงโซน
ภาพเดียวกันทั้งหมด เปลี่ยนแค่ความสูงของฐาน — แถบกำไรไม่ขยับเลย แต่แถบความเสี่ยงยืดขึ้นเรื่อย ๆ
ความสูงโซนขอบล่างจุดตัดขาดทุนระยะเสี่ยงR:Rอัตราชนะที่เสมอตัวสเปรด 0.30 คิดเป็นกี่ % ของความเสี่ยง
3.01,985.01,984.43.61 : 11.677.9%8.3%
5.01,983.01,982.06.01 : 7.0012.5%5.0%
8.01,980.01,978.49.61 : 4.3818.6%3.1%
12.01,976.01,973.614.41 : 2.9225.5%2.1%
20.01,968.01,964.024.01 : 1.7536.4%1.3%
30.01,958.01,952.036.01 : 1.1746.2%0.8%

ทุกแถวคำนวณจากราคาเข้า 1,988.0 · เป้าหมาย 2,030.0 · กันชน 20% ของความสูงโซน · สเปรดสมมติ 0.30 จุด ⇒ ตรวจตามได้ทุกช่อง


โซนแคบไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป

อ่านตารางแถวบนสุดแล้วอาจสรุปว่า "งั้นก็หาโซนที่แคบที่สุด" ซึ่งไม่ถูก เพราะคอลัมน์สุดท้ายเดินสวนทางกับ R:R เสมอ

  • ต้นทุนกินสัดส่วนมากขึ้นเมื่อโซนแคบ — ที่โซนสูง 3.0 จุด สเปรด 0.30 คิดเป็น 8.3% ของความเสี่ยงทั้งก้อน แต่ที่โซนสูง 30.0 จุด เหลือ 0.8% ยิ่งระยะเสี่ยงสั้น ต้นทุนคงที่ยิ่งมีน้ำหนัก
  • โซนแคบโดนสะกิดง่ายกว่า — จุดตัดขาดทุนที่ห่างจากราคาเข้าแค่ 3.6 จุดบนทองคำ อยู่ในระยะที่ความผันผวนปกติของช่วงข่าวเดินผ่านได้สบาย ๆ อัตราส่วนที่สวยบนกระดาษจึงแลกมาด้วยจำนวนครั้งที่โดนตัดขาดทุนถี่ขึ้น
  • อย่าบีบโซนให้แคบเอง — การตัดไส้เทียนทิ้งเพื่อให้โซนดูแคบลง ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงจริงลดลง มันแค่ย้ายจุดตัดขาดทุนขึ้นมาอยู่ในระยะที่ราคาเคยไปถึงมาแล้ว
ใช้ตารางนี้ยังไงให้ถูก — ไม่ใช่ไล่หาแถวบนสุด แต่ใช้เพื่อ คัดโซนที่ไม่คุ้มออกก่อนกดออเดอร์ ถ้าโซนที่เจอสูง 30 จุดและเป้าหมายอยู่แค่ 42 จุด ตัวเลขบอกตรง ๆ ว่าต้องชนะเกือบครึ่งถึงจะเสมอตัว — นั่นคือสัญญาณให้ข้ามโซนนั้นไป ไม่ใช่สัญญาณให้ขยับเป้าหมายให้ไกลขึ้นจนไม่สมเหตุสมผล

ถ้าอยากเห็นว่าเงื่อนไขแบบเดียวกันนี้ถูกนำไปคิดเป็นสัญญาณที่มีตัวเลขกำกับอย่างไร ลองดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs ซึ่งแสดงระยะเสี่ยงและอัตราส่วนของทุกสัญญาณไว้ตั้งแต่ต้น


กับดักที่ทำให้ DBR / RBD ใช้ไม่ได้ผล

1

ตีโซนบนกราฟที่ยังไม่จบแท่ง

ฐานที่เห็นระหว่างแท่งกำลังวิ่งอาจเปลี่ยนรูปทั้งหมดตอนปิดแท่ง ตีกรอบจากแท่งที่ปิดแล้วเท่านั้น

2

นับแท่งฐานเยอะเกินไป

กวาดเอาแท่ง 10-15 แท่งมาเป็นฐานเดียว ได้โซนกว้างจนอัตราส่วนไม่เหลือ ตามตารางข้างบน โซน 30 จุดเหลือ R:R แค่ 1 : 1.17

3

เข้าก่อนราคาทะลุโครงสร้าง

ข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุด — DBR ที่ยังไม่ทะลุยอดสวิงเดิม ยังไม่ต่างจากการเด้งกลางขาลง

4

ใช้โซนซ้ำรอบที่สาม สี่

คำสั่งที่ค้างในโซนมีจำกัด แตะครั้งแรกแรงสุด ครั้งต่อ ๆ ไปอ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโซนที่จะถูกทะลุ

5

วางจุดตัดขาดทุนที่ขอบโซนพอดี

ขอบล่างคือระดับที่ราคาเคยไปถึงมาแล้ว วางที่ขอบพอดีคือวางไว้ในจุดที่มีโอกาสโดนสะกิดสูงที่สุด ต้องมีกันชนเสมอ

6

ไม่ดูว่าอยู่ตรงไหนของภาพใหญ่

DBR ที่อยู่กลางเทรนด์ขาลงชัด ๆ บนไทม์เฟรมใหญ่ คือการสวนน้ำ ต่อให้รูปแบบถูกทุกข้อก็ยังเป็นการเทรดที่ยากกว่าปกติมาก

กราฟแท่งเทียนจริงพร้อมแท่งปริมาณการซื้อขาย แสดงโซน Demand ด้านล่างและโซน Supply ด้านบนที่ราคากลับมาแตะซ้ำ
บนกราฟจริงจะเห็นทั้งสองโซนพร้อมกัน — สังเกตว่าโซนด้านล่างถูกแตะซ้ำหลายครั้ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของกับดักข้อ 4

เช็กลิสต์ก่อนกดออเดอร์

  1. รูปแบบครบไหม — มีขาเข้า มีฐาน มีขาออกที่สวนทาง และทั้งหมดอยู่บนแท่งที่ปิดแล้ว
  2. ขาออกแรงกว่าขาเข้าไหม — ถ้าไม่ ให้ข้าม
  3. ทะลุโครงสร้างเดิมแล้วหรือยัง — DBR ต้องทะลุยอดสวิงก่อนหน้า · RBD ต้องทะลุก้นสวิงก่อนหน้า
  4. โซนนี้ถูกแตะมาแล้วกี่ครั้ง — ถ้าเกินหนึ่งครั้ง ให้ลดน้ำหนักลง
  5. จดตัวเลขสี่ตัวก่อนกด — ราคาเข้า · จุดตัดขาดทุน · เป้าหมาย · อัตราชนะที่เสมอตัว ถ้าตัวสุดท้ายสูงเกินกว่าที่ทำได้จริง ให้ข้ามโซนนั้น
  6. ขนาดสถานะมาจากระยะเสี่ยง — ไม่ใช่จากความมั่นใจ ระยะเสี่ยงยาวขึ้นเท่าไร ขนาดต้องลดลงตามส่วนเสมอ

สรุป

DBR (Drop Base Rally) และ RBD (Rally Base Drop) คือรูปแบบโซน Supply & Demand ฝั่ง กลับตัว — ต่างจาก RBR และ DBD ที่เป็นฝั่งไปต่อ ตรงที่ทิศทางก่อนและหลังฐานสวนกัน จึงต้องการหลักฐานเพิ่มอีกชั้นคือ การทะลุโครงสร้างเดิม ก่อนจะถือว่าเป็นการกลับตัวจริง

สิ่งที่ตัดสินว่าคุ้มเทรดหรือไม่ ไม่ใช่ความสวยของรูปแบบ แต่เป็น ความสูงของฐาน เพราะเมื่อราคาเข้าและเป้าหมายถูกกำหนดแล้ว ความสูงของฐานคือสิ่งเดียวที่กำหนดระยะเสี่ยง และจึงกำหนดอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ทั้งหมด — โซนสูง 8 จุดต้องชนะ 18.6% ถึงเสมอตัว ส่วนโซนสูง 30 จุดต้องชนะถึง 46.2% บนเป้าหมายเดียวกัน

อ่านฝั่งรูปแบบไปต่อของตระกูลเดียวกันได้ที่ RBR (Rally Base Rally) และ DBD คืออะไร — วิธีตีกรอบโซน Demand/Supply ให้เป็นตัวเลข · และถ้าต้องการตัวช่วยที่แสดงระยะเสี่ยงกับอัตราส่วนของทุกสัญญาณไว้ให้ตั้งแต่ต้น ดูได้ที่ AlphaSigs

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้คำนวณตามได้ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับรอง การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง

ความคิดเห็น

Related stories