ทฤษฎีดาว (Dow Theory) คืออะไร — 6 หลักการดั้งเดิม วิธีอ่านเทรนด์เป็นตัวเลข และข้อที่ใช้กับ Forex ไม่ได้
ทฤษฎีดาว (Dow Theory) คือ ชุดหลักการอ่านแนวโน้มตลาด 6 ข้อ ที่เรียบเรียงขึ้นจากบทความของ Charles H. Dow นักหนังสือพิมพ์ผู้ก่อตั้ง The Wall Street Journal เมื่อกว่า 120 ปีก่อน แก่นของมันคือประโยคเดียว: ตลาดเคลื่อนที่เป็นแนวโน้ม และแนวโน้มนั้นดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่ามันจบแล้ว
ทฤษฎีดาวเป็นรากของการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกือบทั้งหมดที่ใช้กันทุกวันนี้ — แนวคิดเรื่องเทรนด์ขาขึ้น/ขาลง การนับคลื่น Elliott Wave และการอ่านโครงสร้างราคาแบบ Price Action ล้วนต่อยอดมาจากที่นี่ บทความนี้อธิบายหลักการทั้ง 6 ข้อ แปลง "เทรนด์" ให้เป็นตัวเลขที่วัดได้จริง และบอกตรง ๆ ว่าข้อไหนใช้กับตลาด Forex ไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนที่บทความส่วนใหญ่ไม่พูดถึง
ทฤษฎีดาวคืออะไร และมาจากไหน
Charles Dow ไม่เคยเขียนหนังสือชื่อ "ทฤษฎีดาว" เลย เขาเขียนเป็นบทบรรณาธิการลงหนังสือพิมพ์ระหว่างปี 1899–1902 หลังเขาเสียชีวิต William P. Hamilton และ Robert Rhea จึงรวบรวมแนวคิดที่กระจัดกระจายเหล่านั้นเรียบเรียงเป็นหลักการ 6 ข้ออย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้
สิ่งที่ Dow ทำคือสร้างดัชนีขึ้นมาสองตัว — ดัชนีอุตสาหกรรม (บริษัทที่ผลิตสินค้า) และ ดัชนีขนส่งทางราง (บริษัทที่ขนสินค้านั้นไปขาย) — แล้วสังเกตว่าทั้งสองตัวเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันอย่างไร นี่คือที่มาของหลักการข้อที่เราจะเห็นว่าใช้กับ Forex ไม่ได้ตรง ๆ ในหัวข้อท้ายบทความ
หลักการ 6 ข้อของทฤษฎีดาว
| ข้อ | หลักการ | ความหมายในทางปฏิบัติ | ใช้กับ Forex ได้? |
|---|---|---|---|
| 1 | ราคาสะท้อนทุกอย่างแล้ว The averages discount everything | ข่าว ผลประกอบการ อารมณ์ตลาด ทุกอย่างถูกรวมอยู่ในราคาแล้ว จึงวิเคราะห์จากราคาได้เลย | ได้ |
| 2 | ตลาดมีแนวโน้ม 3 ระดับ The market has three movements | แนวโน้มใหญ่ · แนวโน้มกลาง (การพักตัว) · แนวโน้มย่อย (สัญญาณรบกวน) | ได้ |
| 3 | แนวโน้มหลักมี 3 เฟส Primary trends have three phases | สะสม → มหาชนมีส่วนร่วม → แจกจ่าย | ได้บางส่วน |
| 4 | ดัชนีต้องยืนยันซึ่งกันและกัน The averages must confirm each other | ดัชนีสองตัวที่เกี่ยวข้องกันต้องไปทางเดียวกัน จึงจะเชื่อว่าแนวโน้มนั้นจริง | ไม่ได้ตรง ๆ |
| 5 | ปริมาณต้องยืนยันแนวโน้ม Volume must confirm the trend | ราคาขึ้นพร้อมปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้น จึงจะน่าเชื่อถือ | แทบไม่ได้ |
| 6 | แนวโน้มดำเนินต่อจนกว่าจะมีสัญญาณกลับตัวชัดเจน Trends persist until a definitive reversal | อย่าเดาว่าเทรนด์จบ ให้รอหลักฐานจากโครงสร้างราคา | ได้ — และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด |
แนวโน้ม 3 ระดับ — และเส้นแบ่งที่ Dow ให้ไว้เป็นตัวเลข
แนวโน้มใหญ่ (Primary)
กินเวลาตั้งแต่ 1 ปีถึงหลายปี เป็นทิศทางหลักที่ทุกอย่างอื่นเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน เปรียบเหมือนกระแสน้ำขึ้นน้ำลง
แนวโน้มกลาง (Secondary)
กินเวลา 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน คือช่วงที่ราคาย่อสวนแนวโน้มใหญ่ เปรียบเหมือนคลื่นบนผิวน้ำ
แนวโน้มย่อย (Minor)
สั้นกว่า 3 สัปดาห์ Dow ถือว่าเป็นสัญญาณรบกวนที่ถูกปั่นได้ง่ายที่สุด และให้น้ำหนักน้อยที่สุด
สิ่งที่มักถูกข้ามคือ Dow ให้ตัวเลขไว้ด้วย — การพักตัวของแนวโน้มกลาง มักย่อกลับมาราว 1 ใน 3 ถึง 2 ใน 3 ของขาหลักก่อนหน้า ลองวัดกับขาขึ้นจริงหนึ่งขาดู
| ระดับ | ที่มา | ราคา | ย่อกลับมาแล้ว |
|---|---|---|---|
| ขาขึ้นเต็มขา | 1.05000 → 1.09500 | — | 450 pip |
| 1 ใน 3 (Dow) | 1.09500 − (450 × 0.333) | 1.08000 | 150 pip |
| 38.2% (Fibonacci) | 1.09500 − (450 × 0.382) | 1.07780 | 172 pip |
| 50.0% (Fibonacci) | 1.09500 − (450 × 0.500) | 1.07250 | 225 pip |
| 61.8% (Fibonacci) | 1.09500 − (450 × 0.618) | 1.06720 | 278 pip |
| 2 ใน 3 (Dow) | 1.09500 − (450 × 0.667) | 1.06500 | 300 pip |
3 เฟสของแนวโน้มหลัก — สะสม มหาชน แจกจ่าย
Dow มองว่าแนวโน้มใหญ่ทุกครั้งเดินผ่านสามช่วงเสมอ และช่วงที่คนทั่วไปเข้ามามากที่สุดคือช่วงที่เหลือทางให้ไปน้อยที่สุด
- ช่วงสะสม (Accumulation) — ข่าวยังร้าย คนทั่วไปยังไม่สนใจ แต่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ราคาแกว่งในกรอบแคบ ช่วงนี้ยาวและน่าเบื่อที่สุด
- ช่วงมหาชนมีส่วนร่วม (Public participation) — แนวโน้มเริ่มชัด ข่าวเริ่มดี คนเข้ามามากขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วและยาวที่สุด และเป็นช่วงที่นักเทคนิคส่วนใหญ่ทำงาน
- ช่วงแจกจ่าย (Distribution) — ข่าวดีที่สุด คนพูดถึงมากที่สุด แต่ราคาเริ่มไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ปริมาณเริ่มขัดกับราคา ช่วงนี้คือช่วงที่คนที่สะสมมาตั้งแต่ต้นกำลังทยอยขายออก
แปลงเทรนด์ให้เป็นตัวเลข — HH / HL / LH / LL
คำว่า "แนวโน้มขาขึ้น" ฟังดูคลุมเครือ แต่ทฤษฎีดาวนิยามมันไว้ชัดมาก และนิยามนี้คือสิ่งที่ทำให้ทฤษฎีดาวยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้
ลองไล่จุดกลับตัวจริงชุดหนึ่งดูทีละจุด จะเห็นว่าเทรนด์เริ่มและจบตรงไหนโดยไม่ต้องเดาเลย
| จุดที่ | ประเภท | ราคา | เทียบกับจุดเดียวกันก่อนหน้า | สถานะเทรนด์ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ก้น | 1.05000 | จุดอ้างอิงแรก | ยังบอกไม่ได้ |
| 2 | ยอด | 1.07200 | จุดอ้างอิงแรก | ยังบอกไม่ได้ |
| 3 | ก้น | 1.06100 | สูงกว่า 1.05000 → HL | เริ่มเป็นขาขึ้น |
| 4 | ยอด | 1.08900 | สูงกว่า 1.07200 → HH | ขาขึ้นยืนยันแล้ว |
| 5 | ก้น | 1.07700 | สูงกว่า 1.06100 → HL | ขาขึ้นยังอยู่ |
| 6 | ยอด | 1.09500 | สูงกว่า 1.08900 → HH | ขาขึ้นยังอยู่ |
| 7 | ก้น | 1.08000 | สูงกว่า 1.07700 → HL | ขาขึ้นยังอยู่ |
| 8 | ยอด | 1.09100 | ต่ำกว่า 1.09500 → LH | สัญญาณเตือน — ยังไม่จบ |
| 9 | ก้น | 1.07400 | ต่ำกว่า 1.08000 → LL | ขาขึ้นจบตามนิยาม |
จุดสำคัญอยู่ที่แถว 8 กับ 9 — ยอดที่ต่ำลงเพียงลำพังยังไม่ใช่การจบเทรนด์ มันเป็นแค่คำเตือน เทรนด์จะจบตามนิยามของ Dow ก็ต่อเมื่อก้นถูกทำให้ต่ำลงด้วย นี่คือความหมายของหลักการข้อ 6 ที่ว่า "ดำเนินต่อจนกว่าจะมีสัญญาณกลับตัวชัดเจน" — และมันคือกฎที่วัดได้ ไม่ใช่ความรู้สึก
"รอจนกว่าจะมีสัญญาณชัดเจน" — ต้นทุนที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
หลักการข้อ 6 ฟังดูรอบคอบ แต่มันมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ ใช้โครงสร้างชุดเดิม: เข้าซื้อตอนที่ขาขึ้นยืนยันแล้วคือเมื่อราคาผ่านยอดเดิมที่ 1.07200 ราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 1.09500 แปลว่า หลังเข้าออเดอร์แล้วมีระยะให้จับได้จริง 230 pip ทีนี้แต่ละกฎการออกจะจับได้เท่าไร
| กฎการออก | ราคาออก | ได้กี่ pip | คิดเป็น % ของ 230 ที่มีให้จับ | คืนกำไรไปเท่าไร |
|---|---|---|---|---|
| ออกที่ยอดพอดี (ทำไม่ได้จริง) | 1.09500 | 230 | 100.0% | 0 pip |
| ออกเมื่อเกิด LH แล้วราคาอ่อนตัว | 1.08500 | 130 | 56.5% | 100 pip |
| ออกเมื่อหลุดก้นก่อนหน้า (1.08000) | 1.08000 | 80 | 34.8% | 150 pip |
| ออกเมื่อยืนยัน LL ตามทฤษฎีดาว | 1.07400 | 20 | 8.7% | 210 pip |
ในทางกลับกัน กฎที่หลวมกว่าก็มีต้นทุนของมัน — ถ้าออกทุกครั้งที่ยอดต่ำลง จะโดนเขี่ยออกจากเทรนด์ที่ยังไม่จบบ่อยมาก เพราะ LH เกิดได้ระหว่างการพักตัวปกติ สิ่งที่ต้องตัดสินใจจึงไม่ใช่ "กฎไหนดีกว่า" แต่คือ ยอมจ่ายต้นทุนแบบไหน ระหว่างคืนกำไรตอนท้าย กับหลุดออกจากเทรนด์ก่อนเวลา
สองข้อที่ใช้กับตลาด Forex ไม่ได้ตรง ๆ
ทฤษฎีดาวถูกคิดขึ้นสำหรับตลาดหุ้นอเมริกาเมื่อ 120 ปีก่อน มีสองข้อที่ย้ายมาใช้กับค่าเงินไม่ได้ตรง ๆ และควรรู้ไว้แทนที่จะท่องตามกันไป
ดัชนีต้องยืนยันกัน — ไม่มีคู่ให้ยืนยันใน Forex
ต้นฉบับหมายถึงดัชนีอุตสาหกรรมกับดัชนีขนส่งทางราง คือ "ผู้ผลิต" กับ "ผู้ขนส่ง" ที่ต้องไปทางเดียวกันจึงจะเชื่อว่าเศรษฐกิจดีจริง ตลาดค่าเงินไม่มีโครงสร้างแบบนี้ สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือการดูคู่เงินที่สัมพันธ์กัน เช่นดูดัชนีดอลลาร์ประกอบกับคู่ที่มีดอลลาร์อยู่ — แต่นั่นเป็นการตีความใหม่ ไม่ใช่หลักการเดิม
ปริมาณต้องยืนยัน — Forex ไม่มีปริมาณจริง
ตลาดหุ้นมีตลาดกลาง ปริมาณซื้อขายจึงเป็นตัวเลขจริงตัวเดียว แต่ Forex เป็นตลาดกระจายศูนย์ ตัวเลข Volume ที่เห็นใน MT4/MT5 คือจำนวนครั้งที่ราคาขยับ (tick) ของโบรกเกอร์รายนั้นรายเดียว ไม่ใช่ปริมาณเงินที่ซื้อขายจริงทั้งตลาด และแต่ละโบรกเกอร์ก็ให้ตัวเลขไม่เท่ากัน
ที่ AlphaSignals เราเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ระบุจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายไว้ครบตั้งแต่ต้น พร้อมบันทึกผลย้อนหลังแบบไม่ตัดไม้ที่แพ้ออก เพราะตัวเลขที่ตรวจสอบย้อนหลังได้มีค่ากว่าตัวเลขที่ดูสวย
เช็กลิสต์ใช้ทฤษฎีดาวกับกราฟจริง
- เลือกกรอบเวลาที่จะถือว่าเป็น "แนวโน้มใหญ่" ก่อน แล้วจึงดูกรอบเล็กลงมา — อย่าสลับไปมา
- ไล่จุดกลับตัวทีละจุด แล้วเขียนกำกับว่าเป็น HH · HL · LH หรือ LL ให้ครบ
- ระบุก้นล่าสุดของขาขึ้น (หรือยอดล่าสุดของขาลง) ให้ได้เป็นตัวเลข — นี่คือเส้นแบ่งว่าเทรนด์ยังอยู่หรือจบ
- เจอ LH แล้วอย่าเพิ่งสรุปว่าจบ ให้ถือเป็นคำเตือนและลดขนาดความเสี่ยงแทน
- วัดการพักตัวว่าย่อไปกี่ % ของขาก่อนหน้า ถ้าเกิน 2 ใน 3 ให้ระวังว่าอาจไม่ใช่การพักตัวแล้ว
- แยกกฎ "ตัดสินทิศทาง" ออกจากกฎ "ปิดออเดอร์" อย่าใช้กฎเดียวกันทำสองหน้าที่
- อย่าใช้ตัวเลข Volume ใน MT4/MT5 เป็นหลักฐานยืนยันเทรนด์ในตลาด Forex
สรุป
ทฤษฎีดาวคือ หลักการอ่านแนวโน้ม 6 ข้อที่เรียบเรียงจากงานเขียนของ Charles Dow เมื่อกว่า 120 ปีก่อน และยังเป็นรากของการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน สิ่งที่มีค่าที่สุดของมันไม่ใช่การทำนายราคา แต่คือนิยามที่วัดได้ว่าอะไรคือเทรนด์ — ยอดสูงขึ้นและก้นสูงขึ้นคือขาขึ้น ยอดต่ำลงและก้นต่ำลงคือขาลง
และสิ่งที่ต้องระวังคือ การ "รอสัญญาณชัดเจน" ตามหลักการข้อ 6 มีต้นทุนที่คำนวณได้ ในตัวอย่างข้างบนคือคืนกำไรกลับไป 210 จาก 230 pip — จึงต้องแยกให้ออกว่ากฎนี้ใช้ตัดสินทิศทาง ไม่ใช่ใช้ปิดออเดอร์ · ดูแนวทางการวางความเสี่ยงต่อไม้เพิ่มเติมได้ที่นี่
ตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลการเทรดจริง และไม่ได้บอกว่ากฎการออกแบบใดให้ผลกำไรมากกว่ากัน
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน
😍
ตอบลบ