เลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร — และทำไมมันไม่ใช่ตัวที่กำหนดความเสี่ยงของคุณ

$ ¥ NOTIONAL $11,000 1:500 $22 เงินประกัน SL 20 pip · 0.10 lot ขาดทุน −$20 เท่าเดิม 1:20 · 1:100 · 1:500 — ตัวเลขนี้ไม่ขยับ เลเวอเรจ คืออะไร ทำไมมันไม่ใช่ตัวกำหนดความเสี่ยง โดย คนเล่น Forex MARGIN ที่ต้องวาง 550 → 22 เลเวอเรจ 1:20 → 1:500 ขาดทุนเมื่อชน SL −$20 ทุกเลเวอเรจ EURUSD · 0.10 lot · SL 20 pip ฉบับคำนวณจริง
พื้นฐานที่ต้องรู้ · เงินประกัน

เลเวอเรจ คืออะไร — คานงัดของโบรกเกอร์ เงินประกัน และตัวเลขที่ตัดสินว่าพอร์ตจะหายตอนไหน

เลเวอเรจ (Leverage) คืออัตราส่วนที่บอกว่าคุณต้องวางเงินประกันเท่าไร เพื่อเปิดสัญญาที่มีมูลค่าเท่าไร เลเวอเรจ 1:100 แปลว่าวางเงินประกัน 1 ส่วน เพื่อถือสัญญามูลค่า 100 ส่วน — คำว่า leverage แปลตรงตัวว่า "คานงัด" และนั่นคือสิ่งที่มันทำจริง ๆ คือทำให้เงินก้อนเล็กไปคุมของก้อนใหญ่ได้

แต่ประโยคที่คนไทยได้ยินบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเลเวอเรจ คือ "เลเวอเรจสูง = เสี่ยงสูง" ซึ่งไม่ถูกต้องตามเลขคณิต หน้านี้จะกางตัวเลขให้เห็นว่าถ้าขนาดล็อตกับระยะ Stop Loss เท่ากัน การขาดทุนของคุณเท่ากันเป๊ะไม่ว่าเลเวอเรจจะเป็น 1:20 หรือ 1:1000 สิ่งที่เลเวอเรจเปลี่ยนคือเรื่องอื่น และเรื่องนั้นต่างหากที่ควรรู้

−$20
ขาดทุนเมื่อชน SL 20 pip ที่ขนาด 0.10 lot บน EURUSD — ตัวเลขนี้เท่ากันหมดตั้งแต่ 1:20 ถึง 1:1000 เลเวอเรจไม่ได้แตะมันเลย
22 pip
ระยะที่ราคาวิ่งสวนแล้วพอร์ต $1,000 หมดเกลี้ยง ถ้าเปิดล็อตเต็มเพดานที่เลเวอเรจ 1:500 (คือ 4.55 lot) — นี่คือจุดที่เลเวอเรจสูงกัด
0.05 lot
ขนาดล็อตที่ความเสี่ยง 1% ต้องการจริง สำหรับพอร์ต $1,000 และ SL 20 pip — ตัวเลขนี้ไม่ขึ้นกับเลเวอเรจเลยแม้แต่นิดเดียว
ตัวเลขในหน้านี้มาจากไหน — ทุกช่องในทุกตารางคำนวณจากสมมติฐานเดียวกันคือ EURUSD ที่ราคา 1.1000 · 1 สัญญามาตรฐาน (1.00 lot) = 100,000 หน่วยสกุลเงินฐาน · มูลค่าจุดของคู่ที่ลงท้ายด้วย USD = $10 ต่อ pip ต่อ 1.00 lot · เงินประกัน = มูลค่าสัญญา ÷ เลเวอเรจ ตัวเลขทั้งหมดถูกคำนวณซ้ำด้วยสคริปต์ก่อนเผยแพร่ ไม่ใช่ตัวเลขที่ยกมาเล่า คุณเอาสูตรไปแทนค่าตรวจเองได้ทุกบรรทัด

เลเวอเรจ คืออะไร และ leverage แปลว่าอะไร

Leverage แปลว่า "คานงัด" หรือ "การผ่อนแรงด้วยคาน" ในทางการเงินมันคือการใช้เงินของคนอื่น (หรือเครดิตจากคนอื่น) มาขยายขนาดของสิ่งที่เราถืออยู่ ในตลาด Forex ผู้ที่ให้คานนั้นคือโบรกเกอร์ และรูปแบบที่เขาให้ไม่ใช่ "การกู้เงิน" ในความหมายที่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นก้อน แต่คือการยอมให้คุณเปิดสัญญาขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชี โดยกันเงินส่วนหนึ่งของคุณไว้เป็นหลักประกัน

เงินส่วนที่ถูกกันไว้นั้นเรียกว่า Margin (เงินประกัน) และสูตรมีแค่บรรทัดเดียว

เงินประกันที่ต้องวาง = มูลค่าสัญญา ÷ เลเวอเรจ — สังเกตว่าในสูตรนี้ไม่มีคำว่า "ความเสี่ยง" อยู่เลย เลเวอเรจตอบแค่คำถามเดียวคือ "เงินของคุณจะถูกล็อกไว้เท่าไร" ไม่ได้ตอบว่า "คุณจะเสียเท่าไร"

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าคุณเปิด EURUSD ขนาด 0.10 lot ที่ราคา 1.1000 มูลค่าสัญญาของคุณคือ 10,000 ยูโร ซึ่งคิดเป็นเงินดอลลาร์เท่ากับ 10,000 × 1.1000 = $11,000 เงินประกันที่โบรกเกอร์จะกันไว้ก็คือ $11,000 หารด้วยเลเวอเรจที่คุณใช้

  • เลเวอเรจ 1:20 → กันไว้ $11,000 ÷ 20 = $550.00
  • เลเวอเรจ 1:100 → กันไว้ $11,000 ÷ 100 = $110.00
  • เลเวอเรจ 1:500 → กันไว้ $11,000 ÷ 500 = $22.00

เงินที่ถูกกันนี้ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ใช้เปิดออเดอร์อื่นไม่ได้ชั่วคราว และจะคืนกลับมาทันทีที่ปิดออเดอร์ นี่คือความต่างข้อแรกที่คนเข้าใจผิดกันมาก — margin ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ต้นทุน และไม่ใช่จำนวนที่คุณจะเสีย


ข้อเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุด — เลเวอเรจไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะขาดทุนเท่าไร

ลองแทนค่าดู สมมติคุณเปิด EURUSD 0.10 lot เท่ากันทุกกรณี และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pip เท่ากันทุกกรณี เปลี่ยนแค่เลเวอเรจอย่างเดียว ผลลัพธ์เป็นแบบนี้

เลเวอเรจมูลค่าสัญญาเงินประกันที่ถูกล็อกขาดทุนเมื่อชน SL 20 pipคิดเป็น % ของพอร์ต $1,000
1:20$11,000$550.00−$20.002.0%
1:100$11,000$110.00−$20.002.0%
1:500$11,000$22.00−$20.002.0%
1:1000$11,000$11.00−$20.002.0%

คอลัมน์ขาดทุนไม่ขยับเลยสักบรรทัด เพราะการขาดทุนของคุณถูกกำหนดด้วยของสองอย่างเท่านั้น คือ ขนาดล็อต กับ ระยะที่ราคาวิ่งสวน เลเวอเรจไม่ได้อยู่ในสมการนั้นเลย

ล็อตเท่ากัน 0.10 · SL เท่ากัน 20 pip · เปลี่ยนแค่เลเวอเรจ 1:20 1:100 1:500 เงินประกันที่ถูกล็อก (margin) $550.00 $110.00 $22.00 ยิ่งเลเวอเรจสูง เงินยิ่งถูกล็อกน้อยลง — เงินก้อนนี้คืนให้ทันทีที่ปิดออเดอร์ ขาดทุนจริงเมื่อชน Stop Loss −$20.00 ไม่ขยับ ไม่ว่าแถบข้างบนจะหดลงแค่ไหน เพราะขาดทุน = ขนาดล็อต × ระยะที่ราคาวิ่งสวน — ไม่มีเลเวอเรจอยู่ในสูตร
แถบเงินประกันหดจาก $550 เหลือ $22 เมื่อเลเวอเรจเพิ่มจาก 1:20 เป็น 1:500 — แต่กล่องขาดทุนด้านล่างค้างที่ −$20 ตลอด นั่นคือใจความทั้งหมดของหน้านี้
!
แล้วทำไมคนถึงพูดว่า "เลเวอเรจสูงทำให้ล้างพอร์ต" เพราะสิ่งที่ทำให้ล้างพอร์ตจริง ๆ คือการอัดล็อตใหญ่เกินตัว และเลเวอเรจสูงคือสิ่งที่เปิดประตูให้ทำแบบนั้นได้ ถ้าเลเวอเรจต่ำ คุณจะเปิดล็อตใหญ่ไม่ได้ตั้งแต่แรกเพราะเงินประกันไม่พอ — มันจึงเป็นความสัมพันธ์แบบ "เปิดโอกาสให้พลาด" ไม่ใช่ "เป็นสาเหตุของการพลาด" ความต่างข้อนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่าปุ่มที่ต้องไปกดแก้อยู่ที่ขนาดล็อต ไม่ใช่ที่ตัวเลขเลเวอเรจ

แล้วเลเวอเรจกำหนดอะไรจริง ๆ — คำตอบคือ "เพดานของความผิดพลาด"

ถ้าเลเวอเรจไม่ได้กำหนดการขาดทุน มันกำหนดอะไร คำตอบคือ มันกำหนดว่าคุณเปิดล็อตใหญ่สุดได้เท่าไร ตารางนี้ใช้พอร์ต $1,000 แล้วถามคำถามเดียวว่า "ถ้าใช้เงินประกันจนหมดบัญชี จะเปิดได้กี่ล็อต และราคาต้องวิ่งสวนกี่จุดพอร์ตถึงจะหมด"

เลเวอเรจเงินประกันต่อ 1.00 lotล็อตสูงสุดที่พอร์ต $1,000 เปิดได้มูลค่าต่อจุดราคาวิ่งสวนกี่ pip พอร์ตหมด
1:20$5,500.000.18 lot$1.82 / pip550 pip
1:30$3,666.670.27 lot$2.73 / pip367 pip
1:100$1,100.000.91 lot$9.09 / pip110 pip
1:200$550.001.82 lot$18.18 / pip55 pip
1:500$220.004.55 lot$45.45 / pip22 pip
1:1000$110.009.09 lot$90.91 / pip11 pip

นี่คือตารางที่ควรจำ ที่เลเวอเรจ 1:1000 ราคาวิ่งสวนแค่ 11 จุด — ซึ่งบางวัน EURUSD ขยับเท่านี้ในไม่กี่นาที — ก็เพียงพอจะล้างพอร์ตทั้งใบ ขณะที่ 1:20 ต้องวิ่งสวนถึง 550 จุด

สังเกตให้ดีว่าคอลัมน์สุดท้ายเป็นสัดส่วนผกผันกับเลเวอเรจตรง ๆ คือเลเวอเรจเพิ่ม 10 เท่า ระยะที่ทนได้ก็ลดลง 10 เท่า เพราะทั้งสองตัวเชื่อมกันผ่านล็อตสูงสุดพอดี แต่ย้ำอีกครั้งว่าตารางนี้อยู่บนสมมติฐานว่าคุณอัดล็อตจนเต็มเพดาน ถ้าไม่อัด ตัวเลขนี้ไม่เกี่ยวกับคุณเลย

พอร์ต $1,000 · เลเวอเรจ 1:500 เท่ากันทั้งสองใบ · ราคาวิ่งสวน 22 pip เท่ากัน อัดล็อตเต็มเพดาน — 4.55 lot ใช้เงินประกันจนหมดบัญชี · $45.45 ต่อจุด เงินคงเหลือในพอร์ต $0 เหลือ 0 ที่จุดที่ 22 โบรกเกอร์ปิดออเดอร์ให้เองก่อนถึงตรงนี้ (Stop Out) ล็อตใหญ่ = ทุกจุดที่ราคาขยับ กินพอร์ต 4.5% เสี่ยง 1% ตามแผน — 0.05 lot ใช้เงินประกันแค่ $11 · $0.50 ต่อจุด เงินคงเหลือในพอร์ต $989 เหลือ 98.9% ที่จุดที่ 22 ยังไม่ถึง Stop Loss ของแผนด้วยซ้ำ ล็อตเล็ก = ทุกจุดที่ราคาขยับ กินพอร์ต 0.05% เลเวอเรจของสองใบนี้เท่ากันเป๊ะ — สิ่งที่ต่างคือขนาดล็อตเท่านั้น
พอร์ตสองใบ เลเวอเรจเดียวกัน ราคาวิ่งสวนเท่ากัน แต่ใบหนึ่งหมดตัวและอีกใบแทบไม่รู้สึก — ตัวแปรที่ต่างกันคือขนาดล็อต ไม่ใช่เลเวอเรจ

Margin Level กับ Stop Out — เลขที่ตัดสินว่าออเดอร์จะถูกปิดตอนไหน

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเลเวอเรจกันเงินไว้เท่าไร ขั้นถัดไปคือรู้ว่าโบรกเกอร์ใช้ตัวเลขอะไรตัดสินใจปิดออเดอร์ให้เรา คำตอบคือ Margin Level ซึ่งมีสูตรดังนี้

Margin Level (%) = Equity ÷ Used Margin × 100 — โดย Equity คือยอดเงินในบัญชีบวกกำไรขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ ส่วน Used Margin คือเงินประกันที่ถูกล็อกไว้ทั้งหมด

โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ตั้งเกณฑ์ไว้สองระดับ คือ Margin Call (เตือน มักอยู่ราว 100%) และ Stop Out (บังคับปิดออเดอร์ มักอยู่ราว 20-50% แล้วแต่ผู้ให้บริการ) รายละเอียดของสองระดับนี้อยู่ที่หน้า Margin Call คืออะไร ส่วนตรงนี้เราจะดูเฉพาะผลของเลเวอเรจ

นี่คือจุดที่ผลลัพธ์สวนความรู้สึกคนส่วนใหญ่ ถ้าเปิดล็อตเท่ากันคือ 0.10 lot บนพอร์ต $1,000 และโบรกเกอร์ตั้ง Stop Out ที่ 20% เลเวอเรจสูงกลับทำให้คุณทนได้นานกว่า

เลเวอเรจUsed MarginEquity ที่ถูก Stop Out (20%)ขาดทุนได้มากสุดก่อนถูกปิดคิดเป็นกี่ pip
1:20$550.00$110.00$890.00890 pip
1:100$110.00$22.00$978.00978 pip
1:500$22.00$4.40$995.60996 pip

เหตุผลง่ายมาก เลเวอเรจสูงล็อกเงินไว้น้อย เงินที่เหลือให้ขาดทุนจึงมากกว่า และเกณฑ์ Stop Out ที่คิดเป็น % ของ Used Margin ก็เล็กตามไปด้วย ผลคือที่ล็อตเท่ากัน เลเวอเรจ 1:500 ทนได้ 996 จุด ขณะที่ 1:20 ทนได้ 890 จุด

!
อย่าเอาข้อนี้ไปสรุปว่า "งั้นเลือกเลเวอเรจสูงสุดไว้ก่อนดีกว่า" ตัวเลขข้างบนมีเงื่อนไขว่าล็อตต้องเท่ากัน ในโลกจริงคนที่ได้เลเวอเรจ 1:500 มักไม่ได้เปิด 0.10 lot เท่าเดิม แต่เปิดใหญ่ขึ้นเพราะ "เงินประกันเหลือเยอะ" — พอเปิดใหญ่ขึ้น ก็กลับไปเจอตารางก่อนหน้าที่บอกว่าทนได้แค่ 22 จุด ปัญหาจึงไม่เคยอยู่ที่ตัวเลขเลเวอเรจ แต่อยู่ที่พฤติกรรมที่ตามมาหลังเห็นเงินประกันเหลือเยอะ

คำถามที่ควรถามแทน "ควรใช้เลเวอเรจเท่าไหร่ดี"

คำถาม "เลเวอเรจเท่าไหร่ดี" เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์อะไรเลยตราบใดที่คุณคุมล็อตอยู่ คำถามที่ตอบได้และให้ตัวเลขออกมาจริงคือ "ไม้นี้ควรเปิดกี่ล็อต" ซึ่งมีสูตรตรง ๆ

ขนาดล็อต = เงินที่ยอมเสียต่อไม้ ÷ (ระยะ SL เป็น pip × มูลค่าต่อ pip ต่อ 1.00 lot) — สูตรนี้ไม่มีตัวแปรเลเวอเรจ และนั่นคือเหตุผลที่การเปลี่ยนเลเวอเรจไม่ได้ทำให้แผนของคุณเปลี่ยน

แทนค่าจริง พอร์ต $1,000 ยอมเสีย 1% ต่อไม้ (= $10) และ SL อยู่ที่ 20 pip บน EURUSD ซึ่งมีมูลค่าจุดละ $10 ต่อ 1.00 lot

  1. คิดเงินที่ยอมเสีย — 1% ของ $1,000 = $10
  2. คิดว่าถ้าเปิด 1.00 lot จะเสียเท่าไร — 20 pip × $10 = $200
  3. หาร — $10 ÷ $200 = 0.05 lot คือคำตอบ
  4. เช็กว่าเงินประกันพอไหม — ที่ 1:100 ต้องใช้ $55.00 · ที่ 1:500 ต้องใช้ $11.00 ทั้งสองกรณีพอสบาย ๆ บนพอร์ต $1,000 เลเวอเรจจึงเข้ามาแค่ในขั้นตอนสุดท้าย ในฐานะ "ผ่านหรือไม่ผ่าน" ไม่ใช่ในฐานะตัวคำนวณ

ข้อดีของการคิดแบบนี้คือมันทำให้ทุกไม้เทียบกันได้เป็นตัวเลขเดียวกัน ไม่ว่าจะเทรดคู่ไหนหรือใช้บัญชีแบบใด และเมื่อบันทึกผลย้อนหลังก็จะรู้ทันทีว่าระบบให้ผลเป็นบวกหรือลบจริง — วิธีวัดผลสัญญาณแบบเป็นตัวเลขในลักษณะนี้ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs

ถ้าทำตามสี่ขั้นตอนนี้ ตัวเลขเลเวอเรจที่ตั้งไว้ในบัญชีจะกลายเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องสนใจ ตราบใดที่มันสูงพอให้เปิดล็อตตามแผนได้ วิธีคิดขนาดล็อตแบบละเอียดอยู่ที่ Lot คืออะไร และการวางกรอบความเสี่ยงทั้งพอร์ตอยู่ที่ Money Management คืออะไร ส่วนการตั้งเป้ากำไรให้คุ้มกับระยะ SL อยู่ที่ Risk Reward Ratio

1

เลเวอเรจต่ำเกินไปมีข้อเสียจริง

ถ้าเลเวอเรจต่ำมากจนเงินประกันกินพอร์ตเกือบหมด คุณจะเหลือ free margin น้อย และถูก Stop Out เร็วกว่าที่ควร ทั้งที่ล็อตเท่าเดิม — ดูตาราง Stop Out ด้านบนประกอบ

2

เลเวอเรจสูงไม่มีข้อเสียในตัวมันเอง

ข้อเสียเกิดตอนที่มันถูกใช้เป็นข้ออ้างให้เปิดล็อตใหญ่ ถ้าคุณคำนวณล็อตจากความเสี่ยงทุกไม้ ตัวเลข 1:500 กับ 1:100 จะให้ผลเหมือนกันทุกประการ

3

สิ่งที่ควรเช็กจริงคือกฎของโบรกเกอร์

ระดับ Stop Out · มีการคุ้มครองยอดติดลบหรือไม่ · เลเวอเรจถูกลดอัตโนมัติช่วงข่าวหรือช่วงตลาดปิดหรือไม่ สามข้อนี้กระทบคุณมากกว่าตัวเลขเลเวอเรจบนหน้าโฆษณา


เลเวอเรจในตลาดหุ้นไทย ต่างจาก Forex อย่างไร

คำว่าเลเวอเรจใช้กับสินทรัพย์อื่นด้วย แต่กลไกไม่เหมือนกัน และเป็นจุดที่คนสับสนบ่อย ตารางนี้เทียบสามรูปแบบที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด

รูปแบบเลเวอเรจมาจากไหนต้นทุนการถือใครกำกับดูแล
บัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทยกู้เงินจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม โดยใช้หุ้นเป็นหลักประกันดอกเบี้ยเงินกู้จริง คิดเป็นรายวันตามยอดที่กู้ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ
TFEX (ฟิวเจอร์ส)วางเงินประกันตามที่ตลาดกำหนดต่อสัญญา ไม่ใช่การกู้ไม่มีดอกเบี้ยเงินกู้ มีค่าคอมมิชชั่นและการปรับมูลค่ารายวันก.ล.ต. และ TFEX
Forex กับโบรกเกอร์ต่างประเทศวางเงินประกันตามเลเวอเรจที่โบรกเกอร์ตั้งให้สเปรด คอมมิชชั่น และ swap เมื่อถือข้ามคืนหน่วยงานต่างประเทศตามที่โบรกเกอร์นั้นจดทะเบียน

ข้อที่ต่างที่สุดคือช่องขวาสุด บัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทยและ TFEX อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศ ส่วนการเทรด Forex กับโบรกเกอร์ต่างประเทศไม่ได้อยู่ในขอบเขตนั้น เรื่องนี้มีรายละเอียดทางกฎหมายที่ควรอ่านก่อนตัดสินใจ อยู่ที่หน้า Forex กับกฎหมายไทย

อีกข้อที่ควรรู้คือเพดานเลเวอเรจถูกกำหนดโดยกฎหมายในหลายประเทศ เช่นในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ผู้ลงทุนรายย่อยถูกจำกัดเลเวอเรจคู่เงินหลักไว้ที่ 1:30 ส่วนญี่ปุ่นอยู่ที่ 1:25 ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโบรกเกอร์ที่โฆษณาเลเวอเรจ 1:500 หรือ 1:1000 จึงมักให้บริการผ่านนิติบุคคลที่จดทะเบียนนอกเขตกำกับดูแลเหล่านั้น ตัวเลขเลเวอเรจที่สูงผิดปกติจึงเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ "ใครกำกับดูแลบัญชีนี้" มากกว่าเป็นข้อเสนอที่ดีกว่า ก่อนเปิดบัญชีใด ๆ ให้ตรวจกับหน้าเงื่อนไขและใบอนุญาตของผู้ให้บริการเองเสมอ


Financial Leverage ในความหมายการเงินบริษัท — คนละเรื่องกับเลเวอเรจของโบรกเกอร์

ถ้าคุณค้นคำว่า "leverage ทางการเงิน คือ" แล้วมาเจอหน้านี้ ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นคนละความหมาย Financial Leverage ในวิชาการเงินหมายถึงระดับการใช้หนี้ในโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ไม่ได้เกี่ยวกับการเทรด

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) — หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าบริษัทมีหนี้ 200 ล้านและทุน 100 ล้าน D/E = 2.0 แปลว่าใช้หนี้เป็นสองเท่าของทุน
  • หลักการเหมือนกันกับเลเวอเรจของโบรกเกอร์ — คือใช้เงินคนอื่นมาขยายผลตอบแทนต่อทุนของตัวเอง ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย ส่วนต่างตกเป็นของผู้ถือหุ้น
  • แต่ความเสี่ยงคนละแบบ — บริษัทที่มีหนี้สูงเสี่ยงตรงที่จ่ายดอกเบี้ยไม่ไหวเมื่อรายได้ตก ไม่ใช่เสี่ยงถูกบังคับปิดสถานะเมื่อราคาสินทรัพย์ขยับไม่กี่จุดแบบบัญชีเทรด

ความเหมือนที่แท้จริงของทั้งสองความหมายมีอยู่ข้อเดียวคือ คานงัดขยายผลทั้งสองทาง — ขยายกำไรเมื่อคิดถูก และขยายขาดทุนเมื่อคิดผิด ในสัดส่วนที่เท่ากันพอดี ไม่มีด้านไหนได้เปรียบอีกด้าน


สรุปสิ่งที่ควรจำจากหน้านี้

  • เลเวอเรจ = อัตราส่วนเงินประกัน ตอบคำถามว่า "เงินจะถูกล็อกเท่าไร" ไม่ได้ตอบว่า "จะเสียเท่าไร" · leverage แปลตรงตัวว่าคานงัด
  • ที่ล็อตและ SL เท่ากัน ขาดทุนเท่ากันเป๊ะทุกเลเวอเรจ — ตัวอย่างในหน้านี้คือ −$20 ตั้งแต่ 1:20 ถึง 1:1000 เพราะสูตรขาดทุนไม่มีตัวแปรเลเวอเรจ
  • สิ่งที่เลเวอเรจกำหนดจริงคือเพดานของความผิดพลาด — ที่ 1:500 พอร์ต $1,000 เปิดได้สูงสุด 4.55 lot และราคาวิ่งสวนเพียง 22 จุดก็หมดพอร์ต ที่ 1:20 ต้องวิ่งสวน 550 จุด
  • ที่ล็อตเท่ากัน เลเวอเรจสูงกลับทนได้นานกว่า — 996 pip ที่ 1:500 เทียบกับ 890 pip ที่ 1:20 เพราะเงินถูกล็อกน้อยกว่า ข้อนี้สวนความรู้สึกแต่เป็นเลขคณิตล้วน
  • คำถามที่ควรถามคือ "เปิดกี่ล็อต" ไม่ใช่ "ใช้เลเวอเรจเท่าไหร่" — สูตรขนาดล็อตไม่มีเลเวอเรจอยู่ในนั้น เลเวอเรจเข้ามาเป็นแค่ด่านตรวจว่าเงินประกันพอหรือไม่
  • เลเวอเรจที่สูงผิดปกติบอกเรื่องการกำกับดูแลมากกว่าบอกคุณภาพข้อเสนอ — เขตที่กำกับเข้มจำกัดไว้ที่ 1:30 หรือ 1:25 สำหรับรายย่อย

ถ้าอยากเจาะต่อว่าตัวเลข 1:100 ที่โบรกเกอร์เขียน กับ "x100" ที่บางแพลตฟอร์มเขียน มันคือตัวเดียวกันหรือไม่ อ่านต่อได้ที่ leverage lot 1:100 vs leverage x100 แตกต่างกันอย่างไร · และถ้าอยากเห็นว่าเครื่องมือวัดผลสัญญาณและการจัดการความเสี่ยงแบบเป็นตัวเลขหน้าตาเป็นอย่างไร ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs

ภาพประกอบคานงัด แสดงเงินประกันก้อนเล็กที่ปลายด้านหนึ่ง ถ่วงกับมูลค่าสัญญาก้อนใหญ่ที่ปลายอีกด้าน ที่อัตราส่วน 30 ต่อ 1
ภาพคานงัดที่อธิบายเลเวอเรจได้ตรงที่สุด — เงินประกัน $100 ถ่วงกับมูลค่าสัญญา $3,000 ที่อัตราส่วน 30:1 (คำที่ถูกต้องของก้อนใหญ่คือ notional value หรือมูลค่าสัญญา)

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเลเวอเรจ

  1. เปลี่ยนเลเวอเรจกลางทางได้ไหม — โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เปลี่ยนได้ในหน้าจัดการบัญชี และผลที่เกิดทันทีคือ Used Margin ของออเดอร์ที่เปิดอยู่จะถูกคำนวณใหม่ ทำให้ free margin เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่กำไรขาดทุนของออเดอร์เดิมไม่เปลี่ยน เพราะล็อตไม่ได้เปลี่ยน
  2. เลเวอเรจสูงทำให้ได้กำไรเยอะขึ้นไหม — ไม่ ถ้าล็อตเท่าเดิม กำไรเท่าเดิมทุกบาท สิ่งเดียวที่เพิ่มคือความสามารถในการเปิดล็อตใหญ่ขึ้น ซึ่งขยายทั้งกำไรและขาดทุนเท่ากัน ไม่ได้ให้ความได้เปรียบใด ๆ
  3. ติดลบเกินเงินในบัญชีได้ไหม — เป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อราคากระโดด (gap) ข้ามระดับ Stop Out เช่นตอนตลาดเปิดวันจันทร์หรือช่วงเหตุการณ์รุนแรง โบรกเกอร์บางรายมีนโยบายคุ้มครองยอดติดลบ บางรายไม่มี ข้อนี้ต้องอ่านจากเงื่อนไขของผู้ให้บริการเอง อย่าสมมติเอง
  4. เลเวอเรจมีค่าใช้จ่ายไหม — ตัวเลเวอเรจเองไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมแยก แต่การถือสถานะข้ามคืนมีค่า swap และการเปิดปิดมีสเปรดกับคอมมิชชั่น ซึ่งทั้งหมดคิดจากขนาดล็อต ไม่ได้คิดจากเลเวอเรจ — ล็อตใหญ่ขึ้นเมื่อไร ต้นทุนพวกนี้ก็ใหญ่ขึ้นตาม
  5. บัญชีเซ็นต์กับเลเวอเรจเกี่ยวกันไหม — คนละเรื่อง บัญชีเซ็นต์เปลี่ยนหน่วยที่แสดงผล ส่วนเลเวอเรจเปลี่ยนเงินประกัน ทั้งสองอย่างช่วยให้เปิดบัญชีด้วยเงินน้อยได้ แต่ไม่มีอันไหนลดความเสี่ยงต่อจุดของล็อตที่คุณเปิดจริง

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ใช่การชักชวนให้เปิดบัญชีหรือใช้บริการของผู้ให้บริการรายใด · ตัวเลขคำนวณทุกชุดในหน้านี้แทนค่าจากสมมติฐานที่ระบุไว้ในกล่องบนสุด (EURUSD ที่ 1.1000) และเป็นการแสดงวิธีคิด ไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ · เงื่อนไขเรื่องระดับ Stop Out การคุ้มครองยอดติดลบ และเพดานเลเวอเรจตามกฎหมาย แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและเขตอำนาจกำกับดูแล และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ให้ตรวจกับต้นทางเองก่อนตัดสินใจเสมอ · การเทรดโดยใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

ความคิดเห็น

Related stories