Divergence 4 รูปแบบ: Regular กับ Hidden × Bullish กับ Bearish — จำจากกฎข้อเดียว ไม่ต้องท่องตาราง
Bullish Divergence คือภาวะที่ "จุดต่ำใหม่" เกิดขึ้นข้างเดียว — ฝั่งหนึ่งทำจุดต่ำที่ต่ำลงกว่าเดิม อีกฝั่งกลับไม่ทำตาม และ Bearish Divergence คือกรณีกลับกัน คือมี "จุดสูงใหม่" ข้างเดียว ส่วนคำว่า Regular กับ Hidden ไม่ได้บอกทิศทาง แต่บอกว่าใครเป็นคนทำจุดใหม่นั้น — ถ้าราคาทำคือ Regular ถ้าอินดิเคเตอร์ทำคือ Hidden เมื่อรวมสองแกนนี้เข้าด้วยกันจึงได้ทั้งหมด 4 รูปแบบพอดี ไม่มีรูปแบบที่ 5
หน้านี้เป็นหน้าอ้างอิง 4 รูปแบบโดยเฉพาะ — มีทั้งกฎ HH / HL / LH / LL ครบทุกช่อง ภาพกราฟจริงทั้งสี่รูปแบบ วิธีจำที่ใช้คำถามแค่ 2 ข้อแทนการท่อง และตัวเลขที่ต้องผ่านก่อนจะเอาสัญญาณนี้ไปเข้าออเดอร์จริง
Divergence คืออะไร — และทำไมถึงมี 4 รูปแบบ ไม่ใช่รูปแบบเดียว
Divergence คือความขัดแย้งระหว่างราคากับอินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัม (RSI, Stochastic, MACD และอื่น ๆ ที่คำนวณจากส่วนต่างของราคา) โดยดูเฉพาะที่ "ยอด" กับ "ก้น" ของทั้งสองเส้น ไม่ได้ดูทั้งกราฟ
ที่มันแตกเป็น 4 รูปแบบ เพราะมีสองคำถามที่ตอบแยกกันได้ คำถามแรกคือ "จุดใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นจุดต่ำหรือจุดสูง" ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า Bullish หรือ Bearish และคำถามที่สองคือ "ใครเป็นคนทำจุดใหม่นั้น — ราคาหรืออินดิเคเตอร์" ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า Regular หรือ Hidden สองคำถามตอบได้อย่างละ 2 แบบ จึงได้ 2 × 2 = 4 พอดี
Regular กับ Hidden ต่างกันตรงไหน — ต่างกันที่ "ใครทำจุดใหม่"
นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด และคำอธิบายที่เจอบ่อยอย่าง "Regular คือกลับตัว Hidden คือไปต่อ" นั้นบอกผลลัพธ์ แต่ไม่ได้บอกวิธีดู — พอเปิดกราฟจริงก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดี
วิธีดูที่ใช้ได้ทุกครั้งคือ ลากเส้นเชื่อมยอด (หรือก้น) สองจุดบนราคา แล้วลากเส้นเชื่อมยอด (หรือก้น) สองจุดบนอินดิเคเตอร์ที่ตรงกัน แล้วถามว่า เส้นไหนไปไกลกว่าเดิม ฝั่งที่ทำจุดใหม่ได้สำเร็จ คือฝั่งที่เป็นตัวตั้งชื่อประเภท
ครบทั้ง 4 รูปแบบ พร้อมกฎ HH / HL / LH / LL
ตารางนี้คือทั้งหมดที่ต้องรู้ ตัวย่อสี่ตัวคือ HH = Higher High (ยอดสูงขึ้น) · LH = Lower High (ยอดต่ำลง) · HL = Higher Low (ก้นสูงขึ้น) · LL = Lower Low (ก้นต่ำลง)
| รูปแบบ | ราคา | อินดิเคเตอร์ | มักเกิดในเทรนด์ | ตีความว่า |
|---|---|---|---|---|
| Regular Bullish | LL (ทำก้นใหม่) | HL | ขาลง | แรงขายอ่อนลง เฝ้าระวังกลับตัวขึ้น |
| Regular Bearish | HH (ทำยอดใหม่) | LH | ขาขึ้น | แรงซื้ออ่อนลง เฝ้าระวังกลับตัวลง |
| Hidden Bullish | HL | LL (ทำก้นใหม่) | ขาขึ้น | เป็นการย่อในขาขึ้น เทรนด์เดิมยังไม่เสีย |
| Hidden Bearish | LH | HH (ทำยอดใหม่) | ขาลง | เป็นการเด้งในขาลง เทรนด์เดิมยังไม่เสีย |
สังเกตช่องที่เป็นตัวหนา — ในแต่ละแถวจะมีแค่ฝั่งเดียวที่ "ทำจุดใหม่" และฝั่งนั้นคือกุญแจของทั้งรูปแบบ ต่อจากนี้คือภาพกราฟจริงทั้งสี่รูปแบบ ให้เทียบกับตารางไปทีละแถว
1. Regular Bullish — ราคาทำ Lower Low ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Higher Low
2. Regular Bearish — ราคาทำ Higher High ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Lower High
3. Hidden Bullish — ราคาทำ Higher Low ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Lower Low
4. Hidden Bearish — ราคาทำ Lower High ขณะที่อินดิเคเตอร์ทำ Higher High
วิธีจำที่ไม่ต้องท่องตาราง — ถามแค่ 2 คำถาม
ตารางข้างบนมี 4 แถว × 4 ช่อง รวม 16 ช่องที่ต้องจำ ซึ่งไม่มีใครจำไหวตอนกราฟวิ่งจริง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่โครงสร้างของมัน จะเหลือแค่คำถาม 2 ข้อที่ตอบได้อย่างละ 2 แบบ และตอบครบเมื่อไรก็ได้ชื่อรูปแบบทันที
ตอบคำถามแรกก่อนเสมอ
มองหาว่ามีฝั่งไหนทำจุดใหม่ไหม ถ้าไม่มีใครทำจุดใหม่เลย แปลว่าทั้งสองเส้นไปทางเดียวกัน — ไม่ใช่ Divergence และไม่ต้องไปคำถามที่สอง
จุดใหม่ต้องเป็น "คู่เดียวกัน"
ยอด/ก้นบนราคา กับยอด/ก้นบนอินดิเคเตอร์ ต้องเป็นคู่ที่ตรงกันตามเวลา ถ้าจับข้ามคู่ จะสร้าง Divergence ขึ้นมาได้เรื่อย ๆ บนกราฟไหนก็ได้
เช็กกับทิศเทรนด์เป็นตัวยืนยัน
Regular Bullish ควรโผล่ในขาลง · Hidden Bullish ควรโผล่ในขาขึ้น ถ้าที่นับได้ขัดกับข้อนี้ มักแปลว่านับผิดคู่ ไม่ใช่เจอของหายาก
ก่อนจะนับ ต้องตรึง 4 อย่างให้เป็นตัวเลข ไม่งั้นสองคนนับได้ไม่เท่ากัน
ปัญหาที่ทำให้คนเถียงกันว่า "อันนี้ Divergence หรือเปล่า" ไม่ได้อยู่ที่ใครเก่งกว่า แต่อยู่ที่ไม่มีใครบอกกติกาการนับออกมาเป็นตัวเลข ก่อนจะเปิดกราฟ ควรตอบ 4 ข้อนี้ให้ครบและเขียนไว้ แล้วใช้ชุดเดิมทุกครั้ง
- อินดิเคเตอร์ตัวไหน และตั้งค่าเท่าไร — RSI(14) กับ RSI(7) ให้ยอดคนละที่ ทำให้เจอ Divergence คนละชุดบนกราฟใบเดียวกัน เลือกมาตัวเดียวแล้วอย่าสลับกลางทาง
- ยอด/ก้น นับจากอะไร — เช่น "แท่งที่ high สูงกว่า 3 แท่งซ้ายและ 3 แท่งขวา" คือคำนิยามที่นับได้ ส่วน "ยอดที่เห็นชัด ๆ" คือคำนิยามที่นับไม่ได้
- ยอดสองจุดห่างกันได้ไม่เกินกี่แท่ง — ถ้าไม่จำกัด จะไปหยิบยอดเมื่อ 200 แท่งก่อนมาจับคู่กับยอดปัจจุบันได้เสมอ และหา Divergence เจอได้ตลอด
- ไทม์เฟรมไหน — Divergence บน M5 กับ H4 คนละเรื่องกันทั้งจำนวนที่เจอและอายุของสัญญาณ ตรึงไว้ก่อนแล้วค่อยเก็บสถิติแยกกัน
Divergence ไม่ใช่สัญญาณเข้า — ตัวเลขที่ต้องผ่านก่อนถึงจะคุ้ม
ต่อให้แยกรูปแบบได้ถูกทุกครั้ง มันก็ยังเป็นแค่ข้อสังเกตเรื่องโมเมนตัม ไม่ใช่คำสั่งซื้อขาย — เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าพอร์ตโตหรือไม่ ไม่ใช่ "แม่นกี่เปอร์เซ็นต์" แต่เป็นเปอร์เซ็นต์นั้นเทียบกับ Risk : Reward ที่ใช้
สูตรคือ อัตราชนะที่ต้องได้เพื่อเสมอตัว = 1 ÷ (1 + RR) คิดออกมาได้ตรง ๆ แบบนี้
| Risk : Reward | ชนะกี่ % ถึงจะ "เสมอตัว" | ถ้าชนะ 45% ได้เท่าไรต่อไม้ | ถ้าชนะ 55% ได้เท่าไรต่อไม้ |
|---|---|---|---|
| 1 : 1 | 50.0% | −0.10R | +0.10R |
| 1 : 1.5 | 40.0% | +0.125R | +0.375R |
| 1 : 2 | 33.3% | +0.35R | +0.65R |
| 1 : 3 | 25.0% | +0.80R | +1.20R |
ตัวเลขทั้งตารางคิดจาก (อัตราชนะ × RR) − (1 − อัตราชนะ) เช่นช่อง RR 1:2 ที่ชนะ 45% ได้ (0.45 × 2) − 0.55 = +0.35R ทวนเองได้ทุกช่อง ประเด็นที่ตารางนี้พยายามจะบอกคือ ตัวเลข % เดี่ยว ๆ ไม่มีความหมายเลยถ้าไม่บอก RR มาด้วย — ชนะ 45% ขาดทุนที่ RR 1:1 แต่กำไรที่ RR 1:2
อีกตัวที่คนลืมคือ สเปรด ซึ่งกินเข้าไปในทุกไม้โดยไม่สนว่าไม้นั้นถูกหรือผิด และยิ่ง SL แคบ มันยิ่งกินสัดส่วนใหญ่ — คิดง่าย ๆ คือ สเปรด ÷ ระยะ SL
| ระยะ SL | สเปรด 1.5 pip กินไปกี่ % ของความเสี่ยง | อัตราชนะเสมอตัวที่ RR 1:2 ขยับจาก 33.3% ไปเป็น |
|---|---|---|
| 10 pip | 15.0% | 38.3% (+5.0 จุด %) |
| 20 pip | 7.5% | 35.8% (+2.5 จุด %) |
| 30 pip | 5.0% | 35.0% (+1.7 จุด %) |
| 50 pip | 3.0% | 34.3% (+1.0 จุด %) |
| 100 pip | 1.5% | 33.8% (+0.5 จุด %) |
คอลัมน์ขวาคิดจาก อัตราชนะเสมอตัว = (1 + ต้นทุน) ÷ (1 + RR) โดยต้นทุนคือสัดส่วนสเปรดต่อ SL ในแถวแรก (1 + 0.15) ÷ 3 = 0.383 ทวนได้ทุกแถว จะเห็นว่า SL 10 pip ทำให้เส้นเสมอตัวขยับขึ้น 5 จุด % ซึ่งมากพอจะพลิกระบบที่ดูกำไรบนกระดาษให้ขาดทุนจริงได้
ตัวเลขจริงขึ้นกับสเปรดของโบรกเกอร์และสินทรัพย์ที่เทรด — แทนค่าสเปรดของตัวเองลงไปแทน 1.5 pip แล้วคิดใหม่ ทองคำและดัชนีมักมีสเปรดกว้างกว่าคู่เงินหลักหลายเท่า
คำถามที่เจอบ่อย
- Hidden Divergence ใช้บ่อยกว่าหรือน้อยกว่า Regular? ในทางปฏิบัติคนใช้ Regular มากกว่ามาก เพราะสอดคล้องกับความอยาก "จับจุดกลับตัว" แต่ Hidden ตรงกับการเทรดตามเทรนด์มากกว่า ทั้งสองแบบต้องเก็บสถิติแยกกัน ห้ามรวมกัน
- ใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหนดีที่สุด? ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงตัวเดียว RSI, Stochastic และ MACD คำนวณจากราคาชุดเดียวกันจึงมักชี้ไปทางเดียวกัน — การเปลี่ยนตัวอินดิเคเตอร์จึงมีผลน้อยกว่าการเปลี่ยนวิธีนับยอด/ก้นมาก
- เกิด Divergence แล้วทำไมราคายังวิ่งต่อ? เพราะมันบอกแค่ว่าโมเมนตัมอ่อนลง ไม่ได้บอกว่าเทรนด์จบ โมเมนตัมที่อ่อนลงแล้วกลับมาแรงใหม่เกิดขึ้นได้ตลอด — อ่านวิธีคัดกรองที่ เทรด Divergence ยังไงให้ไม่โดนหลอก
- Divergence ที่เห็นบนแท่งที่ยังไม่ปิด นับได้ไหม? ไม่ควร เพราะยอด/ก้นของแท่งที่ยังวิ่งอยู่เปลี่ยนได้จนถึงวินาทีสุดท้าย สัญญาณที่ "เห็น" ระหว่างแท่งจึงหายไปได้เองเมื่อแท่งปิด
- Convergence คือตรงข้ามกับ Divergence ใช่ไหม? ใช่ในความหมายว่าราคากับอินดิเคเตอร์ไปทางเดียวกัน รายละเอียดอยู่ที่ Divergence คืออะไร แยก Convergence ให้ออก
สรุป
- มี 4 รูปแบบพอดี เพราะมาจากคำถาม 2 ข้อที่ตอบได้อย่างละ 2 แบบ ไม่ใช่เพราะต้องท่องจำ 4 กรณีแยกกัน
- Bullish / Bearish ตัดสินจากว่าจุดใหม่เป็นจุดต่ำหรือจุดสูง
- Regular / Hidden ตัดสินจากว่าราคาหรืออินดิเคเตอร์เป็นฝ่ายทำจุดใหม่นั้น
- ตรึงกติกาการนับก่อน — อินดิเคเตอร์และค่า, นิยามยอด/ก้น, ระยะห่างสูงสุด, ไทม์เฟรม
- อย่าตัดสินจาก % เดี่ยว ๆ ให้เอา RR มาวางข้างกันเสมอ และเทียบกับอัตราชนะของการเข้าแบบสุ่มบนสินทรัพย์เดียวกัน
ถ้าอยากเห็นว่าการวัดผลสัญญาณแบบเปิดกติกาให้ตรวจซ้ำได้หน้าตาเป็นอย่างไร ลองดูวิธีที่เราใช้กับสัญญาณของเราเองที่ alphasigs.net — ทุกตัวเลขรายงานเป็นหน่วย R หลังหักต้นทุน พร้อมจำนวนไม้ที่ใช้คำนวณ
บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่มีรูปแบบกราฟใดรับประกันผลลัพธ์ และการเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรทดสอบกติกาของตัวเองกับข้อมูลย้อนหลังและบัญชีทดลองก่อนเสมอ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น