Stochastic Divergence คืออะไร อ่านยังไง และตั้งค่า Stochastic ใน MT4

ราคา ราคาทำจุดสูงใหม่ 80 20 Stochastic %K แต่ %K ทำจุดสูงต่ำลง = Bearish Divergence Stochastic Divergence คืออะไร อ่านยังไง โดย คนเล่น Forex แท่งเดียวกัน 75.0 / 58.7 %K จากค่า 5 บาร์ กับ 21 บาร์ ตั้งค่าเปลี่ยน คำตอบเปลี่ยน ในเทรนด์ขาขึ้น 3 แท่งติด %K ค้าง Overbought ทั้งที่ราคายังขึ้น ฉบับคำนวณจริง
อินดิเคเตอร์

Stochastic Divergence คืออะไร — วิธีอ่านสัญญาณขัดแย้ง ตั้งค่าใน MT4 และเหตุผลที่มันหลอกบ่อยในเทรนด์แรง

Stochastic Divergence คือภาวะที่ราคากับเส้น Stochastic เดินสวนทางกัน — ราคาทำจุดสูงใหม่แต่ %K กลับทำจุดสูงที่ต่ำลง (Bearish Divergence) หรือราคาทำจุดต่ำใหม่แต่ %K ทำจุดต่ำที่สูงขึ้น (Bullish Divergence) เป็นสัญญาณว่าแรงที่ผลักราคาอยู่กำลังอ่อนลง ไม่ใช่สัญญาณให้เข้าออเดอร์ทันที

บทความนี้อธิบายทั้งวิธีอ่าน วิธีตั้งค่าใน MT4 พร้อมตัวเลขที่กดเครื่องคิดเลขตามได้ และเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ว่าทำไม Stochastic ถึงค้างอยู่ในโซน Overbought ได้หลายแท่งติดกันในเทรนด์ขาขึ้น ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้คนสวนเทรนด์แล้วเจ็บ


อ่าน Stochastic ให้เป็นก่อน — %K %D และโซนอิ่มตัว

Stochastic Oscillator วัดว่าราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับกรอบสูงสุด-ต่ำสุดของช่วงที่ผ่านมา ค่าออกมาเป็น 0 ถึง 100

%K = (ราคาปิด − จุดต่ำสุดในช่วง) ÷ (จุดสูงสุดในช่วง − จุดต่ำสุดในช่วง) × 100

ส่วน %D คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ %K อีกที จึงเดินช้ากว่าและเรียบกว่า สองเส้นนี้ตัดกันคือที่มาของสัญญาณ Crossover

วิธีใช้เงื่อนไขที่ดูข้อจำกัดที่ต้องรู้
โซนอิ่มตัว
Overbought / Oversold
%K เกิน 80 = Overbought · ต่ำกว่า 20 = Oversoldในเทรนด์แรง ค่าจะค้างในโซนได้หลายแท่ง — ดูหัวข้อกับดักด้านล่าง
Crossover%K ตัด %D ขึ้น = สัญญาณซื้อ · ตัดลง = สัญญาณขายในตลาดไร้ทิศทาง ตัดกันไปมาถี่มาก สัญญาณหลอกเยอะ
Divergenceทิศของยอดราคา สวนทางกับทิศของยอด %Kเป็นสัญญาณเตือน ไม่มีจุดเข้าและจุดตัดขาดทุนในตัวเอง
Crossover ที่เกิดในโซนอิ่มตัวมีน้ำหนักกว่าที่เกิดกลางโซน เพราะอย่างน้อยราคาก็ยืดตัวมาไกลแล้วจริง แต่ "มีน้ำหนักกว่า" ไม่เท่ากับ "ถูกบ่อยพอที่จะทำกำไร" — สองอย่างนี้ต้องวัดแยกกัน

Bullish กับ Bearish Divergence ต่างกันตรงไหน

Bullish Divergence

ราคาทำจุดต่ำใหม่ที่ต่ำลง แต่ %K ทำจุดต่ำที่สูงขึ้น = แรงขายเริ่มหมดแรง มักเกิดใกล้ปลายขาลง

Bearish Divergence

ราคาทำจุดสูงใหม่ที่สูงขึ้น แต่ %K ทำจุดสูงที่ต่ำลง = แรงซื้อเริ่มหมดแรง มักเกิดใกล้ปลายขาขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังตอนลากเส้นคือ ต้องลากจากยอดถึงยอด และก้นถึงก้น ที่ตรงกันทั้งสองแผง ยอดราคาที่เลือกกับยอด %K ที่เลือก ต้องเป็นยอดคู่เดียวกัน ไม่ใช่หยิบยอดไหนก็ได้ที่ทำให้เส้นเอียงตามที่เราอยากเห็น

Bullish Divergence — ราคาลงต่อ แต่แรงขายเริ่มหมด ราคา ราคาทำจุดต่ำที่ต่ำลง %K 80 20 แต่ %K ทำจุดต่ำที่สูงขึ้น สองเส้นเอียงคนละทาง = Divergence
Bullish Divergence — ก้นราคาต่ำลง แต่ก้นของ %K กลับสูงขึ้น สองเส้นเอียงคนละทาง
ตัวอย่าง Bearish Divergence บนกราฟจริง ราคาทำจุดสูงใหม่แต่อินดิเคเตอร์ทำจุดสูงที่ต่ำลง
Bearish Divergence บนกราฟจริง — ภาพกลับด้านของด้านบน หลักการอ่านเหมือนกันทุกอย่าง

วิธีตั้งค่า Stochastic ใน MT4

ใน MT4 บน PC ไปที่เมนู Insert → Indicators → Oscillators → Stochastic Oscillator จะเจอช่องให้กรอกสามค่า

  1. %K period — จำนวนแท่งที่ใช้หากรอบสูงสุด-ต่ำสุด ค่าเริ่มต้นของ MT4 คือ 5
  2. %D period — จำนวนแท่งที่ใช้เฉลี่ย %K ให้เป็นเส้น %D ค่าเริ่มต้น 3
  3. Slowing — ระดับการหน่วงให้เส้นเรียบขึ้น ค่าเริ่มต้น 3 (ยิ่งมาก เส้นยิ่งช้าและเรียบ)

ค่าที่ตั้งไม่ได้แค่ทำให้เส้น "เรียบขึ้น" เฉย ๆ แต่เปลี่ยนตัวเลขที่อ่านได้จริง ลองคำนวณ %K ของแท่งเดียวกันด้วยช่วงที่ต่างกัน โดยราคาปิดเท่ากันหมดที่ 1,949.0

%K periodสูงสุดในช่วงต่ำสุดในช่วงคำนวณ%K ที่ได้อ่านได้ว่า
5 (ค่าเริ่มต้น)1,952.01,940.09.0 ÷ 12.075.0ใกล้จะเข้าโซน Overbought
141,960.01,930.019.0 ÷ 30.063.3ค่อนไปทางบน แต่ยังกลาง ๆ
211,968.01,922.027.0 ÷ 46.058.7กลางโซน ไม่มีสัญญาณอะไร
75.0
%K ที่ค่า 5 บาร์
63.3
%K ที่ค่า 14 บาร์
58.7
%K ที่ค่า 21 บาร์

ราคาแท่งเดียวกันเป๊ะ แต่ให้คำตอบสามแบบ นี่คือเหตุผลที่คำถามว่า "ตั้งค่าเท่าไหร่ดีที่สุด" ไม่มีคำตอบเดียว — ค่าน้อยไวกว่า สัญญาณเยอะกว่า และหลอกบ่อยกว่า ค่ามากช้ากว่า สัญญาณน้อยกว่า และตกรถบ่อยกว่า

⚠️
สิ่งที่ห้ามทำคือเปลี่ยนค่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็น divergence ที่ถูกใจ นั่นคือการหาภาพที่ยืนยันความคิดตัวเอง ไม่ใช่การอ่านตลาด ให้เลือกค่าไว้ก่อนแล้วใช้ค่าเดิมทุกครั้ง จึงจะวัดผลย้อนหลังได้

ทำไม Divergence ถึงหลอกบ่อยในเทรนด์แรง

นี่คือส่วนที่ทำให้คนขาดทุนกับอินดิเคเตอร์ตัวนี้มากที่สุด และมันอธิบายได้ด้วยสูตรตรง ๆ

สังเกตจากสูตร %K จะเห็นว่า ถ้าราคายังปิดใกล้จุดสูงสุดของช่วงอยู่เรื่อย ๆ ตัวเศษกับตัวส่วนจะใกล้กันตลอด %K จึงค้างอยู่ในโซนสูงได้เรื่อย ๆ ทั้งที่ราคายังวิ่งขึ้นต่อ

แท่งราคาปิดสูงสุดในช่วงต่ำสุดในช่วง%Kสถานะ
A1,951.01,952.01,940.091.7Overbought
B1,957.01,958.01,944.092.9Overbought
C1,963.01,965.01,950.086.7Overbought

ราคาขึ้นจาก 1,951.0 ไป 1,963.0 คือ ขึ้นมา 12.0 จุด แต่ Stochastic บอกว่า "อิ่มตัวแล้ว" ทั้งสามแท่ง ใครที่ยึดกฎ "Overbought แปลว่าขาย" จะขายที่แท่ง A แล้วนั่งดูราคาวิ่งขึ้นต่ออีก 12 จุด

เทรนด์แรง — %K ค้างเหนือ 80 ขณะที่ราคายังขึ้นต่อ "Overbought" ไม่ได้แปลว่าใกล้ลง ในเทรนด์มันแปลว่ากำลังแข็งแรง ราคา A 1,951.0B 1,957.0C 1,963.0 ขึ้นมา 12.0 จุด %K 80 ใต้เส้นนี้คือยังไม่อิ่มตัว 91.7 92.9 86.7 Overbought ติดกัน 3 แท่ง ราคายังขึ้น
ตัวเลขในภาพคำนวณจากสูตร %K ในตารางด้านบน กดเครื่องคิดเลขตามได้ทุกช่อง

Divergence ก็เจอปัญหาเดียวกัน ในเทรนด์ที่แรงจริง ๆ ราคาจะสร้าง divergence ซ้ำ ๆ ได้หลายรอบก่อนที่จะกลับตัวจริงสักครั้ง คนที่เข้าไม้ทุกครั้งที่เห็น divergence จึงเจ็บสะสมหลายไม้ กว่าจะถูกสักครั้ง


เงื่อนไขที่ควรมีก่อนใช้ Divergence เป็นสัญญาณเข้า

วิธีลดปัญหาข้างบนไม่ใช่การหาค่าตั้งที่ "ดีกว่า" แต่คือการไม่ใช้ divergence เดี่ยว ๆ

  • รอโครงสร้างราคายืนยัน — divergence บอกว่าแรงอ่อน แต่ยังไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนทิศแล้ว ให้รอราคาหลุดจุดต่ำล่าสุด (กรณีขาย) หรือผ่านจุดสูงล่าสุด (กรณีซื้อ) ก่อน
  • ดูกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าก่อนเสมอ — divergence ใน M15 ที่สวนเทรนด์ H4 คือการยืนขวางรถ
  • มีจุดตัดขาดทุนที่ตลาดกำหนด ไม่ใช่ที่เรากำหนด — จุดที่เหมาะคือเลยจุดสูง/ต่ำสุดที่ทำให้เกิด divergence นั้น เพราะถ้าราคาผ่านจุดนั้นได้ แปลว่าเรื่องเล่าที่เราอ่านไว้ผิดแล้ว
  • นับ divergence ที่เกิดซ้ำ — divergence ที่เกิดครั้งที่ 3 ในเทรนด์เดียวกัน ไม่ได้แปลว่ามันแรงขึ้น แต่แปลว่าสองครั้งแรกผิดไปแล้ว
  • บันทึกผลทุกครั้ง — ทั้งครั้งที่เข้าและครั้งที่เห็นแล้วไม่เข้า ไม่งั้นจะจำได้แค่ครั้งที่ถูก

ที่ AlphaSignals เราเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายไว้ครบตั้งแต่ต้น พร้อมบันทึกผลย้อนหลังแบบไม่ตัดไม้ที่แพ้ออก เพราะสัญญาณที่ตรวจสอบย้อนหลังได้มีค่ากว่าสัญญาณที่ดูดีตอนเล่าให้ฟัง


อินดิเคเตอร์ที่แจ้งเตือน Stochastic Divergence อัตโนมัติ

ถ้าไม่อยากไล่มองเองทุกแท่ง มีอินดิเคเตอร์ฟรีสำหรับ MT4 ชื่อ DiverStoch ซึ่งทำงานเหมือน Stochastic มาตรฐาน แต่จะเปลี่ยนสีเส้นเมื่อตรวจพบ divergence ปรับสีได้ผ่านตัวแปร ColorBull และ ColorBear

หน้าตาของอินดิเคเตอร์ DiverStoch บน MT4 ที่เปลี่ยนสีเส้นเมื่อตรวจพบ divergence
DiverStoch — เส้นเปลี่ยนสีเมื่อตรวจพบ divergence · ที่มาภาพ: mql5.com

ดาวน์โหลดได้จากคลังโค้ดของ MQL5 ที่ หน้าโค้ด DiverStoch บน mql5.com

⚠️
อินดิเคเตอร์แบบนี้ตรวจพบ divergence ได้ก็ต่อเมื่อยอดที่สองเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งแปลว่าสัญญาณจะมาช้ากว่าที่ตาเห็นเสมอ และบางตัวจะวาดเส้นใหม่เมื่อแท่งยังไม่ปิด ทำให้ย้อนดูกราฟเก่าแล้วเห็นสัญญาณสวยกว่าตอนเทรดจริง ให้ทดสอบด้วยการดูแบบเดินหน้าทีละแท่ง อย่าตัดสินจากภาพย้อนหลัง

เช็กลิสต์ก่อนเทรดตาม Stochastic Divergence

  1. ยอด (หรือก้น) ที่ลากบนราคา กับบน %K เป็นคู่เดียวกันจริงหรือเปล่า
  2. เทรนด์ในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าไปทางไหน
  3. เป็น divergence ครั้งแรกในเทรนด์นี้ หรือครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
  4. มีสัญญาณยืนยันจากโครงสร้างราคาแล้วหรือยัง
  5. จุดตัดขาดทุนอยู่เลยจุดสุดขั้วที่ทำให้เกิด divergence หรือไม่
  6. ระยะจากจุดเข้าถึงจุดตัดขาดทุน คิดเป็นเงินเท่าไหร่ และขนาดไม้คำนวณจากระยะนั้นแล้วหรือยัง
  7. ค่าที่ตั้งใน Stochastic เป็นค่าเดิมที่ใช้มาตลอดใช่ไหม หรือเพิ่งปรับเพื่อให้เห็น divergence นี้

สรุป

Stochastic Divergence คือ ภาวะที่ทิศของยอดราคาสวนทางกับทิศของยอด %K — ราคาขึ้นแต่ %K ลง คือ Bearish Divergence · ราคาลงแต่ %K ขึ้น คือ Bullish Divergence ทั้งคู่บอกว่าแรงกำลังอ่อน

สองเรื่องที่ควรจำจากบทความนี้: ค่าที่ตั้งเปลี่ยนคำตอบ (แท่งเดียวกันให้ %K ได้ตั้งแต่ 58.7 ถึง 75.0) และ %K ค้างในโซนอิ่มตัวได้หลายแท่งในเทรนด์แรง ทำให้ divergence เกิดซ้ำได้หลายรอบก่อนกลับตัวจริง จึงต้องรอโครงสร้างราคายืนยันและตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง — ดูแนวทางการวางความเสี่ยงต่อไม้เพิ่มเติมได้ที่นี่

อ่านเรื่อง Divergence ในภาพรวมที่ใช้ได้กับอินดิเคเตอร์ทุกตัวได้ที่ Divergence คืออะไร แยก Convergence ให้ออก

ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลการเทรดจริงและไม่ได้บอกว่าวิธีนี้ให้ผลกำไร · ภาพอินดิเคเตอร์จาก mql5.com

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories