PAMM คืออะไร — บัญชี PAMM กับ MAM ต่างกันตรงไหน และส่วนแบ่งกำไรคิดยังไง

$ % $ $500 เงินในกองเดียวกัน ผู้จัดการ 60% นักลงทุน 20% 12% 8% บัญชี PAMM คืออะไร แบ่งกำไรยังไง ต่างจาก MAM ตรงไหน โดย คนเล่น Forex ACCOUNT 3 MONTHS +8.0% ผลของบัญชีก่อนหักค่าธรรมเนียม INVESTOR NET +2.6% ที่นักลงทุนได้จริงในตัวอย่างเดียวกัน ฉบับคำนวณจริง
บัญชีบริหารเงิน · ความเสี่ยง

บัญชี PAMM คืออะไร — กลไกการแบ่งเปอร์เซ็นต์ ค่าธรรมเนียมผลตอบแทน และความต่างระหว่าง PAMM · MAM · LAMM · Copy Trade

PAMM ย่อมาจาก Percent Allocation Management Module คือบัญชีเทรดที่เอาเงินของหลายคนมารวมเป็นกองเดียว แล้วให้คนคนเดียวเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขาย ผลของทุกออเดอร์ — ทั้งกำไรและขาดทุน — จะถูกแบ่งกลับไปหาแต่ละคนตามสัดส่วนเงินที่ใส่เข้ามา ไม่ใช่ตามการตกลงเป็นตัวเงินคงที่ นั่นคือความหมายของคำว่า "Percent Allocation" และเป็นจุดที่ต้องเข้าใจก่อนอย่างอื่นทั้งหมด

หน้านี้ไม่ได้ตอบแค่ "PAMM คืออะไร" เพราะคำถามที่ตามมาทันทีคือ แล้วเงินถูกแบ่งยังไง · ผู้จัดการได้ส่วนแบ่งเท่าไร · ต่างจาก MAM ตรงไหน — ทั้งหมดนี้ตอบด้วยเลขคณิตได้ และหน้านี้จะคำนวณให้ดูทีละขั้นด้วยตัวเลขที่คุณเอาไปกดเครื่องคิดเลขตามได้เอง

!
บทความนี้ไม่ได้ชวนให้เปิดบัญชี PAMM และไม่แนะนำโบรกเกอร์ใด — เป้าหมายคืออธิบายกลไกให้ครบ เพื่อให้คนที่กำลังจะเอาเงินไปให้คนอื่นบริหารรู้ว่ากำลังตกลงอะไรอยู่ เนื้อหาเดิมของหน้านี้ (เผยแพร่ปี 2021) เขียนเพียงคร่าว ๆ และปิดท้ายด้วยประโยคทำนองว่าการเทรดให้มีกำไรไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งเราไม่ยืนยันประโยคนั้นอีกต่อไป จึงเขียนหน้านี้ใหม่ทั้งหมด

1. PAMM ทำงานอย่างไร — ใครเป็นใคร และเงินอยู่ตรงไหน

โครงสร้างของ PAMM มีสามฝ่ายเสมอ และการรู้ว่าใครถือเงินจริงคือเรื่องสำคัญที่สุดในหน้านี้

ฝ่ายทำอะไรควบคุมอะไรได้บ้าง
ผู้จัดการ (Manager)ส่งคำสั่งซื้อขายทั้งหมดจากบัญชีเดียว และมักใส่เงินตัวเองร่วมในกองด้วยเปิด-ปิดออเดอร์ · เลือกขนาดล็อต · เลือกเลเวอเรจที่ใช้จริง
นักลงทุน (Investor)โอนเงินเข้ากอง แล้วดูรายงานผลฝากเพิ่ม · ถอนออกตามรอบ เท่านั้น — เปิดหรือปิดออเดอร์เองไม่ได้
โบรกเกอร์ / ผู้ให้บริการระบบถือบัญชีจริง คำนวณสัดส่วน หักค่าธรรมเนียม และออกรายงานเป็นผู้ถือเงินและเป็นตัวกลางที่บังคับให้การแบ่งเป็นไปตามสูตร
จุดที่มักเข้าใจผิด: ในระบบ PAMM ที่ทำงานถูกต้อง เงินไม่ได้อยู่ในมือผู้จัดการ — เงินอยู่ในบัญชีที่โบรกเกอร์ถือ ผู้จัดการมีสิทธิ์ "สั่งเทรด" แต่ไม่มีสิทธิ์ "ถอนเงินของคนอื่น" ถ้าใครชวนให้ โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของเขา แล้วบอกว่านั่นคือ PAMM — นั่นไม่ใช่ PAMM มันคือการเอาเงินไปให้คนอื่นถือเฉย ๆ

2. "แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์" แปลว่าอะไร — คำนวณให้ดูทีละบาท

สมมติกองหนึ่งมีเงินรวม $500 ประกอบด้วยเงินของผู้จัดการเอง $300 และนักลงทุนสามคน $100 · $60 · $40 สัดส่วนของแต่ละคนคำนวณจากเงินที่ใส่หารด้วยเงินทั้งกอง

เงินในกอง $500 — สัดส่วนของแต่ละคน 60%20% 12%8% ผู้จัดการ $300นักลงทุน ก $100 ข $60ค $40 เดือนนี้บัญชีกำไร +$50 (บัญชีโต +10%) +$30+$10 +$6+$4 แบ่งด้วยสัดส่วนเดิมทุกบาท — 60% ของ $50 คือ $30 · 20% คือ $10 · 12% คือ $6 · 8% คือ $4 รวมกลับเป็น $50 พอดี เดือนที่บัญชีขาดทุน −$50 (บัญชี −10%) −$30−$10 −$6−$4 ตัวเลขชุดเดียวกันเป๊ะ แค่เปลี่ยนเครื่องหมาย — สัดส่วนที่ให้กำไรกับสัดส่วนที่ให้ขาดทุนคือตัวเดียวกัน ตัวเลขในภาพเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายสูตรการแบ่ง ไม่ใช่ผลการเทรดจริงของใคร
สัดส่วนถูกล็อกไว้ตั้งแต่ตอนเงินเข้ากอง แล้วใช้ตัวเดียวกันทั้งขาขึ้นและขาลง — ไม่มีกลไกไหนใน PAMM ที่ทำให้นักลงทุนได้ส่วนแบ่งกำไรมากกว่าส่วนแบ่งขาดทุน

สังเกตว่ากำไรของนักลงทุน ก คือ $10 บนเงิน $100 = +10% เท่ากับเปอร์เซ็นต์ของบัญชีพอดี — ตราบใดที่ยังไม่หักค่าธรรมเนียม ทุกคนในกองได้เปอร์เซ็นต์เท่ากันหมด ความต่างเป็นตัวเงินมาจากขนาดเงินต้นเท่านั้น หัวข้อถัดไปคือจุดที่เปอร์เซ็นต์เริ่มไม่เท่ากัน


3. ค่าธรรมเนียมผลตอบแทน (Performance Fee) กินเท่าไรจริง ๆ

ผู้จัดการได้ค่าตอบแทนจาก ส่วนแบ่งของกำไรที่ทำให้นักลงทุน ไม่ใช่จากเงินต้น อัตราที่พบบ่อยอยู่ที่ราว 20–50% ของกำไร ในตัวอย่างนี้ใช้ 30% แล้วคิดจากกำไรที่แบ่งได้ในหัวข้อที่แล้ว

ใครเงินต้นส่วนแบ่งกำไรค่าธรรมเนียม 30%ได้จริงผลตอบแทนสุทธิ
นักลงทุน ก$100$10.00−$3.00$7.00+7.0%
นักลงทุน ข$60$6.00−$1.80$4.20+7.0%
นักลงทุน ค$40$4.00−$1.20$2.80+7.0%
ผู้จัดการ$300$30.00+$6.00 (รับเข้า)$36.00+12.0%
บัญชีเดียวกัน เดือนเดียวกัน ผู้จัดการได้ +12% ส่วนนักลงทุนได้ +7% — ความต่าง 5 จุดเปอร์เซ็นต์นี้ไม่ใช่ฝีมือ แต่เป็นโครงสร้างค่าธรรมเนียม

ตัวเลข +7% ในตารางคือสิ่งที่ต้องเอาไปเทียบกับทางเลือกอื่น ไม่ใช่ตัวเลข +10% ที่หน้ารายงานของกองมักโชว์ไว้ตัวใหญ่ที่สุด เวลาอ่านสถิติของกอง PAMM ให้ถามเสมอว่าตัวเลขที่โชว์เป็นก่อนหรือหลังหักค่าธรรมเนียม


4. High-Water Mark คืออะไร และทำไมมันคือบรรทัดที่สำคัญที่สุดในสัญญา

High-Water Mark (HWM) คือระดับมูลค่าสูงสุดที่พอร์ตของคุณเคยไปถึงหลังหักค่าธรรมเนียมครั้งก่อน กติกาคือ ผู้จัดการจะเก็บค่าธรรมเนียมได้ก็ต่อเมื่อพอร์ตขึ้นเหนือเส้นนั้นเท่านั้น ถ้าไม่มีกติกานี้ ผู้จัดการจะถูกเก็บเงินซ้ำจากกำไรก้อนเดิมที่แค่เด้งกลับจากการขาดทุน

เงินต้น $100 · ค่าธรรมเนียมผลตอบแทน 30% · มี High-Water Mark $120$110 $100$90$80 High-Water Mark $114.00 โซนใต้เส้นนี้ = ยังไม่มีค่าธรรมเนียม เดือน 1: +20% → $120.00 หักค่าธรรมเนียม 30% ของกำไร $20 = −$6.00 เดือน 2: −25% → $85.50 เดือน 3: +20% → $102.60 ยังต่ำกว่า HWM ⇒ ไม่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำ บัญชีทำได้รวม +8.0% ในสามเดือน · แต่เงินของนักลงทุนโตจาก $100 เป็น $102.60 = +2.6%
เส้นสีน้ำเงินคือมูลค่าพอร์ตของนักลงทุนหลังหักค่าธรรมเนียม เส้นประแดงคือ High-Water Mark ที่ค้างอยู่ที่ $114 ตั้งแต่เดือนแรก
เดือนผลของบัญชีมูลค่าก่อนหักHWM เดิมกำไรเหนือ HWMค่าธรรมเนียม 30%มูลค่าคงเหลือ
1+20%$120.00$100.00$20.00−$6.00$114.00
2−25%$85.50$114.00$0.00$85.50
3+20%$102.60$114.00$0.00$102.60

ผลรวมของบัญชีสามเดือนคือ 1.20 × 0.75 × 1.20 − 1 = +8.0% แต่เงินของนักลงทุนโตจาก $100 ไปแค่ $102.60 คือ +2.6% — ส่วนต่าง 5.4 จุดเปอร์เซ็นต์หายไปกับค่าธรรมเนียมของเดือนแรกที่เก็บไปแล้วและไม่คืน แม้พอร์ตจะลงมาต่ำกว่าจุดนั้นในเดือนถัดมา

+8.0%
ผลของบัญชีรวมสามเดือน (ก่อนค่าธรรมเนียม)
+2.6%
ที่นักลงทุนได้จริง เมื่อมี High-Water Mark
−2.5%
ที่นักลงทุนได้จริง ถ้าไม่มี High-Water Mark

กล่องที่สามมาจากการคิดเงื่อนไขเดียวกันแต่ตัด HWM ออก คือเก็บค่าธรรมเนียมทุกเดือนที่มีกำไรเทียบกับต้นเดือน: เดือน 3 พอร์ตขึ้นจาก $85.50 เป็น $102.60 เท่ากับกำไร $17.10 ถูกหัก 30% = $5.13 เหลือ $97.47บัญชีบวก 8% แต่นักลงทุนติดลบ 2.5% นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า High-Water Mark ต้องอยู่ในเอกสารก่อนโอนเงิน ไม่ใช่ไปถามทีหลัง

!
อีกเลขที่ต้องรู้: พอร์ตที่ลง −25% ต้องทำ +33.3% ถึงจะกลับมาเท่าเดิม (1 ÷ 0.75 = 1.333) ความไม่สมมาตรนี้ไม่หายไปเพราะมีคนอื่นเทรดให้ — อ่านเลขคณิตเต็ม ๆ ได้ที่ Drawdown คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

5. PAMM · MAM · LAMM · Copy Trade ต่างกันตรงไหน

สี่คำนี้ถูกใช้ปนกันจนแทบไม่มีความหมาย ทั้งที่กลไกการจัดสรรออเดอร์ต่างกันจริง และความต่างนั้นเปลี่ยนความเสี่ยงของพอร์ตเล็กอย่างมีนัยสำคัญ

รูปแบบชื่อเต็มเงินอยู่ที่ไหนจัดสรรออเดอร์อย่างไรข้อจำกัดที่ต้องรู้
PAMMPercent Allocation Management Moduleรวมเป็นกองเดียวแบ่งผลลัพธ์ตาม % ของเงินในกองฝาก-ถอนได้เฉพาะตามรอบที่ระบบกำหนด เพราะการเปลี่ยนเงินกลางทางทำให้สัดส่วนต้องคำนวณใหม่
MAMMulti-Account Managerบัญชีของแต่ละคนแยกกันผู้จัดการส่งคำสั่งจากหน้าจอเดียว แล้วระบบกระจายลงบัญชีย่อย ตั้งได้ทั้งแบบตามสัดส่วนและแบบล็อตคงที่ยืดหยุ่นกว่า แต่ต้องใช้ทุนสูงกว่า เพราะล็อตย่อยที่สุดที่โบรกรับได้เป็นตัวจำกัด
LAMMLot Allocation Management Moduleบัญชีแยกกันคัดลอกขนาดล็อตเท่ากันลงทุกบัญชี ไม่สนใจว่าทุนใครมากน้อย🔴 อันตรายกับพอร์ตเล็กที่สุดในสี่แบบ — ดูตัวเลขด้านล่าง
Copy Tradeบัญชีของเราเองคัดลอกตามสัดส่วนหรืออัตราส่วนที่เราตั้งเองเราปิดออเดอร์เองได้ทุกเมื่อ = คุมความเสียหายได้ด้วยตัวเอง

ทำไม LAMM ถึงต้องระวังเป็นพิเศษ ลองคิดเป็นเงิน: ผู้จัดการเปิด EURUSD ขนาด 0.10 ล็อต โดยตั้งจุดตัดขาดทุน 50 จุด ความเสียหายต่อไม้เท่ากับ 0.10 × $1 ต่อจุด × 50 = $50 เท่ากันทุกบัญชี แต่ความหมายไม่เท่ากันเลย

ทุนในบัญชีล็อตที่ได้รับเสียหายต่อไม้คิดเป็น % ของพอร์ต
$5,0000.10$501.0%
$1,0000.10$505.0%
$5000.10$5010.0%

คนสามคนเทรดกลยุทธ์เดียวกัน ไม้เดียวกัน วินาทีเดียวกัน แต่รับความเสี่ยงต่างกัน สิบเท่า — ถ้าผู้จัดการเสียติดกัน 5 ไม้ พอร์ต $5,000 ลง 5% ส่วนพอร์ต $500 ลง 50% เรื่องนี้ต่อยอดได้ที่ Copy Trade คืออะไร — ค่าคอม Master กินเท่าไร และกับดักของพอร์ตเล็ก และวิธีคำนวณล็อตให้พอดีทุนอยู่ที่ Money Management — สูตรคำนวณล็อตและกฎ 1%


6. PAMM ไม่ใช่กองทุนรวม — และไม่ใช่ทุกอย่างที่เรียกตัวเองว่า PAMM จะเป็น PAMM

คำอธิบายที่พบบ่อยคือ "เหมือนซื้อกองทุนรวม" ซึ่งช่วยให้เห็นภาพคร่าว ๆ แต่ผิดในจุดที่สำคัญที่สุดสี่จุด

ประเด็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนในไทยบัญชี PAMM ทั่วไป
ผู้กำกับดูแลมีหน่วยงานกำกับ และผู้จัดการกองทุนต้องมีใบอนุญาตขึ้นกับว่าโบรกเกอร์อยู่ภายใต้การกำกับของที่ใด — ผู้จัดการมักไม่ต้องมีใบอนุญาตใด ๆ
ผู้เก็บทรัพย์สินมีผู้รับฝากทรัพย์สินแยกจากบริษัทจัดการเงินอยู่กับโบรกเกอร์ ไม่มีบุคคลที่สามแยกออกมาในกรณีทั่วไป
เลเวอเรจถูกจำกัดตามนโยบายของกองทุนที่เปิดเผยไว้ผู้จัดการเลือกเองในแต่ละไม้ และมักไม่ปรากฏในรายงานผล
การเปิดเผยข้อมูลรายงานตามรอบตามเกณฑ์ที่กำหนดผู้ให้บริการเป็นคนกำหนดเองว่าจะโชว์อะไร — ส่วนใหญ่โชว์ % สะสม ไม่โชว์ drawdown รายวัน

ถ้าอยากเทียบกับของจริงฝั่งกองทุน อ่านได้ที่ กองทุนรวมคืออะไร — ใครดูแลเงินเรา และค่าธรรมเนียมกินผลตอบแทนไปเท่าไร

!
เรื่องกฎหมายไทยที่ต้องพูดตรง ๆ: การเทรดด้วยเงินของตัวเองเป็นคนละเรื่องกับการรับเงินจากคนอื่นมาบริหารหรือชักชวนคนทั่วไปให้ร่วมลงทุนโดยอ้างผลตอบแทน อย่างหลังเข้าข่ายการระดมทุนซึ่งมีกฎหมายกำกับอยู่ และเป็นรูปแบบที่พบซ้ำในคดีแชร์ลูกโซ่ที่อ้างชื่อ Forex บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย — อ่านรายละเอียดได้ที่ Forex กับกฎหมายไทย — เทรดเองผิดไหม ชักชวนคนอื่นผิดตรงไหน และ ระดมทุนเทรด ฝากเทรด Forex — เลขคณิตที่พิสูจน์ว่ามันไปต่อไม่ได้

7. เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ — คำถามที่ต้องได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร

1

ใครถือเงิน

เงินต้องอยู่ในบัญชีที่เปิดในชื่อของเราเองที่โบรกเกอร์ ไม่ใช่โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้จัดการหรือคนกลาง ถ้าคำตอบคือ "โอนมาที่ผมก่อน" ให้จบตรงนั้น

2

มี High-Water Mark ไหม

ถ้าไม่มี ค่าธรรมเนียมจะถูกเก็บซ้ำจากกำไรก้อนเดิมทุกครั้งที่พอร์ตเด้ง ตามที่คำนวณให้ดูในหัวข้อ 4 ถามด้วยว่า HWM รีเซ็ตเมื่อไร

3

ขอ drawdown สูงสุด

ตัวเลข % สะสมบอกอะไรไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าระหว่างทางเคยติดลบลึกสุดเท่าไร และติดลบนานสุดกี่เดือน ขอเป็นกราฟเส้นเงิน ไม่ใช่ตัวเลขเดียว

4

ผู้จัดการใส่เงินตัวเองกี่ %

เป็นตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่าคนสั่งเทรดเจ็บด้วยไหม ถ้าเขาถือ 0% เขารับเฉพาะส่วนแบ่งกำไร แต่ไม่รับส่วนแบ่งขาดทุน

5

ถอนได้เมื่อไร ใช้เวลาเท่าไร

ทดสอบด้วยการถอนจำนวนเล็กก่อนเสมอ และจดเวลาที่ใช้จริง เงื่อนไขที่เขียนไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักไม่ตรงกัน

6

มีการรับประกันผลตอบแทนไหม

ถ้ามีคำว่า "การันตี" หรือ "ผลตอบแทนคงที่ต่อเดือน" อยู่ในข้อเสนอ นั่นขัดกับกลไกของ PAMM โดยตรง เพราะ PAMM แบ่งผลตามจริง ไม่มีอะไรให้การันตีได้

ถ้าเหตุผลที่สนใจ PAMM คือ "ไม่มีเวลาดูกราฟเอง" ทางที่คุมความเสี่ยงได้มากกว่าคือเก็บเงินไว้ในบัญชีตัวเองแล้วตัดสินใจเอง โดยใช้บทวิเคราะห์ที่มีตัวเลขกำกับเป็นข้อมูลประกอบ — เราทำฝั่งนั้นไว้ที่ alphasigs.net ซึ่งบอกทั้งจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และผลย้อนหลังแบบไม่ตัดไม้ที่แพ้ออก

สรุป — สามบรรทัดที่ควรจำจากหน้านี้

  1. PAMM แบ่งทุกอย่างด้วยสัดส่วนเดียวกัน ทั้งกำไรและขาดทุน ไม่มีกลไกไหนที่ทำให้ขาลงเบากว่าขาขึ้น
  2. ตัวเลขผลตอบแทนที่ต้องดูคือตัวหลังหักค่าธรรมเนียม ในตัวอย่างของหน้านี้บัญชีทำได้ +8.0% แต่นักลงทุนได้ +2.6% และถ้าไม่มี High-Water Mark จะกลายเป็น −2.5%
  3. PAMM ต่างจาก MAM และ LAMM ที่วิธีจัดสรรออเดอร์ — LAMM ที่ให้ล็อตเท่ากันทุกบัญชีทำให้พอร์ต $500 กับ $5,000 รับความเสี่ยงต่างกันสิบเท่าจากไม้เดียวกัน

อยากอ่านต่อฝั่งการคุมความเสี่ยงของพอร์ตตัวเอง แนะนำ เครื่องคำนวณขนาดล็อต MT4 และ Risk Reward Ratio — วิธีคำนวณและอัตราชนะที่ต้องทำให้ได้ในแต่ละ R:R ส่วนใครที่อยากได้บทวิเคราะห์รายวันพร้อมตัวเลขกำกับไปใช้ตัดสินใจเอง ดูได้ที่ alphasigs.net

ภาพปกเดิมของบทความ PAMM และ MAM คืออะไร ของเว็บคนเล่น Forex
ภาพปกเดิมของหน้านี้ตั้งแต่ปี 2021 — เก็บไว้เพื่อไม่ให้ลิงก์รูปที่เคยแชร์ออกไปแล้วเสียหาย

คำเตือน: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนและไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ตรวจสอบสูตรตามได้เอง ไม่ใช่ผลการดำเนินงานจริงของกองใด และไม่ได้บอกว่าผลในอนาคตจะเป็นอย่างไร เงื่อนไขค่าธรรมเนียม รอบการถอน และการมีหรือไม่มี High-Water Mark ต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ ต้องอ่านเอกสารของผู้ให้บริการนั้นเองก่อนตัดสินใจเสมอ การเทรดและการมอบเงินให้ผู้อื่นบริหารมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น

ความคิดเห็น

Related stories