เลเวอเรจ คืออะไร — คานงัดของโบรกเกอร์ เงินประกัน และตัวเลขที่ตัดสินว่าพอร์ตจะหายตอนไหน
เลเวอเรจ (Leverage) คืออัตราส่วนที่บอกว่าคุณต้องวางเงินประกันเท่าไร เพื่อเปิดสัญญาที่มีมูลค่าเท่าไร เลเวอเรจ 1:100 แปลว่าวางเงินประกัน 1 ส่วน เพื่อถือสัญญามูลค่า 100 ส่วน — คำว่า leverage แปลตรงตัวว่า "คานงัด" และนั่นคือสิ่งที่มันทำจริง ๆ คือทำให้เงินก้อนเล็กไปคุมของก้อนใหญ่ได้
แต่ประโยคที่คนไทยได้ยินบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเลเวอเรจ คือ "เลเวอเรจสูง = เสี่ยงสูง" ซึ่งไม่ถูกต้องตามเลขคณิต หน้านี้จะกางตัวเลขให้เห็นว่าถ้าขนาดล็อตกับระยะ Stop Loss เท่ากัน การขาดทุนของคุณเท่ากันเป๊ะไม่ว่าเลเวอเรจจะเป็น 1:20 หรือ 1:1000 สิ่งที่เลเวอเรจเปลี่ยนคือเรื่องอื่น และเรื่องนั้นต่างหากที่ควรรู้
เลเวอเรจ คืออะไร และ leverage แปลว่าอะไร
Leverage แปลว่า "คานงัด" หรือ "การผ่อนแรงด้วยคาน" ในทางการเงินมันคือการใช้เงินของคนอื่น (หรือเครดิตจากคนอื่น) มาขยายขนาดของสิ่งที่เราถืออยู่ ในตลาด Forex ผู้ที่ให้คานนั้นคือโบรกเกอร์ และรูปแบบที่เขาให้ไม่ใช่ "การกู้เงิน" ในความหมายที่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นก้อน แต่คือการยอมให้คุณเปิดสัญญาขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชี โดยกันเงินส่วนหนึ่งของคุณไว้เป็นหลักประกัน
เงินส่วนที่ถูกกันไว้นั้นเรียกว่า Margin (เงินประกัน) และสูตรมีแค่บรรทัดเดียว
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าคุณเปิด EURUSD ขนาด 0.10 lot ที่ราคา 1.1000 มูลค่าสัญญาของคุณคือ 10,000 ยูโร ซึ่งคิดเป็นเงินดอลลาร์เท่ากับ 10,000 × 1.1000 = $11,000 เงินประกันที่โบรกเกอร์จะกันไว้ก็คือ $11,000 หารด้วยเลเวอเรจที่คุณใช้
- เลเวอเรจ 1:20 → กันไว้ $11,000 ÷ 20 = $550.00
- เลเวอเรจ 1:100 → กันไว้ $11,000 ÷ 100 = $110.00
- เลเวอเรจ 1:500 → กันไว้ $11,000 ÷ 500 = $22.00
เงินที่ถูกกันนี้ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ใช้เปิดออเดอร์อื่นไม่ได้ชั่วคราว และจะคืนกลับมาทันทีที่ปิดออเดอร์ นี่คือความต่างข้อแรกที่คนเข้าใจผิดกันมาก — margin ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ต้นทุน และไม่ใช่จำนวนที่คุณจะเสีย
ข้อเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุด — เลเวอเรจไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะขาดทุนเท่าไร
ลองแทนค่าดู สมมติคุณเปิด EURUSD 0.10 lot เท่ากันทุกกรณี และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pip เท่ากันทุกกรณี เปลี่ยนแค่เลเวอเรจอย่างเดียว ผลลัพธ์เป็นแบบนี้
| เลเวอเรจ | มูลค่าสัญญา | เงินประกันที่ถูกล็อก | ขาดทุนเมื่อชน SL 20 pip | คิดเป็น % ของพอร์ต $1,000 |
|---|---|---|---|---|
| 1:20 | $11,000 | $550.00 | −$20.00 | 2.0% |
| 1:100 | $11,000 | $110.00 | −$20.00 | 2.0% |
| 1:500 | $11,000 | $22.00 | −$20.00 | 2.0% |
| 1:1000 | $11,000 | $11.00 | −$20.00 | 2.0% |
คอลัมน์ขาดทุนไม่ขยับเลยสักบรรทัด เพราะการขาดทุนของคุณถูกกำหนดด้วยของสองอย่างเท่านั้น คือ ขนาดล็อต กับ ระยะที่ราคาวิ่งสวน เลเวอเรจไม่ได้อยู่ในสมการนั้นเลย
แล้วเลเวอเรจกำหนดอะไรจริง ๆ — คำตอบคือ "เพดานของความผิดพลาด"
ถ้าเลเวอเรจไม่ได้กำหนดการขาดทุน มันกำหนดอะไร คำตอบคือ มันกำหนดว่าคุณเปิดล็อตใหญ่สุดได้เท่าไร ตารางนี้ใช้พอร์ต $1,000 แล้วถามคำถามเดียวว่า "ถ้าใช้เงินประกันจนหมดบัญชี จะเปิดได้กี่ล็อต และราคาต้องวิ่งสวนกี่จุดพอร์ตถึงจะหมด"
| เลเวอเรจ | เงินประกันต่อ 1.00 lot | ล็อตสูงสุดที่พอร์ต $1,000 เปิดได้ | มูลค่าต่อจุด | ราคาวิ่งสวนกี่ pip พอร์ตหมด |
|---|---|---|---|---|
| 1:20 | $5,500.00 | 0.18 lot | $1.82 / pip | 550 pip |
| 1:30 | $3,666.67 | 0.27 lot | $2.73 / pip | 367 pip |
| 1:100 | $1,100.00 | 0.91 lot | $9.09 / pip | 110 pip |
| 1:200 | $550.00 | 1.82 lot | $18.18 / pip | 55 pip |
| 1:500 | $220.00 | 4.55 lot | $45.45 / pip | 22 pip |
| 1:1000 | $110.00 | 9.09 lot | $90.91 / pip | 11 pip |
นี่คือตารางที่ควรจำ ที่เลเวอเรจ 1:1000 ราคาวิ่งสวนแค่ 11 จุด — ซึ่งบางวัน EURUSD ขยับเท่านี้ในไม่กี่นาที — ก็เพียงพอจะล้างพอร์ตทั้งใบ ขณะที่ 1:20 ต้องวิ่งสวนถึง 550 จุด
สังเกตให้ดีว่าคอลัมน์สุดท้ายเป็นสัดส่วนผกผันกับเลเวอเรจตรง ๆ คือเลเวอเรจเพิ่ม 10 เท่า ระยะที่ทนได้ก็ลดลง 10 เท่า เพราะทั้งสองตัวเชื่อมกันผ่านล็อตสูงสุดพอดี แต่ย้ำอีกครั้งว่าตารางนี้อยู่บนสมมติฐานว่าคุณอัดล็อตจนเต็มเพดาน ถ้าไม่อัด ตัวเลขนี้ไม่เกี่ยวกับคุณเลย
Margin Level กับ Stop Out — เลขที่ตัดสินว่าออเดอร์จะถูกปิดตอนไหน
เมื่อเข้าใจแล้วว่าเลเวอเรจกันเงินไว้เท่าไร ขั้นถัดไปคือรู้ว่าโบรกเกอร์ใช้ตัวเลขอะไรตัดสินใจปิดออเดอร์ให้เรา คำตอบคือ Margin Level ซึ่งมีสูตรดังนี้
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ตั้งเกณฑ์ไว้สองระดับ คือ Margin Call (เตือน มักอยู่ราว 100%) และ Stop Out (บังคับปิดออเดอร์ มักอยู่ราว 20-50% แล้วแต่ผู้ให้บริการ) รายละเอียดของสองระดับนี้อยู่ที่หน้า Margin Call คืออะไร ส่วนตรงนี้เราจะดูเฉพาะผลของเลเวอเรจ
นี่คือจุดที่ผลลัพธ์สวนความรู้สึกคนส่วนใหญ่ ถ้าเปิดล็อตเท่ากันคือ 0.10 lot บนพอร์ต $1,000 และโบรกเกอร์ตั้ง Stop Out ที่ 20% เลเวอเรจสูงกลับทำให้คุณทนได้นานกว่า
| เลเวอเรจ | Used Margin | Equity ที่ถูก Stop Out (20%) | ขาดทุนได้มากสุดก่อนถูกปิด | คิดเป็นกี่ pip |
|---|---|---|---|---|
| 1:20 | $550.00 | $110.00 | $890.00 | 890 pip |
| 1:100 | $110.00 | $22.00 | $978.00 | 978 pip |
| 1:500 | $22.00 | $4.40 | $995.60 | 996 pip |
เหตุผลง่ายมาก เลเวอเรจสูงล็อกเงินไว้น้อย เงินที่เหลือให้ขาดทุนจึงมากกว่า และเกณฑ์ Stop Out ที่คิดเป็น % ของ Used Margin ก็เล็กตามไปด้วย ผลคือที่ล็อตเท่ากัน เลเวอเรจ 1:500 ทนได้ 996 จุด ขณะที่ 1:20 ทนได้ 890 จุด
คำถามที่ควรถามแทน "ควรใช้เลเวอเรจเท่าไหร่ดี"
คำถาม "เลเวอเรจเท่าไหร่ดี" เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์อะไรเลยตราบใดที่คุณคุมล็อตอยู่ คำถามที่ตอบได้และให้ตัวเลขออกมาจริงคือ "ไม้นี้ควรเปิดกี่ล็อต" ซึ่งมีสูตรตรง ๆ
แทนค่าจริง พอร์ต $1,000 ยอมเสีย 1% ต่อไม้ (= $10) และ SL อยู่ที่ 20 pip บน EURUSD ซึ่งมีมูลค่าจุดละ $10 ต่อ 1.00 lot
- คิดเงินที่ยอมเสีย — 1% ของ $1,000 = $10
- คิดว่าถ้าเปิด 1.00 lot จะเสียเท่าไร — 20 pip × $10 = $200
- หาร — $10 ÷ $200 = 0.05 lot คือคำตอบ
- เช็กว่าเงินประกันพอไหม — ที่ 1:100 ต้องใช้ $55.00 · ที่ 1:500 ต้องใช้ $11.00 ทั้งสองกรณีพอสบาย ๆ บนพอร์ต $1,000 เลเวอเรจจึงเข้ามาแค่ในขั้นตอนสุดท้าย ในฐานะ "ผ่านหรือไม่ผ่าน" ไม่ใช่ในฐานะตัวคำนวณ
ข้อดีของการคิดแบบนี้คือมันทำให้ทุกไม้เทียบกันได้เป็นตัวเลขเดียวกัน ไม่ว่าจะเทรดคู่ไหนหรือใช้บัญชีแบบใด และเมื่อบันทึกผลย้อนหลังก็จะรู้ทันทีว่าระบบให้ผลเป็นบวกหรือลบจริง — วิธีวัดผลสัญญาณแบบเป็นตัวเลขในลักษณะนี้ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs
ถ้าทำตามสี่ขั้นตอนนี้ ตัวเลขเลเวอเรจที่ตั้งไว้ในบัญชีจะกลายเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องสนใจ ตราบใดที่มันสูงพอให้เปิดล็อตตามแผนได้ วิธีคิดขนาดล็อตแบบละเอียดอยู่ที่ Lot คืออะไร และการวางกรอบความเสี่ยงทั้งพอร์ตอยู่ที่ Money Management คืออะไร ส่วนการตั้งเป้ากำไรให้คุ้มกับระยะ SL อยู่ที่ Risk Reward Ratio
เลเวอเรจต่ำเกินไปมีข้อเสียจริง
ถ้าเลเวอเรจต่ำมากจนเงินประกันกินพอร์ตเกือบหมด คุณจะเหลือ free margin น้อย และถูก Stop Out เร็วกว่าที่ควร ทั้งที่ล็อตเท่าเดิม — ดูตาราง Stop Out ด้านบนประกอบ
เลเวอเรจสูงไม่มีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียเกิดตอนที่มันถูกใช้เป็นข้ออ้างให้เปิดล็อตใหญ่ ถ้าคุณคำนวณล็อตจากความเสี่ยงทุกไม้ ตัวเลข 1:500 กับ 1:100 จะให้ผลเหมือนกันทุกประการ
สิ่งที่ควรเช็กจริงคือกฎของโบรกเกอร์
ระดับ Stop Out · มีการคุ้มครองยอดติดลบหรือไม่ · เลเวอเรจถูกลดอัตโนมัติช่วงข่าวหรือช่วงตลาดปิดหรือไม่ สามข้อนี้กระทบคุณมากกว่าตัวเลขเลเวอเรจบนหน้าโฆษณา
เลเวอเรจในตลาดหุ้นไทย ต่างจาก Forex อย่างไร
คำว่าเลเวอเรจใช้กับสินทรัพย์อื่นด้วย แต่กลไกไม่เหมือนกัน และเป็นจุดที่คนสับสนบ่อย ตารางนี้เทียบสามรูปแบบที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด
| รูปแบบ | เลเวอเรจมาจากไหน | ต้นทุนการถือ | ใครกำกับดูแล |
|---|---|---|---|
| บัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทย | กู้เงินจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม โดยใช้หุ้นเป็นหลักประกัน | ดอกเบี้ยเงินกู้จริง คิดเป็นรายวันตามยอดที่กู้ | ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ |
| TFEX (ฟิวเจอร์ส) | วางเงินประกันตามที่ตลาดกำหนดต่อสัญญา ไม่ใช่การกู้ | ไม่มีดอกเบี้ยเงินกู้ มีค่าคอมมิชชั่นและการปรับมูลค่ารายวัน | ก.ล.ต. และ TFEX |
| Forex กับโบรกเกอร์ต่างประเทศ | วางเงินประกันตามเลเวอเรจที่โบรกเกอร์ตั้งให้ | สเปรด คอมมิชชั่น และ swap เมื่อถือข้ามคืน | หน่วยงานต่างประเทศตามที่โบรกเกอร์นั้นจดทะเบียน |
ข้อที่ต่างที่สุดคือช่องขวาสุด บัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทยและ TFEX อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศ ส่วนการเทรด Forex กับโบรกเกอร์ต่างประเทศไม่ได้อยู่ในขอบเขตนั้น เรื่องนี้มีรายละเอียดทางกฎหมายที่ควรอ่านก่อนตัดสินใจ อยู่ที่หน้า Forex กับกฎหมายไทย
อีกข้อที่ควรรู้คือเพดานเลเวอเรจถูกกำหนดโดยกฎหมายในหลายประเทศ เช่นในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ผู้ลงทุนรายย่อยถูกจำกัดเลเวอเรจคู่เงินหลักไว้ที่ 1:30 ส่วนญี่ปุ่นอยู่ที่ 1:25 ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโบรกเกอร์ที่โฆษณาเลเวอเรจ 1:500 หรือ 1:1000 จึงมักให้บริการผ่านนิติบุคคลที่จดทะเบียนนอกเขตกำกับดูแลเหล่านั้น ตัวเลขเลเวอเรจที่สูงผิดปกติจึงเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ "ใครกำกับดูแลบัญชีนี้" มากกว่าเป็นข้อเสนอที่ดีกว่า ก่อนเปิดบัญชีใด ๆ ให้ตรวจกับหน้าเงื่อนไขและใบอนุญาตของผู้ให้บริการเองเสมอ
Financial Leverage ในความหมายการเงินบริษัท — คนละเรื่องกับเลเวอเรจของโบรกเกอร์
ถ้าคุณค้นคำว่า "leverage ทางการเงิน คือ" แล้วมาเจอหน้านี้ ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นคนละความหมาย Financial Leverage ในวิชาการเงินหมายถึงระดับการใช้หนี้ในโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ไม่ได้เกี่ยวกับการเทรด
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) — หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าบริษัทมีหนี้ 200 ล้านและทุน 100 ล้าน D/E = 2.0 แปลว่าใช้หนี้เป็นสองเท่าของทุน
- หลักการเหมือนกันกับเลเวอเรจของโบรกเกอร์ — คือใช้เงินคนอื่นมาขยายผลตอบแทนต่อทุนของตัวเอง ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย ส่วนต่างตกเป็นของผู้ถือหุ้น
- แต่ความเสี่ยงคนละแบบ — บริษัทที่มีหนี้สูงเสี่ยงตรงที่จ่ายดอกเบี้ยไม่ไหวเมื่อรายได้ตก ไม่ใช่เสี่ยงถูกบังคับปิดสถานะเมื่อราคาสินทรัพย์ขยับไม่กี่จุดแบบบัญชีเทรด
ความเหมือนที่แท้จริงของทั้งสองความหมายมีอยู่ข้อเดียวคือ คานงัดขยายผลทั้งสองทาง — ขยายกำไรเมื่อคิดถูก และขยายขาดทุนเมื่อคิดผิด ในสัดส่วนที่เท่ากันพอดี ไม่มีด้านไหนได้เปรียบอีกด้าน
สรุปสิ่งที่ควรจำจากหน้านี้
- เลเวอเรจ = อัตราส่วนเงินประกัน ตอบคำถามว่า "เงินจะถูกล็อกเท่าไร" ไม่ได้ตอบว่า "จะเสียเท่าไร" · leverage แปลตรงตัวว่าคานงัด
- ที่ล็อตและ SL เท่ากัน ขาดทุนเท่ากันเป๊ะทุกเลเวอเรจ — ตัวอย่างในหน้านี้คือ −$20 ตั้งแต่ 1:20 ถึง 1:1000 เพราะสูตรขาดทุนไม่มีตัวแปรเลเวอเรจ
- สิ่งที่เลเวอเรจกำหนดจริงคือเพดานของความผิดพลาด — ที่ 1:500 พอร์ต $1,000 เปิดได้สูงสุด 4.55 lot และราคาวิ่งสวนเพียง 22 จุดก็หมดพอร์ต ที่ 1:20 ต้องวิ่งสวน 550 จุด
- ที่ล็อตเท่ากัน เลเวอเรจสูงกลับทนได้นานกว่า — 996 pip ที่ 1:500 เทียบกับ 890 pip ที่ 1:20 เพราะเงินถูกล็อกน้อยกว่า ข้อนี้สวนความรู้สึกแต่เป็นเลขคณิตล้วน
- คำถามที่ควรถามคือ "เปิดกี่ล็อต" ไม่ใช่ "ใช้เลเวอเรจเท่าไหร่" — สูตรขนาดล็อตไม่มีเลเวอเรจอยู่ในนั้น เลเวอเรจเข้ามาเป็นแค่ด่านตรวจว่าเงินประกันพอหรือไม่
- เลเวอเรจที่สูงผิดปกติบอกเรื่องการกำกับดูแลมากกว่าบอกคุณภาพข้อเสนอ — เขตที่กำกับเข้มจำกัดไว้ที่ 1:30 หรือ 1:25 สำหรับรายย่อย
ถ้าอยากเจาะต่อว่าตัวเลข 1:100 ที่โบรกเกอร์เขียน กับ "x100" ที่บางแพลตฟอร์มเขียน มันคือตัวเดียวกันหรือไม่ อ่านต่อได้ที่ leverage lot 1:100 vs leverage x100 แตกต่างกันอย่างไร · และถ้าอยากเห็นว่าเครื่องมือวัดผลสัญญาณและการจัดการความเสี่ยงแบบเป็นตัวเลขหน้าตาเป็นอย่างไร ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเลเวอเรจ
- เปลี่ยนเลเวอเรจกลางทางได้ไหม — โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เปลี่ยนได้ในหน้าจัดการบัญชี และผลที่เกิดทันทีคือ Used Margin ของออเดอร์ที่เปิดอยู่จะถูกคำนวณใหม่ ทำให้ free margin เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่กำไรขาดทุนของออเดอร์เดิมไม่เปลี่ยน เพราะล็อตไม่ได้เปลี่ยน
- เลเวอเรจสูงทำให้ได้กำไรเยอะขึ้นไหม — ไม่ ถ้าล็อตเท่าเดิม กำไรเท่าเดิมทุกบาท สิ่งเดียวที่เพิ่มคือความสามารถในการเปิดล็อตใหญ่ขึ้น ซึ่งขยายทั้งกำไรและขาดทุนเท่ากัน ไม่ได้ให้ความได้เปรียบใด ๆ
- ติดลบเกินเงินในบัญชีได้ไหม — เป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อราคากระโดด (gap) ข้ามระดับ Stop Out เช่นตอนตลาดเปิดวันจันทร์หรือช่วงเหตุการณ์รุนแรง โบรกเกอร์บางรายมีนโยบายคุ้มครองยอดติดลบ บางรายไม่มี ข้อนี้ต้องอ่านจากเงื่อนไขของผู้ให้บริการเอง อย่าสมมติเอง
- เลเวอเรจมีค่าใช้จ่ายไหม — ตัวเลเวอเรจเองไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมแยก แต่การถือสถานะข้ามคืนมีค่า swap และการเปิดปิดมีสเปรดกับคอมมิชชั่น ซึ่งทั้งหมดคิดจากขนาดล็อต ไม่ได้คิดจากเลเวอเรจ — ล็อตใหญ่ขึ้นเมื่อไร ต้นทุนพวกนี้ก็ใหญ่ขึ้นตาม
- บัญชีเซ็นต์กับเลเวอเรจเกี่ยวกันไหม — คนละเรื่อง บัญชีเซ็นต์เปลี่ยนหน่วยที่แสดงผล ส่วนเลเวอเรจเปลี่ยนเงินประกัน ทั้งสองอย่างช่วยให้เปิดบัญชีด้วยเงินน้อยได้ แต่ไม่มีอันไหนลดความเสี่ยงต่อจุดของล็อตที่คุณเปิดจริง
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ใช่การชักชวนให้เปิดบัญชีหรือใช้บริการของผู้ให้บริการรายใด · ตัวเลขคำนวณทุกชุดในหน้านี้แทนค่าจากสมมติฐานที่ระบุไว้ในกล่องบนสุด (EURUSD ที่ 1.1000) และเป็นการแสดงวิธีคิด ไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ · เงื่อนไขเรื่องระดับ Stop Out การคุ้มครองยอดติดลบ และเพดานเลเวอเรจตามกฎหมาย แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและเขตอำนาจกำกับดูแล และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ให้ตรวจกับต้นทางเองก่อนตัดสินใจเสมอ · การเทรดโดยใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น