เช็กลิสต์ก่อนนับว่าเป็น Divergence จริง — 6 เงื่อนไขที่ต้องกำหนดเป็นตัวเลขก่อนเริ่มนับ

Indicators

เช็กลิสต์ก่อนนับว่าเป็น Divergence จริง — 6 เงื่อนไขที่ต้องตัดสินใจล่วงหน้า ไม่ใช่ตอนอยู่หน้าจอ

ปัญหาที่ทำให้คนวัดผล Divergence ของตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอ่านกราฟไม่เป็น แต่คือ ไม่ได้เขียนไว้ล่วงหน้าว่าอะไรนับว่าเป็น Divergence และอะไรไม่นับ — พอเกณฑ์ขยับได้ตอนดูกราฟ สถิติที่นับออกมาจึงเป็นสถิติของการตัดสินใจรายครั้ง ไม่ใช่ของรูปแบบ

หน้านี้ให้เช็กลิสต์ 6 ข้อที่ต้องตอบเป็นตัวเลขให้ครบก่อนเริ่มนับ ใช้ได้กับอินดิเคเตอร์โมเมนตัมทุกตัว

หน้านี้ไม่ได้อธิบายว่า Divergence คืออะไร — ถ้ายังไม่คุ้นกับนิยามและสี่ประเภท ให้อ่าน Divergence และ Convergence คืออะไร ก่อน · และถ้าอยากรู้ว่า ทำไม Divergence ถึงเกิดขึ้นเองได้จากหน้าต่างการคำนวณโดยที่ตลาดไม่ได้อ่อนแรงเลย อยู่ในหน้า Momentum Indicator คืออะไร ซึ่งแสดงตัวอย่างที่ราคาขึ้นทุกแท่งแต่อินดิเคเตอร์ยังทำยอดต่ำลง
ภาพประกอบการอ่าน Divergence จากอินดิเคเตอร์โมเมนตัม
ราคากับอินดิเคเตอร์ไปคนละทาง — คำถามคือ "คนละทางแค่ไหนถึงนับ" ซึ่งต้องมีตัวเลข

เช็กลิสต์ 6 ข้อ

ข้อต้องตอบว่าอะไรตัวอย่างคำตอบที่ใช้ได้ถ้าไม่ตอบจะเกิดอะไร
1ใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหน ค่าอะไรRSI(14) ปิดแท่ง เท่านั้นเปลี่ยนตัว/เปลี่ยนค่าไปเรื่อยจนกว่าจะเห็นสิ่งที่อยากเห็น
2ยอดหรือก้นนับยังไงต้องเป็นจุดสูงสุดในรัศมี 5 แท่งซ้ายขวาทุกจุดหยักกลายเป็นยอดได้หมด นับกี่ครั้งก็ได้
3ยอดสองลูกห่างกันได้กี่แท่งอย่างน้อย 5 แท่ง ไม่เกิน 40 แท่งลากเส้นข้ามไปยอดที่ห่างเป็นร้อยแท่งได้ ซึ่งไม่มีความหมาย
4ต้องต่างกันอย่างน้อยเท่าไรถึงนับราคาสูงกว่าเดิม ≥ 0.3 × ATR และอินดิเคเตอร์ต่ำกว่าเดิม ≥ 3 หน่วยต่างกัน 0.01 หน่วยก็นับเป็น divergence ได้ ซึ่งคือสัญญาณรบกวน
5ยืนยันด้วยอะไร และเข้าตรงไหนเข้าเมื่อแท่งถัดไปปิดต่ำกว่าก้นของยอดที่สองเข้าคนละจุดทุกครั้ง ทำให้ผลที่นับไม่ใช่ผลของรูปแบบ
6สต็อปกับเป้าอยู่ตรงไหนสต็อปเหนือยอดที่สอง · เป้าที่ R:R 1:2 ตายตัววัดผลเป็น R ไม่ได้ เพราะ R เปลี่ยนไปทุกไม้
ข้อ 4 คือข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุดและเสียหายมากที่สุด — ถ้าไม่กำหนดขนาดขั้นต่ำ ทุกกราฟจะมี divergence เต็มไปหมด เพราะราคากับอินดิเคเตอร์แทบไม่มีทางขยับเป็นสัดส่วนเดียวกันเป๊ะอยู่แล้ว

ทำไมข้อ 3 ถึงสำคัญกว่าที่คิด

อินดิเคเตอร์ที่ใช้หน้าต่างตายตัว เช่น Stochastic(14) หรือ Momentum(14) จะคำนวณจาก 14 แท่งล่าสุดเท่านั้น ⇒ ยอดสองลูกที่ห่างกันตั้งแต่ 14 แท่งขึ้นไป ไม่ได้ใช้ข้อมูลร่วมกันเลยแม้แต่แท่งเดียว

ยอดสองลูกห่างกันหน้าต่าง 14 แท่งซ้อนทับกันกี่แท่งตีความได้ไหม
5 แท่ง9 จาก 14 แท่ง (64.3%)ซ้อนทับมาก — เทียบกันมีความหมาย
10 แท่ง4 จาก 14 แท่ง (28.6%)เริ่มเป็นคนละชุดข้อมูล
14 แท่งขึ้นไป0 แท่ง (0%)คนละชุดข้อมูลสนิท — เทียบค่ากันตรง ๆ ไม่ได้แล้ว
ข้อยกเว้นที่ต้องรู้: RSI ไม่ได้ใช้หน้าต่างตายตัว — RSI ตามสูตรของ Wilder ใช้การถ่วงน้ำหนักแบบจางลงเรื่อย ๆ ข้อมูลเก่าจึงไม่เคยหลุดออกจากการคำนวณจริง ๆ แค่มีน้ำหนักน้อยลง · ตารางข้างบนจึงใช้ได้ตรงตัวกับ Stochastic · Williams %R · Momentum · ROC ซึ่งใช้หน้าต่างตายตัว ส่วน RSI ให้อ่านเป็นแนวโน้มว่า "ยิ่งห่างยิ่งใช้ข้อมูลร่วมกันน้อยลง" แทนตัวเลขเป๊ะ ๆ

นี่ไม่ได้แปลว่ายอดที่ห่างกันมากใช้ไม่ได้เลย แต่แปลว่ามันเป็นการเทียบกันคนละแบบ — และถ้าจะนับทั้งสองกรณีปนกัน สถิติที่ได้จะเป็นการเฉลี่ยของสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน · เลือกช่วงหนึ่งช่วงแล้วอยู่กับมัน


ตารางบันทึกสำหรับนับจริง

เมื่อตอบครบ 6 ข้อแล้ว ให้เลื่อนกราฟย้อนหลังแล้วนับทุกครั้งที่เข้าเงื่อนไข ไม่ใช่เฉพาะครั้งที่จำได้ · จดเป็น R ไม่ใช่เป็นเงิน เพื่อให้เทียบข้ามช่วงเวลาได้

วันที่/แท่งประเภทยอด 1 (ราคา / อินดี้)ยอด 2 (ราคา / อินดี้)ห่างกี่แท่งผลเป็น R
—Bearish— / —— / ———
—Bullish— / —— / ———
⚠️
เกณฑ์ตัดสินที่ควรตั้งไว้ก่อนนับ — ที่ R:R 1:2 อัตราชนะคุ้มทุนคือ 33.33% ก่อนคิดต้นทุน และขยับขึ้นตามสัดส่วนที่สเปรดกินของ R ตามสูตร (1 + c) ÷ 3 · ถ้านับครบ 30 ครั้งแล้วอัตราชนะยังไม่ถึงเลขนั้น แปลว่ารูปแบบนี้ยังไม่ได้ให้ความได้เปรียบกับตลาดและไทม์เฟรมที่คุณวัด ซึ่งเป็นคำตอบที่มีประโยชน์พอ ๆ กับคำตอบตรงข้าม · หน้านี้ไม่บอกอัตราชนะของ Divergence เพราะบล็อกนี้ยังไม่ได้วัดเอง

อ่านต่อ

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเกณฑ์ที่ตั้งได้ ไม่ใช่ค่าที่พิสูจน์แล้วว่าดีที่สุด และไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ · การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories