Stop Out คืออะไร — Margin Level เหลือเท่าไรถึงโดนล้างพอร์ต

181.8% ตอนเปิดออเดอร์ Margin Call · 100% โบรกเตือน แต่ยังไม่ปิดไม้ Stop Out · 20% ระบบปิดไม้ให้เอง ไม่ต้องกด 88 pip ที่ 1:100 1:50 → 176 pip 1:100 → 88 pip 1:500 → 17.6 pip 1:1000 → 8.8 pip ช่วงหายใจ ตามเลเวอเรจ Stop Out คืออะไร เหลือเท่าไรถึงโดนล้างพอร์ต โดย คนเล่น Forex MARGIN LEVEL 20% ระดับที่ระบบเริ่มปิดไม้ให้ ช่วงหายใจ 88 pip ที่ 1:100 ไม่ขึ้นกับล็อต ไม่ขึ้นกับเงินในพอร์ต ฉบับคำนวณจริง
การจัดการความเสี่ยง

Stop Out คืออะไร — Margin Level เหลือเท่าไรถึงโดนล้างพอร์ต และคำนวณล่วงหน้ายังไง

Stop Out คือระดับที่ระบบของโบรกเกอร์ปิดออเดอร์ให้เราเองโดยที่เราไม่ได้สั่ง เพราะเงินในบัญชีเหลือน้อยเกินกว่าจะค้ำออเดอร์ที่เปิดอยู่ไหว ตัวที่ใช้ตัดสินมีตัวเดียวคือ Margin Level ซึ่งคำนวณได้ตรง ๆ ว่า Equity ÷ Margin × 100 — ถ้าค่านี้ตกลงมาถึงระดับที่โบรกกำหนด (นิยมอยู่ที่ 20–50%) ระบบจะเริ่มปิดไม้ทันที

คนส่วนใหญ่รู้จักคำนี้ตอนที่มันเกิดขึ้นแล้ว หน้านี้จึงเขียนกลับด้าน คือให้สูตรที่เอาเลขของบัญชีตัวเองไปใส่แล้วรู้ล่วงหน้าว่าเหลืออีกกี่จุดถึงจะโดน พร้อมตารางที่คำนวณตามได้ทุกช่อง และตัวเลขหนึ่งตัวที่ผลออกมาน่าแปลกใจ — ระยะจาก "โดนเตือน" ถึง "โดนปิด" ไม่ขึ้นกับขนาดล็อต และไม่ขึ้นกับเงินในพอร์ตเลยแม้แต่นิดเดียว มันขึ้นกับเลเวอเรจอย่างเดียว


Stop Out กับ Margin Call ต่างกันตรงไหน

สองคำนี้อยู่ในเรื่องเดียวกัน แต่เป็นคนละเหตุการณ์ และเกิดคนละเวลา คนที่สับสนสองคำนี้มักคิดว่าพอโดน margin call แล้วจบ ซึ่งไม่ใช่

1

Margin Call — คำเตือน

Margin Level ตกถึงระดับเตือน (นิยมที่ 100%) โบรกแจ้งว่าเงินเริ่มไม่พอ ยังไม่มีใครปิดไม้ให้ ยังแก้ได้ด้วยการเติมเงินหรือปิดบางไม้เอง

2

Stop Out — บังคับปิด

Margin Level ตกต่อไปจนถึงระดับบังคับปิด (นิยม 20–50%) ระบบปิดออเดอร์ให้เอง ไม่ถามก่อน ไม่ต้องมีใครกด และปิดที่ราคาตลาดตอนนั้น

Margin Call คือไฟเตือนบนหน้าปัด · Stop Out คือรถดับเครื่องเอง — สองอย่างนี้ห่างกันแค่ไหน คำนวณได้ และสั้นกว่าที่หลายคนคิดมาก

สามตัวเลขที่ต้องอ่านให้เป็นก่อน

ที่แถบล่างของ MT4/MT5 มีตัวเลขชุดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองผ่าน ทั้งที่ทุกอย่างในหน้านี้คำนวณจากมันทั้งหมด:

ชื่อในโปรแกรมแปลว่าอะไรคิดยังไง
Balanceเงินในบัญชีตอนที่ยังไม่มีไม้ค้าง — ไม่ขยับตามราคายอดหลังปิดไม้ครั้งล่าสุด
Equityเงินจริง ณ วินาทีนี้ รวมกำไรขาดทุนลอยตัวแล้วBalance + กำไร/ขาดทุนของไม้ที่ยังไม่ปิด
Marginเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันของไม้ที่เปิดอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่เอาไปใช้เปิดไม้ใหม่ไม่ได้ขนาดสัญญา × ล็อต × ราคา ÷ เลเวอเรจ
Free Marginเงินที่ยังเหลือให้ใช้เปิดไม้ใหม่หรือรองรับการขาดทุนEquity − Margin
Margin Levelตัวเดียวที่ตัดสินว่าจะโดน stop out ไหมEquity ÷ Margin × 100 (เป็น %)
อ่านสูตร Margin Level ให้ออกในประโยคเดียว — มันคือ "เงินจริงที่มี เป็นกี่เท่าของเงินที่ถูกกันไว้" ถ้าได้ 500% แปลว่ามีเงินจริงมากกว่าหลักประกัน 5 เท่า · ถ้าได้ 100% แปลว่าเงินจริงเท่ากับหลักประกันพอดี (และ Free Margin เป็นศูนย์พอดี) · ถ้าได้ 20% แปลว่าเหลือแค่หนึ่งในห้า

เดินตัวเลขจริงทีละขั้น — บัญชี 1,000 ดอลลาร์

สมมติบัญชีที่คนไทยเปิดกันบ่อยที่สุดแบบหนึ่ง: ทุน 1,000 ดอลลาร์ · เลเวอเรจ 1:100 · เปิด EURUSD 0.50 ล็อต ที่ราคา 1.10000 (ราคาห้าหลัก 1 จุด = 0.00001 · 10 จุด = 1 pip)

Margin ที่ถูกกัน = 100,000 × 0.50 × 1.10000 ÷ 100 = 550.00 ดอลลาร์
มูลค่าต่อจุด = 100,000 × 0.50 × 0.00001 = 0.50 ดอลลาร์ต่อจุด
Margin Level ตอนเพิ่งเปิด = 1,000 ÷ 550 × 100 = 181.8%

ทีนี้ให้ราคาวิ่งสวนทางไปเรื่อย ๆ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นตามลำดับ ทุกช่องในตารางนี้มาจากสูตรสามบรรทัดข้างบน:

ขาดทุนไปแล้วEquityFree MarginMargin Levelเกิดอะไรขึ้น
0 จุด$1,000.00$450.00181.8%ปกติ
500 จุด (50 pip)$750.00$200.00136.4%ยังปกติ แต่เปิดไม้ใหม่ได้น้อยลงมาก
900 จุด (90 pip)$550.00$0.00100.0%Margin Call — เงินจริงเท่าหลักประกันพอดี
1,400 จุด (140 pip)$300.00−$250.0054.5%Free Margin ติดลบ (เรื่องปกติ ไม่ใช่บั๊ก)
1,780 จุด (178 pip)$110.00−$440.0020.0%🔴 Stop Out — ระบบปิดไม้ให้เอง
178 pip
ระยะทั้งหมดที่ทนได้ก่อนโดน stop out
88 pip
ระยะจาก margin call ถึง stop out
89%
ของทุนที่หายไปตอนโดนปิด ($890 จาก $1,000)

บรรทัดที่ควรหยุดอ่านคือบรรทัดที่ 4 — Free Margin ติดลบได้ และมันไม่ใช่ความผิดพลาดของโปรแกรม มันแปลว่าขาดทุนลอยตัวกินเข้าไปในส่วนที่กันไว้เป็นหลักประกันแล้ว บัญชียังไม่โดน stop out เพราะเกณฑ์ตัดสินคือ Margin Level ไม่ใช่ Free Margin

ราคาวิ่งสวน 1,780 จุด — Margin Level เดินทางแบบนี้ 200%150% 100%50%0% Margin Call · 100% — โบรกเตือน Stop Out · 20% — ระบบปิดไม้เอง ช่วงระหว่างสองเส้นนี้ = ราคาวิ่ง 88 pip ขาดทุน 0 จุด · Equity $1,000 · Margin Level 181.8% — ปกติ ขาดทุน 500 จุด · Equity $750 · Margin Level 136.4% ขาดทุน 900 จุด · Free Margin = $0 พอดี · 100% = Margin Call ขาดทุน 1,400 จุด · Free Margin −$250 · 54.5% — ยังไม่โดนปิด ขาดทุน 1,780 จุด · Equity $110 · 20.0% — โดน Stop Out
หลอดคือ Margin Level ที่ลดลงตามการขาดทุน สังเกตว่าช่วงจากเส้นเหลือง (เตือน) ถึงเส้นแดง (ปิด) สั้นกว่าช่วงบนมาก — และช่วงนั้นแหละที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันได้ทำอะไร

สูตรที่เอาเลขของบัญชีตัวเองไปใส่ได้เลย

ไม่ต้องจำตารางข้างบน จำสูตรเดียวพอ — เหลืออีกกี่จุดถึง stop out:

ระยะที่ทนได้ (จุด) = ( Equity ปัจจุบัน − ระดับ Stop Out × Margin ) ÷ มูลค่าต่อจุด
โดย ระดับ Stop Out ใส่เป็นทศนิยม เช่น 20% ใส่ 0.20
ตัวอย่างจากบัญชีข้างบน: ( 1,000 − 0.20 × 550 ) ÷ 0.50 = 890 ÷ 0.50 = 1,780 จุด = 178 pip

ทีนี้ลองเปลี่ยนแค่ขนาดล็อต อย่างเดียว ทุนเท่าเดิม เลเวอเรจเท่าเดิม จะเห็นว่าระยะที่ทนได้หดเร็วกว่าที่คิด:

ล็อตMargin ที่ถูกกันMargin Level ตอนเปิด$/จุดถึง Margin Callถึง Stop Out
0.10$110.00909.1%$0.10890.0 pip978.0 pip
0.30$330.00303.0%$0.30223.3 pip311.3 pip
0.50$550.00181.8%$0.5090.0 pip178.0 pip
0.70$770.00129.9%$0.7032.9 pip120.9 pip
0.90$990.00101.0%$0.901.1 pip89.1 pip

แถวล่างสุดคือภาพของบัญชีที่ "เปิดเต็มพิกัด" — ทุน 1,000 ดอลลาร์ที่ 1:100 เปิดได้สูงสุดราว 0.909 ล็อต (เพราะ Margin ต้องไม่เกิน Equity) และถ้าเปิด 0.90 ล็อตจริง ๆ ราคาวิ่งสวนแค่ 1.1 pip ก็ถึงจุด margin call แล้ว ทั้งที่ยังไม่ทันได้ตั้งสตอปด้วยซ้ำ

!
สังเกตว่าคอลัมน์สุดท้ายลบคอลัมน์รองสุดท้าย ได้ 88 pip ทุกแถว — 978.0 − 890.0 · 311.3 − 223.3 · 178.0 − 90.0 · 120.9 − 32.9 · 89.1 − 1.1 ได้ 88.0 เท่ากันหมด ทั้งที่ล็อตต่างกัน 9 เท่า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ และเป็นประเด็นของหัวข้อถัดไป

ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ — ช่วงจากเตือนถึงปิด ไม่ขึ้นกับล็อตและเงินในพอร์ต

แผนภาพคานงัดเปรียบเทียบเงินหลักประกันที่ต้องวางจริงกับมูลค่าสัญญาที่ควบคุมได้ ที่เลเวอเรจ 30 ต่อ 1
เลเวอเรจคือคานงัดระหว่าง เงินหลักประกันที่ต้องวางจริง กับ มูลค่าสัญญาที่ควบคุมได้ — ยิ่งคานยาว หลักประกันที่ต้องวางยิ่งน้อย และนั่นแหละคือสาเหตุที่ช่วงระหว่างคำเตือนกับการบังคับปิดหดสั้นลงตามไปด้วย

เอาสูตรระยะทางมาลบกันตรง ๆ ระหว่าง "ถึง margin call" กับ "ถึง stop out" จะเห็นว่า Equity ตัดกันหายไปทั้งคู่ เหลือแค่:

ช่วงหายใจ (จุด) = ( ระดับ Margin Call − ระดับ Stop Out ) × Margin ÷ มูลค่าต่อจุด
และเมื่อแทน Margin กับมูลค่าต่อจุดด้วยนิยามของมัน ขนาดล็อตตัดกันหายไปอีกตัว เหลือ:
ช่วงหายใจ (จุด) = ( MC% − SO% ) × ราคา ÷ ( เลเวอเรจ × ขนาดของ 1 จุด )
⇒ ในสูตรนี้ไม่มีทั้งขนาดล็อตและไม่มีเงินในพอร์ต

แปลเป็นภาษาคน: ไม่ว่าจะมีเงินแสนหรือเงินพัน ไม่ว่าจะเปิด 0.01 หรือ 3 ล็อต ระยะจากตอนโบรกเตือนไปถึงตอนระบบปิดไม้ให้ ยาวเท่ากันเป๊ะ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนมันได้คือเลเวอเรจ:

เลเวอเรจช่วงหายใจ (จุด)ช่วงหายใจ (pip)เทียบเป็นภาพ
1:501,760176.0กว้างพอให้ตั้งหลักได้จริง
1:10088088.0พอมีเวลาตัดสินใจ
1:20044044.0แคบลงครึ่งหนึ่ง
1:50017617.6ข่าวแรงหนึ่งตัวก็จบ
1:1000888.8แทบไม่มีจังหวะให้ทำอะไร
1:2000444.4เตือนกับปิดเกิดแทบพร้อมกัน

(คำนวณบน EURUSD ที่ราคา 1.10000 · margin call 100% · stop out 20% — เปลี่ยนราคาหรือเปลี่ยนเกณฑ์ของโบรก ตัวเลขก็เปลี่ยน แต่ข้อสรุปว่ามันไม่ขึ้นกับล็อตและพอร์ต ยังเหมือนเดิม)

ทุนเท่ากัน $1,000 · เลเวอเรจเท่ากัน 1:100 · ต่างกันแค่ขนาดล็อต แกนนอน = ระยะที่ราคาวิ่งสวน (pip) มาตราส่วนเดียวกันทั้งสองแถว 0.10 ล็อต 890 pip กว่าจะถึงคำเตือน Stop Out 0.90 ล็อต Stop Out ถึงคำเตือนใน 1.1 pip แล้วเหลือทางอีกนิดเดียว 🔴 บัญชีนี้โดนปิดไปแล้ว ระหว่างที่อีกบัญชียังเดินอยู่ แถบสีส้มสองอันนี้ยาวเท่ากันเป๊ะ = 88 pip ทั้งที่ล็อตต่างกัน 9 เท่า — เพราะสูตรไม่มีตัวแปรล็อตอยู่เลย
จุดสีน้ำเงินเดินด้วยความเร็วเท่ากันทั้งสองแถว (ราคาวิ่งเท่ากัน) บัญชี 0.90 ล็อตจึงถึงเส้นแดงตั้งแต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของเวลา — แต่แถบสีส้ม ซึ่งคือช่วงจากคำเตือนถึงการบังคับปิด ยาวเท่ากันทั้งคู่
เลเวอเรจสูงไม่ได้ทำให้ ทนขาดทุนได้มากขึ้น — มันทำให้ เปิดไม้ได้ใหญ่ขึ้น แล้วบีบช่วงระหว่างคำเตือนกับการบังคับปิดให้สั้นลงตามสัดส่วน

นี่คือเหตุผลที่บทความเรื่องเลเวอเรจของเราย้ำว่าตัวที่กำหนดความเสี่ยงจริงคือขนาดล็อต ไม่ใช่ตัวเลขเลเวอเรจ — อ่านต่อได้ที่ เลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร และวิธีคิดขนาดล็อตให้พอดีกับทุนอยู่ที่ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4


ระดับ Stop Out ของแต่ละโบรกไม่เท่ากัน — และมันเปลี่ยนระยะจริง

ระดับ stop out ไม่ใช่มาตรฐานกลาง แต่ละโบรกตั้งไม่เท่ากัน และบางโบรกตั้งไม่เท่ากันระหว่างประเภทบัญชีของตัวเองด้วย ตารางนี้ใช้บัญชีเดิม (1,000 ดอลลาร์ · 1:100 · 0.50 ล็อต) เปลี่ยนแค่ระดับ stop out:

ระดับ Stop OutEquity ตอนโดนปิดขาดทุนได้สูงสุดระยะที่ทนได้
0% (ปิดเมื่อหมดพอร์ต)$0.00$1,000.00200.0 pip
20%$110.00$890.00178.0 pip
30%$165.00$835.00167.0 pip
50%$275.00$725.00145.0 pip

อ่านตารางนี้กลับด้านจะได้มุมที่มีประโยชน์กว่า: stop out ที่สูงกว่า ไม่ได้แปลว่าโบรกใจร้ายกว่า — มันปิดเร็วกว่าก็จริง แต่ก็เหลือเงินคืนให้มากกว่าด้วย (50% เหลือ $275 · 20% เหลือ $110) สิ่งที่ต้องรู้จึงไม่ใช่ว่าเลขไหนดีกว่า แต่คือต้องรู้ว่าบัญชีของตัวเองใช้เลขอะไร เพราะมันเปลี่ยนระยะที่ทนได้จริงไป 55 pip ระหว่างสองแถวนี้

!
ค่าที่ต้องไปเปิดดูเอง ไม่มีใครตอบแทนได้ — หน้านี้ใช้ margin call 100% กับ stop out 20% เป็นค่าตัวอย่างที่พบบ่อย ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ทุกโบรกใช้ ให้เปิดหน้าเงื่อนไขบัญชีของโบรกที่ใช้อยู่แล้วหาคำว่า "Margin Call Level" กับ "Stop Out Level" มาแทนในสูตร เพราะถ้าใส่เลขผิด ระยะที่คำนวณได้ก็ผิดทั้งหมด

โดน Stop Out แล้วเกิดอะไรขึ้นจริง

  • ระบบไม่ได้ปิดทุกไม้พร้อมกันเสมอ — โดยทั่วไปจะปิดทีละไม้ เริ่มจากไม้ที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน แล้วคำนวณ Margin Level ใหม่ ถ้ากลับขึ้นไปเหนือระดับ stop out แล้วก็หยุด ไม้ที่เหลือจะยังเปิดอยู่
  • ปิดที่ราคาตลาดตอนนั้น ไม่ใช่ราคาที่เราอยากได้ — ถ้าสภาพคล่องบางหรือสเปรดถ่างอยู่พอดี ราคาที่ปิดได้จริงอาจแย่กว่าที่คำนวณไว้ ดูกลไกได้ที่ Spread ถ่าง คืออะไร
  • Stop Out ไม่ใช่ค่าปรับ — โบรกไม่ได้ยึดเงิน สิ่งที่หายไปคือผลขาดทุนของออเดอร์ที่ถูกปิดเท่านั้น ในตัวอย่างข้างบนคือ $890 และยังเหลือ $110 อยู่ในบัญชี
  • "ล้างพอร์ต" ในภาษาพูด มักหมายถึงเหตุการณ์นี้ — แต่ทางเทคนิคพอร์ตยังไม่เป็นศูนย์ มันเหลือเท่ากับระดับ stop out ที่โบรกตั้งไว้
  • บัญชีติดลบเป็นไปได้ในทางทฤษฎี — ถ้าราคากระโดดข้าม (gap) แรงจนระบบปิดไม่ทันที่ระดับที่ตั้งไว้ โบรกหลายรายมีนโยบายป้องกันยอดติดลบ แต่ไม่ใช่ทุกราย และเงื่อนไขต่างกัน ต้องอ่านเงื่อนไขบัญชีของตัวเอง

เอาไปใช้จริงยังไง — สามอย่างที่ทำได้ทันที

  1. เปิดดูค่าจริงของโบรกตัวเองวันนี้ หา "Margin Call Level" กับ "Stop Out Level" ในหน้าเงื่อนไขบัญชี แล้วจดไว้ ถ้าหาไม่เจอให้ถามฝ่ายบริการ — เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยอยู่แล้ว
  2. คำนวณ "ระยะที่ทนได้" ก่อนกดออเดอร์ ไม่ใช่หลังจากนั้น ใช้สูตร ( Equity − SO% × Margin ) ÷ มูลค่าต่อจุด ถ้าได้ตัวเลขที่สั้นกว่าระยะสตอปที่ตั้งใจจะตั้ง แปลว่าล็อตใหญ่เกินไป ต้องลดล็อต ไม่ใช่ลดสตอป
  3. ตั้ง Stop Loss ทุกไม้ ให้สตอปทำงานก่อนระบบเสมอ ความต่างสำคัญมาก — สตอปที่เราตั้งเองคือเราเลือกว่าจะยอมเสียเท่าไร ส่วน stop out คือระบบเลือกให้ตอนที่เราไม่เหลือทางเลือกแล้ว วิธีคิดขนาดความเสี่ยงต่อไม้อยู่ที่ Money Management
อยากเห็นแผนเทรดที่มีระยะสตอป ระยะเป้า และอัตราส่วนเสี่ยงต่อผลตอบแทนคำนวณมาให้ครบตั้งแต่ก่อนเข้า ลองดูเครื่องมือของเราที่ AlphaSignals

ข้อจำกัดของตัวเลขในหน้านี้

  • คิดบนออเดอร์เดียว — ถ้ามีหลายไม้พร้อมกัน Margin คือผลรวมของทุกไม้ และ Equity ขยับตามกำไรขาดทุนรวม สูตรยังใช้ได้ แต่ต้องรวมค่าให้ครบทุกไม้ก่อน
  • สมมติว่า Margin คงที่หลังเปิดออเดอร์ ตามที่ MT4 คิด — บางแพลตฟอร์มและบางประเภทสินค้าคิดใหม่ตามราคาปัจจุบัน ทำให้ตัวเลขขยับได้เล็กน้อย
  • ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และค่า swap ซึ่งทั้งสามอย่างกิน Equity เพิ่มและทำให้ระยะที่ทนได้จริงสั้นกว่าที่คำนวณเสมอ ไม่ใช่ยาวกว่า
  • คู่เงินที่ไม่ได้จบด้วย USD คิดมูลค่าต่อจุดคนละแบบ — ตัวอย่างทั้งหมดใช้ EURUSD เพราะมูลค่าต่อจุดเป็นดอลลาร์ตรง ๆ ส่วนทองคำต้องดูจำนวนหลักของโบรกก่อนเสมอ ดูที่ XAUUSD คืออะไร
  • ตัวเลขทุกช่องเป็นตัวอย่างที่สร้างขึ้นให้คำนวณตามได้ ไม่ใช่ผลทดสอบย้อนหลัง และไม่ใช่ตัวเลขของโบรกรายใดรายหนึ่ง

ถ้าอยากได้บทวิเคราะห์ที่ระบุระยะเสี่ยงเป็นตัวเลขทุกครั้ง ดูได้ที่ alphasigs.net

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ระดับ Margin Call และ Stop Out ที่ใช้ในตัวอย่างเป็นค่าที่พบบ่อย ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของทุกโบรกเกอร์ ผู้อ่านต้องตรวจสอบเงื่อนไขบัญชีของตนเองเสมอ การเทรดที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

ความคิดเห็น

Related stories