Stop Out คืออะไร — Margin Level เหลือเท่าไรถึงโดนล้างพอร์ต และคำนวณล่วงหน้ายังไง
Stop Out คือระดับที่ระบบของโบรกเกอร์ปิดออเดอร์ให้เราเองโดยที่เราไม่ได้สั่ง เพราะเงินในบัญชีเหลือน้อยเกินกว่าจะค้ำออเดอร์ที่เปิดอยู่ไหว ตัวที่ใช้ตัดสินมีตัวเดียวคือ Margin Level ซึ่งคำนวณได้ตรง ๆ ว่า Equity ÷ Margin × 100 — ถ้าค่านี้ตกลงมาถึงระดับที่โบรกกำหนด (นิยมอยู่ที่ 20–50%) ระบบจะเริ่มปิดไม้ทันที
คนส่วนใหญ่รู้จักคำนี้ตอนที่มันเกิดขึ้นแล้ว หน้านี้จึงเขียนกลับด้าน คือให้สูตรที่เอาเลขของบัญชีตัวเองไปใส่แล้วรู้ล่วงหน้าว่าเหลืออีกกี่จุดถึงจะโดน พร้อมตารางที่คำนวณตามได้ทุกช่อง และตัวเลขหนึ่งตัวที่ผลออกมาน่าแปลกใจ — ระยะจาก "โดนเตือน" ถึง "โดนปิด" ไม่ขึ้นกับขนาดล็อต และไม่ขึ้นกับเงินในพอร์ตเลยแม้แต่นิดเดียว มันขึ้นกับเลเวอเรจอย่างเดียว
Stop Out กับ Margin Call ต่างกันตรงไหน
สองคำนี้อยู่ในเรื่องเดียวกัน แต่เป็นคนละเหตุการณ์ และเกิดคนละเวลา คนที่สับสนสองคำนี้มักคิดว่าพอโดน margin call แล้วจบ ซึ่งไม่ใช่
Margin Call — คำเตือน
Margin Level ตกถึงระดับเตือน (นิยมที่ 100%) โบรกแจ้งว่าเงินเริ่มไม่พอ ยังไม่มีใครปิดไม้ให้ ยังแก้ได้ด้วยการเติมเงินหรือปิดบางไม้เอง
Stop Out — บังคับปิด
Margin Level ตกต่อไปจนถึงระดับบังคับปิด (นิยม 20–50%) ระบบปิดออเดอร์ให้เอง ไม่ถามก่อน ไม่ต้องมีใครกด และปิดที่ราคาตลาดตอนนั้น
สามตัวเลขที่ต้องอ่านให้เป็นก่อน
ที่แถบล่างของ MT4/MT5 มีตัวเลขชุดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองผ่าน ทั้งที่ทุกอย่างในหน้านี้คำนวณจากมันทั้งหมด:
| ชื่อในโปรแกรม | แปลว่าอะไร | คิดยังไง |
|---|---|---|
| Balance | เงินในบัญชีตอนที่ยังไม่มีไม้ค้าง — ไม่ขยับตามราคา | ยอดหลังปิดไม้ครั้งล่าสุด |
| Equity | เงินจริง ณ วินาทีนี้ รวมกำไรขาดทุนลอยตัวแล้ว | Balance + กำไร/ขาดทุนของไม้ที่ยังไม่ปิด |
| Margin | เงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันของไม้ที่เปิดอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่เอาไปใช้เปิดไม้ใหม่ไม่ได้ | ขนาดสัญญา × ล็อต × ราคา ÷ เลเวอเรจ |
| Free Margin | เงินที่ยังเหลือให้ใช้เปิดไม้ใหม่หรือรองรับการขาดทุน | Equity − Margin |
| Margin Level | ตัวเดียวที่ตัดสินว่าจะโดน stop out ไหม | Equity ÷ Margin × 100 (เป็น %) |
เดินตัวเลขจริงทีละขั้น — บัญชี 1,000 ดอลลาร์
สมมติบัญชีที่คนไทยเปิดกันบ่อยที่สุดแบบหนึ่ง: ทุน 1,000 ดอลลาร์ · เลเวอเรจ 1:100 · เปิด EURUSD 0.50 ล็อต ที่ราคา 1.10000 (ราคาห้าหลัก 1 จุด = 0.00001 · 10 จุด = 1 pip)
มูลค่าต่อจุด = 100,000 × 0.50 × 0.00001 = 0.50 ดอลลาร์ต่อจุด
Margin Level ตอนเพิ่งเปิด = 1,000 ÷ 550 × 100 = 181.8%
ทีนี้ให้ราคาวิ่งสวนทางไปเรื่อย ๆ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นตามลำดับ ทุกช่องในตารางนี้มาจากสูตรสามบรรทัดข้างบน:
| ขาดทุนไปแล้ว | Equity | Free Margin | Margin Level | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|---|---|---|
| 0 จุด | $1,000.00 | $450.00 | 181.8% | ปกติ |
| 500 จุด (50 pip) | $750.00 | $200.00 | 136.4% | ยังปกติ แต่เปิดไม้ใหม่ได้น้อยลงมาก |
| 900 จุด (90 pip) | $550.00 | $0.00 | 100.0% | Margin Call — เงินจริงเท่าหลักประกันพอดี |
| 1,400 จุด (140 pip) | $300.00 | −$250.00 | 54.5% | Free Margin ติดลบ (เรื่องปกติ ไม่ใช่บั๊ก) |
| 1,780 จุด (178 pip) | $110.00 | −$440.00 | 20.0% | 🔴 Stop Out — ระบบปิดไม้ให้เอง |
บรรทัดที่ควรหยุดอ่านคือบรรทัดที่ 4 — Free Margin ติดลบได้ และมันไม่ใช่ความผิดพลาดของโปรแกรม มันแปลว่าขาดทุนลอยตัวกินเข้าไปในส่วนที่กันไว้เป็นหลักประกันแล้ว บัญชียังไม่โดน stop out เพราะเกณฑ์ตัดสินคือ Margin Level ไม่ใช่ Free Margin
สูตรที่เอาเลขของบัญชีตัวเองไปใส่ได้เลย
ไม่ต้องจำตารางข้างบน จำสูตรเดียวพอ — เหลืออีกกี่จุดถึง stop out:
โดย ระดับ Stop Out ใส่เป็นทศนิยม เช่น 20% ใส่ 0.20
ตัวอย่างจากบัญชีข้างบน: ( 1,000 − 0.20 × 550 ) ÷ 0.50 = 890 ÷ 0.50 = 1,780 จุด = 178 pip
ทีนี้ลองเปลี่ยนแค่ขนาดล็อต อย่างเดียว ทุนเท่าเดิม เลเวอเรจเท่าเดิม จะเห็นว่าระยะที่ทนได้หดเร็วกว่าที่คิด:
| ล็อต | Margin ที่ถูกกัน | Margin Level ตอนเปิด | $/จุด | ถึง Margin Call | ถึง Stop Out |
|---|---|---|---|---|---|
| 0.10 | $110.00 | 909.1% | $0.10 | 890.0 pip | 978.0 pip |
| 0.30 | $330.00 | 303.0% | $0.30 | 223.3 pip | 311.3 pip |
| 0.50 | $550.00 | 181.8% | $0.50 | 90.0 pip | 178.0 pip |
| 0.70 | $770.00 | 129.9% | $0.70 | 32.9 pip | 120.9 pip |
| 0.90 | $990.00 | 101.0% | $0.90 | 1.1 pip | 89.1 pip |
แถวล่างสุดคือภาพของบัญชีที่ "เปิดเต็มพิกัด" — ทุน 1,000 ดอลลาร์ที่ 1:100 เปิดได้สูงสุดราว 0.909 ล็อต (เพราะ Margin ต้องไม่เกิน Equity) และถ้าเปิด 0.90 ล็อตจริง ๆ ราคาวิ่งสวนแค่ 1.1 pip ก็ถึงจุด margin call แล้ว ทั้งที่ยังไม่ทันได้ตั้งสตอปด้วยซ้ำ
ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ — ช่วงจากเตือนถึงปิด ไม่ขึ้นกับล็อตและเงินในพอร์ต
เอาสูตรระยะทางมาลบกันตรง ๆ ระหว่าง "ถึง margin call" กับ "ถึง stop out" จะเห็นว่า Equity ตัดกันหายไปทั้งคู่ เหลือแค่:
และเมื่อแทน Margin กับมูลค่าต่อจุดด้วยนิยามของมัน ขนาดล็อตตัดกันหายไปอีกตัว เหลือ:
ช่วงหายใจ (จุด) = ( MC% − SO% ) × ราคา ÷ ( เลเวอเรจ × ขนาดของ 1 จุด )
⇒ ในสูตรนี้ไม่มีทั้งขนาดล็อตและไม่มีเงินในพอร์ต
แปลเป็นภาษาคน: ไม่ว่าจะมีเงินแสนหรือเงินพัน ไม่ว่าจะเปิด 0.01 หรือ 3 ล็อต ระยะจากตอนโบรกเตือนไปถึงตอนระบบปิดไม้ให้ ยาวเท่ากันเป๊ะ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนมันได้คือเลเวอเรจ:
| เลเวอเรจ | ช่วงหายใจ (จุด) | ช่วงหายใจ (pip) | เทียบเป็นภาพ |
|---|---|---|---|
| 1:50 | 1,760 | 176.0 | กว้างพอให้ตั้งหลักได้จริง |
| 1:100 | 880 | 88.0 | พอมีเวลาตัดสินใจ |
| 1:200 | 440 | 44.0 | แคบลงครึ่งหนึ่ง |
| 1:500 | 176 | 17.6 | ข่าวแรงหนึ่งตัวก็จบ |
| 1:1000 | 88 | 8.8 | แทบไม่มีจังหวะให้ทำอะไร |
| 1:2000 | 44 | 4.4 | เตือนกับปิดเกิดแทบพร้อมกัน |
(คำนวณบน EURUSD ที่ราคา 1.10000 · margin call 100% · stop out 20% — เปลี่ยนราคาหรือเปลี่ยนเกณฑ์ของโบรก ตัวเลขก็เปลี่ยน แต่ข้อสรุปว่ามันไม่ขึ้นกับล็อตและพอร์ต ยังเหมือนเดิม)
นี่คือเหตุผลที่บทความเรื่องเลเวอเรจของเราย้ำว่าตัวที่กำหนดความเสี่ยงจริงคือขนาดล็อต ไม่ใช่ตัวเลขเลเวอเรจ — อ่านต่อได้ที่ เลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร และวิธีคิดขนาดล็อตให้พอดีกับทุนอยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4
ระดับ Stop Out ของแต่ละโบรกไม่เท่ากัน — และมันเปลี่ยนระยะจริง
ระดับ stop out ไม่ใช่มาตรฐานกลาง แต่ละโบรกตั้งไม่เท่ากัน และบางโบรกตั้งไม่เท่ากันระหว่างประเภทบัญชีของตัวเองด้วย ตารางนี้ใช้บัญชีเดิม (1,000 ดอลลาร์ · 1:100 · 0.50 ล็อต) เปลี่ยนแค่ระดับ stop out:
| ระดับ Stop Out | Equity ตอนโดนปิด | ขาดทุนได้สูงสุด | ระยะที่ทนได้ |
|---|---|---|---|
| 0% (ปิดเมื่อหมดพอร์ต) | $0.00 | $1,000.00 | 200.0 pip |
| 20% | $110.00 | $890.00 | 178.0 pip |
| 30% | $165.00 | $835.00 | 167.0 pip |
| 50% | $275.00 | $725.00 | 145.0 pip |
อ่านตารางนี้กลับด้านจะได้มุมที่มีประโยชน์กว่า: stop out ที่สูงกว่า ไม่ได้แปลว่าโบรกใจร้ายกว่า — มันปิดเร็วกว่าก็จริง แต่ก็เหลือเงินคืนให้มากกว่าด้วย (50% เหลือ $275 · 20% เหลือ $110) สิ่งที่ต้องรู้จึงไม่ใช่ว่าเลขไหนดีกว่า แต่คือต้องรู้ว่าบัญชีของตัวเองใช้เลขอะไร เพราะมันเปลี่ยนระยะที่ทนได้จริงไป 55 pip ระหว่างสองแถวนี้
โดน Stop Out แล้วเกิดอะไรขึ้นจริง
- ระบบไม่ได้ปิดทุกไม้พร้อมกันเสมอ — โดยทั่วไปจะปิดทีละไม้ เริ่มจากไม้ที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน แล้วคำนวณ Margin Level ใหม่ ถ้ากลับขึ้นไปเหนือระดับ stop out แล้วก็หยุด ไม้ที่เหลือจะยังเปิดอยู่
- ปิดที่ราคาตลาดตอนนั้น ไม่ใช่ราคาที่เราอยากได้ — ถ้าสภาพคล่องบางหรือสเปรดถ่างอยู่พอดี ราคาที่ปิดได้จริงอาจแย่กว่าที่คำนวณไว้ ดูกลไกได้ที่ Spread ถ่าง คืออะไร
- Stop Out ไม่ใช่ค่าปรับ — โบรกไม่ได้ยึดเงิน สิ่งที่หายไปคือผลขาดทุนของออเดอร์ที่ถูกปิดเท่านั้น ในตัวอย่างข้างบนคือ $890 และยังเหลือ $110 อยู่ในบัญชี
- "ล้างพอร์ต" ในภาษาพูด มักหมายถึงเหตุการณ์นี้ — แต่ทางเทคนิคพอร์ตยังไม่เป็นศูนย์ มันเหลือเท่ากับระดับ stop out ที่โบรกตั้งไว้
- บัญชีติดลบเป็นไปได้ในทางทฤษฎี — ถ้าราคากระโดดข้าม (gap) แรงจนระบบปิดไม่ทันที่ระดับที่ตั้งไว้ โบรกหลายรายมีนโยบายป้องกันยอดติดลบ แต่ไม่ใช่ทุกราย และเงื่อนไขต่างกัน ต้องอ่านเงื่อนไขบัญชีของตัวเอง
เอาไปใช้จริงยังไง — สามอย่างที่ทำได้ทันที
- เปิดดูค่าจริงของโบรกตัวเองวันนี้ หา "Margin Call Level" กับ "Stop Out Level" ในหน้าเงื่อนไขบัญชี แล้วจดไว้ ถ้าหาไม่เจอให้ถามฝ่ายบริการ — เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยอยู่แล้ว
- คำนวณ "ระยะที่ทนได้" ก่อนกดออเดอร์ ไม่ใช่หลังจากนั้น ใช้สูตร ( Equity − SO% × Margin ) ÷ มูลค่าต่อจุด ถ้าได้ตัวเลขที่สั้นกว่าระยะสตอปที่ตั้งใจจะตั้ง แปลว่าล็อตใหญ่เกินไป ต้องลดล็อต ไม่ใช่ลดสตอป
- ตั้ง Stop Loss ทุกไม้ ให้สตอปทำงานก่อนระบบเสมอ ความต่างสำคัญมาก — สตอปที่เราตั้งเองคือเราเลือกว่าจะยอมเสียเท่าไร ส่วน stop out คือระบบเลือกให้ตอนที่เราไม่เหลือทางเลือกแล้ว วิธีคิดขนาดความเสี่ยงต่อไม้อยู่ที่ Money Management
ข้อจำกัดของตัวเลขในหน้านี้
- คิดบนออเดอร์เดียว — ถ้ามีหลายไม้พร้อมกัน Margin คือผลรวมของทุกไม้ และ Equity ขยับตามกำไรขาดทุนรวม สูตรยังใช้ได้ แต่ต้องรวมค่าให้ครบทุกไม้ก่อน
- สมมติว่า Margin คงที่หลังเปิดออเดอร์ ตามที่ MT4 คิด — บางแพลตฟอร์มและบางประเภทสินค้าคิดใหม่ตามราคาปัจจุบัน ทำให้ตัวเลขขยับได้เล็กน้อย
- ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และค่า swap ซึ่งทั้งสามอย่างกิน Equity เพิ่มและทำให้ระยะที่ทนได้จริงสั้นกว่าที่คำนวณเสมอ ไม่ใช่ยาวกว่า
- คู่เงินที่ไม่ได้จบด้วย USD คิดมูลค่าต่อจุดคนละแบบ — ตัวอย่างทั้งหมดใช้ EURUSD เพราะมูลค่าต่อจุดเป็นดอลลาร์ตรง ๆ ส่วนทองคำต้องดูจำนวนหลักของโบรกก่อนเสมอ ดูที่ XAUUSD คืออะไร
- ตัวเลขทุกช่องเป็นตัวอย่างที่สร้างขึ้นให้คำนวณตามได้ ไม่ใช่ผลทดสอบย้อนหลัง และไม่ใช่ตัวเลขของโบรกรายใดรายหนึ่ง
ถ้าอยากได้บทวิเคราะห์ที่ระบุระยะเสี่ยงเป็นตัวเลขทุกครั้ง ดูได้ที่ alphasigs.net
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ระดับ Margin Call และ Stop Out ที่ใช้ในตัวอย่างเป็นค่าที่พบบ่อย ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของทุกโบรกเกอร์ ผู้อ่านต้องตรวจสอบเงื่อนไขบัญชีของตนเองเสมอ การเทรดที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น