Momentum Indicator คืออะไร — สูตร วิธีอ่านเส้น 100 และ Momentum Trading ที่คำนวณเป็นตัวเลขได้

ราคา — ขึ้นเท่ากันทุกแท่ง +1.00 Momentum แบบอัตราส่วน — กลับลดลง เส้น 100 110.0 → 108.7 ข้อมูลชุดเดียวกัน สองสูตร ให้ผลคนละทิศ Momentum คืออะไร สูตร วิธีอ่าน และค่า n ที่ซ่อนสต็อป โดย คนเล่น Forex ไม่ใช่เส้นค่าเฉลี่ย C − C[n] เทียบราคาวันนี้กับราคา n แท่งก่อน เท่านั้น ตั้ง n = 5 แทน 20 43.3% อัตราชนะคุ้มทุน จาก 35.8% ฉบับคำนวณจริง
Indicators

Momentum คืออะไร — สูตรของอินดิเคเตอร์ Momentum วิธีอ่านเส้น 100 และค่า n ที่ซ่อนระยะสต็อปไว้

Momentum คืออินดิเคเตอร์ที่เอาราคาปัจจุบันไปเทียบกับราคาเมื่อ n แท่งก่อน เท่านั้น — ไม่มีการเฉลี่ย ไม่มีการถ่วงน้ำหนัก ไม่มีการปรับให้อยู่ในกรอบ 0-100 · สูตรมีสองแบบที่ใช้กันคือ MOM = C − C[n] และ MOM = (C ÷ C[n]) × 100 ซึ่ง MT4/MT5 ใช้แบบหลัง

ความเรียบง่ายของสูตรนี้คือทั้งจุดแข็งและกับดัก เพราะมันแปลว่า ค่าที่อ่านได้ขึ้นกับราคาเมื่อ n แท่งก่อน พอ ๆ กับขึ้นกับราคาวันนี้ · บทความนี้จะคำนวณให้เห็นสามเรื่องที่ตามมา คือ สองสูตรให้ผลคนละทิศบนข้อมูลชุดเดียวกัน · ค่า n เป็นตัวกำหนดระยะสต็อปโดยที่คนตั้งไม่รู้ตัว · และ divergence ของ Momentum เกิดขึ้นเองได้จากหน้าต่างการคำนวณ

110.0 → 108.7
ค่า Momentum แบบอัตราส่วน เมื่อราคาขึ้น เท่ากันเป๊ะทุกแท่ง — ตัวเลขลดลงทั้งที่ตลาดไม่ได้อ่อนแรงลงเลย
n × ความชัน
ระยะที่ราคาต้องย่อกลับก่อน Momentum จะตัดกลับ = ค่า n คูณความชันของเทรน ⇒ เลือก n ก็คือเลือกสต็อป
43.33%
อัตราชนะคุ้มทุนที่ n = 5 เทียบกับ 35.83% ที่ n = 20 (R:R 1:2 · ต้นทุน 1.5 จุด) — ต่างกัน 7.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากการตั้งค่าล้วน ๆ

Momentum คืออะไร และมันไม่ใช่เส้นค่าเฉลี่ย

ภาพประกอบบทความ Momentum Trading และอินดิเคเตอร์ Momentum
Momentum Trading — เทรดตามแรงที่ยืนยันแล้ว โดยใช้อินดิเคเตอร์ที่เทียบราคาปัจจุบันกับราคาเมื่อ n แท่งก่อน

ขอเริ่มด้วยการแก้ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด รวมทั้งในฉบับก่อนหน้าของหน้านี้เอง — Momentum ไม่ใช่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเฉลี่ยเลย

เครื่องมือใช้ข้อมูลกี่แท่งทำอะไรกับข้อมูลมีกรอบบน-ล่างไหม
เส้นค่าเฉลี่ย (MA)n แท่งทั้งหมดบวกทุกแท่งแล้วหารด้วย nไม่มี (เดินตามราคา)
Momentum2 แท่ง คือแท่งปัจจุบันกับแท่งที่ n ก่อนหน้าลบกัน หรือหารกันไม่มี
RSIn แท่งทั้งหมดเฉลี่ยขนาดของการขึ้นเทียบกับการลงมี 0-100
Stochasticn แท่งทั้งหมดตำแหน่งราคาปิดในกรอบสูงสุด-ต่ำสุดมี 0-100
Momentum ไม่สนใจอะไรเลยที่เกิดขึ้นระหว่างสองแท่งนั้น — ราคาจะพุ่งขึ้นแล้วดิ่งลงกี่รอบระหว่างทางก็ไม่มีผล มันอ่านแค่จุดเริ่มกับจุดจบของหน้าต่างเท่านั้น

ข้อนี้ต่างจาก RSI ที่เฉลี่ยขนาดการขึ้นลงตลอดหน้าต่าง อย่างสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลที่ Momentum ตอบสนองเร็วกว่าแต่ก็สั่นกว่า


สองสูตรที่ใช้กันอยู่ ให้ผลคนละทิศบนข้อมูลชุดเดียวกัน

ลองเอาข้อมูลที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้มาแทนค่า — ราคาเริ่มที่ 100 แล้วขึ้นเท่ากันเป๊ะทุกแท่ง แท่งละ +1.00 ไม่มีความอ่อนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น ใช้ n = 10

แท่งที่ราคาMOM แบบผลต่าง
C − C[10]
MOM แบบอัตราส่วน
(C ÷ C[10]) × 100
1011010.00110.000
1311310.00109.709
1611610.00109.434
2012010.00109.091
2512510.00108.696

แบบผลต่างคงที่ที่ 10.00 ตลอด ซึ่งตรงกับความจริงว่าตลาดขึ้นสม่ำเสมอ · แต่ แบบอัตราส่วนลดลงเรื่อย ๆ จาก 110.0 เหลือ 108.7 ทั้งที่ราคาขึ้นเท่ากันทุกแท่ง

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น — เพราะตัวหารโตขึ้นเรื่อย ๆ · ที่แท่ง 10 คือ 110 ÷ 100 แต่ที่แท่ง 25 คือ 125 ÷ 115 ซึ่งเป็นเศษส่วนที่เล็กลงทั้งที่ส่วนต่างเท่ากัน · นี่ไม่ใช่บั๊กของอินดิเคเตอร์ แต่เป็นสิ่งที่สูตรอัตราส่วนบอกจริง ๆ คือ "ขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์" ไม่ใช่ "ขึ้นกี่จุด" · ปัญหาอยู่ที่คนอ่านเส้นแล้วสรุปว่า "โมเมนตัมอ่อนแรง" ซึ่งไม่จริงในกรณีนี้
⚠️
ก่อนจะอ่านเส้น Momentum ใด ๆ ให้ไปดูก่อนว่าแพลตฟอร์มของคุณใช้สูตรไหน — MT4 และ MT5 ใช้แบบอัตราส่วน จึงมีเส้นกลางที่ 100 · ขณะที่แพลตฟอร์มและตำราจำนวนมากใช้แบบผลต่าง ซึ่งมีเส้นกลางที่ 0 · ถ้าอ่านบทความจากที่หนึ่งแล้วไปใช้กับอินดิเคเตอร์อีกแบบ ข้อสรุปจะไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น

เส้น 100 (หรือเส้นศูนย์) แปลว่าอะไรจริง ๆ

คนจำนวนมากอ่านเส้นกลางของ Momentum เหมือนเส้น 50 ของ RSI คือ "กลาง ๆ" ซึ่งไม่ใช่ ความหมายที่แท้จริงตรงไปตรงมากว่านั้นมาก

Momentum ตัดเส้นกลางขึ้น = ราคาตอนนี้สูงกว่าราคาเมื่อ n แท่งก่อน — แค่นั้นเลย ไม่มีความหมายอื่นซ่อนอยู่ ไม่ได้บอกว่าซื้อมากไปหรือขายมากไป

ผลที่ตามมาซึ่งสำคัญกว่าตัวนิยาม คือ สัญญาณ "ตัดกลับ" ต้องรอให้ราคาย่อคืนเท่ากับกำไรที่สะสมมาตลอด n แท่ง ลองแทนค่า

ความชันของเทรน (ต่อแท่ง)n = 5n = 10n = 14n = 20
0.5 จุด2.5 จุด5.0 จุด7.0 จุด10.0 จุด
1.0 จุด5.0 จุด10.0 จุด14.0 จุด20.0 จุด
2.0 จุด10.0 จุด20.0 จุด28.0 จุด40.0 จุด

ตัวเลขในตารางคือ ระยะที่ราคาต้องย่อกลับภายใน n แท่ง กว่าที่ Momentum จะตัดเส้นกลางลง ซึ่งเท่ากับ ความชัน × n พอดี

แปลเป็นภาษาที่ใช้ได้จริง — ค่า n ที่คุณตั้งไว้ในกล่องตั้งค่า คือระยะคืนกำไรที่คุณยอมให้ ก่อนที่ระบบจะบอกให้ออก มันเป็นสต็อปที่ซ่อนอยู่ในพารามิเตอร์ ไม่ใช่แค่ "ความไวของเส้น"

เมื่อ n เป็นตัวกำหนดระยะสต็อป มันจึงกำหนดสัดส่วนที่ต้นทุนกินของแต่ละไม้ต่อไปด้วย

nระยะสต็อป (ที่ความชัน 1.0 จุดต่อแท่ง)ต้นทุน 1.5 จุด คิดเป็นสัดส่วนของ Rอัตราชนะคุ้มทุนที่ R:R 1:2
ไม่คิดต้นทุน0%33.33%
55 จุด30.00%43.33%
1010 จุด15.00%38.33%
1414 จุด10.71%36.90%
2020 จุด7.50%35.83%
2525 จุด6.00%35.33%

สูตรของคอลัมน์สุดท้ายคือ (1 + c) ÷ 3 เมื่อ c คือต้นทุนคิดเป็นสัดส่วนของ R · การเปลี่ยน n จาก 20 เป็น 5 ทำให้อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ขยับจาก 35.83% เป็น 43.33% — ต่างกัน 7.5 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยที่ระบบ ตลาด และฝีมือไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

ค่า n คือระยะคืนกำไรที่ยอมให้ ก่อน Momentum จะตัดกลับ ที่ความชันเทรน 1.0 จุดต่อแท่ง · ระยะ = ความชัน × n n = 5n = 10n = 14n = 20 5 จุด10 จุด14 จุด20 จุด ต้นทุนกิน 30.0% ของ R15.0%10.7%7.5% ยิ่ง n เล็ก สต็อปยิ่งแคบ ต้นทุนยิ่งกินสัดส่วนมาก และอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ยิ่งสูงขึ้น
n เล็ก = ไวขึ้นก็จริง แต่แลกด้วยระยะสต็อปที่แคบลง ซึ่งดันอัตราชนะคุ้มทุนขึ้นจาก 35.83% เป็น 43.33%

Divergence ของ Momentum ที่เกิดจากหน้าต่าง ไม่ใช่จากตลาด

สัญญาณที่คนใช้ Momentum มากที่สุดคือ divergence — ราคาทำจุดสูงใหม่แต่อินดิเคเตอร์ทำจุดสูงต่ำลง · ลองสร้างข้อมูลที่ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย แล้วดูว่าสัญญาณนี้โผล่มาเองได้หรือไม่

ข้อมูลชุดนี้มีสามช่วง: ขึ้นชัน +3.0 ต่อแท่ง · ย่อ −1.0 ต่อแท่ง · แล้วขึ้นต่อแต่ช้าลงที่ +1.3 ต่อแท่ง โดยขึ้นไปทำจุดสูงใหม่ได้จริง (n = 10)

แท่งที่ราคาMOM (ผลต่าง)ช่วง
13112.012.0ขึ้นชัน +3.0
16121.021.0 ← ยอดลูกที่ 1จบช่วงขึ้นชัน
19118.018.0ย่อ −1.0
24113.0−2.0จบช่วงย่อ
32123.48.4ขึ้นช้า +1.3
36128.613.0 ← ยอดลูกที่ 2ราคาสูงกว่าเดิม 7.6 จุด

ผลคือ ราคาทำจุดสูงใหม่ (128.6 > 121.0) แต่ Momentum ทำยอดต่ำลง (13.0 < 21.0) ซึ่งตำราจะเรียกว่า bearish divergence เต็มรูปแบบ · แต่ข้อมูลชุดนี้ไม่มีการอ่อนแรงแบบที่คนคิดเลย ราคายังขึ้นทุกแท่งอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงหลัง

สาเหตุที่แท้จริง — ในเทรนที่ชันคงที่ ค่า Momentum จะเท่ากับ ความชัน × n พอดี · ช่วงแรกชัน 3.0 ต่อแท่ง ช่วงหลังชัน 1.3 ต่อแท่ง ⇒ ยอด Momentum จึงต้องต่ำลงตามคณิตศาสตร์ ไม่ว่าตลาดจะแข็งแรงหรือไม่ก็ตาม · สิ่งที่ divergence บอกได้จริงคือ "เทรนช้าลง" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แต่ "ช้าลง" กับ "กำลังจะกลับตัว" เป็นคนละเรื่องกัน และเทรนขาขึ้นจำนวนมากก็ช้าลงแล้วขึ้นต่อไปอีกนาน
ราคาทำจุดสูงใหม่ · Momentum ทำยอดต่ำลง ราคา 121.0 128.6 สูงกว่าเดิม MOM เส้นศูนย์ 21.0 13.0 ต่ำลง ช่วงแรกชัน 3.0 ต่อแท่ง → MOM สูง · ช่วงหลังชัน 1.3 ต่อแท่ง → MOM ต่ำ · ราคายังขึ้นทุกแท่งทั้งสองช่วง
divergence ในภาพนี้เกิดจากความชันที่ลดลงล้วน ๆ ไม่ได้มีแรงขายเข้ามาเลยแม้แต่แท่งเดียว

ถ้าต้องการเจาะเรื่อง divergence โดยเฉพาะ อ่านต่อที่ Divergence และ Convergence คืออะไร · วิธีอ่าน Divergence จาก Momentum Indicator · และ Stochastic Divergence พร้อมวิธีตั้งค่าใน MT4


ทำไมคัดลอกเกณฑ์ "โอเวอร์โบท" ของ Momentum ข้ามสินทรัพย์ไม่ได้

เพราะ Momentum ไม่มีขอบบนและขอบล่าง ค่าที่ถือว่า "สูง" จึงขึ้นกับทั้งราคาและความผันผวนของสินทรัพย์นั้น ไม่ใช่ตัวเลขสากลแบบ RSI 70/30

สินทรัพย์ราคาขยับใน 10 แท่งคิดเป็น %MOM อัตราส่วนMOM ผลต่าง
XAUUSD2000201.000%101.00020
BTCUSD600006001.000%101.000600
USDJPY150.000.300.200%100.2000.30
EURUSD1.08000.00200.185%100.1850.002

สองแถวบนขยับ เท่ากันเป๊ะในเชิงสัดส่วน (1.000%) จึงให้ค่า MOM อัตราส่วนเท่ากันคือ 101.000 · แต่ MOM แบบผลต่างต่างกัน 30 เท่า (20 กับ 600) และเทียบกับ EURUSD แล้วต่างกันเป็นแสนเท่า

⚠️
สิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ — ถ้าใช้สูตรอัตราส่วน คุณเทียบข้ามสินทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะมันเป็นเปอร์เซ็นต์ · แต่ถ้าใช้สูตรผลต่าง เกณฑ์ที่ตั้งไว้กับทองใช้กับ EURUSD ไม่ได้เลย และใช้กับทองในช่วงราคาอื่นก็ยังไม่ได้ · 🔑 วิธีที่ปลอดภัยกว่าคืออย่าตั้งเกณฑ์เป็นตัวเลขตายตัว แต่ให้ดูว่าค่าปัจจุบันอยู่ตรงไหนเทียบกับช่วงของมันเองในอดีต ซึ่งต้องเก็บสถิติของสินทรัพย์และไทม์เฟรมที่คุณเทรดเอง

Momentum Trading คืออะไร — ตามเทรนหรือสวนเทรน

ต้องตอบให้ชัดเพราะฉบับก่อนของหน้านี้เขียนไว้ผิด — Momentum Trading คือการเทรดตามเทรน ไม่ใช่สวนเทรน แนวคิดพื้นฐานของมันคือสิ่งที่กำลังวิ่งแรงมีแนวโน้มจะวิ่งต่อในระยะสั้น จึงเข้าตามทิศทางที่ราคากำลังไป ไม่ใช่เข้าสวน

หัวข้อMomentum (ตามเทรน)Mean Reversion (สวนเทรน)
สมมติฐานสิ่งที่วิ่งแรงจะวิ่งต่อสิ่งที่วิ่งไกลจะกลับเข้าค่ากลาง
จังหวะเข้าเมื่อแรงยืนยันแล้ว (จึงเข้าช้ากว่าจุดกลับตัว)เมื่อราคาห่างค่ากลางมาก
รูปหน้าตาของผลลัพธ์ชนะน้อยครั้งแต่ไม้ที่ชนะใหญ่ชนะบ่อยแต่ไม้ที่แพ้ใหญ่
สิ่งที่ฆ่ากลยุทธ์ตลาดออกข้าง สัญญาณหลอกถี่เทรนแรงยาว ๆ ที่ไม่กลับเข้าค่ากลาง
อ่านค่า Momentum อย่างไรค่าสูงและกำลังสูงขึ้น = สนใจฝั่งซื้อค่าสูงมาก = สนใจฝั่งขาย (ตรงข้ามกัน)
อินดิเคเตอร์ตัวเดียวกัน อ่านค่าเดียวกัน แต่สองกลยุทธ์นี้สั่งให้ทำตรงข้ามกันพอดี — ฉะนั้นถ้ายังไม่ได้ตัดสินว่าคุณกำลังเทรดแบบไหน ตัวเลขบนจอไม่มีทางบอกอะไรคุณได้เลย

โครงของระบบ Momentum ที่ตรวจสอบได้จริงต้องระบุครบสี่ข้อ และทุกข้อต้องเป็นตัวเลข

  1. สูตรและค่า n ที่ใช้ — แบบผลต่างหรืออัตราส่วน และ n เท่าไร (ซึ่งตามหัวข้อข้างบนคือการเลือกระยะสต็อปไปแล้วครึ่งหนึ่ง)
  2. เงื่อนไขเข้าที่เป็นตัวเลข — เช่น MOM ตัดขึ้นเหนือเส้นกลาง และค่าปัจจุบันสูงกว่าค่าเมื่อ 3 แท่งก่อน · ห้ามใช้คำว่า "แรงดี" เพราะวัดไม่ได้
  3. สต็อปที่ตั้งจากราคา ไม่ใช่จากอินดิเคเตอร์ — เพราะ Momentum ไม่มีระดับราคาให้อ้าง ต้องใช้จุดต่ำล่าสุดหรือระยะคงที่ แล้วแปลงเป็นขนาดล็อตด้วยวิธีคำนวณขนาดล็อต
  4. เกณฑ์ออกที่เขียนไว้ล่วงหน้า — ออกเมื่อ MOM ตัดกลับ หรือออกที่เป้าคงที่ · สองแบบนี้ให้ผลต่างกันมากและต้องเลือกก่อนเริ่ม ไม่ใช่ตัดสินตอนถือไม้อยู่

อยากดูรายชื่ออินดิเคเตอร์ในตระกูลโมเมนตัมและความต่างของแต่ละตัว อ่านที่ Momentum Indicators มีอะไรบ้าง · ส่วนการเทียบสองตัวที่คนใช้บ่อยที่สุดอยู่ที่ RSI vs Stochastic · และถ้าอยากเห็นตัวอย่างชุดสัญญาณที่เปิดสถิติดิบให้ตรวจย้อนหลังได้ ดูวิธีนับผลลัพธ์ที่ AlphaSigs


สิ่งที่ฉบับก่อนของหน้านี้เขียนไว้ และเหตุผลที่แก้

หน้านี้เคยเป็นบทความสั้น ๆ ชื่อ "Momentum Trading คืออะไร ?" เขียนเมื่อพฤษภาคม 2022 · การเขียนใหม่รอบนี้แก้ข้อเท็จจริงหลายจุด จึงควรระบุให้ชัดว่าแก้อะไรเพราะอะไร

สิ่งที่เคยเขียนเหตุผลที่แก้
"โมเมนตัมก็คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั่นแหละ"🔴 ไม่ถูกต้อง — Momentum ใช้ข้อมูลแค่ 2 แท่งและไม่มีการเฉลี่ยเลย ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยใช้ทุกแท่งในหน้าต่าง · ความต่างนี้เปลี่ยนพฤติกรรมของเส้นทั้งหมด จึงต้องแก้
"กลยุทธ์การเทรดด้วยโมเมนตัม เป็นการเทรดที่มีทิศทางตรงกันข้ามกัน หรือสวนเทรน"🔴 ไม่ถูกต้อง และขัดกับย่อหน้าก่อนหน้าในบทความเดิมเอง ซึ่งอธิบายว่าเทรดเดอร์เข้าตามแรงที่ยืนยันแล้ว · Momentum Trading เป็นกลยุทธ์ตามเทรน ส่วนการสวนเทรนคือ Mean Reversion ซึ่งเป็นคนละแนวคิด
"ลองไปหาดาวน์โหลดอินดิเคเตอร์โมเมนตัมมาใช้"ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดอะไรเลย — Momentum เป็นอินดิเคเตอร์มาตรฐานที่มีอยู่แล้วใน MT4/MT5 · การชวนไปดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่ระบุเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีเหตุผลรองรับ
ลิงก์ชวนส่งเพชรใน Blockdit ท้ายบทความเนื้อหาที่ CTA อ้างถึงไม่ตรงกับฉบับใหม่แล้ว · ถ้าเจ้าของต้องการให้ใส่กลับ บอกได้
ภาพประกอบที่ให้เครดิตไว้ว่ามาจากเว็บโบรกเกอร์รายหนึ่งเปลี่ยนเป็นภาพที่วาดเองในบทความ เพื่อไม่ใช้ภาพของบุคคลที่สามต่อ และเพราะภาพที่วาดเองอธิบายตัวเลขในตารางได้ตรงกว่า
คำอธิบายว่า Momentum วัดความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวล่าสุดไม่ได้แก้ — ถูกต้องในภาพรวม เพียงแต่ขยายต่อว่า "ล่าสุด" หมายถึงเทียบกับแท่งที่ n ก่อนหน้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่ทั้งช่วง

สรุปให้สั้นที่สุด

  • Momentum คือการเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเมื่อ n แท่งก่อน ด้วยข้อมูลแค่ 2 แท่ง — ไม่ใช่เส้นค่าเฉลี่ย และไม่มีกรอบ 0-100
  • สองสูตรให้ผลคนละทิศ — บนราคาที่ขึ้นเท่ากันทุกแท่ง แบบผลต่างคงที่ 10.00 แต่แบบอัตราส่วน (ที่ MT4/MT5 ใช้) ลดจาก 110.0 เหลือ 108.7
  • เส้นกลางแปลว่า "ราคาเท่ากับเมื่อ n แท่งก่อน" เท่านั้น ไม่ได้แปลว่ากลาง ๆ หรือซื้อมากไป
  • ค่า n คือสต็อปที่ซ่อนอยู่ — ระยะคืนกำไรก่อนสัญญาณตัดกลับ = ความชัน × n · และมันดันอัตราชนะคุ้มทุนจาก 35.83% (n=20) เป็น 43.33% (n=5)
  • divergence ของ Momentum เกิดเองได้จากความชันที่ลดลง — ในตัวอย่างนี้ราคาขึ้นทุกแท่งตลอดช่วงหลัง แต่ MOM ยังทำยอดต่ำลง เพราะยอดของมันเท่ากับความชัน × n
  • เกณฑ์ตัวเลขคัดลอกข้ามสินทรัพย์ไม่ได้ ถ้าใช้สูตรผลต่าง — การขยับ 1.00% เท่ากันให้ค่า 20 บนทอง แต่ 600 บนบิตคอยน์

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ตัวเลขทุกชุดเป็นการแทนค่าตามสมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละตาราง เพื่อแสดงพฤติกรรมของสูตร ไม่ใช่ผลที่วัดจากตลาดจริง และไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ · อินดิเคเตอร์ไม่ได้ให้ความได้เปรียบโดยอัตโนมัติ ต้องวัดกับตลาดและไทม์เฟรมที่ใช้จริงเสมอ · การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories