บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร อ่านอย่างไรให้ใช้ได้จริง และวิธีวิเคราะห์กราฟหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง

$ ¥ TP31.12236 TP21.11000 TP11.10500 ENTRY1.09000 SL1.08000 ? บทวิเคราะห์ Forex อ่านอย่างไรให้ใช้ได้จริง โดย คนเล่น Forex R:R 1 : 0.67 60.0% คือ %ชนะที่ต้องทำให้ได้ 3 วิธีหาเป้าหมาย 174 pip ที่ห่างกัน บนกราฟเดียวกัน · EURUSD ฉบับคำนวณจริง
การวิเคราะห์ตลาด

บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร — 5 อย่างที่ต้องมีถึงจะเอาไปใช้ได้ และวิธีวิเคราะห์กราฟหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง

บทวิเคราะห์ Forex คือข้อความที่บอกว่าคู่เงินหนึ่งน่าจะไปทางไหน พร้อมเหตุผลที่มาจากกราฟหรือจากข่าว — แต่คำถามที่สำคัญกว่า "วันนี้ EURUSD จะขึ้นหรือลง" คือ บทวิเคราะห์ชิ้นนั้นมีข้อมูลครบพอให้เปิดออเดอร์ได้จริงหรือเปล่า หน้านี้จะไล่ให้ดูทีละตัวเลขว่าบทวิเคราะห์ที่บอกแค่ทิศทางนั้นใช้ไม่ได้เพราะอะไร · บทวิเคราะห์ชิ้นเดียวกันเป๊ะ ๆ ถ้าเข้าคนละจุดจะต้องการอัตราชนะต่างกันตั้งแต่ 8.0% ถึง 60.0% · การหาราคาเป้าหมายสามวิธีบนกราฟใบเดียวกันให้ตัวเลขที่ห่างกันถึง 174 pip · และวิธีวัดว่าแหล่งบทวิเคราะห์ที่เราตามอยู่คุ้มค่าที่จะตามต่อไหม โดยไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาของใคร

60.0%
อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ ถ้าเป้าหมายเล็กกว่าจุดตัดขาดทุน (R:R 1 : 0.67)
174 pip
ระยะห่างของ "ราคาเป้าหมาย" ที่ได้จาก 3 วิธี บนกราฟใบเดียวกัน
+3.8pp
อัตราชนะที่ต้องเพิ่มขึ้น เมื่อสเปรด 1.5 pip ไปกินเป้าหมาย 20 pip
ตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟ Forex ด้วยแนวรับแนวต้านและการวางราคาเป้าหมาย
ตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟด้วยแนวรับแนวต้าน — สิ่งที่ทำให้ภาพแบบนี้ "ใช้ได้" ไม่ใช่ลูกศร แต่คือการที่มันระบุระดับราคาออกมาเป็นตัวเลข

บทวิเคราะห์ Forex คืออะไร และต่างจาก "สัญญาณ" อย่างไร

สองคำนี้ถูกใช้ปนกันจนเข้าใจผิดกันบ่อย ทั้งที่มันตอบคนละคำถาม บทวิเคราะห์ (Analysis) ตอบว่า "ทำไม" — เล่าว่าโครงสร้างราคาตอนนี้เป็นอย่างไร มีอะไรรออยู่ข้างหน้า ส่วน สัญญาณ (Signal) ตอบว่า "ทำอะไร" — เข้าตรงไหน ตัดขาดทุนตรงไหน ปิดกำไรตรงไหน

 บทวิเคราะห์ (Analysis)สัญญาณ (Signal)
ตอบคำถามทำไมราคาถึงน่าจะไปทางนั้นจะเปิดออเดอร์อย่างไร
ผลลัพธ์ที่ได้มุมมองที่เอาไปคิดต่อได้คำสั่งที่กดตามได้ทันที
วัดผลย้อนหลังวัดยาก ถ้าไม่ได้ระบุตัวเลขวัดได้ตรง ๆ ถึง / ไม่ถึงเป้า
อายุการใช้งานเป็นวัน ถึงเป็นสัปดาห์เป็นชั่วโมง บางทีเป็นนาที
ความเสี่ยงที่มากับมันคนอ่านตีความคนละแบบกดตามโดยไม่รู้ว่าทำไม

ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ บทวิเคราะห์ที่ถูกเขียนราวกับเป็นสัญญาณ เช่นประโยคว่า "EURUSD ยังเป็นขาขึ้น รอย่อแล้วซื้อ" ประโยคนี้ฟังดูให้คำแนะนำ แต่ไม่มีตัวเลขสักตัว — ย่อถึงเท่าไรถึงเรียกว่าย่อ · ถ้าลงต่ำกว่าเท่าไรถือว่ามุมมองนี้ผิด · ซื้อแล้วปิดที่เท่าไร เมื่อไม่มีสามตัวเลขนี้ คนอ่านสิบคนจะเปิดออเดอร์กันคนละแบบ แล้วได้ผลคนละอย่าง ทั้งที่อ่านบทวิเคราะห์ชิ้นเดียวกัน

บทวิเคราะห์ที่บอกแต่ทิศทาง ไม่ได้ผิดหรือถูก
มันแค่ยังไม่ใช่ข้อมูลที่มากพอจะตัดสินใจ — เพราะกำไรขาดทุนไม่ได้ถูกกำหนดโดยทิศทาง แต่ถูกกำหนดโดยระยะทาง

5 อย่างที่บทวิเคราะห์ต้องมี ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งคือยังเอาไปใช้ไม่ได้

นี่คือเช็กลิสต์ที่ใช้ได้กับบทวิเคราะห์ทุกชิ้น ไม่ว่าจะมาจากเพจไหน โบรกไหน หรือเขียนขึ้นเอง อ่านจบแล้วให้ตอบให้ได้ทุกข้อ ถ้าตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว แปลว่ายังไม่พร้อมกดออเดอร์

1

ไทม์เฟรม

มุมมองนี้อยู่บนกราฟราย 15 นาที หรือรายวัน คำว่า "แนวรับ" บน W1 กับบน M15 เป็นคนละวัตถุกัน คนละขนาด

2

ระดับที่จะเข้า

เป็นตัวเลขราคา ไม่ใช่คำว่า "รอย่อ" เพราะจุดเข้าคือสิ่งที่กำหนดว่าเราจะเสี่ยงกี่ pip

3

จุดที่ยอมรับว่าผิด

ราคาที่ถ้าไปถึงแล้วมุมมองนี้เป็นโมฆะ นี่คือ Stop Loss และเป็นข้อที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่มี

4

ราคาเป้าหมาย

ตัวเลขที่จะปิดกำไร ถ้าไม่มีข้อนี้ก็คำนวณ R:R ไม่ได้ และเมื่อคำนวณไม่ได้ก็ประเมินไม่ได้ว่าคุ้มไหม

5

เงื่อนไขที่ทำให้เป็นโมฆะ

เช่น "ถ้ามีข่าวดอกเบี้ยก่อนราคาถึงโซน ให้ยกเลิก" — คือการบอกล่วงหน้าว่าเมื่อไรควรฉีกแผนนี้ทิ้ง

6

วันเวลาที่เขียน

ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่บทวิเคราะห์ที่ไม่ประทับเวลาไว้ จะไม่มีวันวัดผลย้อนหลังได้เลย

!
ข้อ 3 คือข้อที่หายบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่แพงที่สุด — บทวิเคราะห์ที่มีเป้าหมายแต่ไม่มีจุดผิด แปลว่าคนเขียนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถ้าราคาไปถึงเป้าก็บอกว่าถูก ถ้าไม่ถึงก็บอกว่า "ยังไม่ถึงเวลา" ได้ตลอดกาล ส่วนคนที่ถือออเดอร์ค้างไว้ระหว่างนั้นคือเรา

บทวิเคราะห์ชิ้นเดียวกัน เข้าคนละจุด ต้องการอัตราชนะต่างกันเท่าไร

ตรงนี้คือหัวใจของทั้งหน้านี้ และเป็นเรื่องที่คำนวณตามได้เองโดยไม่ต้องเชื่อใคร สมมติอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งที่เขียนว่า "EURUSD มีแนวรับที่ 1.08000 ถ้ายืนได้มีโอกาสขึ้นไปทดสอบ 1.10500" — ข้อมูลเท่านี้คือสิ่งที่บทวิเคราะห์ทั่วไปให้มา ทีนี้ลองดูว่าคนสามคนที่อ่านประโยคเดียวกันนี้ แต่เข้าคนละจุด จะได้โจทย์ต่างกันแค่ไหน

คนที่จุดเข้าStop Lossเสี่ยงได้R:Rต้องชนะอย่างน้อย
รอย่อลงมาชิดแนวรับ1.082001.0800020 pip230 pip1 : 11.508.0%
เข้ากลางทาง1.090001.08000100 pip150 pip1 : 1.5040.0%
ไล่ราคาหลังขึ้นไปแล้ว1.095001.08000150 pip100 pip1 : 0.6760.0%

สามคนนี้อ่านบทวิเคราะห์ชิ้นเดียวกัน เห็นด้วยกับมุมมองเดียวกัน ใช้แนวรับตัวเดียวกันและเป้าหมายตัวเดียวกัน แต่ คนที่ ก ทายถูกแค่ 8 ครั้งจาก 100 ก็เสมอตัว ขณะที่คนที่ ค ต้องทายถูก 60 ครั้งจาก 100 ถึงจะเสมอตัว ต่างกันเจ็ดเท่าครึ่ง ทั้งที่บทวิเคราะห์ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว

สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ไม่ใช่ว่าบทวิเคราะห์แม่นแค่ไหน
แต่คือระยะจากจุดเข้าไปจุดตัดขาดทุน เทียบกับระยะจากจุดเข้าไปเป้าหมาย

ตัวเลขในช่อง "ต้องชนะอย่างน้อย" มาจากสูตรบรรทัดเดียวที่คิดในหัวได้ถ้าจำไว้ — อัตราชนะจุดคุ้มทุน = 1 ÷ (1 + R:R) เช่น R:R เท่ากับ 1 : 1.50 จะได้ 1 ÷ 2.50 = 0.400 หรือ 40.0% พอดี

จุดเข้า 1.09000 แนวรับ / จุดที่ยอมรับว่าผิด 1.08000 — เสี่ยง 100 pip ยอดเดิม 1.10000 แนวต้านเดิม 1.10500 · +150 pip · R:R 1:1.50 · ต้องชนะ 40.0% วัดความสูงกรอบ 1.11000 · +200 pip · R:R 1:2.00 · ต้องชนะ 33.3% Fibonacci 161.8% ที่ 1.12236 · +324 pip · R:R 1:3.24 · ต้องชนะ 23.6% เป้าหมายทั้งสามห่างกัน 174 pip
เส้นเป้าหมายสามเส้นนี้มาจากกราฟใบเดียวกัน จุดเข้าเดียวกัน จุดตัดขาดทุนเดียวกัน — ต่างกันแค่ "วิธีหาเป้าหมาย" แล้วอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ก็ขยับจาก 40.0% ลงไป 23.6% ทันที ภาพนี้ไม่ได้บอกว่าเป้าไหนถูก มันบอกว่าการเลือกเป้าหมายคือการเลือกโจทย์ให้ตัวเอง

ตารางอัตราชนะจุดคุ้มทุน — ตัวเลขที่ควรจำก่อนอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นไหนก็ตาม

ตารางนี้ตอบคำถามเดียว: ถ้าเทรดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ต้องถูกกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะไม่ขาดทุน ทุกช่องคำนวณจาก 1 ÷ (1 + R:R) ไม่มีสมมติฐานอื่นแอบอยู่

R:Rตัวอย่าง (เสี่ยง → ได้)ต้องชนะอย่างน้อยแปลว่า
1 : 0.50100 pip → 50 pip66.7%ต้องถูก 2 ใน 3 ครั้ง
1 : 0.67150 pip → 100 pip60.0%ต้องถูก 3 ใน 5 ครั้ง
1 : 1.00100 pip → 100 pip50.0%ต้องถูกครึ่งหนึ่ง
1 : 1.50100 pip → 150 pip40.0%ผิดได้ 3 ใน 5 ครั้ง
1 : 2.00100 pip → 200 pip33.3%ผิดได้ 2 ใน 3 ครั้ง
1 : 3.00100 pip → 300 pip25.0%ผิดได้ 3 ใน 4 ครั้ง
1 : 5.0020 pip → 100 pip16.7%ผิดได้ 5 ใน 6 ครั้ง
1 : 10.0020 pip → 200 pip9.1%ผิดได้เกือบทุกครั้ง
อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ เพื่อไม่ขาดทุน เส้น 50% เท่ากับการโยนเหรียญ R:R 1 : 0.50 66.7% R:R 1 : 1.00 50.0% R:R 1 : 2.00 33.3% R:R 1 : 3.00 25.0% R:R 1 : 5.00 16.7% แถบยิ่งสั้น = ยิ่งผิดได้บ่อยโดยยังไม่ขาดทุน · แต่เป้าหมายที่ไกลขึ้นก็ไปถึงยากขึ้นด้วย ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่า
ภาพเดียวกับตารางข้างบน แถบสีคือสัดส่วนของครั้งที่ต้องถูกทาง เส้นประเหลืองคือ 50% ซึ่งเป็นระดับที่การโยนเหรียญทำได้ — ทุกแถบที่ยาวกว่าเส้นนี้แปลว่าเรากำลังตั้งโจทย์ให้ตัวเองยากกว่าการเดาสุ่ม
ข้อควรระวังในการอ่านตารางนี้ — ตัวเลข "ต้องชนะอย่างน้อย" ไม่ได้แปลว่าเป้าหมายที่ไกลกว่าดีกว่าเสมอ เพราะยิ่งเป้าไกล โอกาสที่ราคาจะเดินไปถึงก็น้อยลงตามไปด้วย ตารางนี้บอกแค่ เกณฑ์ผ่าน ไม่ได้บอกว่าเราจะทำได้ถึงเกณฑ์หรือเปล่า สิ่งที่ต้องทำคู่กันคือเก็บสถิติของตัวเองว่าที่ผ่านมาทำได้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเอามาเทียบกับช่องนี้ — วิธีบันทึกอยู่ที่ Trading Journal คืออะไร

วิธีวิเคราะห์กราฟ Forex ด้วยตัวเอง — ไล่จากไทม์เฟรมใหญ่ลงมา

ขั้นตอนข้างล่างนี้คือโครงที่ใช้ซ้ำได้ทุกวัน ไม่ผูกกับอินดิเคเตอร์ตัวไหน จุดสำคัญคือแต่ละขั้นต้องจบด้วยตัวเลข ไม่ใช่จบด้วยความรู้สึก

  1. เปิดไทม์เฟรมใหญ่ก่อน (D1 หรือ H4) เพื่อตัดครึ่งหนึ่งของตลาดทิ้ง — ถามข้อเดียวว่ายังทำยอดสูงขึ้นและก้นสูงขึ้นอยู่ไหม ถ้าใช่ให้ตัดสัญญาณขายทิ้งทั้งหมดในรอบนี้ ประโยชน์ที่ได้จริงจากขั้นนี้ไม่ใช่ "แม่นขึ้น" แต่คือเหลือของให้ตัดสินใจแค่ครึ่งเดียว
  2. ทำเครื่องหมายระดับราคาที่ราคาเคยหยุดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป — ลากเป็นเส้นแล้วจดตัวเลขราคาไว้ ไม่ใช่จำเอา ระดับที่ราคาเคยหยุดครั้งเดียวยังไม่นับ เพราะยังไม่มีหลักฐานว่ามีคนสนใจตรงนั้นซ้ำ
  3. ลงมาไทม์เฟรมกลาง (H1) เพื่อหาว่าจะเข้าตรงไหน — เลือกระดับที่ใกล้ราคาปัจจุบันที่สุดที่ยังไม่ถูกทดสอบซ้ำ แล้วจดราคาจุดเข้าที่ตั้งใจไว้เป็นตัวเลข
  4. กำหนดจุดที่ยอมรับว่าผิด ก่อนกำหนดเป้าหมาย — ลำดับสำคัญมาก ถ้ากำหนดเป้าก่อน เราจะขยับ SL ให้เข้ากับเป้าโดยไม่รู้ตัว จุดผิดควรอยู่หลังโครงสร้างที่ถ้าราคาผ่านไปแล้วมุมมองนี้พังจริง ๆ ไม่ใช่แค่ "ห่างพอที่จะไม่โดน"
  5. คำนวณ R:R แล้วเทียบกับตารางเกณฑ์ผ่านข้างบน — ถ้าได้ 1 : 0.67 แปลว่าต้องชนะ 60 ครั้งจาก 100 ให้ถามตัวเองตรง ๆ ว่าเคยทำได้ไหม ถ้าไม่เคย ให้ทิ้งไม้นี้ ไม่ใช่ขยับเป้าให้ไกลขึ้นเพื่อให้ตัวเลขสวย
  6. เขียนทุกอย่างลงกระดาษก่อนกดออเดอร์ — ครบทั้งห้าข้อจากเช็กลิสต์หัวข้อก่อนหน้า ถ้าเขียนไม่ครบแปลว่ายังวิเคราะห์ไม่จบ

เหตุผลที่ต้องเริ่มจากไทม์เฟรมใหญ่ไม่ใช่เพราะมันแม่นกว่า แต่เพราะมันครอบเวลาได้ยาวกว่ามาก ลองดูว่ากราฟหนึ่งหน้าจอที่แสดง 100 แท่ง เท่ากับช่วงเวลาจริงเท่าไรในแต่ละไทม์เฟรม

ไทม์เฟรม1 แท่ง100 แท่ง เท่ากับคิดเป็นเวลาจริง
M1515 นาที1,500 นาที25 ชั่วโมง (ราว 1 วัน)
H11 ชั่วโมง100 ชั่วโมงราว 4 วันตามปฏิทิน
H44 ชั่วโมง400 ชั่วโมงราว 17 วันตามปฏิทิน
D11 วันทำการ100 วันทำการ20 สัปดาห์ (ราว 4.6 เดือน)
W11 สัปดาห์100 สัปดาห์ราว 1.9 ปี

ตารางนี้อธิบายว่าทำไมบทวิเคราะห์ที่ไม่ระบุไทม์เฟรมถึงใช้ไม่ได้ — คำว่า "แนวรับสำคัญ" ที่มาจากกราฟ W1 คือระดับที่ก่อตัวมาเกือบสองปี ส่วนคำเดียวกันบนกราฟ M15 คือระดับที่ก่อตัวมาหนึ่งวัน ทั้งสองอย่างเรียกชื่อเหมือนกันแต่มีน้ำหนักคนละเรื่อง อ่านเพิ่มได้ที่ Multi Timeframe Analysis คืออะไร

ตัวอย่างการวางแผนเทรดแบบ breakout พร้อมราคาเป้าหมายจากการวิเคราะห์กราฟ
ตัวอย่างการวางแผนแบบ breakout — ข้อสังเกตที่ใช้ได้จริงคือ ระดับที่เราเห็นนั้นคนอื่นก็เห็นเหมือนกัน การตั้งคำสั่งไว้ตรงเส้นพอดีจึงเป็นจุดที่มีคำสั่งกระจุกตัวมากที่สุด

หาราคาเป้าหมาย 3 วิธี และทำไมมันไม่เคยให้ตัวเลขตรงกัน

ใช้กราฟชุดเดิม — ราคาลงไปที่ 1.08000 แล้วเด้งขึ้นทำยอดที่ 1.10000 จากนั้นย่อกลับลงมาที่ 1.09000 ซึ่งเป็นจุดที่กำลังพิจารณาเข้า ทีนี้ลองหาเป้าหมายด้วยวิธีที่ใช้กันมากที่สุด

วิธีคิดอย่างไรได้ราคาเป้าหมายระยะจากจุดเข้าR:Rต้องชนะ
แนวต้านเดิมระดับที่ราคาเคยถูกปฏิเสธมาก่อน1.10500150 pip1 : 1.5040.0%
วัดความสูงกรอบ
(Measured Move)
ความสูงขาขึ้นเดิม 200 pip บวกจากจุดเข้า1.11000200 pip1 : 2.0033.3%
Fibonacci Extension 127.2%0.02000 × 1.272 = 0.025441.11544254 pip1 : 2.5428.2%
Fibonacci Extension 161.8%0.02000 × 1.618 = 0.032361.12236324 pip1 : 3.2423.6%

ตัวเลขต่ำสุดคือ 1.10500 ตัวเลขสูงสุดคือ 1.12236 ห่างกัน 174 pip บนกราฟใบเดียวกัน ข้อมูลชุดเดียวกัน และทุกวิธีก็มีเหตุผลรองรับทั้งหมด นี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องของวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เป็นธรรมชาติของการคาดการณ์ — ไม่มีวิธีไหนที่ "ถูก" ล่วงหน้า มีแต่วิธีที่บอกได้ชัดเจนว่ามันคำนวณมาอย่างไร

!
สิ่งที่หน้านี้ไม่ได้อ้าง — บทความนี้ไม่ได้บอกว่าวิธีไหนแม่นกว่ากัน และไม่ได้วัดสถิติว่าราคาไปถึงระดับ 161.8% บ่อยแค่ไหน สิ่งเดียวที่ยืนยันได้จากเลขคณิตล้วน ๆ คือ เป้าหมายที่ต่างกันทำให้เกณฑ์ผ่านต่างกัน ใครที่อ้างว่าฟีโบนักชีระดับใดระดับหนึ่ง "แม่น" กี่เปอร์เซ็นต์ ต้องแสดงวิธีวัดมาด้วย ไม่งั้นถือว่าเป็นความเชื่อ ไม่ใช่ข้อมูล · วิธีลากอ่านได้ที่ Fibonacci Retracement คืออะไร

ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ เลือกวิธีไว้ก่อนเปิดกราฟ แล้วใช้วิธีนั้นทุกไม้ ไม่ใช่เปิดกราฟแล้วค่อยเลือกวิธีที่ให้ตัวเลขสวยที่สุด เพราะการเลือกทีหลังทำให้สถิติของตัวเองใช้ไม่ได้ — เราจะไม่มีวันแยกออกว่าที่ขาดทุนนั้นเพราะวิธีไม่ดี หรือเพราะเปลี่ยนวิธีไปเรื่อย ๆ


ต้นทุนที่บทวิเคราะห์แทบไม่เคยหักให้ และมันกินเป้าหมายเล็กแรงกว่าเป้าหมายใหญ่

บทวิเคราะห์เขียนด้วยราคาบนกราฟ แต่บัญชีจริงจ่ายสเปรดด้วย ตอนเปิดออเดอร์เราเข้าที่ราคา Ask และตอนปิดเราออกที่ราคา Bid ผลคือทุกไม้เริ่มต้นที่ติดลบเท่ากับสเปรดทันที ลองคิดด้วยสเปรด 1.5 pip ซึ่งเป็นระดับที่พบได้ทั่วไปในคู่เงินหลัก

แผนR:R บนกระดาษต้องชนะ (บนกระดาษ)R:R หลังหักสเปรดต้องชนะ (จริง)ต่างกัน
SL 20 → TP 201 : 1.0050.0%1 : 0.8653.8%+3.8pp
SL 50 → TP 501 : 1.0050.0%1 : 0.9451.5%+1.5pp
SL 100 → TP 1001 : 1.0050.0%1 : 0.9750.8%+0.8pp
SL 20 → TP 2301 : 11.508.0%1 : 10.638.6%+0.6pp

อ่านแถวบนสุดคู่กับแถวที่สาม — สเปรดตัวเดียวกันเป๊ะ ๆ 1.5 pip ดันเกณฑ์ผ่านขึ้น 3.8 จุด เมื่อเป้าหมาย 20 pip แต่ดันขึ้นแค่ 0.8 จุด เมื่อเป้าหมาย 100 pip ต่างกันเกือบห้าเท่า นี่คือคำอธิบายเชิงเลขคณิตว่าทำไมบทวิเคราะห์แนวเก็บสั้น ๆ ถึงเจ็บกว่าที่ตาเห็น ไม่ต้องอ้างสถิติอะไรเลย มันมาจากนิยามของสเปรดตรง ๆ

ยังมีต้นทุนอีกสองก้อนที่ไม่ได้อยู่ในตารางค่าคอมมิชชัน ในบัญชีแบบ ECN (มักอยู่ราว 7 USD ต่อ 1 lot ไป-กลับ ซึ่งเท่ากับราว 0.7 pip) และ ค่าสวอป ที่ถูกคิดทุกคืนที่ถือข้ามวัน บทวิเคราะห์ที่บอกให้ถือข้ามสัปดาห์จึงมีต้นทุนที่ไม่ได้เขียนไว้บนกราฟ ให้บวกเข้าไปเองก่อนตัดสินใจเสมอ

วัดว่าแหล่งบทวิเคราะห์ไหนคุ้มที่จะตาม — ดูเป็น R ไม่ใช่ดูเปอร์เซ็นต์ชนะ

คำโฆษณาที่เจอบ่อยที่สุดคือตัวเลขเปอร์เซ็นต์ชนะ ปัญหาคือเปอร์เซ็นต์ชนะเพียงลำพังบอกอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่ได้บอกว่าตอนชนะได้เท่าไร และตอนแพ้เสียเท่าไร วิธีที่วัดได้จริงคือคิดเป็นหน่วย R โดยให้ 1R เท่ากับเงินที่ยอมเสียต่อไม้ แล้วใช้สูตร ผลคาดหวังต่อไม้ = (%ชนะ × R:R) − %แพ้

แหล่ง%ชนะที่โฆษณาR:R เฉลี่ยคิดเป็นสมการผลคาดหวังต่อไม้
80%1 : 0.25(0.80 × 0.25) − 0.200.000R เสมอตัว
70%1 : 0.50(0.70 × 0.50) − 0.30+0.050R
65%1 : 0.67(0.65 × 0.67) − 0.35+0.084R
55%1 : 1.00(0.55 × 1.00) − 0.45+0.100R
40%1 : 2.00(0.40 × 2.00) − 0.60+0.200R
แหล่ง ก โฆษณาว่าชนะ 80% แต่ยังเสมอตัวตั้งแต่ก่อนหักต้นทุน
ส่วนแหล่ง จ ที่ชนะแค่ 40% ให้ผลคาดหวังดีที่สุดในตาราง — และเมื่อหักสเปรดเข้าไป แหล่ง ก จะกลายเป็นติดลบ

ดังนั้นเวลาเห็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ชนะที่ไหนก็ตาม ให้ถามกลับสามข้อเสมอ: (1) R:R เฉลี่ยเท่าไร (2) นับจากกี่ไม้ (3) นับจากช่วงเวลาไหน ถ้าตอบไม่ได้ทั้งสามข้อ ตัวเลขนั้นยังไม่ใช่หลักฐาน และเปอร์เซ็นต์ชนะที่ไม่มีเส้นจุดคุ้มทุนกำกับไว้ข้าง ๆ ก็แทบไม่มีความหมาย เพราะ 65% อาจจะดีมากหรืออาจจะขาดทุนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจุดคุ้มทุนของแผนนั้นอยู่ที่เท่าไร

ลองเอาเช็กลิสต์นี้ไปจับดูกับทุกแหล่ง รวมถึงของเราเองด้วย — ที่ AlphaSigs เราเผยแพร่สัญญาณโดยระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายเป็นตัวเลขไว้ตั้งแต่ต้น พร้อมบันทึกผลย้อนหลังให้ตรวจได้ ซึ่งก็คือข้อ 2, 3 และ 4 ของเช็กลิสต์ข้างบนนั่นเอง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับมุมมองไหนเป็นสิทธิ์ของผู้อ่านเต็มที่ แต่อย่างน้อยมันควรเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ประโยคลอย ๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด

AI และโปรแกรมวิเคราะห์กราฟ Forex ทำอะไรได้จริง

คำค้นอย่าง "โปรแกรมวิเคราะห์กราฟ forex" และ "AI วิเคราะห์กราฟ forex" ได้รับความนิยมขึ้นมาก จึงควรแยกให้ชัดว่าเครื่องมือพวกนี้ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้

งานเครื่องทำได้ดีกว่าคนไหมทำไม
สแกนหารูปแบบใน 30 คู่เงินพร้อมกันได้ ชัดเจนเป็นงานซ้ำ ๆ ที่คนทำแล้วเหนื่อยและพลาด
คำนวณ R:R และขนาดล็อตให้ทุกไม้ได้ ชัดเจนเป็นเลขคณิตล้วน ไม่มีการตีความ
เตือนเมื่อราคาถึงระดับที่เรากำหนดไว้ได้เฝ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ล้า
สรุปว่าโครงสร้างราคาตอนนี้เป็นอย่างไรได้บางส่วนขึ้นกับว่านิยาม "ยอด" กับ "ก้น" ไว้อย่างไร คนละนิยามได้คนละคำตอบ
บอกว่าพรุ่งนี้ราคาจะขึ้นหรือลงไม่ได้ไม่มีเครื่องมือใดเข้าถึงข้อมูลอนาคต การอ้างแบบนี้ต้องมีหลักฐานวัดผลย้อนหลังกำกับเสมอ

สรุปสั้น ๆ คือเครื่องมือเหล่านี้ย่นเวลาและลดความผิดพลาดจากความเหนื่อย ซึ่งมีค่ามาก แต่ไม่ได้เปลี่ยนความจริงข้อเดียวที่หน้านี้พูดมาตลอด — ผลลัพธ์ยังถูกกำหนดโดยระยะจากจุดเข้าไปจุดผิด เทียบกับระยะไปเป้าหมาย และโดยต้นทุนที่ถูกหักทุกไม้


6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเวลาอ่านบทวิเคราะห์

  • อ่านแล้วเข้าเลยโดยไม่คำนวณ R:R — เป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด เพราะบทวิเคราะห์บอกทิศทาง แต่ไม่ได้บอกว่าตำแหน่งที่เราเข้านั้นคุ้มหรือเปล่า
  • เข้าช้ากว่าที่บทวิเคราะห์เขียนไว้มาก — พอราคาวิ่งไปแล้วครึ่งทางค่อยเข้า ระยะไปเป้าจะสั้นลงขณะที่ระยะไป SL ยาวขึ้น เกณฑ์ผ่านพุ่งขึ้นทันทีอย่างที่เห็นในตารางสามคน
  • ตั้งคำสั่งไว้ตรงเส้นแนวรับแนวต้านพอดี — ระดับที่เราเห็น คนอื่นก็เห็น จุดนั้นจึงเป็นบริเวณที่มีคำสั่งกระจุกตัวและถูกทดสอบบ่อยที่สุด การรอให้แท่งเทียนปิดยืนยันก่อนคือการแลกจุดเข้าที่แย่ลง กับหลักฐานที่มากขึ้น · อ่านเรื่องแนวรับแนวต้านเพิ่ม
  • ตามหลายแหล่งพร้อมกันจนมุมมองตีกัน — สุดท้ายจะเลือกอ่านเฉพาะแหล่งที่พูดตรงกับที่ตัวเองอยากได้ยิน ซึ่งเท่ากับไม่ได้ใช้บทวิเคราะห์เลย
  • ไม่บันทึกว่าตามบทวิเคราะห์ไหนแล้วผลเป็นอย่างไร — เมื่อไม่มีบันทึก เราจะไม่มีวันรู้ว่าแหล่งไหนคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป
  • ใช้ขนาดล็อตเท่ากันทุกไม้ทั้งที่ระยะ SL ไม่เท่ากัน — ไม้ที่ SL 20 pip กับไม้ที่ SL 150 pip ถ้าใช้ล็อตเท่ากันคือเสี่ยงต่างกันเกือบแปดเท่า ดูวิธีคิดที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 และ Risk Reward Ratio คืออะไร

สรุป — บทวิเคราะห์ที่ดีคือบทวิเคราะห์ที่ผิดได้

เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ง่ายที่สุดมีข้อเดียว: บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ระบุไว้ไหมว่าเมื่อไรถือว่ามันผิด ถ้าระบุไว้ แปลว่ามันวัดผลได้ เก็บสถิติได้ และเราจะรู้ในอีกสามเดือนว่าควรตามต่อหรือเลิกตาม ถ้าไม่ระบุ ต่อให้เขียนดีแค่ไหน มันก็เป็นแค่ความเห็นที่ถูกเสมอ เพราะไม่มีทางพิสูจน์ว่าผิด

และไม่ว่าจะอ่านของใคร งานที่ยกให้คนอื่นทำแทนไม่ได้คือการคำนวณ — คิด R:R เอง เทียบกับตารางเกณฑ์ผ่านเอง หักต้นทุนเอง แล้วจดผลไว้เอง สี่อย่างนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีต่อไม้ แต่เป็นสองนาทีที่แยกคนที่เทรดตามแผน ออกจากคนที่เทรดตามอารมณ์ · ถ้าอยากดูตัวอย่างบทวิเคราะห์ที่ระบุตัวเลขครบทั้งห้าข้อ ลองเทียบดูได้ที่ AlphaSigs แล้วเอาเช็กลิสต์ในหน้านี้ไปจับดูเองว่าผ่านกี่ข้อ

ทุกวิธีมีจุดอ่อนเสมอ ไม่มากก็น้อย
อยู่ที่ว่าเรารู้ไหม และเมื่อรู้แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร

ภาพประกอบสองภาพในหน้านี้เป็นภาพจากบทความฉบับเดิมของหน้านี้ ซึ่งอ้างอิงเนื้อหามาจาก thaiforextrading.blogspot.com · เนื้อหาส่วนที่เหลือทั้งหมดเขียนขึ้นใหม่

คำชี้แจง — บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีอ่านและวิธีสร้างบทวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทนใด ๆ ตัวเลขทุกตัวในหน้านี้เป็นการคำนวณจากตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ผลการทดสอบย้อนหลังของกลยุทธ์ใด การเทรด Forex มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบในบัญชีทดลองและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

ความคิดเห็น

Related stories