Retest คืออะไร — วัดจากเบรก 5,372 ครั้งว่ารอ Retest ช่วยจริงไหม

แนวที่ถูกเบรก จุด RETEST Retest คืออะไร รอทดสอบแนว ช่วยจริงไหม โดย คนเล่น Forex BREAKOUT 5,372 ครั้ง · H1 · 4 สินทรัพย์ · 2 ปี ย้อนมาทดสอบแนว 80.8% ของเบรกทั้งหมด แต่ "ผ่าน" จริงแค่ 40.1% · ที่เหลือเบรกหลอก ฉบับมีตัวเทียบ
Price Action · งานวัดผล

Retest คืออะไร — และ "รอ Retest ก่อนเข้า" ช่วยได้จริงแค่ไหน วัดจากการเบรก 5,372 ครั้งบนกราฟ H1

Retest คือการที่ราคาย้อนกลับมาทดสอบแนวที่เพิ่งทะลุไป — เบรกแนวต้านขึ้นไปแล้วย่อลงมาแตะแนวต้านเดิม หรือเบรกแนวรับลงไปแล้วเด้งขึ้นมาแตะแนวรับเดิม ถ้าราคากลับมาแตะแล้วไม่หลุดกลับเข้าไป คนส่วนใหญ่ถือว่าเป็น "การยืนยัน" ว่าเบรกนั้นของจริง คำถามคือ การยืนยันนั้นให้ผลเป็นตัวเลขเท่าไร — เราจึงวัดการเบรกแนว 20 แท่ง 5,372 ครั้ง บน H1 ของ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และทองคำ ย้อนหลัง 2 ปี แล้วเทียบกับ อัตราพื้นฐานจาก 48,055 แท่ง ในสินทรัพย์และช่วงเวลาเดียวกัน

คำตอบสั้น ๆ คือ รอ retest ดีกว่าเข้าทันทีจริง แต่ "ดีขึ้นจากอะไร" เป็นคนละเรื่องกับที่เล่ากันมา — และเมื่อใส่ stop loss จริงเข้าไปวัดเป็น R ทั้งสองแบบยังติดลบทั้งคู่ บทความนี้เปิดกติกาการวัดทั้งหมดไว้ให้ตรวจซ้ำได้

80.8%
ของการเบรกย้อนกลับมาแตะแนวเดิมภายใน 12 แท่ง
40.1%
เท่านั้นที่ retest แล้ว "ผ่าน" คือปิดกลับฝั่งที่เบรก
−0.33R
ผลเฉลี่ยต่อไม้ของการเข้าที่ retest เมื่อวาง SL ไว้หลังแนว

Retest คืออะไร — นิยามที่วัดได้ ไม่ใช่นิยามที่ใช้สายตา

คำอธิบายที่เจอทั่วไปคือ "ราคากลับมาทดสอบแนวเดิมแล้วไม่ผ่าน" ซึ่งฟังดูชัดเจนจนกว่าจะลองเอาไปนับจริง — เพราะคำว่า "กลับมา" ต้องกลับมาภายในกี่แท่ง คำว่า "แตะ" คือแตะด้วยไส้เทียนหรือราคาปิด และคำว่า "ไม่ผ่าน" วัดจากอะไร ถ้าไม่ตอบสามข้อนี้ ทุกคนจะนับได้ไม่เท่ากัน

งานวัดครั้งนี้จึงตรึงนิยามไว้เป็นตัวเลขล้วน ให้ใครก็ตามที่อ่านแล้วอยากตรวจซ้ำ นับได้ตัวเลขเดียวกัน

1

แนว

จุดสูงสุดของ 20 แท่งก่อนหน้า สำหรับฝั่งขึ้น และจุดต่ำสุดของ 20 แท่งก่อนหน้าสำหรับฝั่งลง — ไม่ต้องลากเส้นเอง ไม่มีการตีความ

2

เบรก

ราคาปิดของแท่งนี้เลยแนวไป ขณะที่แท่งก่อนหน้ายังไม่เลย — นับเฉพาะการเบรกครั้งใหม่ ไม่นับซ้ำทุกแท่งที่ยังยืนอยู่นอกกรอบ

3

Retest

ภายใน 12 แท่งถัดไป มีแท่งที่ไส้เทียนแตะแนวเดิม (ฝั่งขึ้นคือ low ≤ แนว) — แท่งแรกที่แตะคือแท่ง retest

4

ผ่าน / ไม่ผ่าน

แท่ง retest นั้น ปิดกลับฝั่งที่เบรก = ผ่าน (เข้าออเดอร์ตรงนี้) · ปิดทะลุกลับเข้าไปในกรอบเดิม = ไม่ผ่าน (ไม่เข้า)

Retest คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับการเทรด Breakout
นิยามสี่ข้อข้างบนคือทั้งหมดที่ใช้ในการนับ ไม่มีการตีความด้วยสายตาเข้ามาเกี่ยวเลยแม้แต่จุดเดียว
หน้านี้ตอบเรื่อง "รอทดสอบแนวแล้วค่อยเข้า" โดยเฉพาะ — ถ้ากำลังหาว่าเบรกหลอกคืออะไรและดูยังไง อ่าน False Break-out คืออะไร · ถ้ายังไม่แน่ใจว่าแนวรับแนวต้านลากยังไง อ่าน แนวรับแนวต้าน คืออะไร สองหน้านั้นคุมคนละคำถามกับหน้านี้ และไม่มีตัวเลขชุดนี้อยู่

ทำไมคนถึงเชื่อว่า Retest ทำให้แม่นขึ้น — และคำถามที่ควรถามแทน

เหตุผลที่ยกกันมามีสองข้อ และทั้งสองข้อฟังขึ้น ข้อแรกคือ แนวต้านที่ถูกทะลุจะกลายเป็นแนวรับ ใครที่เคยขายตรงแนวนั้นตอนนี้ติดลบอยู่ พอราคากลับมาเท่าทุนก็จะปิดออเดอร์ ซึ่งการปิดออเดอร์ขายคือการซื้อ ข้อสองคือ การย่อกลับมาแล้วไม่หลุดเป็นหลักฐานว่าแรงฝั่งที่เบรกยังมากกว่า

ทั้งสองข้อเป็นคำอธิบายกลไก ไม่ใช่หลักฐาน และคำอธิบายกลไกที่ฟังดูดีนั้นสร้างได้ไม่จำกัด — สิ่งที่ตัดสินได้จริงมีอย่างเดียวคือตัวเลขที่มีตัวเทียบ

หน้าตาเหมือนกันจนถึงวินาทีสุดท้าย — ต่างกันแค่ "แท่ง retest ปิดตรงไหน" ✓ retest ผ่าน — เข้าออเดอร์ แนวต้านเดิม ไส้แตะแนว แต่ปิดเหนือแนว ✗ retest ไม่ผ่าน — ไม่เข้า แนวต้านเดิม ปิดทะลุกลับลงใต้แนว = เบรกหลอก
เส้นแบ่งทั้งหมดอยู่ที่ราคาปิดของแท่งที่ย้อนมาแตะ — ปิดเหนือแนวคือผ่าน (40.1% ของการเบรกทั้งหมด) ปิดใต้แนวคือไม่ผ่าน (40.7%)
คำถามที่ตอบไม่ได้คือ "รอ retest แม่นกี่เปอร์เซ็นต์" — คำถามที่ตอบได้คือ "แม่นกว่าอะไร และการเทียบนั้นยุติธรรมหรือเปล่า"

ประโยคข้างบนไม่ใช่การเล่นสำนวน เพราะในงานวัดครั้งนี้ คำตอบพลิกไปคนละทางเมื่อเปลี่ยนตัวเทียบ และนั่นคือส่วนที่บทความเรื่อง retest ภาษาไทยแทบไม่มีใครเขียนถึง


กติกาการวัดและตัวเทียบ — เขียนไว้ให้ตรวจซ้ำได้ทุกข้อ

  • ข้อมูล กราฟ H1 ย้อนหลัง 2 ปีของ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และทองคำ รวม 48,287 แท่ง
  • ทิศทาง วัดทั้งเบรกขึ้นและเบรกลง นับแยกกันด้วยกติกาเดียวกันแบบสะท้อนกระจก
  • จุดเข้า ไม้ "เข้าทันที" เข้าที่ราคาปิดของแท่งที่เบรก · ไม้ "รอ retest" เข้าที่ราคาปิดของแท่ง retest ที่ผ่าน
  • ระยะถือ 24 แท่ง H1 ประมาณ 1 วันทำการ เท่ากันทุกแบบ
  • หักสเปรดอ้างอิงตอนเข้า 1 ครั้ง — EUR/USD 0.8 pip · GBP/USD 1.2 pip · USD/JPY 1.2 pip · ทองคำ 0.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • ตัวเทียบ (control) คือ "เข้าที่แท่งไหนก็ได้" ในสินทรัพย์และช่วงเวลาเดียวกัน วัดด้วยกติกาเดิมเป๊ะ ต่างกันแค่ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย
⚠️
นี่คือการวัดคุณสมบัติของรูปแบบราคา ไม่ใช่ผลการเทรด ไม่รวมสวอป คอมมิชชั่น สลิปเพจ และใช้แหล่งราคาเดียว การเปลี่ยนความยาวแนวจาก 20 แท่ง ระยะรอ 12 แท่ง หรือระยะถือ 24 แท่ง จะได้ตัวเลขไม่เท่ากัน — ตัวเลขทุกตัวในหน้านี้จึงควรอ่านเป็น "ขนาดของผล" ไม่ใช่ค่าคงที่ของตลาด

ผลที่ 1 — รอ Retest แล้วได้เข้ากี่ไม้

ความกังวลอันดับหนึ่งของคนที่รอ retest คือ "กลัวไม่ได้เข้า" ตัวเลขบอกว่า กลัวผิดจุด — ราคากลับมาแตะแนวเดิมบ่อยมาก แต่ที่กลับมาแล้วยืนได้ต่างหากที่น้อย

เบรก 5,372 ครั้ง แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ เบรกทั้งหมด 5,372 ครั้ง (100%) ย้อนมาแตะแนวเดิมใน 12 แท่ง — 4,343 ครั้ง (80.8%) แตะแล้ว "ผ่าน" ปิดกลับฝั่งที่เบรก — 2,155 ครั้ง (40.1%) แตะแล้ว "ไม่ผ่าน" ปิดทะลุกลับเข้ากรอบ — 2,188 ครั้ง (40.7%)
การย้อนกลับมาแตะแนวเป็นเรื่องปกติมาก (4 ใน 5 ครั้ง) แต่ครึ่งหนึ่งของการย้อนกลับมานั้นคือเบรกที่กำลังจะพัง ไม่ใช่การยืนยัน
สินทรัพย์เบรกทั้งหมดย้อนมาแตะแนวretest ผ่านretest ไม่ผ่าน
EUR/USD1,232980 (79.5%)466 (37.8%)514 (41.7%)
GBP/USD1,4761,189 (80.6%)546 (37.0%)643 (43.6%)
USD/JPY1,3741,124 (81.8%)601 (43.7%)523 (38.1%)
ทองคำ1,2901,050 (81.4%)542 (42.0%)508 (39.4%)
รวม5,3724,343 (80.8%)2,155 (40.1%)2,188 (40.7%)

ตัวเลขนี้สม่ำเสมออย่างน่าประหลาดข้ามทั้งสี่สินทรัพย์ — ราคาย้อนกลับมาแตะแนวเดิม 79.5% ถึง 81.8% ของทุกการเบรก แปลว่า สิ่งที่คนเรียกว่า "เบรกแล้วไปเลยไม่ย่อ" เกิดแค่ประมาณ 1 ใน 5 ครั้งเท่านั้น การรอ retest จึงไม่ได้ทำให้พลาดไม้ส่วนใหญ่อย่างที่กลัวกัน

แต่ราคาที่ต้องจ่ายคืออีกด้าน — ในบรรดาการเบรกทั้งหมด มีแค่ 40.1% ที่ย้อนมาแล้วปิดกลับฝั่งเดิมได้ ส่วนอีก 40.7% ย้อนกลับมาแล้วทะลุเข้าไปเลย ซึ่งก็คือเบรกหลอกนั่นเอง พูดอีกแบบคือ เมื่อราคาย้อนกลับมาแตะแนว โอกาสที่มันจะยืนกับโอกาสที่มันจะพังนั้นเกือบ 50:50


ผลที่ 2 — Retest ชนะอะไร และการเทียบแบบไหนที่โกงตัวเอง

ตรงนี้คือหัวใจของบทความ เพราะตัวเลขชุดเดียวกันให้คำตอบตรงข้ามกันได้ ขึ้นกับว่าเอาไปเทียบกับอะไร

ตัวส่วนที่เลือก เปลี่ยนคำตอบได้ทั้งหมด การเบรกทั้งหมด 5,372 ที่ย้อนมาแตะแนว 4,343 retest ผ่าน 2,155 เทียบกับวงนอกสุด = ไม่ยุติธรรม เพราะคนละชุดกัน เทียบกับวงกลาง = ชุดเดียวกัน ยุติธรรม → +6.7 จุด เทียบกับทุกแท่ง 48,055 = อัตราพื้นฐาน → −0.3 จุด
ไม้ retest ไม่ได้ลอยมาจากไหน มันคือชุดย่อยของไม้เบรก จึงต้องเทียบกับ "ไม้เบรกที่ต่อมามี retest" ไม่ใช่กับไม้เบรกทั้งหมด

ตารางข้างล่างวัดอย่างเดียวกันทุกช่อง คือ ถือ 24 แท่งแล้วราคาปิดไปทางที่เข้าเกินค่าสเปรดหรือไม่ ตัวเลข ± คือช่วงความเชื่อมั่น 95%

วิธีเข้าnไปต่อ (หักสเปรด)ต่างจาก control
control — เข้าแท่งไหนก็ได้48,05551.4% ±0.2—
เข้าทันทีตอนเบรก (ทุกไม้)5,37250.2% ±0.7−1.2
เข้าทันทีตอนเบรก เฉพาะไม้ที่ต่อมามี retest4,34344.4% ±0.8−7.0
เข้าที่ retest ที่ผ่าน2,15551.1% ±1.1−0.3
ฝืนเข้าตอน retest ไม่ผ่าน2,18849.7% ±1.1−1.7

อ่านตารางนี้ให้ครบต้องอ่านสองบรรทัดพร้อมกัน

  1. เทียบแบบยุติธรรม — retest ชนะขาด บนชุดไม้เดียวกัน (การเบรกที่ต่อมามี retest) การเข้าทันทีได้ 44.4% ส่วนการรอ retest ได้ 51.1% ห่างกัน 6.7 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็นบวกทั้งสี่สินทรัพย์ ไม่มีตัวไหนกลับเครื่องหมาย นี่คือผลที่หนักแน่นที่สุดในงานนี้
  2. เทียบกับอัตราพื้นฐาน — retest ไม่เหลืออะไรเลย control อยู่ที่ 51.4% ไม้ retest อยู่ที่ 51.1% ต่างกัน −0.3 จุด ซึ่งจมอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นของตัวมันเอง แปลว่าการเข้าที่ retest ไม่ได้ดีไปกว่าการเข้าแท่งไหนก็ได้ในสินทรัพย์เดียวกัน
Retest ไม่ได้สร้างความได้เปรียบขึ้นมาใหม่ — มันถมหลุมที่การเข้าทันทีตอนเบรกขุดเอาไว้ เพราะการเบรกที่ "ต่อมามี retest" คือกลุ่มเบรกที่อ่อนที่สุดในกองอยู่แล้ว (44.4% ต่ำกว่าอัตราพื้นฐานถึง 7 จุด) การรอจึงแค่พาเรากลับมาที่เส้นศูนย์

มองอีกมุมหนึ่ง แถวที่น่าตกใจที่สุดในตารางไม่ใช่แถว retest แต่คือแถว "เข้าทันทีตอนเบรก เฉพาะไม้ที่ต่อมามี retest" ที่ได้แค่ 44.4% — เป็นช่องที่แย่ที่สุดในทั้งตาราง และมันบอกอะไรที่ใช้ได้จริงว่า ถ้าเข้าไปแล้วราคาย้อนกลับมาหาแนวที่เพิ่งเบรก นั่นเป็นสัญญาณไม่ดี ไม่ใช่โอกาสเติมไม้

ส่วนต่างรายสินทรัพย์ และกับดักอัตราพื้นฐาน

สินทรัพย์controlเข้าทันที (ชุดเดียวกัน)เข้าที่ retestretest − เข้าทันทีretest − control
EUR/USD47.0%42.1%45.5%+3.4−1.5
GBP/USD49.4%41.5%50.7%+9.2+1.3
USD/JPY55.5%46.6%52.2%+5.6−3.2
ทองคำ54.0%47.4%55.0%+7.6+1.0

สังเกตคอลัมน์ control ให้ดี — EUR/USD อยู่ที่ 47.0% ส่วน USD/JPY อยู่ที่ 55.5% ห่างกัน 8.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ยังไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย นั่นเป็นเพราะสองปีที่ผ่านมา USD/JPY ไต่ขึ้นเป็นเทรนด์ยาว การเข้าฝั่งขึ้นแท่งไหนก็ได้จึงชนะบ่อยกว่าโดยอัตโนมัติ

🎯
ตัวเลขนี้เปลี่ยนวิธีอ่านโฆษณาทุกอันบนอินเทอร์เน็ต — "ระบบนี้แม่น 55% บน USD/JPY" ในช่วงเวลานี้ แย่กว่าการไม่ทำอะไรเลย เพราะการเข้าแบบไม่มีเงื่อนไขก็ได้ 55.5% อยู่แล้ว ขณะที่ "แม่น 50% บน EUR/USD" กลับดีกว่าอัตราพื้นฐาน 3 จุด ตัวเลข win rate ที่ไม่บอกสินทรัพย์ ช่วงเวลา และอัตราพื้นฐาน ใช้ตัดสินอะไรไม่ได้เลย

ผลที่ 3 — พอใส่ Stop Loss จริง ทุกแบบติดลบ

ทุกตัวเลขข้างบนวัด "ทิศทาง" ล้วน ๆ คือไม่มี TP ไม่มี SL ถือครบ 24 แท่งแล้วดูว่าราคาไปทางไหน ซึ่งเป็นวิธีวัดคุณสมบัติของสัญญาณที่สะอาดที่สุด แต่ไม่ใช่วิธีที่ใครเทรดจริง

รอบที่สองจึงวัดใหม่แบบมี stop loss — วาง SL ไว้ที่แนวที่เบรกพอดี ตามที่ตำราเกือบทุกเล่มสอน ระยะจากจุดเข้าถึงแนวนั้นเรียกว่า 1R แล้วตั้ง TP ที่ 1R / 1.5R / 2R ดูว่าอันไหนโดนก่อนภายใน 24 แท่ง

ทำไมต้องวัดเป็น R — เพราะ win rate อ่านเดี่ยว ๆ ไม่มีความหมาย ต้องดูคู่กับจุดคุ้มทุนเสมอ ที่ TP 1R จุดคุ้มทุนคือ 50% · ที่ TP 1.5R คือ 40% · ที่ TP 2R คือ 33.3% ชนะต่ำกว่านั้นคือขาดทุน แม้ตัวเลข win rate จะดูสวย (อ่านเพิ่ม Risk Reward Ratio คืออะไร)
TPจุดคุ้มทุนวิธีเข้าnชนะจริงผลเฉลี่ยต่อไม้
1R50.0%เข้าทันทีตอนเบรก (ทุกไม้)4,00639.1%−0.29R
เข้าทันที เฉพาะไม้ที่มี retest3,02822.1%−0.66R
เข้าที่ retest1,57937.9%−0.33R
1.5R40.0%เข้าทันทีตอนเบรก (ทุกไม้)4,00634.2%−0.23R
เข้าทันที เฉพาะไม้ที่มี retest3,02816.7%−0.69R
เข้าที่ retest1,57931.5%−0.31R
2R33.3%เข้าทันทีตอนเบรก (ทุกไม้)4,00630.4%−0.19R
เข้าทันที เฉพาะไม้ที่มี retest3,02812.6%−0.73R
เข้าที่ retest1,57927.9%−0.27R

ทุกช่องในตารางนี้ติดลบ ไม่มีข้อยกเว้น และช่องที่ดีที่สุดในทั้งงาน (GBP/USD เข้าที่ retest ที่ TP 2R) ก็ยังได้ −0.23R ต่อไม้ ลองอ่านคู่กับตารางก่อนหน้าแล้วจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของบทความนี้

ไม้ชุดเดียวกันเป๊ะ ๆ — วัดทิศทางได้ 51.1% ดูเหมือนเหรียญยุติธรรม แต่พอวาง SL ไว้หลังแนวกลายเป็น −0.33R ต่อไม้ ความต่างทั้งหมดอยู่ที่ "ราคาแวะไปแตะ SL ระหว่างทางหรือเปล่า" ไม่ได้อยู่ที่ทิศทางสุดท้ายเลย

กลไกตรงไปตรงมา — การวาง SL ชิดแนวที่เพิ่งเบรกคือการวางไว้ในจุดที่ราคาผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ และเป็นจุดที่ทุกคนบนกราฟมองเห็นเหมือนกัน ราคาจึงแวะกลับมาแตะบ่อยมากก่อนที่จะไปต่อ ไม้ที่ชนะ "ทิศทาง" ในที่สุด แต่โดน SL ตัดหัวไปก่อน ถูกนับเป็นไม้แพ้ในตารางนี้


เรื่องที่ตารางบนซ่อนไว้ — SL แคบทำให้สเปรดกลายเป็นตัวละครหลัก

ตัวเลขในตาราง R ข้างบนกรองไม้ออกไปแล้วส่วนหนึ่ง และเหตุผลที่ต้องกรองก็เป็นบทเรียนในตัวมันเอง

เมื่อราคาปิดเฉียดแนวมาก ๆ ระยะจากจุดเข้าถึง SL จะแคบจนแทบไม่เหลืออะไร ถ้าปล่อยไม้พวกนี้ไว้ในกองด้วย ผลเฉลี่ยจะกลายเป็น −0.74R แทนที่จะเป็น −0.33R ทั้งที่เป็นวิธีเข้าเดียวกัน — เพราะ ค่าสเปรดกินความเสี่ยงไปเกินครึ่ง ทำให้ไม้ที่แพ้ แพ้มากกว่า 1R

สินทรัพย์ระยะ SL กลาง คิดเป็นสเปรดกี่เท่า (เข้าทันที)ระยะ SL กลาง (เข้าที่ retest)ไม้ retest ที่ SL แคบกว่า 3 เท่าของสเปรด
EUR/USD6.9 เท่า5.4 เท่า24.7%
GBP/USD5.0 เท่า4.0 เท่า37.9%
USD/JPY6.3 เท่า6.2 เท่า29.6%
ทองคำ12.6 เท่า13.7 เท่า14.0%

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นสามเรื่องพร้อมกัน

  • SL ที่วางหลังแนวนั้นแคบกว่าที่คิดมาก — ค่ากลางอยู่แค่ 4 ถึง 7 เท่าของสเปรดบนคู่เงินหลัก แปลว่าสเปรดกินความเสี่ยงไป 14-25% ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม (เรื่องเดียวกับที่เขียนไว้ใน ค่า Spread คืออะไร)
  • GBP/USD หนักที่สุด — เกือบ 4 ไม้ใน 10 ไม้ที่ retest มี SL แคบกว่า 3 เท่าของสเปรด ซึ่งเป็นไม้ที่ในทางปฏิบัติไม่ควรเปิดตั้งแต่แรก
  • "SL แคบกว่า" ไม่ใช่ข้อดีเสมอไป และไม่ได้เกิดทุกสินทรัพย์ — บนคู่เงินไม้ retest มี SL แคบกว่าไม้เบรกจริง (EUR/USD แคบลง 21% · GBP/USD 19%) แต่ทองคำกลับกว้างกว่า 9% ข้อดีข้อนี้จึงยกมาอ้างแบบเหมารวมไม่ได้
📏
ข้อที่เอาไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเชื่อเรื่อง retest เลย — ก่อนกดออเดอร์ ให้เทียบ "ระยะ SL" กับ "สเปรดตอนนั้น" ถ้า SL แคบกว่าสเปรดไม่ถึง 3 เท่า ไม้นั้นมีต้นทุนเกิน 33% ของความเสี่ยงตั้งแต่วินาทีแรก ในงานวัดนี้การตัดไม้กลุ่มนั้นทิ้งช่วยผลเฉลี่ยได้ 0.41R ต่อไม้ ซึ่งมากกว่าผลของ retest ทั้งหมดรวมกัน

แล้วสรุปควรรอ Retest ไหม — ข้อสรุปที่ตัวเลขรองรับได้จริง

1

รอ ดีกว่าไม่รอ

บนชุดไม้เดียวกัน การรอ retest ดีกว่าการเข้าทันที 6.7 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็นบวกทั้งสี่สินทรัพย์ ถ้าต้องเลือกระหว่างสองแบบนี้ ตัวเลขเลือกข้าง retest ชัดเจน

2

แต่ไม่ใช่ความได้เปรียบ

เทียบกับอัตราพื้นฐานของสินทรัพย์เอง retest เหลือ −0.3 จุด การรอจึงเป็นการหยุดเสียเปรียบ ไม่ใช่การได้เปรียบ ใครที่บอกว่านี่คือ edge กำลังข้ามตัวเทียบไป

3

SL คือสิ่งที่ตัดสินจริง

ทั้งสองวิธีติดลบเมื่อวาง SL หลังแนว และ การกรองไม้ที่ SL แคบเกินไปให้ผลมากกว่าตัว retest เอง — ที่ควรลงแรงคือตรงนี้ ไม่ใช่การหาจังหวะเข้าที่สวยขึ้น

ตัวอย่างกราฟจริงที่ราคาเบรกแนวแล้วย้อนกลับมาทดสอบแนวเดิมก่อนไปต่อ
กรอบราคาที่ถูกทะลุขึ้นไป แล้วย่อกลับมาแตะขอบบนของกรอบสองครั้งก่อนไปต่อ — ตัวอย่างที่สวยแบบนี้มีจริง แต่จากการเบรก 5,372 ครั้ง มีเพียง 40.1% ที่จบแบบนี้ ส่วนอีก 40.7% หน้าตาเหมือนกันตอนเริ่ม ก่อนจะทะลุกลับ

ถ้าจะเอาไปใช้ ข้อที่ตัวเลขรองรับมีสี่ข้อ และไม่มีข้อไหนเป็นสูตรลัด

  1. เลิกกลัวว่าจะไม่ได้เข้า — 80.8% ของการเบรกย้อนกลับมาให้โอกาสอยู่แล้ว การไล่ราคาตอนเบรกจึงเป็นการจ่ายแพงเพื่อซื้อสิ่งที่รอได้ 4 ใน 5 ครั้ง
  2. วัดระยะ SL เทียบสเปรดก่อนกดทุกครั้ง — ต่ำกว่า 3 เท่าคือไม่คุ้มเปิด นี่คือข้อที่ให้ผลมากที่สุดในงานทั้งหมด
  3. ถ้าเข้าไปแล้วราคาย้อนกลับมาหาแนวที่เพิ่งเบรก ให้ถือว่าเป็นข่าวร้าย — ไม้กลุ่มนั้นทำได้แค่ 44.4% ต่ำกว่าอัตราพื้นฐาน 7 จุด ไม่ใช่จังหวะเติมไม้
  4. อย่าตัดสินระบบด้วย win rate เดี่ยว ๆ — ต้องมีจุดคุ้มทุนของ R:R วางคู่เสมอ และต้องรู้อัตราพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นในช่วงนั้นด้วย

ถ้าอยากเห็นว่าการวางกติกาเข้า-ออกเป็นตัวเลขล้วนแล้วให้เครื่องเฝ้าตลาดหลายคู่พร้อมกันหน้าตาเป็นยังไง เราทำระบบสัญญาณที่เปิดสถิติย้อนหลังทุกไม้ไว้ที่ AlphaSignals — ดูได้ว่าตัวเลขที่ประกาศมาจากไม้จริงกี่ไม้ ไม่ใช่ภาพกราฟที่เลือกมาแล้ว


ข้อจำกัดของงานวัดครั้งนี้ — 6 ข้อที่ต้องรู้ก่อนเอาไปอ้างต่อ

  • นิยามเดียว — แนว 20 แท่ง รอ 12 แท่ง ถือ 24 แท่ง ถ้าเปลี่ยนตัวเลขชุดนี้ ผลจะเปลี่ยน งานนี้ไม่ได้ทดสอบทุกชุดที่เป็นไปได้ และไม่ได้เลือกชุดที่ให้ผลสวยที่สุดมาโชว์
  • ไทม์เฟรมเดียว — H1 เท่านั้น ที่ M5 หรือ D1 พฤติกรรมการย้อนมาทดสอบแนวต่างกันแน่นอน
  • แหล่งราคาเดียว — เป็นราคาอ้างอิง ไม่ใช่ราคาโบรกเกอร์จริง สเปรดที่ใช้เป็นค่าคงที่โดยประมาณ ของจริงกว้างขึ้นตอนข่าวและช่วงเปลี่ยนวัน
  • ตัดสินด้วย OHLC ไม่ใช่ tick — ถ้าแท่งเดียวโดนทั้ง TP และ SL งานนี้นับเป็น SL ทุกครั้ง ซึ่งเป็นสมมติฐานฝั่งอนุรักษ์นิยม ของจริงอาจดีกว่านี้เล็กน้อย
  • ไม่รวมสวอปและคอมมิชชั่น — ไม้ที่ถือข้ามคืนมีต้นทุนเพิ่มที่ยังไม่ได้คิดในตัวเลขชุดนี้
  • สองปีคือหน้าต่างสั้น — และเป็นสองปีที่ USD/JPY กับทองคำเป็นเทรนด์ขึ้นชัด ผลจึงผูกกับสภาพตลาดช่วงนี้ ไม่ใช่กฎถาวรของตลาด
สคริปต์ที่ใช้วัดทั้งสองรอบเขียนด้วย Node.js ล้วน ไม่มี dependency และดึงข้อมูลสดทุกครั้งที่รัน ใครที่อยากเปลี่ยนตัวเลขนิยามแล้วดูว่าผลขยับไปทางไหน ทำได้เลยโดยไม่ต้องเชื่อตัวเลขในหน้านี้ — เครื่องมือและสถิติย้อนหลังของเรา ใช้หลักการเดียวกันนี้ คือต้องมีตัวเทียบเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Retest

Retest กับ Pullback ต่างกันยังไง

Pullback คือการย่อตัวสวนเทรนด์ทั่วไป ส่วน retest คือ pullback ที่กลับมาหา "แนวที่เพิ่งถูกทะลุ" โดยเฉพาะ ทุก retest เป็น pullback แต่ pullback ส่วนใหญ่ไม่ใช่ retest เพราะไม่ได้ย้อนมาหาแนวที่มีความหมายอะไร

ต้องรอ retest กี่แท่ง ถ้าไม่มาให้ตัดใจตอนไหน

งานนี้ใช้ 12 แท่ง H1 (ประมาณครึ่งวัน) แล้วพบว่า 80.8% กลับมาภายในกรอบนั้น ถ้าเกินจากนี้แล้วยังไม่กลับมา ราคาได้เดินไปไกลจากแนวมากแล้ว การเข้าตามตอนนั้นคือการเข้าโดยไม่มี SL ที่มีเหตุผลรองรับ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับแผน retest

ทำไมตัวเลขในบทความนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่บอกว่าแม่น 70-80%

เพราะตัวเลขแบบนั้นมักนับจากภาพตัวอย่างที่เลือกมาแล้ว ไม่ได้นับทุกครั้งที่เงื่อนไขเกิด งานนี้นับ 5,372 ครั้งโดยไม่ข้ามครั้งไหนเลย และเปิดตัวเทียบให้ดูด้วย ซึ่งเป็นสองอย่างที่ทำให้ตัวเลขลงมาอยู่ระดับความจริง

ใช้กับทองคำได้ไหม

ได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ส่วนต่างสวยที่สุดตัวหนึ่ง (+7.6 จุดเทียบชุดเดียวกัน · +1.0 จุดเทียบอัตราพื้นฐาน) แต่ต้องระวังว่าทองคำเป็นตัวเดียวที่ SL ของไม้ retest กว้างกว่าไม้เบรก จึงเสี่ยงเป็นเงินต่อไม้มากกว่าที่คิด ถ้าคิดขนาดล็อตแบบเดิม

บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลราคาย้อนหลังเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผลการวัดในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรตัดสินใจด้วยตนเองและใช้เงินที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น · วัดข้อมูลเมื่อ 15 กันยายน 2026

ความคิดเห็น

Related stories