FTMO คืออะไร — กติกาจริงทั้ง 1-Step และ 2-Step และเลขคณิตที่ตัดสินว่าใครสอบผ่าน

TARGET +10% START DAILY LOSS −5% MAX LOSS −10% FTMO คืออะไร กติกาจริง และเลขคณิตของการสอบ โดย คนเล่น Forex MAX DAILY LOSS 3% / 5% 1-Step / 2-Step ของทุนตั้งต้น ZERO-EDGE PASS 33.3% โอกาสผ่าน 2 ด่าน เมื่อไม่มีเอดจ์ ฉบับคำนวณจริง
กองทุน · prop firm

FTMO คืออะไร — บัญชีจำลอง กติกา Drawdown และตัวเลขที่ควรคำนวณก่อนจ่ายค่าสอบ

FTMO คือบริษัท prop firm ที่ให้คนทั่วไปจ่ายค่าสมัครเพื่อเข้าสอบวัดฝีมือบน บัญชีจำลอง ถ้าทำกำไรถึงเป้าโดยไม่ชนเพดานขาดทุนที่กำหนด จะได้ถือ "FTMO Account" แล้วรับส่วนแบ่งจากกำไรที่ทำได้บนบัญชีนั้น — สูงสุด 90% ตามที่บริษัทประกาศไว้เอง

หน้านี้ไม่ได้ชวนสมัครและไม่มีลิงก์สมัคร สิ่งที่ทำคือ หยิบกติกาที่ FTMO ประกาศไว้บนหน้าเว็บของเขาเอง มากางเป็นตัวเลข แล้วคำนวณให้เห็นว่ากติกาแต่ละข้อบีบวิธีเทรดอย่างไร เพราะจุดที่คนส่วนใหญ่พลาดไม่ใช่ "ไม่รู้ว่า FTMO คืออะไร" แต่คือ อ่านกติกาแล้วไม่ได้แปลงเป็นตัวเลขว่าตัวเองเสี่ยงต่อไม้ได้เท่าไร

3%
เพดานขาดทุนต่อวันของแบบ 1-Step — น้อยกว่าแบบ 2-Step ที่ให้ 5% ทั้งที่หลายคนเข้าใจว่า 1-Step ง่ายกว่า
5.0%
เพดานของ "วันที่กำไรดีที่สุด" ในแบบ 1-Step ถ้าทำกำไรรวม 10% โดยไม่มีวันขาดทุนเลย — วันเดียวจบ 10% จึงผ่านไม่ได้ทางคณิตศาสตร์
33.3%
โอกาสผ่านทั้งสองด่านของคนที่ไม่มีความได้เปรียบเลย ตามสูตรการเดินสุ่ม — การสอบผ่านจึงไม่ใช่หลักฐานว่ามีฝีมือ
ตัวเลขในหน้านี้มาจากไหน — กติกาทุกข้อคัดมาจากหน้า Trading Objectives และหน้า How it works ของ FTMO เอง (ตรวจเมื่อ 29 สิงหาคม 2026) ส่วนการคำนวณทั้งหมดทำต่อจากกติกาเหล่านั้น บริษัทแก้กติกาได้ตลอดเวลา ก่อนตัดสินใจใด ๆ ให้เปิดหน้าเงื่อนไขของผู้ให้บริการอ่านเองอีกรอบเสมอ อย่าเชื่อสรุปของใครรวมทั้งหน้านี้

FTMO คืออะไร และต่างจาก "กองทุน" อย่างไร

FTMO เป็นบริษัทเอกชน ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และไม่ได้รับฝากเงินจากนักลงทุนไปบริหาร ความแตกต่างข้อนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันเปลี่ยนคำตอบของคำถามว่า "เงินที่เราเทรดคือเงินใคร"

ภาพประกอบบทความ FTMO กับอาชีพเทรดเดอร์ในรูปแบบ prop firm
รูปแบบ prop firm ยุคใหม่ — สอบผ่านออนไลน์ แล้วรับส่วนแบ่งจากกำไรที่ทำได้บนบัญชีของบริษัท

โมเดลของ prop firm ยุคใหม่ทำงานเป็นสามขั้น

  1. จ่ายค่าสมัครเพื่อเข้าสอบ — เลือกขนาดบัญชีจำลองที่ต้องการ FTMO เปิดให้เลือก 5 ขนาดคือ $10,000 · $25,000 · $50,000 · $100,000 และ $200,000 โดยค่าสมัครแพงขึ้นตามขนาดบัญชี
  2. สอบให้ผ่านตามเป้าและเพดานที่กำหนด — ทำกำไรถึงเป้าโดยไม่ชนเพดานขาดทุนรายวันและเพดานขาดทุนรวม ซึ่งเป็นหัวใจของทั้งบทความนี้
  3. ได้ถือ FTMO Account แล้วรับส่วนแบ่งกำไร — บริษัทระบุว่าให้ส่วนแบ่ง "up to 90%" ของกำไรจำลอง และคืนค่าสมัครเต็มจำนวนพร้อมการถอนรางวัลครั้งแรก

ต่างจากการระดมทุนเทรดหรือฝากเทรดตรงที่ไม่มีใครเอาเงินมาให้เราดูแล และไม่มีคำสัญญาผลตอบแทนให้ใคร ความเสี่ยงทางกฎหมายจึงเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง


ข้อที่ต้องเข้าใจก่อนอย่างอื่น — บัญชีที่ได้เป็นบัญชีจำลอง

บนหน้าเว็บของ FTMO เองมีข้อความกำกับไว้ตรง ๆ ว่าบัญชีทุกบัญชีที่ให้ลูกค้าเป็น demo account ที่ใช้เงินสมมติ และการเทรดทั้งหมดอยู่ในสภาพแวดล้อมจำลองเท่านั้น ประโยคนี้ไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหน มันอยู่ในส่วนคำชี้แจงของหน้าหลัก

คุณไม่ได้กำลังเทรดเงิน $100,000 ของบริษัท — คุณกำลังเทรดบัญชีจำลองขนาด $100,000 และสิ่งที่ได้รับคือ "รางวัล" ที่คำนวณจากกำไรจำลองนั้น ตัวเลขบัญชีจึงเป็นหน่วยวัดผลงาน ไม่ใช่ทุนที่มีอยู่จริงในมือคุณ

ผลที่ตามมามีสามข้อ และทั้งสามข้อเป็นเรื่องที่ควรรู้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ

  • คุณไม่มีทางติดลบเกินค่าสมัคร — ขาดทุนสูงสุดที่เกิดกับคุณได้คือค่าสอบที่จ่ายไปแล้ว ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม
  • ผลการเทรดของคุณไม่ได้ไปกระทบตลาดจริง — และแปลว่าสภาพคล่องกับการจับคู่คำสั่งที่คุณเห็น เป็นของผู้ให้บริการฟีดราคา ไม่ใช่ของตลาดจริงเสมอไป
  • "เงินรางวัล" มาจากกระแสเงินสดของบริษัท — ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากค่าสมัครของคนที่สอบไม่ผ่าน ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่จ่าย แต่แปลว่าความยั่งยืนของโมเดลผูกอยู่กับสัดส่วนคนสอบตก ไม่ใช่กับผลงานเทรดของบริษัท

กติกาของ FTMO มีอะไรบ้าง — 1-Step กับ 2-Step ต่างกันตรงไหน

ปัจจุบัน FTMO เปิดให้เลือกสองเส้นทาง ตารางนี้เทียบกติกาหลักแบบต่อข้อ

เงื่อนไข2-Step (Challenge → Verification)1-Step
เป้ากำไรด่าน 1: 10% · ด่าน 2: 5% ของทุนตั้งต้น10% ของทุนตั้งต้น (ด่านเดียว)
เพดานขาดทุนต่อวัน5% ของทุนตั้งต้น3% ของทุนตั้งต้น
เพดานขาดทุนรวม10% แบบ คงที่ (วัดจากทุนตั้งต้นเสมอ)10% แบบ ไล่ตาม (คิดใหม่ทุกสิ้นวัน)
จำนวนวันเทรดขั้นต่ำอย่างน้อย 4 วันเทรด ทั้งสองด่านไม่ได้ระบุไว้ในหน้าเงื่อนไข
กติกาวันที่ดีที่สุดไม่มีมี — กำไรของวันที่ดีที่สุดต้องไม่เกิน 50% ของกำไรรวมจากวันที่เป็นบวก
ฐานที่ใช้วัด drawdownทั้งคู่ใช้ equity = balance + กำไรขาดทุนของออร์เดอร์ที่ยังเปิดอยู่ ± swap − commission
เวลาที่รีเซ็ตเพดานรายวันทั้งคู่คิดใหม่ทุกวันเวลา 00:00 CET
⚠️
"1-Step" ไม่ได้แปลว่า "ง่ายกว่า" — มันแปลว่า ด่านน้อยกว่า เท่านั้น แลกมาด้วยเพดานรายวันที่แคบลงจาก 5% เหลือ 3% เพดานรวมที่ไล่ตามยอดสูงสุด และกติกาวันที่ดีที่สุดที่แบบ 2-Step ไม่มี · สามหัวข้อถัดไปจะคำนวณให้เห็นว่าแต่ละข้อกินพื้นที่ไปเท่าไร

เพดานขาดทุนรายวัน แปลว่าเสี่ยงต่อไม้ได้เท่าไร

นี่คือการแปลงกติกาเป็นตัวเลขที่ใช้ได้จริงที่สุด สมมติว่าคุณเสี่ยงเท่ากันทุกไม้ (ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่คำนวณล่วงหน้าได้) คำถามคือ แพ้ติดกันได้กี่ไม้ก่อนที่วันนั้นจะจบ

เสี่ยงต่อไม้2-Step: แพ้ติดกันได้ไม้ที่ทำให้ชนเพดาน 5%1-Step: แพ้ติดกันได้ไม้ที่ทำให้ชนเพดาน 3%
0.25%19 ไม้ (−4.75%)ไม้ที่ 20 → −5.00%11 ไม้ (−2.75%)ไม้ที่ 12 → −3.00%
0.5%9 ไม้ (−4.50%)ไม้ที่ 10 → −5.00%5 ไม้ (−2.50%)ไม้ที่ 6 → −3.00%
1%4 ไม้ (−4.00%)ไม้ที่ 5 → −5.00%2 ไม้ (−2.00%)ไม้ที่ 3 → −3.00%
1.5%3 ไม้ (−4.50%)ไม้ที่ 4 → −6.00%1 ไม้ (−1.50%)ไม้ที่ 2 → −3.00%
2%2 ไม้ (−4.00%)ไม้ที่ 3 → −6.00%1 ไม้ (−2.00%)ไม้ที่ 2 → −4.00%
3%1 ไม้ (−3.00%)ไม้ที่ 2 → −6.00%0 ไม้ไม้แรก → −3.00%

แถวล่างสุดคือแถวที่ควรจ้องนานที่สุด — ในแบบ 1-Step การเสี่ยง 3% ต่อไม้แปลว่าไม้แรกที่แพ้จบวันทันที ไม่ใช่เพราะเทรดไม่เก่ง แต่เพราะขนาดไม้ชนกติกาพอดีตั้งแต่ยังไม่เริ่ม · และที่ 2% ในแบบ 1-Step คุณมีสิทธิ์แพ้ได้วันละไม้เดียวเท่านั้น

กติกาข้อนี้ไม่ได้ทดสอบว่าคุณอ่านกราฟเก่งแค่ไหน — มันทดสอบว่าคุณเลือกขนาดไม้ให้สอดคล้องกับเพดานหรือเปล่า ซึ่งเป็นคนละทักษะกัน และเป็นทักษะที่คำนวณล่วงหน้าได้ทั้งหมด

ถ้ายังไม่เคยแปลง "เสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์" เป็น "กี่ล็อต" ให้อ่านวิธีคำนวณขนาดล็อตก่อน เพราะทุกอย่างในหน้านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคุณคุมขนาดไม้ได้จริง และหลักการเบื้องหลังอยู่ในMoney Management 4 ข้อ


Drawdown วัดที่ equity ไม่ใช่ balance — สต็อป 20 pip แต่เพดานอยู่ที่ 30 pip

นิยามที่ FTMO ใช้คือ equity = balance + กำไรขาดทุนของออร์เดอร์ที่เปิดอยู่ ± swap − commission คำว่า "ออร์เดอร์ที่เปิดอยู่" คือหัวใจ — ขาดทุนลอยตัวนับด้วย ระบบไม่ได้รอให้ออร์เดอร์ปิดก่อนแล้วค่อยคิด

แปลว่าเพดานของคุณไม่ได้อยู่ที่จุดตัดขาดทุน แต่อยู่ที่ ไส้เทียนที่ลึกที่สุดระหว่างที่ออร์เดอร์ยังเปิดอยู่ ลองแทนค่าจริง

รายการค่าที่มา
ขนาดบัญชีจำลอง$100,000สมมติ
ขนาดไม้ EURUSD10 ล็อต = $100 ต่อ pip1 ล็อตมาตรฐาน = $10 ต่อ pip
ระยะสต็อป20 pip → ขาดทุน $2,00020 × $100
ความเสี่ยงที่ตั้งใจ2.00% ของบัญชี$2,000 ÷ $100,000
เพดานรายวันแบบ 1-Step (3%)$3,000 = 30 pip$3,000 ÷ $100
ส่วนเผื่อเหนือสต็อป10 pip30 − 20
หักคอมมิชชั่น $6 ต่อล็อต ไป-กลับ$60 → เหลือ 29.40 pip($3,000 − $60) ÷ $100
ส่วนเผื่อจริงหลังหักคอม9.40 pip29.40 − 20
สต็อปคือ 20 pip แต่เส้นที่ทำให้ตกรอบอยู่ที่ 29.4 pip ระบบวัดที่ equity ตลอดเวลา ไส้เทียนที่ลงไปลึกกว่าสต็อปจึงนับด้วย ราคาเข้า 0 pip จุดตัดขาดทุนของคุณ −20 pip (−$2,000) เพดานรายวัน 1-Step −29.4 pip (−$2,940 หลังหักคอม) โซนนี้ = ตกรอบทันที แม้ออร์เดอร์ยังไม่ปิด ไส้เทียนแตะเส้นแดง → จบวันทันที ราคาเด้งกลับขึ้นไปทำกำไรได้จริงในภาพนี้ — แต่บัญชีถูกตัดสินไปแล้วตอนไส้เทียนลงลึกที่สุด
ระบบตัดสินที่จุดต่ำสุดของ equity ไม่ใช่ที่ราคาปิดของออร์เดอร์ — ไส้เทียนเกินสต็อปแค่ 9.4 pip ก็จบวันได้

ในแบบ 2-Step เพดาน 5% ให้พื้นที่ 50 pip กับไม้เดียวกัน คือเผื่อเหนือสต็อปได้ 29.4 pip หลังหักคอม — มากกว่าแบบ 1-Step ราว 3 เท่า ทั้งที่ขนาดไม้เท่ากันเป๊ะ

⚠️
สามอย่างที่กินส่วนเผื่อนี้โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด — (ก) สเปรดที่ถ่างตอนข่าว ซึ่งเข้าไปในกำไรขาดทุนลอยตัวทันทีที่ถ่าง (ข) ราคากระโดดข้ามช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ ที่ไม่มีจังหวะให้สต็อปทำงานตามระยะที่ตั้งไว้ (ค) ออร์เดอร์หลายไม้พร้อมกัน ที่ไส้เทียนลงลึกพร้อมกันทั้งชุด เพราะเป็นคู่เงินที่วิ่งตามกัน · ทั้งสามข้อคือเหตุผลที่คนวางแผนถูกทุกอย่างแล้วยังตกรอบ

Best Day Rule — กติกาที่ทำให้ "วันเดียวจบ" ผ่านไม่ได้ทางคณิตศาสตร์

เฉพาะแบบ 1-Step มีกติกาที่ FTMO เรียกว่า Best Day Rule คือ กำไรของวันที่ดีที่สุด ต้องไม่เกิน 50% ของกำไรรวมจากวันที่เป็นบวกทั้งหมด

ลองเขียนเป็นสมการ ถ้ากำไรรวมจากวันบวกคือ P และวันที่ดีที่สุดคือ B เงื่อนไขคือ B ≤ 0.5P ซึ่งจัดรูปได้เป็น B ≤ P − B แปลเป็นภาษาคนคือ วันที่ดีที่สุดต้องไม่มากกว่าวันบวกอื่น ๆ รวมกัน — ดังนั้นต้องมีวันบวกอย่างน้อย 2 วันเสมอ

รูปแบบการทำกำไรถึงเป้า 10%กำไรรวมวันบวกวันที่ดีที่สุดคิดเป็นผลตามกติกา
วันเดียว +10%10%10%100%ไม่ผ่าน
สามวัน +7% / +2% / +1%10%7%70%ไม่ผ่าน
สองวัน +6% / +4%10%6%60%ไม่ผ่าน
สองวัน +5% / +5%10%5%50%ผ่าน (พอดีเส้น)
สามวัน +4% / +3% / +3%10%4%40%ผ่าน

สรุปเป็นสูตรได้ว่า เพดานของวันที่ดีที่สุด = ครึ่งหนึ่งของกำไรวันบวกที่ต้องทำรวม และเนื่องจากวันที่ขาดทุนไปหักออกจากยอดสะสม กำไรวันบวกจึงต้องมากขึ้นตามไปด้วย

เป้าที่ต้องถึงวันขาดทุนรวมระหว่างทางกำไรวันบวกต้องรวมวันที่ดีที่สุดไม่เกิน
+10%0%10%5.00%
+10%−2%12%6.00%
+10%−4%14%7.00%
ผลข้างเคียงที่น่าสนใจของกติกานี้ — มันทำให้ "วันที่ขาดทุน" ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เพราะวันลบไปเพิ่มยอดกำไรวันบวกที่ต้องทำ ซึ่งแปลว่าผ่อนเพดานของวันที่ดีที่สุดให้กว้างขึ้น · แต่อย่าเอาไปคิดกลับด้านว่า "ตั้งใจขาดทุนเพื่อขยายเพดาน" เพราะวันลบก็กินระยะห่างจากเพดาน 10% ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่แพงกว่ามาก

เพดานคงที่ กับ เพดานไล่ตาม — ทำไม 1-Step ถึงแคบกว่าที่เห็น

ทั้งสองแบบเขียนว่า "10%" เหมือนกัน แต่วัดจากคนละจุด

  • 2-Step ใช้เพดานคงที่ — เส้นตายอยู่ที่ 90% ของทุนตั้งต้นตลอดการสอบ ไม่ว่าคุณจะเคยขึ้นไปสูงแค่ไหน
  • 1-Step ใช้เพดานไล่ตาม — คิดใหม่ทุกสิ้นวันโดยอิงยอด equity ปิดวันที่ดีที่สุด แปลว่ากำไรที่ทำได้จะดันเส้นตายขึ้นตามไปด้วย
ระยะจากยอดสูงสุด ถึงเส้นตาย ยิ่งทำกำไรได้มาก เพดานคงที่ยิ่งให้พื้นที่มากขึ้น ส่วนเพดานไล่ตามให้เท่าเดิมเสมอ 20%15%10%5% ยอดสูงสุด +0%+3%+5%+8%+9.9% 10.0%13.0%15.0%18.0%19.9% 10.010.010.010.0 เพดานคงที่ (2-Step) เพดานไล่ตาม (1-Step)
แท่งน้ำเงินคือพื้นที่ที่เหลือให้ย่อตัวลงจากยอดสูงสุด — เพดานไล่ตามให้ 10% เท่าเดิมเสมอ ไม่ว่าคุณจะขึ้นไปได้เท่าไร
แปลเป็นพฤติกรรมบนจอ — แบบ 2-Step ยอมให้คุณ "คืนกำไร" ได้ แบบ 1-Step ไม่ยอม คนที่วิ่งขึ้นไป +8% แล้วเจอช่วงย่อ ในแบบ 2-Step ยังมีพื้นที่ 18% ให้ตั้งหลัก แต่ในแบบ 1-Step มีแค่ 10% เท่าเดิม

ถ้าคุณใช้ trailing stop อยู่แล้วจะคุ้นกับกลไกนี้ทันที — เพดานไล่ตามก็คือ trailing stop ที่บริษัทตั้งไว้บนพอร์ตของคุณทั้งพอร์ต ระยะ 10% และขยับทุกสิ้นวัน


โอกาสสอบผ่านของคนที่ไม่มีความได้เปรียบเลย

ข้อนี้ตอบได้ด้วยเลขคณิตล้วน ไม่ต้องจำลอง สำหรับการเดินสุ่มที่ไม่มีความได้เปรียบทั้งสองฝั่ง โอกาสที่จะไปแตะ +T ก่อนแตะ −L คือ

P = L ÷ (T + L) — โอกาสถึงเป้าก่อนชนเพดาน ขึ้นกับอัตราส่วนของสองระยะ ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับฝีมือเลย เมื่อไม่มีความได้เปรียบ
ด่านเป้า Tเพดาน Lโอกาสผ่านเมื่อไม่มีเอดจ์
2-Step ด่าน 1 (Challenge)10%10%50.0%
2-Step ด่าน 2 (Verification)5%10%66.7%
2-Step รวมทั้งสองด่าน50.0% × 66.7%33.3%
1-Step (คิดเฉพาะเพดานรวม)10%10%50.0%

ผลที่ได้บอกสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือ ด่าน Verification ง่ายกว่าด่านแรกอย่างมีนัย เพราะเป้าเหลือครึ่งเดียวแต่เพดานเท่าเดิม อย่างที่สองคือข้อที่แรงกว่า

⚠️
การสอบผ่านไม่ใช่หลักฐานว่ามีความได้เปรียบ — ถ้าคนที่ไม่มีเอดจ์เลยยังผ่านได้ราว 1 ใน 3 แปลว่าในกลุ่มคนที่ผ่านการสอบทั้งหมด มีสัดส่วนไม่น้อยที่ผ่านเพราะลำดับผลการเทรดบังเอิญเรียงถูกทาง · คนกลุ่มนี้จะไปเจอความจริงตอนถือบัญชีที่จ่ายรางวัลจริง ไม่ใช่ตอนสอบ · หน้าเลขคณิตของกฎ Drawdownจำลองเรื่องนี้ไว้ 200,000 รอบและได้ข้อสรุปเดียวกันจากอีกทาง
ข้อจำกัดของตัวเลขในตารางนี้ ซึ่งสำคัญพอ ๆ กับตัวเลขเอง — สูตรนี้คิดเฉพาะเพดานรวม เท่านั้น ยังไม่ได้คิดเพดานรายวัน จำนวนวันขั้นต่ำ Best Day Rule เพดานไล่ตาม สเปรด คอมมิชชั่น และสวอป · ทุกข้อที่ยังไม่ได้คิดล้วนลดโอกาสผ่านทั้งสิ้น ตัวเลข 33.3% จึงเป็นขอบบน ไม่ใช่ค่าที่คาดว่าจะเกิดจริง · และห้ามอ่านมันว่า "โอกาสผ่านของฉันคือ 33.3%" เพราะคุณไม่ใช่การเดินสุ่ม — สิ่งที่ใช้ได้คือการเปรียบเทียบระหว่างแถว เพราะทุกแถวตั้งอยู่บนสมมติฐานชุดเดียวกัน

ค่าสอบที่จ่ายจริง เมื่อคิดว่าอาจต้องสอบหลายรอบ

FTMO ระบุว่าคืนค่าสมัครเต็มจำนวน "พร้อมการถอนรางวัลครั้งแรก" — เงื่อนไขนี้อ่านผ่านแล้วเหมือนว่าค่าสอบเป็นศูนย์ แต่มันคืน ครั้งเดียว ในขณะที่ค่าสอบจ่าย ทุกครั้งที่สอบ

ถ้าโอกาสผ่านต่อรอบคือ p จำนวนรอบเฉลี่ยจนกว่าจะผ่านคือ 1 ÷ p และค่าสอบสุทธิที่จ่ายไป (นับเป็นเท่าของค่าสอบหนึ่งครั้ง) คือ 1÷p − 1

โอกาสผ่านต่อรอบรอบเฉลี่ยจนผ่านค่าสอบที่จ่ายรวมได้คืนจ่ายสุทธิ
10%10.00 รอบ10.00 เท่า1 เท่า9.00 เท่า
20%5.00 รอบ5.00 เท่า1 เท่า4.00 เท่า
30%3.33 รอบ3.33 เท่า1 เท่า2.33 เท่า
50%2.00 รอบ2.00 เท่า1 เท่า1.00 เท่า
90%1.11 รอบ1.11 เท่า1 เท่า0.11 เท่า

ตารางนี้ยังใจดีเกินจริง ด้วยซ้ำ เพราะสมมติว่าผ่านแล้วได้ถอนรางวัลแน่นอน ความจริงคือหลังผ่านยังต้องทำกำไรบนบัญชีนั้นให้ได้ก่อนจึงจะมีรางวัลให้ถอน ถ้าโอกาสไปถึงจุดนั้นคือ r ค่าสอบสุทธิจะเป็น 1÷p − r เช่นที่ p = 30% และ r = 50% ค่าสอบสุทธิคือ 2.83 เท่า ไม่ใช่ 2.33 เท่า

วิธีใช้ตารางนี้ให้ถูก — อย่าเดา p ของตัวเองจากความรู้สึก ให้เอาสถิติจากสมุดบันทึกการเทรดของตัวเองมาประเมิน ถ้ายังไม่มีสถิติ แปลว่ายังไม่มีข้อมูลพอจะประเมิน p ได้เลย ซึ่งเป็นคำตอบที่มีประโยชน์กว่าการเดาตัวเลขสวย ๆ ขึ้นมาหนึ่งตัว

FTMO เหมาะกับใคร และคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อน

สิ่งที่ prop firm ให้จริง ๆ ไม่ใช่ "ทุน" แต่คือ การขยายผลของระบบที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีระบบที่วัดผลได้ มันจะไม่ให้อะไรเลยนอกจากใบเสร็จ

1

มีสถิติของตัวเองแล้วกี่ไม้

คุณเทรดระบบนี้มาแล้วกี่ไม้ และรู้อัตราชนะกับ R:R ของมันหรือยัง ถ้าตอบไม่ได้ การจ่ายค่าสอบคือการซื้อข้อมูลด้วยราคาที่แพงกว่าการเก็บสถิติเองบนบัญชีทดลอง

2

ขนาดไม้ของคุณอยู่แถวไหนในตารางเพดานรายวัน

เปิดตารางเสี่ยงต่อไม้ข้างบนแล้วหาแถวของตัวเอง ถ้าอยู่แถว 2-3% ในแบบ 1-Step แปลว่ากติกาจะตัดสินคุณก่อนที่ฝีมือจะได้แสดงออก

3

ระบบของคุณทำกำไรกระจายหรือกระจุก

Best Day Rule ลงโทษระบบที่กำไรมาจากไม้ใหญ่ไม้เดียว ถ้าสถิติของคุณบอกว่ากำไรทั้งเดือนมาจาก 1-2 ไม้ แบบ 1-Step ไม่เหมาะกับคุณตั้งแต่ต้น

4

คุณต้องถือผ่านข่าวหรือเปล่า

เพราะ drawdown วัดที่ equity สเปรดที่ถ่างระหว่างข่าวจึงนับเข้าเพดานทันที ระบบที่ต้องถือผ่านข่าวจะกินส่วนเผื่อไปโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

5

ถ้าสอบตกสามรอบติด คุณจะสรุปว่าอะไร

ตอบข้อนี้ก่อนจ่ายเงินรอบแรก เพราะถ้าไม่มีเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า คนส่วนใหญ่จะสรุปว่า "เกือบแล้ว" แล้วจ่ายรอบที่สี่ ซึ่งเป็นจุดที่ค่าสอบสุทธิเริ่มโตเร็วกว่ารางวัลที่คาดหวัง

ถ้าอยากดูว่าชุดสัญญาณที่เปิดสถิติย้อนหลังให้ตรวจได้หน้าตาเป็นอย่างไร ก่อนจะไปสร้างระบบของตัวเอง ลองดูตัวอย่างที่ AlphaSigs — จุดที่ควรดูคือวิธีที่เขานับผลลัพธ์ ไม่ใช่ตัวเลขสรุปหน้าแรก


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FTMO

คำถามคำตอบสั้น
FTMO ให้เงินจริงมาเทรดไหมไม่ — บัญชีที่ให้เป็นบัญชีจำลองตามที่บริษัทระบุไว้เอง ส่วนแบ่งที่ได้รับเป็น "รางวัล" ที่คำนวณจากผลบนบัญชีจำลองนั้น
สอบตกแล้วเสียเงินเท่าไรเสียเท่าค่าสมัครที่จ่ายไป ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม เพราะไม่ได้มีเงินจริงเสียหาย
เพดาน 10% วัดจากอะไร2-Step วัดจากทุนตั้งต้นตายตัว · 1-Step วัดจากยอด equity ปิดวันที่ดีที่สุด แล้วคิดใหม่ทุกสิ้นวัน
ขาดทุนลอยตัวนับเข้าเพดานไหมนับ — นิยาม equity ของบริษัทรวมกำไรขาดทุนของออร์เดอร์ที่เปิดอยู่ บวกสวอป ลบคอมมิชชั่น
เพดานรายวันรีเซ็ตกี่โมง00:00 CET ซึ่งตรงกับ 06:00 น. เวลาไทยในช่วงฤดูหนาว และ 05:00 น. ในช่วง DST ของยุโรป — ตรวจกับปฏิทินของปีนั้นก่อนวางแผน
ต้องเทรดขั้นต่ำกี่วันแบบ 2-Step กำหนดอย่างน้อย 4 วันเทรดในแต่ละด่าน ส่วนแบบ 1-Step ไม่ได้ระบุไว้ในหน้าเงื่อนไข
FTMO กับ MFF ต่างกันอย่างไรเป็นคนละบริษัทที่ใช้โมเดลเดียวกันแต่ตั้งพารามิเตอร์คนละชุด — เทียบไว้ในหน้า FTMO & MFF เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สรุปให้สั้นที่สุด

  • FTMO คือการซื้อสิทธิ์เข้าสอบบนบัญชีจำลอง ไม่ใช่การได้รับทุน — สิ่งที่จ่ายคือค่าสอบ สิ่งที่ได้คือโอกาสรับส่วนแบ่งจากผลงานจำลอง
  • กติกาที่ตัดสินคุณเร็วที่สุดคือ เพดานรายวัน และมันแปลงเป็นตัวเลขได้ทันที: เสี่ยง 1% ต่อไม้ แพ้ติดกันได้ 4 ไม้ในแบบ 2-Step และ 2 ไม้ในแบบ 1-Step
  • เพราะวัดที่ equity ระยะสต็อปของคุณไม่ใช่ขีดจำกัดจริง — ตัวอย่างในหน้านี้เหลือส่วนเผื่อเหนือสต็อปแค่ 9.4 pip หลังหักคอมมิชชั่น
  • แบบ 1-Step มีด่านเดียวก็จริง แต่แคบกว่าทุกแกน: เพดานวัน 3% เพดานรวมแบบไล่ตาม และ Best Day Rule ที่ทำให้วันเดียวจบ 10% ผ่านไม่ได้
  • คนที่ไม่มีความได้เปรียบเลยยังผ่าน 2 ด่านได้ราว 33.3% ตามเลขคณิตล้วน ⇒ ใบผ่านการสอบไม่ใช่หลักฐานว่าระบบใช้ได้ สิ่งที่เป็นหลักฐานคือสถิติของคุณเองที่ยาวพอ

ถ้าอยากอ่านต่อว่าทำไมระบบที่มีความได้เปรียบจริงก็ยังสอบตกได้ ให้ไปที่ สอบ prop firm ไม่ผ่านเพราะอะไร — เลขคณิตของกฎ Drawdown ซึ่งจำลองไว้ 200,000 รอบ และแยกให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ตายที่กฎรายวันก่อนกฎรวมเสมอ · และถ้าอยากเทียบเครื่องมือวัดผลสัญญาณกับของตัวเอง ดูได้ที่ AlphaSigs

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ใช่การชักชวนให้สมัครบริการใด ๆ · กติกาที่อ้างถึงคัดมาจากหน้าเงื่อนไขของ FTMO เมื่อ 29 สิงหาคม 2026 และผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ให้ตรวจกับต้นทางก่อนตัดสินใจเสมอ · ตัวเลขคำนวณทุกชุดในหน้านี้เป็นการแทนค่าตามสมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละตาราง ไม่ใช่การรับประกันผลใด ๆ · การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน

ความคิดเห็น

Related stories