QE คืออะไร — กลไกของ Quantitative Easing ทีละขั้น และตัวเลขจริงของทองคำใน 4 รอบ QE
QE (Quantitative Easing) หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ คือการที่ธนาคารกลางสร้างเงินสำรองขึ้นมาแล้วเอาไปซื้อพันธบัตรในตลาดรอง เพื่อกดผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้ต่ำลง ธนาคารกลางใช้มันเมื่อลดดอกเบี้ยนโยบายจนชนศูนย์แล้วยังกระตุ้นเศรษฐกิจไม่พอ นั่นคือคำตอบของคำถาม "QE คืออะไร" แบบสั้นที่สุด
แต่ประโยคที่คนเทรดทองและค่าเงินได้ยินบ่อยกว่าคำนิยามคือ "เฟดทำ QE แล้วดอลลาร์อ่อน ทองจะขึ้น" — หน้านี้จะไม่หยุดที่คำนิยาม แต่จะเอาช่วงเวลาของ QE ทั้ง 4 รอบมาวางเทียบกับราคาทองคำจริง แล้วจะเห็นว่ารอบที่เฟดซื้อพันธบัตรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นรอบที่ทองลงแรงที่สุด ประโยคข้างบนจึงไม่ใช่กฎ และหน้านี้จะอธิบายว่ากลไกจริงที่ทองตอบสนองคืออะไรแทน
1. QE คืออะไร — และใครเป็นคนซื้อกันแน่
QE ย่อมาจาก Quantitative Easing ภาษาราชการไทยใช้คำว่า "มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ" คำว่า "เชิงปริมาณ" มีความหมายตรงตัว คือธนาคารกลางเลิกควบคุมที่ ราคา ของเงิน (อัตราดอกเบี้ย) แล้วหันไปควบคุมที่ ปริมาณ ของสินทรัพย์ที่ตัวเองถือแทน
ลำดับการใช้เครื่องมือของธนาคารกลางเป็นแบบนี้เสมอ และ QE อยู่ท้ายสุด
- ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย — เครื่องมือปกติ ใช้ก่อนเสมอ ราคาถูกและถอนกลับง่าย
- ลดจนใกล้ศูนย์ — ถึงจุดที่เรียกว่า zero lower bound ลดต่อไม่ได้มากแล้ว
- สื่อสารล่วงหน้า (forward guidance) — บอกตลาดว่าจะคงดอกเบี้ยต่ำไปอีกนาน เพื่อกดดอกเบี้ยระยะยาวโดยไม่ต้องใช้เงิน
- QE — เข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวจริง ๆ เพื่อกดผลตอบแทนช่วงปลายเส้นที่ดอกเบี้ยนโยบายเอื้อมไม่ถึง
(ก) คนซื้อคือ "ธนาคารกลาง" ไม่ใช่ "รัฐบาล" — ธนาคารกลางเป็นคนละองค์กรกับกระทรวงการคลัง และในหลายประเทศมีกฎหมายห้ามซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลโดยตรง QE จึงต้องซื้อใน ตลาดรอง คือซื้อจากธนาคารพาณิชย์และกองทุนที่ถือพันธบัตรอยู่แล้ว
(ข) ไม่มีการไป "กู้เงินจาก IMF" มาทำ QE — ธนาคารกลางที่ออกสกุลเงินของตัวเองไม่ต้องหาเงินมาก่อนจึงจะซื้อได้ มันสร้างเงินสำรองขึ้นในบัญชีแล้วโอนให้ผู้ขายทันที ส่วน IMF เป็นเรื่องของประเทศที่ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นคนละปัญหากันคนละเรื่อง
2. กลไกจริงมีข้อเดียว: ซื้อพันธบัตร ราคาขึ้น ผลตอบแทนลง
ถ้าจะจำ QE ได้ประโยคเดียว ให้จำประโยคนี้ — ราคาพันธบัตรกับผลตอบแทนของมันเดินสวนทางกันเสมอ ไม่ใช่บางครั้ง แต่ทุกครั้ง เพราะมันคือเลขชุดเดียวกันที่มองคนละด้าน
เหตุผลอยู่ในตัวสัญญาเอง พันธบัตรจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินที่ล็อกไว้ตั้งแต่วันออก สมมติพันธบัตรอายุ 10 ปี หน้าตั๋ว 1,000 ดอลลาร์ คูปอง 2% แปลว่ามันจะจ่ายปีละ 20 ดอลลาร์ไปจนครบอายุ ไม่ว่าใครจะซื้อมันไปในราคาเท่าไรก็ตาม ดังนั้นถ้ามีคนแย่งซื้อจนราคาขึ้นเป็น 1,094.71 คนที่ซื้อที่ราคานั้นก็ยังได้ปีละ 20 เท่าเดิม ผลตอบแทนต่อเงินที่จ่ายจริงจึงลดลงโดยอัตโนมัติ
ตารางข้างล่างคำนวณจากสูตรมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสด คือรวมมูลค่าวันนี้ของคูปองทั้ง 10 งวดบวกกับเงินต้นที่ได้คืนวันครบอายุ ทุกช่องคำนวณซ้ำได้ด้วยเครื่องคิดเลขทั่วไป
| ผลตอบแทนที่ตลาดต้องการ | ราคาพันธบัตร | ส่วนต่างจากหน้าตั๋ว | คูปองที่ได้จริง |
|---|---|---|---|
| 1.0% | 1,094.71 | +9.47% | 20.00 / ปี |
| 1.5% | 1,046.11 | +4.61% | 20.00 / ปี |
| 2.0% (เท่าคูปองพอดี) | 1,000.00 | 0.00% | 20.00 / ปี |
| 2.5% | 956.24 | −4.38% | 20.00 / ปี |
| 3.0% | 914.70 | −8.53% | 20.00 / ปี |
| 4.0% | 837.78 | −16.22% | 20.00 / ปี |
| 5.0% | 768.35 | −23.17% | 20.00 / ปี |
คอลัมน์ขวาสุดคือหัวใจ — มันไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่แถวเดียว ราคาที่ขยับจาก 768.35 ถึง 1,094.71 คือราคาของกระแสเงินชุดเดิมเป๊ะ ๆ นี่คือเหตุผลที่ข่าวพูดถึง "ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง" ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผลตอบแทน 10 ปีที่ขยับจาก 2% ไป 4% แปลว่าคนที่ถือพันธบัตรอยู่ขาดทุนบนกระดาษราว 16%
3. QE ไม่เท่ากับ "พิมพ์เงิน" อย่างที่เข้าใจกัน
คำอธิบายยอดนิยมคือ "ธนาคารกลางพิมพ์เงินจากอากาศบาง ๆ" ซึ่งถูกครึ่งเดียว ส่วนที่ถูกคือเงินนั้นถูกสร้างขึ้นจริงโดยไม่ต้องมีอยู่ก่อน ส่วนที่ไม่ถูกคือเงินที่สร้างขึ้นนั้นไม่ใช่เงินประเภทเดียวกับเงินในกระเป๋าเรา
เงินสำรอง (bank reserves)
คือเงินที่ QE สร้างขึ้น มันอยู่ในบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์เปิดไว้กับธนาคารกลาง ใช้ได้เฉพาะระหว่างธนาคารด้วยกัน ประชาชนถอนออกมาใช้ไม่ได้
เงินฝากของประชาชน
เกิดขึ้นตอนธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ ไม่ใช่ตอนธนาคารกลางทำ QE ถ้าธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่ม เงินสำรองก็กองอยู่เฉย ๆ
ธนบัตร
พิมพ์ตามความต้องการถือเงินสดของประชาชน ไม่ได้ผูกกับ QE เลย — ชื่อ "พิมพ์เงิน" ทำให้คนนึกถึงข้อนี้ ทั้งที่ QE ไม่ได้แตะมันเลย
ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องศัพท์ แต่อธิบายคำถามที่คนถามกันมากที่สุดได้ตรง ๆ คือ "ถ้าเฟดสร้างเงินหลายล้านล้าน ทำไมเงินเฟ้อไม่มาสักที" คำตอบคือระหว่างปี 2008-2015 เงินสำรองโตมหาศาลแต่การปล่อยกู้ของธนาคารโตช้ามาก เงินจึงไม่ได้ไหลออกไปถึงมือคนใช้จ่าย เงินเฟ้อสหรัฐในช่วงนั้นเลยอยู่ต่ำกว่าเป้า 2% แทบตลอด ในทางกลับกัน ช่วงปี 2021-2022 ที่เงินเฟ้อมาแรง มีทั้ง QE และ การโอนเงินให้ครัวเรือนโดยตรงจากฝั่งรัฐบาลพร้อมกัน ซึ่งเป็นคนละเครื่องมือกัน
4. QE 4 รอบกับราคาทองคำ — ตัวเลขที่ขัดกับประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุด
ถึงหัวข้อที่เป็นเหตุผลจริง ๆ ของการเขียนหน้านี้ใหม่ ฉบับเดิมของบทความนี้จบด้วยประโยคทำนองว่า "เมื่อมี QE ดอลลาร์อ่อน ทองขึ้น อย่ารอช้า ลุยเลย" — เอาช่วงเวลาจริงมาวางเทียบแล้วจะเห็นว่าประโยคนี้เป็นจริงในบางรอบ และผิดทางแบบชัดเจนในรอบที่ใหญ่ที่สุด
| รอบ | ช่วงเวลาโดยประมาณ | งบดุลเฟด | เปลี่ยนแปลง | ราคาทองคำ (ดอลลาร์/ออนซ์) | เปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|---|---|
| QE1 | ธ.ค. 2008 – มี.ค. 2010 | ~2.2 → ~2.3 ล้านล้าน | +5% | ~840 → ~1,110 | +32% |
| QE2 | พ.ย. 2010 – มิ.ย. 2011 | ~2.3 → ~2.9 ล้านล้าน | +25% | ~1,370 → ~1,500 | +9% |
| QE3 | ก.ย. 2012 – ต.ค. 2014 | ~2.8 → ~4.5 ล้านล้าน | +61% | ~1,770 → ~1,180 | −33% |
| QE โควิด | มี.ค. 2020 – มี.ค. 2022 | ~4.2 → ~9.0 ล้านล้าน | +113% | ~1,600 → ~1,910 | +19% |
| QT (ตรงข้ามกับ QE) | มิ.ย. 2022 เป็นต้นมา | ~8.9 → ~6.7 ล้านล้าน | −25% | ~1,830 → เกิน 2,600 | +42% ขึ้นไป |
อ่านตารางแล้วสองแถวที่ควรค้างอยู่ในหัวคือแถวที่เป็นตัวหนา
- QE3 คือรอบที่เฟดซื้อมากที่สุดเมื่อวัดเป็นสัดส่วนงบดุลที่โตขึ้น (+61%) และเป็นรอบที่ทองลงแรงที่สุด (−33%) ถ้า "QE ทำให้ทองขึ้น" เป็นกฎ แถวนี้ไม่ควรมีอยู่
- QT คือการทำตรงข้ามกับ QE ทุกประการ งบดุลหด 25% แต่ทองกลับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง ถ้ากฎข้างบนเป็นจริง แถวนี้ยิ่งไม่ควรมีอยู่
5. แล้วทองตอบสนองต่ออะไร — ผลตอบแทนที่หักเงินเฟ้อแล้ว
ทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย ไม่จ่ายปันผล และมีค่าเก็บรักษา การถือทองจึงมี ต้นทุนค่าเสียโอกาส เท่ากับผลตอบแทนที่จะได้ถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันไปถือพันธบัตรแทน แต่ต้องเป็นผลตอบแทนที่หักเงินเฟ้อที่คาดไว้ออกแล้ว เพราะพันธบัตรจ่ายคืนเป็นเงินดอลลาร์ที่อำนาจซื้อลดลงตามเวลา ส่วนทองไม่ได้จ่ายคืนเป็นดอลลาร์
สูตรอยู่ในบรรทัดเดียว และไม่ต้องใช้อะไรมากกว่าการลบ
เอากรอบนี้ไปทาบกับ QE3 แล้วคำถามจะคลี่ทันที — ช่วงปี 2013 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปีพุ่งขึ้นราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์เต็มจากกระแสข่าวว่าเฟดจะเริ่มลดขนาดการซื้อ (ที่เรียกกันว่า taper tantrum) ขณะที่เงินเฟ้อที่ตลาดคาดไม่ได้ขึ้นตาม ผลตอบแทนที่แท้จริงจึงพลิกจากติดลบเป็นบวก และปี 2013 กลายเป็นปีที่ทองคำลงแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษ ทั้งที่เฟดยังซื้อพันธบัตรอยู่ทุกเดือนตลอดทั้งปี
| ผลตอบแทน 10 ปี | เงินเฟ้อที่ตลาดคาด | ผลตอบแทนที่แท้จริง | ต้นทุนถือทอง 1 ปี ต่อเงิน 1,000 ดอลลาร์ |
|---|---|---|---|
| 1.60% | 2.20% | −0.60% | ได้เปรียบ 6 ดอลลาร์ |
| 2.00% | 2.30% | −0.30% | ได้เปรียบ 3 ดอลลาร์ |
| 2.50% | 2.50% | 0.00% | เสมอตัว |
| 3.00% | 2.20% | +0.80% | เสียโอกาส 8 ดอลลาร์ |
| 4.50% | 2.30% | +2.20% | เสียโอกาส 22 ดอลลาร์ |
คอลัมน์สุดท้ายคือเหตุผลที่หัวข้อนี้ไม่ใช่เรื่องวิชาการลอย ๆ ระยะห่างระหว่างแถวบนสุดกับแถวล่างสุดคือ 28 ดอลลาร์ต่อปีต่อทุก 1,000 ดอลลาร์ที่ถือทอง ซึ่งเป็นแรงกดดันที่สะสมทุกวันโดยไม่ต้องมีข่าวอะไรเกิดขึ้นเลย
6. QT คืออะไร และต่างจากการขึ้นดอกเบี้ยตรงไหน
ตั้งแต่ปี 2022 คำที่อยู่ในข่าวคือ QT ไม่ใช่ QE แล้ว ทั้งสองอย่างอยู่คนละทางแต่ใช้กลไกเดียวกัน และมักถูกใช้ พร้อมกัน กับการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคนละเครื่องมือกัน
| ประเด็น | ขึ้น/ลดดอกเบี้ยนโยบาย | QE / QT |
|---|---|---|
| กระทบส่วนไหนของเส้นผลตอบแทน | ปลายสั้น (ข้ามคืนถึง 2 ปี) | ปลายยาว (5-30 ปี) |
| ใช้เงินของธนาคารกลางไหม | ไม่ใช้ เป็นการตั้งราคา | ใช้ ต้องซื้อหรือปล่อยให้ครบอายุจริง |
| เห็นผลเร็วแค่ไหน | ทันทีในวันประกาศ | ค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือน |
| ถอนกลับยากแค่ไหน | ง่าย ปรับกลับได้ในการประชุมถัดไป | ยาก งบดุลใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับ |
| ตัวเลขที่ตามได้ | อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ประกาศ | ขนาดงบดุลรายสัปดาห์ |
ประเด็นสำคัญสำหรับคนอ่านข่าวคือ เวลาธนาคารกลางเปลี่ยนทิศ มักเปลี่ยนสองเครื่องมือนี้ไม่พร้อมกัน เช่นอาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยแล้วแต่ยังปล่อยให้ QT เดินต่อ หรือชะลอ QT ทั้งที่ยังไม่ลดดอกเบี้ย ใครที่อ่านแค่พาดหัวว่า "เฟดผ่อนคลายแล้ว" โดยไม่แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันจะเข้าใจสถานการณ์ผิดเป็นประจำ
7. QE ขยับอะไรได้จริง และขยับอะไรไม่ได้
ตารางนี้คือสิ่งที่ควรเหลืออยู่ในหัวหลังปิดหน้านี้ไป เพราะมันแยกสิ่งที่มีหลักฐานรองรับออกจากสิ่งที่เป็นการคาดเดา
| QE ทำสิ่งนี้ได้ค่อนข้างแน่ | QE ทำสิ่งนี้ไม่ได้ หรือไม่แน่ |
|---|---|
| กดผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง | กำหนดว่าทองหรือดอลลาร์จะไปทางไหน |
| เพิ่มเงินสำรองในระบบธนาคาร | บังคับให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่ม |
| ลดความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ช่วงวิกฤต | สร้างเงินเฟ้อได้โดยลำพัง |
| ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางจริงจัง | รับประกันว่าเศรษฐกิจจะฟื้น |
| ดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงผ่านช่องทางค่าเสียโอกาส | บอกจังหวะเข้าออเดอร์ให้ใครได้ |
วิธีแยกสองอย่างนี้ออกจากกันที่ตรวจสอบได้ คือบังคับให้ทุกความเชื่อต้องมีตัวเลขกำกับก่อนเอาไปใช้ — เงื่อนไขแวดล้อมบอกได้แค่ว่า "ช่วงนี้ลมพัดทางไหน" ส่วนสิ่งที่ต้องวัดคือผลลัพธ์หลังหักต้นทุนของกฎที่เขียนไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นวิธีที่เราใช้กับสถิติสัญญาณของ AlphaSignals เอง
8. ถ้าอยากตามเรื่องนี้จริง ๆ ให้ตามตัวเลขไหน
ข้อดีของหัวข้อนี้คือข้อมูลทุกชิ้นเปิดเผยและใช้ได้ฟรี ไม่ต้องสมัครบริการใด ๆ
- ขนาดงบดุลเฟด — ซีรีส์ WALCL บนฐานข้อมูล FRED อัปเดตทุกสัปดาห์ ดูความชันของเส้นสำคัญกว่าดูตัวเลขของวันเดียว
- ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี — ตัวแปรที่มีผลต่อทองและค่าเงินมากกว่าข่าว QE เองเสียอีก
- เงินเฟ้อที่ตลาดคาด (breakeven 10 ปี) — เอามาลบออกจากข้อบน ได้ผลตอบแทนที่แท้จริงตามตารางในหัวข้อ 5
- ปฏิทินประชุมธนาคารกลาง — วันประกาศเป็นวันที่สเปรดกว้างผิดปกติ ดูวิธีอ่านได้ที่ วิธีใช้งาน ForexFactory
ส่วนใครที่อยากเห็นว่าเงื่อนไขแวดล้อมพวกนี้ถูกแปลงเป็นการวัดผลอย่างเป็นระบบได้อย่างไร เราเปิดสถิติย้อนหลังของสัญญาณไว้ให้ดูที่ AlphaSignals ซึ่งแสดงทั้งไม้ที่ถูกและไม้ที่ผิดพร้อมจุดคุ้มทุนกำกับไว้ ไม่ได้แสดงเฉพาะไม้ที่ได้กำไร
9. สรุป
- QE คือการที่ธนาคารกลางสร้างเงินสำรองไปซื้อพันธบัตรในตลาดรอง เพื่อกดผลตอบแทนระยะยาว ใช้ต่อเมื่อลดดอกเบี้ยจนชนศูนย์แล้ว
- กลไกมีข้อเดียว — ซื้อจนราคาพันธบัตรขึ้น ผลตอบแทนจึงลง เพราะคูปองที่จ่ายจริงไม่เปลี่ยนตามราคา
- เงินที่ QE สร้างคือเงินสำรองระหว่างธนาคาร ไม่ใช่เงินในกระเป๋าประชาชน จึงไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อจะตามมาเสมอ
- "QE แล้วทองขึ้น" ไม่ใช่กฎ — QE3 ซื้อมากที่สุด (+61%) แต่ทองลง 33% และช่วง QT ที่งบดุลหด 25% ทองกลับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่
- ตัวแปรที่อธิบายทองได้ดีกว่าคือผลตอบแทนที่แท้จริง คือผลตอบแทนพันธบัตรลบเงินเฟ้อที่ตลาดคาด แต่ก็ยังอธิบายได้ไม่หมด
- QE เป็นเงื่อนไขแวดล้อม ไม่ใช่สัญญาณเข้าออเดอร์ มาตราส่วนเวลาของมันเป็นไตรมาสถึงปี ไม่ใช่ชั่วโมง
บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกนโยบายการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่การชี้นำให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใด และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขในตารางประวัติศาสตร์เป็นค่าอ้างอิงที่ปัดเศษจากข้อมูลสาธารณะ ผู้อ่านควรตรวจสอบค่าล่าสุดจากแหล่งต้นทางด้วยตนเอง การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น