Scalping คืออะไร — ต่างจาก Sniper Trade ตรงไหน และเป้าสั้นแพงกว่าเป้ายาวเท่าไร

$ € ¥ TAKE PROFIT +10 STOP LOSS −10 ASK / BID · SPREAD 1.2 pip Scalping คืออะไร ต่างจาก Sniper Trade ตรงไหน โดย คนเล่น Forex BREAKEVEN WIN RATE 62.0% เป้า 5 pip · RR 1:1 ค่าสเปรดต่อเดือน $480 48% ของพอร์ต 20 ไม้/วัน · 0.10 lot · ทุน $1,000 ฉบับคำนวณจริง
รูปแบบการเทรด

Scalping คืออะไร — ต่างจาก Sniper Trade ตรงไหน และทำไมเป้าที่สั้นลงถึงเรียกอัตราชนะสูงขึ้น

Scalping คือการเทรดที่ตั้งเป้ากำไรสั้นมาก — ไม่กี่ pip ต่อไม้ — แล้วชดเชยด้วยการเข้าออกบ่อยในหนึ่งวัน ส่วน Sniper Trade เป็นคำที่เทรดเดอร์ไทยใช้เรียกอีกขั้วหนึ่ง คือรอไม้ที่มั่นใจที่สุดเพียงไม่กี่ไม้ แล้วปล่อยให้เป้ายาวกว่า ทั้งสองคำอธิบาย "จังหวะเข้า" เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันจริง ๆ ไม่ใช่ชื่อเรียก — มันคือตัวเลขสามตัวที่วัดได้ และค่าสเปรดที่ถูกหักซ้ำทุกครั้งที่กดออเดอร์

คำนิยามข้างบนหาอ่านที่ไหนก็ได้ หน้านี้จะไม่หยุดตรงนั้น เพราะเรื่องนี้คำนวณล่วงหน้าได้ทั้งหมด ไม่ต้องเดาและไม่ต้องรอผลย้อนหลัง — สเปรดที่จ่ายต่อไม้ ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน และอัตราชนะขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้เพื่อเสมอตัว ล้วนเป็นเลขคณิตล้วน ๆ ที่กดเครื่องคิดเลขตามได้ทุกช่อง

และพอคำนวณจริง ผลที่ออกมาตรงข้ามกับที่คนส่วนใหญ่รู้สึก: เป้าที่สั้นลงไม่ได้ทำให้เทรดง่ายขึ้น มันทำให้เกณฑ์ผ่านสูงขึ้น — ที่เป้า 100 pip คุณต้องชนะ 50.6% ถึงจะเสมอตัว แต่ที่เป้า 5 pip เกณฑ์เดียวกันขยับขึ้นเป็น 62.0% ทั้งที่กลยุทธ์ยังเป็น 1:1 เท่าเดิม

62.0%
อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้เพื่อเสมอตัว เมื่อเป้า 5 pip · สตอป 5 pip · สเปรด 1.2 pip
60 ÷ เป้า
จุดเปอร์เซ็นต์ส่วนเกินที่สเปรด 1.2 pip เรียกเก็บจากทุกแผน 1:1 (เป้าหน่วย pip)
$480
ค่าสเปรดต่อเดือน ถ้าเทรด 20 ไม้/วัน ที่ 0.10 lot = 48% ของพอร์ต $1,000
ภาพปกบทความ Scalping และ Sniper เหมือนหรือแตกต่างกัน ของบล็อกคนเล่น Forex
ภาพประกอบเดิมของหน้านี้ — คำถามยังเป็นคำถามเดิม แต่รอบนี้ตอบด้วยตัวเลขที่ตรวจตามได้

Scalping คืออะไร (คำตอบสั้น ๆ ก่อน)

Scalping คือรูปแบบการเทรดที่ตั้งเป้ากำไรต่อไม้ไว้สั้นมาก โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 3–15 pip สำหรับคู่เงินหลัก แล้วอาศัยจำนวนครั้งเป็นตัวสร้างผลรวม ไม้หนึ่งอาจถือแค่ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที และเกือบทั้งหมดปิดภายในวันเดียวกัน

คุณสมบัติที่แยก scalping ออกจากการเทรดแบบอื่นมีอยู่สามข้อ และทั้งสามข้อวัดเป็นตัวเลขได้ ไม่ใช่ความรู้สึก

1

ระยะเป้าต่อไม้

กี่ pip ที่ตั้งใจจะเก็บ และกี่ pip ที่ยอมเสีย — ตัวนี้กำหนดว่าสเปรดกินไปกี่เปอร์เซ็นต์ของแผน

2

ความถี่ต่อวัน

กี่ไม้ต่อวัน — ตัวนี้คูณค่าสเปรดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนตรง ๆ

3

ขนาดล็อตต่อไม้

0.01 หรือ 1.00 lot — ตัวนี้แปลง pip เป็นเงิน และเป็นตัวเดียวที่คนมักปรับขึ้นเมื่ออยากให้ผลเร็วขึ้น

สังเกตว่าไม่มีข้อไหนพูดถึงอินดิเคเตอร์ ไทม์เฟรม หรือชื่อระบบเลย เพราะสามตัวนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนต้นทุนจริง ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของวิธีหาจังหวะเข้า ซึ่งเปลี่ยนได้โดยที่โครงต้นทุนไม่ขยับ


Sniper Trade คืออะไร — และทำไมสองคำนี้ถึงสับสนกันในไทย

Sniper Trade ไม่ใช่ศัพท์มาตรฐานในตำราสากล — ในตำราจะเจอคำว่า intraday หรือ swing trading แทน แต่ในวงเทรดเดอร์ไทย คำนี้ถูกใช้เรียกสไตล์ที่รอจังหวะที่มั่นใจที่สุดเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วเข้าไม้เดียวจบ ตรงข้ามกับการซอยไม้ถี่ ๆ

ความสับสนเกิดขึ้นเพราะทั้งสองคำถูกอธิบายด้วยคำบรรยายอารมณ์ ("เก็บสั้น ๆ" · "รอแล้วยิงทีเดียว") ซึ่งไม่มีเส้นแบ่งที่ตรวจสอบได้ คนสองคนจึงใช้คำเดียวกันกับพฤติกรรมที่ต่างกันคนละขั้วได้สบาย ๆ และเถียงกันไปก็ไม่จบ เพราะไม่มีใครผิด

ที่สำคัญกว่านั้น: ตัวเลข "กี่ pip" ที่แต่ละคนผูกไว้กับคำสองคำนี้ก็ไม่ตรงกันด้วย บางแหล่งบอกว่า scalping เก็บ 100–200 จุด บางแหล่งบอกว่าเก็บ 5–10 pip ซึ่งต่างกันหลายเท่า ⇒ ถ้าอ่านเจอตัวเลขพวกนี้ที่ไหน ให้ถามก่อนเสมอว่า "จุด" ที่พูดถึงคือ point หรือ pip เพราะบนบัญชี 5 หลัก 1 pip = 10 point และตัวเลขเดียวกันจะต่างกัน 10 เท่าทันที — เรื่องหน่วยนี้อธิบายไว้ครบในหน้า ค่า spread คืออะไร

ทางออกที่ใช้ได้จริงคือเลิกเถียงเรื่องชื่อ แล้วเทียบด้วยสามตัวเลขในหัวข้อที่แล้วแทน สองคนที่เรียกตัวเองว่า scalper เหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งเทรด 40 ไม้ต่อวันและอีกคนเทรด 3 ไม้ต่อวัน โครงต้นทุนของทั้งคู่ต่างกันเกินกว่าจะเรียกว่าสไตล์เดียวกัน และหัวข้อถัดไปจะบอกว่าต่างกันเท่าไรเป็นเงิน


สเปรดก้อนเดิม กินเป้าสั้นกับเป้ายาวคนละสัดส่วน

นี่คือแกนของทั้งหน้า และเป็นจุดที่บทความ scalping ภาษาไทยส่วนใหญ่ข้ามไป — ค่าสเปรดไม่ได้แพงขึ้นเมื่อคุณเทรดสั้น มันคงที่อยู่ก้อนเดิม แต่เมื่อเป้าสั้นลง สเปรดก้อนเดิมนั้นก็กินสัดส่วนของเป้ามากขึ้นเรื่อย ๆ

สเปรด 1.2 pip เท่ากันทั้งสองแถบ — เปลี่ยนแค่ระยะเป้า เป้า 10 pip สเปรดกินไป 12.0% ต้องชนะ 56.0% เป้า 100 pip สเปรดกินไป 1.2% ต้องชนะ 50.6% แถบสองอันยาวเท่ากัน เพราะแทน "เป้าเต็ม 100%" ของแต่ละแผน — สีส้มคือสัดส่วนที่ถูกหักก่อนราคาขยับ
สเปรดก้อนเดียวกันคิดเป็น 12.0% ของเป้า 10 pip แต่คิดเป็นเพียง 1.2% ของเป้า 100 pip — ส่วนต่างนี้คือทั้งหมดที่ทำให้เกณฑ์ผ่านของสองแผนไม่เท่ากัน

วิธีคิดมีบรรทัดเดียว สมมติเป้าและสตอปเท่ากันที่ D pip (อัตราส่วน 1:1) และสเปรดเท่ากับ s pip

  • ไม้ที่ชนะ ได้จริง D − s pip เพราะซื้อที่ Ask แต่ขายที่ Bid
  • ไม้ที่แพ้ เสียจริง D + s pip ด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่คนละทาง
  • อัตราชนะที่ทำให้เสมอตัวพอดี = (D + s) ÷ 2D

ถ้าไม่มีสเปรด สูตรนี้จะให้ 50.0% ทุกกรณี — ทุกส่วนที่เกิน 50.0% คือราคาที่จ่ายให้ค่าเข้าตลาด ล้วน ๆ และส่วนเกินนั้นเท่ากับ 50s ÷ D จุดเปอร์เซ็นต์ ⇒ ที่สเปรด 1.2 pip ก็คือ 60 ÷ D พอดี ซึ่งเป็นเลขที่คิดในหัวได้

เป้า = สตอปชนะแล้วได้จริงแพ้แล้วเสียจริงต้องชนะกี่ % ถึงเสมอตัวส่วนเกินที่สเปรดเรียกเก็บ
5 pip+3.8 pip−6.2 pip62.0%+12.0 จุด %
10 pip+8.8 pip−11.2 pip56.0%+6.0 จุด %
20 pip+18.8 pip−21.2 pip53.0%+3.0 จุด %
50 pip+48.8 pip−51.2 pip51.2%+1.2 จุด %
100 pip+98.8 pip−101.2 pip50.6%+0.6 จุด %
200 pip+198.8 pip−201.2 pip50.3%+0.3 จุด %

ตารางนี้ใช้สเปรดคงที่ 1.2 pip ทุกแถว ซึ่งเป็นค่าเดียวกับบัญชีมาตรฐานในหน้า ค่า spread คืออะไร เพื่อให้เทียบข้ามหน้าได้ · ถ้าบัญชีของคุณมีคอมมิชชั่นด้วย ให้แปลงคอมมิชชั่นเป็น pip แล้วบวกเข้าไปใน s ก่อนคิด

สเปรดไม่ได้แพงขึ้นเมื่อคุณเทรดสั้น — มันแค่กินสัดส่วนของเป้าที่สั้นลงมากขึ้น และส่วนที่ถูกกินไปนั้น ต้องชดใช้ด้วยอัตราชนะ ไม่ใช่ด้วยความขยัน
ตารางข้างบนตรึงอัตราส่วนไว้ที่ 1:1 แล้วเปลี่ยนระยะ ถ้าอยากดูอีกแกนหนึ่ง คือตรึงระยะแล้วเปลี่ยนอัตราส่วน R:R ว่าแต่ละอัตราส่วนต้องชนะกี่เปอร์เซ็นต์ ตารางชุดนั้นอยู่ที่หน้า Risk Reward Ratio (R:R) คืออะไร — สองหน้านี้ตอบคนละคำถามและใช้คู่กันได้

ค่าสเปรดต่อเดือน — ความถี่แพงกว่าที่คิดเท่าไร

ตัวเลขข้างบนเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังรู้สึกไม่เจ็บ มุมที่เจ็บกว่าคือแปลงเป็นเงิน ใช้สมมติฐานเดียวกันทั้งหมด: EURUSD · 0.10 lot (= $1 ต่อ pip) · สเปรด 1.2 pip ⇒ ค่าเข้าตลาดต่อไม้ = $1.20 · เดือนหนึ่งนับ 20 วันทำการ

หนึ่งวันของคนเทรด 20 ไม้ — ค่าเข้าตลาดสะสมไม้ละ $1.20 $24.00 ค่าสเปรดที่จ่ายไปใน 1 วัน ก่อนพูดถึงกำไรหรือขาดทุนด้วยซ้ำ $480 ต่อเดือน = 48% ของพอร์ต $1,000 · = 4.8% ของพอร์ต $10,000 สมมติฐาน: EURUSD · 0.10 lot ($1/pip) · สเปรด 1.2 pip · 20 ไม้/วัน · 20 วันทำการ/เดือน
ทุกช่องสีส้มคือหนึ่งออเดอร์ ไม่ว่าไม้นั้นจะจบด้วยกำไรหรือขาดทุน ค่าเข้าตลาดก็ถูกหักไปแล้วเท่ากัน
ความถี่ค่าสเปรดต่อวันต่อเดือน (20 วัน)คิดเป็น % ของพอร์ต $1,000คิดเป็น % ของพอร์ต $10,000
2 ไม้/วัน$2.40$484.8%0.48%
5 ไม้/วัน$6.00$12012.0%1.20%
10 ไม้/วัน$12.00$24024.0%2.40%
20 ไม้/วัน$24.00$48048.0%4.80%
40 ไม้/วัน$48.00$96096.0%9.60%
!
ช่องขวาสองช่องคือเหตุผลที่ทุนน้อยกับการเทรดถี่เป็นคู่ที่แพงที่สุด — ที่ 20 ไม้ต่อวัน พอร์ต $1,000 ต้องหากำไรให้ได้ 48% ต่อเดือน เพียงเพื่อจ่ายค่าสเปรดให้ครบ ในขณะที่พอร์ต $10,000 ที่เทรดจำนวนเท่ากันด้วยล็อตเท่ากัน จ่ายอยู่ที่ 4.8% ⇒ ค่าใช้จ่ายเป็นเงินเท่ากันเป๊ะ แต่ภาระต่างกัน 10 เท่า และไม่มีเทคนิคเข้าออเดอร์แบบไหนแก้ช่องนี้ได้

เอาสองตารางมาต่อกัน: เทียบสองสไตล์ด้วยชุดตัวเลขเดียวกัน

ทีนี้กลับมาที่คำถามตั้งต้น — Scalping กับ Sniper ต่างกันตรงไหน คำตอบที่ตรวจสอบได้คือเอาสามตัวเลขของแต่ละสไตล์มาวางในตารางเดียวกัน แล้วอ่านค่าจากสองตารางข้างบนโดยไม่ต้องคำนวณใหม่

 แบบเก็บสั้นถี่ ๆ (scalping)แบบรอไม้เดียว (sniper)
ระยะเป้า = สตอป10 pip60 pip
ความถี่20 ไม้/วัน2 ไม้/วัน
ขนาดล็อต0.10 lot0.10 lot
ต้องชนะกี่ % ถึงเสมอตัว56.0%51.0%
ค่าสเปรดต่อเดือน$480$48
ภาระบนพอร์ต $1,00048.0% ต่อเดือน4.8% ต่อเดือน

สองคอลัมน์นี้ใช้ขนาดล็อตเท่ากันและสเปรดเท่ากัน ต่างกันแค่ระยะเป้ากับความถี่ ผลคือ ฝั่งซ้ายต้องชนะสูงกว่า 5 จุดเปอร์เซ็นต์ และจ่ายค่าเข้าตลาดมากกว่า 10 เท่า พร้อมกันทั้งสองอย่าง — นี่คือทั้งหมดที่ตัวเลขบอกได้ และเป็นเส้นแบ่งที่ชัดกว่าคำว่า "scalping" กับ "sniper" มาก

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ "ผมเป็น scalper หรือ sniper" แต่เป็น "เกณฑ์ผ่านของผมคือกี่เปอร์เซ็นต์ และเดือนหนึ่งผมจ่ายค่าเข้าตลาดไปเท่าไร" — สองคำถามหลังตอบได้ด้วยเครื่องคิดเลข

ย้ำให้ชัด: ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้บอกว่าสไตล์ไหนดีกว่า การเทรดเป้ายาวมีต้นทุนที่เป้าสั้นไม่มี เช่นค่า swap เมื่อถือข้ามคืน และการที่เงินถูกล็อกไว้ในไม้เดียวนานกว่า สิ่งที่ตารางบอกได้อย่างเดียวคือเกณฑ์ผ่านของแต่ละแบบอยู่ตรงไหน ส่วนจะทำถึงหรือไม่ ไม่มีตารางไหนตอบแทนได้


สิ่งที่ต้องตรวจก่อน ถ้าจะเทรดสั้นจริง ๆ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังอยากเทรดสั้น สี่ข้อนี้เป็นเรื่องที่ตรวจได้ก่อนเปิดออเดอร์แรก ไม่ต้องรอให้พอร์ตสอนเอง

  1. วัดสเปรดของบัญชีตัวเองในช่วงเวลาที่จะเทรดจริง ไม่ใช่ตัวเลขในหน้าโฆษณา — ค่าที่โฆษณามักเป็นค่าต่ำสุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และสเปรดถ่างในบางช่วงเวลาเป็นเรื่องปกติ อธิบายไว้ที่ Spread ถ่าง คืออะไร
  2. บวกคอมมิชชั่นเข้าไปใน s ก่อนคิดเกณฑ์ผ่าน บัญชี Raw ที่สเปรดต่ำแต่มีคอมมิชชั่น ต้องแปลงคอมมิชชั่นไป-กลับเป็น pip แล้วรวมกับสเปรด ไม่งั้นตัวเลข 62.0% หรือ 56.0% ในตารางจะต่ำกว่าความจริง
  3. ตรวจว่าโบรกอนุญาตให้เทรดถี่แค่ไหน บางบัญชีมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาถือขั้นต่ำหรือระยะห่างขั้นต่ำของ SL/TP จากราคาปัจจุบัน ซึ่งทำให้เป้า 5 pip ตั้งไม่ได้ตั้งแต่แรก
  4. นับค่าใช้จ่ายรายเดือนก่อน ไม่ใช่หลัง เอาความถี่ที่ตั้งใจจะทำคูณสเปรดออกมาเป็นเงินตามตารางข้างบน แล้วถามตัวเองว่ายอมจ่ายเท่านั้นต่อเดือนไหม — คำตอบมักเปลี่ยนแผนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
!
ทองคำคิดคนละหน่วย อย่าเอาตารางหน้านี้ไปใช้ตรง ๆ — XAUUSD ใช้หน่วย point ที่ไม่เท่ากับ pip ของคู่เงิน และเลขเดียวกันบนหน้าจออาจหมายถึงต้นทุนที่ต่างกัน 10 เท่า วิธีแปลงหน่วยและตัวอย่างของทองอยู่ในหน้า ค่า spread คืออะไร ⇒ คิดจากหน่วยของสินค้าที่เทรดจริงเสมอ

คำถามที่เจอบ่อย

  • Scalping ผิดกฎโบรกไหม — โดยทั่วไปไม่ผิด แต่บางประเภทบัญชีมีเงื่อนไขเรื่องเวลาถือขั้นต่ำหรือการใช้ EA เก็บสั้น ให้เปิดสเปกบัญชีของตัวเองอ่านก่อน อย่าถามจากคนอื่น เพราะเงื่อนไขต่างกันแม้แต่ในโบรกเดียวกัน
  • ไทม์เฟรมไหนเหมาะกับ scalping — คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะไทม์เฟรมไม่ได้เปลี่ยนต้นทุน สิ่งที่เปลี่ยนต้นทุนคือระยะเป้าและความถี่ ตามสามตัวเลขข้างบน
  • สเปรด 0.0 ทำให้เทรดสั้นคุ้มขึ้นไหม — ช่วยได้จริงถ้าค่ารวมหลังบวกคอมมิชชั่นต่ำลงจริง แต่คำว่า "จาก 0.0" คือค่าต่ำสุดไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และบางบัญชีที่โฆษณาแบบนี้แพงกว่าบัญชีธรรมดาเมื่อรวมคอมมิชชั่นแล้ว มีตารางเทียบให้ดูในหน้าค่า spread
  • เทรดถี่ขึ้นช่วยให้กำไรเร็วขึ้นไหม — ความถี่คูณทั้งผลลัพธ์และค่าใช้จ่าย ถ้าเกณฑ์ผ่านยังทำไม่ถึง การเพิ่มความถี่จะเร่งผลลัพธ์ให้ปรากฏเร็วขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนทิศของมัน
  • ตัวเลขในหน้านี้เอามาจากไหน — ทุกช่องคำนวณจากสมมติฐานที่เขียนกำกับไว้ (EURUSD · 0.10 lot · สเปรด 1.2 pip · 20 วันทำการ) ด้วยสูตรสองบรรทัดที่แสดงไว้ ⇒ เปลี่ยนสมมติฐานเป็นของบัญชีคุณแล้วคิดใหม่ได้ทันที

สรุป

Scalping คือการตั้งเป้าสั้นแล้วเข้าออกบ่อย Sniper Trade คือคำที่คนไทยใช้เรียกขั้วตรงข้าม คือรอไม้ที่มั่นใจแล้วปล่อยเป้ายาวกว่า แต่ชื่อทั้งสองไม่มีเส้นแบ่งที่ตรวจสอบได้ ⇒ ให้เทียบด้วยระยะเป้า ความถี่ และขนาดล็อต แทน

และเมื่อเทียบด้วยสามตัวนั้น ผลออกมาชัดเจนว่าเป้าที่สั้นลงเรียกอัตราชนะสูงขึ้นเสมอ ตามสูตร (D + s) ÷ 2D โดยส่วนเกินเหนือ 50% เท่ากับ 60 ÷ D จุดเปอร์เซ็นต์ที่สเปรด 1.2 pip ⇒ ที่เป้า 5 pip ต้องชนะ 62.0% ที่เป้า 100 pip ต้องชนะ 50.6% และความถี่คูณค่าเข้าตลาดออกมาเป็นเงินตรง ๆ — 20 ไม้ต่อวันที่ 0.10 lot คือ $480 ต่อเดือน หรือ 48% ของพอร์ต $1,000

ถ้าอยากเห็นว่าการวัดต้นทุนแบบเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับแผนเทรดจริงยังไง เราแสดงระยะเข้า จุดตัดขาดทุน และอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนของทุกสัญญาณไว้ให้ตรวจย้อนหลังได้ที่ AlphaSignals — หลักคิดเดียวกับหน้านี้คือ เกณฑ์ผ่านต้องประกาศไว้ก่อน ไม่ใช่หาเหตุผลทีหลัง

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้ระบุว่ารูปแบบการเทรดแบบใดทำกำไรได้ ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคำนวณจากสมมติฐานที่ระบุไว้ในบทความ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับสเปรดของบัญชี คอมมิชชั่น ค่า swap ความคลาดของราคา และเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน · เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เพิ่มเติมดูได้ที่ alphasigs.net

ความคิดเห็น

Related stories