Bullish / Bearish Divergence คืออะไร — Regular กับ Hidden ต่างกันตรงไหน

PRICE HH RSI LH Divergence คืออะไร Regular กับ Hidden ต่างกันตรงไหน โดย คนเล่น Forex REGULAR ราคาทำจุดใหม่ อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม HIDDEN สลับข้างกัน อินดิเคเตอร์ทำจุดใหม่แทน ครบ 4 รูปแบบ
Indicators · คู่มืออ้างอิง

Divergence 4 รูปแบบ: Regular กับ Hidden × Bullish กับ Bearish — จำจากกฎข้อเดียว ไม่ต้องท่องตาราง

Bullish Divergence คือภาวะที่ "จุดต่ำใหม่" เกิดขึ้นข้างเดียว — ฝั่งหนึ่งทำจุดต่ำที่ต่ำลงกว่าเดิม อีกฝั่งกลับไม่ทำตาม และ Bearish Divergence คือกรณีกลับกัน คือมี "จุดสูงใหม่" ข้างเดียว ส่วนคำว่า Regular กับ Hidden ไม่ได้บอกทิศทาง แต่บอกว่าใครเป็นคนทำจุดใหม่นั้น — ถ้าราคาทำคือ Regular ถ้าอินดิเคเตอร์ทำคือ Hidden เมื่อรวมสองแกนนี้เข้าด้วยกันจึงได้ทั้งหมด 4 รูปแบบพอดี ไม่มีรูปแบบที่ 5

หน้านี้เป็นหน้าอ้างอิง 4 รูปแบบโดยเฉพาะ — มีทั้งกฎ HH / HL / LH / LL ครบทุกช่อง ภาพกราฟจริงทั้งสี่รูปแบบ วิธีจำที่ใช้คำถามแค่ 2 ข้อแทนการท่อง และตัวเลขที่ต้องผ่านก่อนจะเอาสัญญาณนี้ไปเข้าออเดอร์จริง

4
รูปแบบทั้งหมด = 2 ประเภท × 2 ทิศทาง ไม่มีมากกว่านี้
2
คำถามที่ใช้แยกรูปแบบได้ครบทุกกรณี โดยไม่ต้องจำตาราง
33.3%
อัตราชนะที่ต้องทำให้ได้แค่จะ "เสมอตัว" ที่ RR 1:2 — เลขนี้ต้องอยู่ข้างทุก % ที่ใครก็ตามอ้าง

Divergence คืออะไร — และทำไมถึงมี 4 รูปแบบ ไม่ใช่รูปแบบเดียว

Divergence คือความขัดแย้งระหว่างราคากับอินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัม (RSI, Stochastic, MACD และอื่น ๆ ที่คำนวณจากส่วนต่างของราคา) โดยดูเฉพาะที่ "ยอด" กับ "ก้น" ของทั้งสองเส้น ไม่ได้ดูทั้งกราฟ

ที่มันแตกเป็น 4 รูปแบบ เพราะมีสองคำถามที่ตอบแยกกันได้ คำถามแรกคือ "จุดใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นจุดต่ำหรือจุดสูง" ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า Bullish หรือ Bearish และคำถามที่สองคือ "ใครเป็นคนทำจุดใหม่นั้น — ราคาหรืออินดิเคเตอร์" ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า Regular หรือ Hidden สองคำถามตอบได้อย่างละ 2 แบบ จึงได้ 2 × 2 = 4 พอดี

ตัวอย่าง Divergence บนกราฟจริง ราคาทำ Lower Low แต่ Stochastic ทำ Higher Low
ตัวอย่างคลาสสิก: ราคาลงทำก้นที่ต่ำกว่าเดิม (Lower Low) แต่ Stochastic ด้านล่างกลับทำก้นที่สูงขึ้น (Higher Low) — ราคาทำจุดต่ำใหม่ข้างเดียว นี่คือ Regular Bullish Divergence
หน้านี้ตอบเรื่อง "รูปแบบทั้ง 4" โดยเฉพาะ — ถ้ายังไม่แน่ใจว่า Divergence คืออะไรตั้งแต่ต้น และต่างจาก Convergence ยังไง อ่าน Divergence คืออะไร แยก Convergence ให้ออก · ถ้าอยากได้วิธีคัดกรองสัญญาณก่อนเข้าออเดอร์ อ่าน เทรด Divergence ยังไงให้ไม่โดนหลอก · ถ้าจะดูจาก Stochastic โดยเฉพาะ อ่าน Stochastic Divergence คืออะไร สามหน้านั้นคุมคนละคำถามกับหน้านี้

Regular กับ Hidden ต่างกันตรงไหน — ต่างกันที่ "ใครทำจุดใหม่"

นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด และคำอธิบายที่เจอบ่อยอย่าง "Regular คือกลับตัว Hidden คือไปต่อ" นั้นบอกผลลัพธ์ แต่ไม่ได้บอกวิธีดู — พอเปิดกราฟจริงก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดี

วิธีดูที่ใช้ได้ทุกครั้งคือ ลากเส้นเชื่อมยอด (หรือก้น) สองจุดบนราคา แล้วลากเส้นเชื่อมยอด (หรือก้น) สองจุดบนอินดิเคเตอร์ที่ตรงกัน แล้วถามว่า เส้นไหนไปไกลกว่าเดิม ฝั่งที่ทำจุดใหม่ได้สำเร็จ คือฝั่งที่เป็นตัวตั้งชื่อประเภท

ภาพเดียวกันเป๊ะ ต่างกันแค่ "ฝั่งไหนทำจุดต่ำใหม่ได้สำเร็จ" REGULAR BULLISH — ราคาทำจุดต่ำใหม่ ราคา Lower Low RSI Higher Low ราคาลงลึกกว่าเดิม · RSI ไม่ลงตาม ⇒ Regular HIDDEN BULLISH — อินดิเคเตอร์ทำจุดต่ำใหม่ ราคา Higher Low RSI Lower Low ราคาไม่ลงตาม · RSI ลงลึกกว่าเดิม ⇒ Hidden
ทั้งสองฝั่งเป็น Bullish เหมือนกัน เพราะจุดใหม่ที่เกิดเป็น "จุดต่ำ" เหมือนกัน — ต่างกันแค่ว่าใครเป็นคนทำ ราคา (ซ้าย = Regular) หรืออินดิเคเตอร์ (ขวา = Hidden)
Regular กับ Hidden ไม่ได้บอกว่าราคาจะขึ้นหรือลง มันบอกแค่ว่า ใครเป็นฝ่ายทำจุดใหม่ — ส่วน Bullish กับ Bearish ต่างหาก ที่บอกว่าจุดใหม่นั้นเป็นจุดต่ำหรือจุดสูง

ครบทั้ง 4 รูปแบบ พร้อมกฎ HH / HL / LH / LL

ตารางนี้คือทั้งหมดที่ต้องรู้ ตัวย่อสี่ตัวคือ HH = Higher High (ยอดสูงขึ้น) · LH = Lower High (ยอดต่ำลง) · HL = Higher Low (ก้นสูงขึ้น) · LL = Lower Low (ก้นต่ำลง)

รูปแบบราคาอินดิเคเตอร์มักเกิดในเทรนด์ตีความว่า
Regular BullishLL (ทำก้นใหม่)HLขาลงแรงขายอ่อนลง เฝ้าระวังกลับตัวขึ้น
Regular BearishHH (ทำยอดใหม่)LHขาขึ้นแรงซื้ออ่อนลง เฝ้าระวังกลับตัวลง
Hidden BullishHLLL (ทำก้นใหม่)ขาขึ้นเป็นการย่อในขาขึ้น เทรนด์เดิมยังไม่เสีย
Hidden BearishLHHH (ทำยอดใหม่)ขาลงเป็นการเด้งในขาลง เทรนด์เดิมยังไม่เสีย

สังเกตช่องที่เป็นตัวหนา — ในแต่ละแถวจะมีแค่ฝั่งเดียวที่ "ทำจุดใหม่" และฝั่งนั้นคือกุญแจของทั้งรูปแบบ ต่อจากนี้คือภาพกราฟจริงทั้งสี่รูปแบบ ให้เทียบกับตารางไปทีละแถว

1. Regular Bullish — ราคาทำ Lower Low ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Higher Low

Regular Bullish Divergence บนกราฟจริง ราคาทำ Lower Lows แต่ RSI ทำ Higher Low
ราคาไหลลงไปทำก้นที่ต่ำกว่าก้นเดิม แต่ RSI ด้านล่างกลับยกก้นขึ้น — แรงขายที่ผลักราคาลงรอบหลังนี้ "เบากว่า" รอบก่อน สัญญาณแบบนี้ให้เฝ้าระวังการกลับตัวขึ้น ไม่ใช่ให้เข้าซื้อทันที

2. Regular Bearish — ราคาทำ Higher High ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Lower High

Regular Bearish Divergence บนกราฟจริง ราคาทำ Higher High แต่ RSI ทำ Lower High
ราคายกยอดขึ้นไปสูงกว่ายอดเดิมได้จริง แต่ RSI ทำยอดต่ำลง — ราคาขึ้นต่อได้ด้วยแรงที่น้อยลงกว่าขาก่อนหน้า

3. Hidden Bullish — ราคาทำ Higher Low ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Lower Low

Hidden Bullish Divergence บนกราฟจริง ราคาทำ Higher Low แต่ RSI ทำ Lower Low
สลับข้างกับรูปแบบที่ 1 อย่างชัดเจน — คราวนี้ราคาไม่ยอมลงต่ำกว่าก้นเดิม (Higher Low) แต่ RSI ลงไปทำก้นที่ต่ำกว่า จึงถือว่าเป็นการย่อของขาขึ้น ไม่ใช่การกลับตัว

4. Hidden Bearish — ราคาทำ Lower High ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Higher High

Hidden Bearish Divergence บนกราฟจริง ราคาทำ Lower High แต่ RSI ทำ Higher High
ราคาเด้งขึ้นไปได้ไม่ถึงยอดเดิม (Lower High) แต่ RSI พุ่งขึ้นไปทำยอดใหม่ — โมเมนตัมที่ดูแรงนั้นดันราคาไปได้ไม่ไกลเท่ารอบก่อน

วิธีจำที่ไม่ต้องท่องตาราง — ถามแค่ 2 คำถาม

ตารางข้างบนมี 4 แถว × 4 ช่อง รวม 16 ช่องที่ต้องจำ ซึ่งไม่มีใครจำไหวตอนกราฟวิ่งจริง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่โครงสร้างของมัน จะเหลือแค่คำถาม 2 ข้อที่ตอบได้อย่างละ 2 แบบ และตอบครบเมื่อไรก็ได้ชื่อรูปแบบทันที

หาให้เจอก่อน: ฝั่งไหน “ทำจุดใหม่” ได้สำเร็จ — ราคา หรือ อินดิเคเตอร์ ? คำถาม 1 — จุดใหม่นั้นเป็นจุดอะไร จุดต่ำ (Low) = Bullish จุดสูง (High) = Bearish คำถาม 2 — ใครเป็นคนทำจุดใหม่นั้น ราคา = Regular อินดิเคเตอร์ = Hidden คำตอบ 2 ข้อประกอบกัน = ได้ชื่อเต็ม ครบ 4 ช่องพอดี (สีบอกทิศทาง · เส้นประคือ Hidden) Regular Bullish ราคาทำ LL Hidden Bullish อินดิเคเตอร์ทำ LL Regular Bearish ราคาทำ HH Hidden Bearish อินดิเคเตอร์ทำ HH
คำตอบ 2 ข้อประกอบกันได้ 4 ชื่อ และครบทุกกรณีพอดี — ถ้าตอบคำถามแรกไม่ได้ แปลว่ายังหา "จุดใหม่" ไม่เจอ ไม่ใช่ Divergence
1

ตอบคำถามแรกก่อนเสมอ

มองหาว่ามีฝั่งไหนทำจุดใหม่ไหม ถ้าไม่มีใครทำจุดใหม่เลย แปลว่าทั้งสองเส้นไปทางเดียวกัน — ไม่ใช่ Divergence และไม่ต้องไปคำถามที่สอง

2

จุดใหม่ต้องเป็น "คู่เดียวกัน"

ยอด/ก้นบนราคา กับยอด/ก้นบนอินดิเคเตอร์ ต้องเป็นคู่ที่ตรงกันตามเวลา ถ้าจับข้ามคู่ จะสร้าง Divergence ขึ้นมาได้เรื่อย ๆ บนกราฟไหนก็ได้

3

เช็กกับทิศเทรนด์เป็นตัวยืนยัน

Regular Bullish ควรโผล่ในขาลง · Hidden Bullish ควรโผล่ในขาขึ้น ถ้าที่นับได้ขัดกับข้อนี้ มักแปลว่านับผิดคู่ ไม่ใช่เจอของหายาก


ก่อนจะนับ ต้องตรึง 4 อย่างให้เป็นตัวเลข ไม่งั้นสองคนนับได้ไม่เท่ากัน

ปัญหาที่ทำให้คนเถียงกันว่า "อันนี้ Divergence หรือเปล่า" ไม่ได้อยู่ที่ใครเก่งกว่า แต่อยู่ที่ไม่มีใครบอกกติกาการนับออกมาเป็นตัวเลข ก่อนจะเปิดกราฟ ควรตอบ 4 ข้อนี้ให้ครบและเขียนไว้ แล้วใช้ชุดเดิมทุกครั้ง

  1. อินดิเคเตอร์ตัวไหน และตั้งค่าเท่าไร — RSI(14) กับ RSI(7) ให้ยอดคนละที่ ทำให้เจอ Divergence คนละชุดบนกราฟใบเดียวกัน เลือกมาตัวเดียวแล้วอย่าสลับกลางทาง
  2. ยอด/ก้น นับจากอะไร — เช่น "แท่งที่ high สูงกว่า 3 แท่งซ้ายและ 3 แท่งขวา" คือคำนิยามที่นับได้ ส่วน "ยอดที่เห็นชัด ๆ" คือคำนิยามที่นับไม่ได้
  3. ยอดสองจุดห่างกันได้ไม่เกินกี่แท่ง — ถ้าไม่จำกัด จะไปหยิบยอดเมื่อ 200 แท่งก่อนมาจับคู่กับยอดปัจจุบันได้เสมอ และหา Divergence เจอได้ตลอด
  4. ไทม์เฟรมไหน — Divergence บน M5 กับ H4 คนละเรื่องกันทั้งจำนวนที่เจอและอายุของสัญญาณ ตรึงไว้ก่อนแล้วค่อยเก็บสถิติแยกกัน
⚠️
ถ้ายังไม่ตรึง 4 ข้อนี้ อย่าเพิ่งเก็บสถิติ — เพราะเมื่อนิยามยืดหยุ่นได้ตามใจ สถิติที่ได้จะออกมาสวยเสมอ โดยไม่เกี่ยวกับว่าสัญญาณนั้นมีค่าจริงหรือไม่ นี่คือสาเหตุที่ตัวเลข "แม่น 80%" ที่เห็นตามอินเทอร์เน็ตแทบไม่เคยมีกติกาการนับแนบมาด้วย

Divergence ไม่ใช่สัญญาณเข้า — ตัวเลขที่ต้องผ่านก่อนถึงจะคุ้ม

ต่อให้แยกรูปแบบได้ถูกทุกครั้ง มันก็ยังเป็นแค่ข้อสังเกตเรื่องโมเมนตัม ไม่ใช่คำสั่งซื้อขาย — เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าพอร์ตโตหรือไม่ ไม่ใช่ "แม่นกี่เปอร์เซ็นต์" แต่เป็นเปอร์เซ็นต์นั้นเทียบกับ Risk : Reward ที่ใช้

สูตรคือ อัตราชนะที่ต้องได้เพื่อเสมอตัว = 1 ÷ (1 + RR) คิดออกมาได้ตรง ๆ แบบนี้

Risk : Rewardชนะกี่ % ถึงจะ "เสมอตัว"ถ้าชนะ 45% ได้เท่าไรต่อไม้ถ้าชนะ 55% ได้เท่าไรต่อไม้
1 : 150.0%−0.10R+0.10R
1 : 1.540.0%+0.125R+0.375R
1 : 233.3%+0.35R+0.65R
1 : 325.0%+0.80R+1.20R

ตัวเลขทั้งตารางคิดจาก (อัตราชนะ × RR) − (1 − อัตราชนะ) เช่นช่อง RR 1:2 ที่ชนะ 45% ได้ (0.45 × 2) − 0.55 = +0.35R ทวนเองได้ทุกช่อง ประเด็นที่ตารางนี้พยายามจะบอกคือ ตัวเลข % เดี่ยว ๆ ไม่มีความหมายเลยถ้าไม่บอก RR มาด้วย — ชนะ 45% ขาดทุนที่ RR 1:1 แต่กำไรที่ RR 1:2

อยากอ่านเรื่อง RR ให้ละเอียดขึ้น: Risk Reward Ratio (R:R) คืออะไร · ถ้าอยากเห็นตัวอย่างการวัดผลสัญญาณด้วยหน่วย R ที่หักต้นทุนจริงแล้ว ดูวิธีที่เราใช้กับสัญญาณของเราเองได้ที่ AlphaSignals

อีกตัวที่คนลืมคือ สเปรด ซึ่งกินเข้าไปในทุกไม้โดยไม่สนว่าไม้นั้นถูกหรือผิด และยิ่ง SL แคบ มันยิ่งกินสัดส่วนใหญ่ — คิดง่าย ๆ คือ สเปรด ÷ ระยะ SL

ระยะ SLสเปรด 1.5 pip กินไปกี่ % ของความเสี่ยงอัตราชนะเสมอตัวที่ RR 1:2 ขยับจาก 33.3% ไปเป็น
10 pip15.0%38.3% (+5.0 จุด %)
20 pip7.5%35.8% (+2.5 จุด %)
30 pip5.0%35.0% (+1.7 จุด %)
50 pip3.0%34.3% (+1.0 จุด %)
100 pip1.5%33.8% (+0.5 จุด %)

คอลัมน์ขวาคิดจาก อัตราชนะเสมอตัว = (1 + ต้นทุน) ÷ (1 + RR) โดยต้นทุนคือสัดส่วนสเปรดต่อ SL ในแถวแรก (1 + 0.15) ÷ 3 = 0.383 ทวนได้ทุกแถว จะเห็นว่า SL 10 pip ทำให้เส้นเสมอตัวขยับขึ้น 5 จุด % ซึ่งมากพอจะพลิกระบบที่ดูกำไรบนกระดาษให้ขาดทุนจริงได้

ตัวเลขจริงขึ้นกับสเปรดของโบรกเกอร์และสินทรัพย์ที่เทรด — แทนค่าสเปรดของตัวเองลงไปแทน 1.5 pip แล้วคิดใหม่ ทองคำและดัชนีมักมีสเปรดกว้างกว่าคู่เงินหลักหลายเท่า

🔴
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดของหน้านี้ — อย่าเทียบอัตราชนะของ Divergence กับ 50% เฉย ๆ เพราะสินทรัพย์ที่มีเทรนด์ชัดจะให้ "ชนะ" ฝั่งตามเทรนด์เกิน 50% อยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้สัญญาณอะไรเลย ตัวเทียบที่ถูกต้องคืออัตราชนะของการเข้าแบบสุ่มบนสินทรัพย์และไทม์เฟรมเดียวกัน ถ้าไม่มีตัวเทียบ ตัวเลขที่ได้จะดูดีเกินจริงเสมอ

คำถามที่เจอบ่อย

  • Hidden Divergence ใช้บ่อยกว่าหรือน้อยกว่า Regular? ในทางปฏิบัติคนใช้ Regular มากกว่ามาก เพราะสอดคล้องกับความอยาก "จับจุดกลับตัว" แต่ Hidden ตรงกับการเทรดตามเทรนด์มากกว่า ทั้งสองแบบต้องเก็บสถิติแยกกัน ห้ามรวมกัน
  • ใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหนดีที่สุด? ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงตัวเดียว RSI, Stochastic และ MACD คำนวณจากราคาชุดเดียวกันจึงมักชี้ไปทางเดียวกัน — การเปลี่ยนตัวอินดิเคเตอร์จึงมีผลน้อยกว่าการเปลี่ยนวิธีนับยอด/ก้นมาก
  • เกิด Divergence แล้วทำไมราคายังวิ่งต่อ? เพราะมันบอกแค่ว่าโมเมนตัมอ่อนลง ไม่ได้บอกว่าเทรนด์จบ โมเมนตัมที่อ่อนลงแล้วกลับมาแรงใหม่เกิดขึ้นได้ตลอด — อ่านวิธีคัดกรองที่ เทรด Divergence ยังไงให้ไม่โดนหลอก
  • Divergence ที่เห็นบนแท่งที่ยังไม่ปิด นับได้ไหม? ไม่ควร เพราะยอด/ก้นของแท่งที่ยังวิ่งอยู่เปลี่ยนได้จนถึงวินาทีสุดท้าย สัญญาณที่ "เห็น" ระหว่างแท่งจึงหายไปได้เองเมื่อแท่งปิด
  • Convergence คือตรงข้ามกับ Divergence ใช่ไหม? ใช่ในความหมายว่าราคากับอินดิเคเตอร์ไปทางเดียวกัน รายละเอียดอยู่ที่ Divergence คืออะไร แยก Convergence ให้ออก

สรุป

  • มี 4 รูปแบบพอดี เพราะมาจากคำถาม 2 ข้อที่ตอบได้อย่างละ 2 แบบ ไม่ใช่เพราะต้องท่องจำ 4 กรณีแยกกัน
  • Bullish / Bearish ตัดสินจากว่าจุดใหม่เป็นจุดต่ำหรือจุดสูง
  • Regular / Hidden ตัดสินจากว่าราคาหรืออินดิเคเตอร์เป็นฝ่ายทำจุดใหม่นั้น
  • ตรึงกติกาการนับก่อน — อินดิเคเตอร์และค่า, นิยามยอด/ก้น, ระยะห่างสูงสุด, ไทม์เฟรม
  • อย่าตัดสินจาก % เดี่ยว ๆ ให้เอา RR มาวางข้างกันเสมอ และเทียบกับอัตราชนะของการเข้าแบบสุ่มบนสินทรัพย์เดียวกัน

ถ้าอยากเห็นว่าการวัดผลสัญญาณแบบเปิดกติกาให้ตรวจซ้ำได้หน้าตาเป็นอย่างไร ลองดูวิธีที่เราใช้กับสัญญาณของเราเองที่ alphasigs.net — ทุกตัวเลขรายงานเป็นหน่วย R หลังหักต้นทุน พร้อมจำนวนไม้ที่ใช้คำนวณ

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่มีรูปแบบกราฟใดรับประกันผลลัพธ์ และการเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบกติกาของตัวเองกับข้อมูลย้อนหลังและบัญชีทดลองก่อนเสมอ

ความคิดเห็น

Related stories