FVG คืออะไร — Fair Value Gap ดูยังไง และถูกเติมเต็มจริงกี่เปอร์เซ็นต์

FAIR VALUE GAP ช่องว่างจากแท่งที่ 1 ถึงแท่งที่ 3 1 2 3 FVG คืออะไร Fair Value Gap ฉบับวัดจริง โดย คนเล่น Forex SAMPLE 13,989 ช่อง FVG บนกราฟ H1 EURUSD · GBPUSD · USDJPY · ทองคำ เติมเต็มภายใน 48 แท่ง 80–83% แถบธรรมดาที่กว้างเท่ากัน ก็ถูกเติมเต็ม 78–82% ฉบับวัดเป็นตัวเลข
Smart Money Concept

FVG คืออะไร — Fair Value Gap ดูยังไง ตีกรอบยังไง และถูกเติมเต็มจริงกี่เปอร์เซ็นต์ วัดจาก 13,989 ช่อง

FVG ย่อมาจาก Fair Value Gap คือช่องว่างของราคาที่เกิดจากแท่งเทียนสามแท่งเรียงกัน โดยแท่งกลางวิ่งแรงจนแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 ไม่มีช่วงราคาที่ทับกันเลย ช่วงที่ขาดหายไปตรงกลางนั้นคือ FVG และมันคือร่องรอยว่าราคาผ่านโซนนั้นไปเร็วเกินกว่าที่ทั้งสองฝั่งจะจับคู่คำสั่งกันได้ทัน

คำอธิบายแค่นั้นหาอ่านได้ทุกที่ สิ่งที่บทความนี้เพิ่มเข้ามาคือ ตัวเลขจริง — เรานับช่อง FVG บนกราฟ H1 ของ EURUSD, GBPUSD, USDJPY และทองคำ รวม 13,989 ช่อง ย้อนหลังเกือบสามปี แล้ววัดว่ามันถูกเติมเต็มจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลากี่แท่ง และ — ข้อที่สำคัญที่สุด — เทียบกับแถบราคาธรรมดาที่กว้างเท่ากันแล้วต่างกันแค่ไหน คำตอบของข้อสุดท้ายเปลี่ยนวิธีที่ควรใช้ FVG ไปพอสมควร


FVG คืออะไร — Fair Value Gap ย่อมาจากอะไร

Fair Value Gap (FVG) แปลตรงตัวว่า "ช่องว่างของราคาที่ยุติธรรม" ชื่อมาจากแนวคิดที่ว่า ราคาที่ตลาดยอมรับร่วมกันคือราคาที่ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายมีโอกาสทำรายการกันจริง ๆ แต่ตอนที่ราคาวิ่งแรงมาก ๆ มันจะ กระโดดข้ามบางช่วงราคาไปโดยแทบไม่มีการซื้อขาย ช่วงที่ถูกข้ามนั้นจึงยังไม่ถูก "ตีราคา" อย่างเป็นธรรม

บนกราฟแท่งเทียน มันนิยามได้ชัดเจนด้วยแท่งสามแท่งติดกัน และเป็นนิยามที่ตรวจได้ด้วยเลขล้วน ๆ ไม่ต้องตีความ

1

แท่งที่ 1 — แท่งก่อนหน้า

ใช้ High ของแท่งนี้ (กรณีขาขึ้น) หรือ Low (กรณีขาลง) เป็นขอบหนึ่งของช่อง

2

แท่งที่ 2 — แท่งแรง

แท่งตัวยาวที่วิ่งเร็วจนทิ้งระยะ แท่งนี้ ไม่ได้ใช้กำหนดขอบช่อง มันเป็นแค่สาเหตุ

3

แท่งที่ 3 — แท่งถัดมา

ใช้ Low ของแท่งนี้ (ขาขึ้น) หรือ High (ขาลง) เป็นอีกขอบหนึ่ง ถ้ามันยังไม่ทับกับแท่งที่ 1 แปลว่ามี FVG

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด — ขอบของช่องมาจาก แท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้มาจากตัวแท่งกลาง หลายคนไปลากกรอบครอบตัวแท่งยาว ๆ ตรงกลาง ซึ่งจะได้โซนที่กว้างกว่าความจริงหลายเท่า และทำให้จุดตัดขาดทุนไกลออกไปโดยไม่จำเป็น
ภาพหัวเรื่อง FVG Forex คืออะไร พร้อมกราฟแท่งเทียนและแผนภาพ Fair Value Gap
FVG เป็นหนึ่งในเครื่องมือของสาย Smart Money Concept ที่นิยามได้ชัดเจนที่สุด — และเป็นเหตุผลที่วัดเป็นตัวเลขได้ทั้งบทความนี้

FVG ดูยังไง — ตีกรอบช่องให้เป็นตัวเลขสองตัว

เมื่อเห็นแท่งสามแท่งแล้ว สิ่งที่ต้องได้ออกมาคือ ตัวเลขสองตัว คือขอบบนกับขอบล่างของช่อง ถ้าจดสองตัวนี้ไม่ได้ แปลว่ายังไม่เห็นช่องจริง ๆ

ชนิดของช่องเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงขอบล่างของช่องขอบบนของช่อง
Bullish FVG (ช่องฝั่งขาขึ้น)Low ของแท่งที่ 3 > High ของแท่งที่ 1High ของแท่งที่ 1Low ของแท่งที่ 3
Bearish FVG (ช่องฝั่งขาลง)High ของแท่งที่ 3 < Low ของแท่งที่ 1High ของแท่งที่ 3Low ของแท่งที่ 1

ตัวอย่างตัวเลขแบบหนึ่ง: สมมติบน EURUSD H1 แท่งที่ 1 มี High = 1.08500 แท่งที่ 2 เป็นแท่งเขียวยาว แท่งที่ 3 มี Low = 1.08545 ⇒ Low ของแท่งที่ 3 สูงกว่า High ของแท่งที่ 1 อยู่ 4.5 pip นั่นคือ Bullish FVG ที่มีขอบล่าง 1.08500 และขอบบน 1.08545 ความกว้างของช่อง = 4.5 pip

แผนภาพแท่งเทียนสามแท่งแสดงตำแหน่งของ Fair Value Gap ทั้งฝั่งขาขึ้นและขาลง ระหว่างแท่งที่หนึ่งกับแท่งที่สาม
ซ้ายคือ Bullish FVG ขวาคือ Bearish FVG — สังเกตว่าเส้นประที่กำหนดขอบช่องลากมาจากแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 ไม่ใช่จากแท่งกลาง
คำว่า "เติมเต็มช่อง" ที่ใช้ตลอดบทความนี้หมายถึง ราคากลับมาถึงขอบไกลของช่อง — สำหรับ Bullish FVG คือลงมาแตะ 1.08500 ไม่ใช่แค่แตะขอบบนที่ 1.08545
การเกิด FVG แล้วราคากลับมา — ตัวอย่าง EURUSD H1 ช่อง 1.08500–1.08545 กว้าง 4.5 pip · ราคากลับมาแตะขอบบนก่อน แล้วทะลุลงไปถึงขอบล่าง 1.086201.08420 FVG 1.08500 – 1.08545 · กว้าง 4.5 pip ขอบบน 1.08545ขอบล่าง 1.08500 123 = แท่งที่ 1, 2, 3 ที่สร้างช่อง — แท่ง 2 คือแท่งแรงที่ทำให้แท่ง 1 กับ 3 ไม่ทับกัน จุดส้ม — ราคากลับมาแตะขอบบน (ขอบใกล้) ครั้งแรก จุดนี้คือที่คนมักใช้เป็นราคาเข้า จุดแดง — ราคาเดินต่อจนถึงขอบล่าง นับว่าช่องถูกเติมเต็มแล้ว จากข้อมูลจริง 3,773 ช่องบน EURUSD — เมื่อแตะขอบบนแล้ว ราคาเดินต่อจนถึงขอบล่าง 91.2% ของครั้ง
ช่องเกิดจากแท่ง 1 และ 3 — ราคาที่กลับมามักไม่หยุดที่ขอบบน แต่เดินต่อจนถึงขอบล่าง

"FVG ถูกเติมเต็มประมาณ 80%" — จริงไหม วัดจาก 13,989 ช่อง

ตัวเลข "ประมาณ 80%" ที่วนอยู่ในคอนเทนต์สาย Smart Money ทั่วไป เป็นตัวเลขที่ถูก เราวัดซ้ำแล้วได้ค่าใกล้กันมากในทุกสินทรัพย์ที่ทดสอบ

วิธีวัด — ข้อมูลแท่งเทียน H1 จาก Yahoo Finance · หาช่อง FVG ตามนิยามสามแท่งข้างบนแบบตรงตัว · นับว่า "เติมเต็ม" เมื่อราคาแตะขอบไกลของช่องภายใน 48 แท่ง (ราวสองวันเทรด) หลังช่องเกิด · นับเฉพาะช่องที่มีแท่งข้างหน้าครบ 48 แท่ง
สินทรัพย์ (H1)จำนวนช่องความกว้างมัธยฐานราคาแตะขอบใกล้เติมเต็มทั้งช่องมัธยฐานเวลาที่ใช้
EURUSD3,7734.1 pip90.2%82.2%3 แท่ง
GBPUSD4,3774.2 pip90.1%82.9%3 แท่ง
USDJPY3,2586.3 pip89.6%82.7%3 แท่ง
ทองคำ (สัญญาล่วงหน้า GC)2,581$3.0088.1%80.4%4 แท่ง
รวม13,989ราว 89%80–83%3–4 แท่ง
13,989
ช่อง FVG ที่นับได้
80–83%
ถูกเติมเต็มภายใน 48 แท่ง
3–4
มัธยฐานจำนวนแท่งที่ใช้

ถึงตรงนี้ตัวเลขดูน่าเชื่อถือมาก และเป็นจุดที่คอนเทนต์ส่วนใหญ่หยุดเล่า แต่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ยังตอบไม่ได้ว่า 80% นี้เป็นคุณสมบัติของ FVG จริง ๆ หรือเป็นเพียงคุณสมบัติของ "ช่วงราคาแคบ ๆ ที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน" — ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง มันจะไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจอะไรได้เลย


ตัวเลขที่เปลี่ยนเรื่องทั้งหมด — เทียบกับแถบธรรมดาที่กว้างเท่ากัน

เพื่อตอบคำถามข้างบน เราทำการทดสอบเทียบเคียงแบบนี้: สำหรับ FVG ทุกช่อง เราจำไว้สองอย่างคือ ความกว้างของช่อง และ ระยะห่างจากราคาปิดถึงขอบใกล้ของช่อง จากนั้นไปสุ่มแท่งอื่นในกราฟเดียวกัน แล้ววาง "แถบสมมติ" ที่มีความกว้างและระยะห่างเท่ากันเป๊ะ โดย ไม่ต้องมี FVG อยู่ตรงนั้นเลย แล้ววัดด้วยกติกาเดียวกันทุกข้อ

ถ้า FVG มีคุณสมบัติพิเศษจริง อัตราเติมเต็มของมันต้องสูงกว่าแถบสมมติอย่างชัดเจน ผลที่ได้คือ

สินทรัพย์FVG จริงแถบเทียบเคียง (กว้างเท่ากัน อยู่ห่างเท่ากัน)ส่วนต่าง
EURUSD82.2%80.1%+2.1 จุด%
GBPUSD82.9%81.8%+1.1 จุด%
USDJPY82.7%79.9%+2.8 จุด%
ทองคำ80.4%78.2%+2.2 จุด%
อัตราเติมเต็มภายใน 48 แท่ง — FVG จริง เทียบกับแถบธรรมดาที่กว้างเท่ากัน แกนเริ่มที่ 70% เพื่อให้เห็นส่วนต่าง — ส่วนต่างจริงมีแค่ 1.1 ถึง 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์ 70%75%80%85%90% EURUSDGBPUSDUSDJPYทองคำ 82.2%82.9%82.7%80.4% 80.1%81.8%79.9%78.2% FVG แถบเทียบ FVG จริง แถบเทียบเคียงที่กว้างและอยู่ห่างเท่ากัน
แท่งสีเข้มคือ FVG จริง แท่งสีเทาคือแถบสมมติที่กว้างเท่ากันและอยู่ห่างจากราคาเท่ากัน — สองแท่งเกือบเท่ากันทุกสินทรัพย์
จาก 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เห็น มี เพียง 1 ถึง 3 จุดเปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่เป็นของ FVG เอง — ส่วนที่เหลือคือคุณสมบัติของ "ช่วงราคาแคบที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน" ซึ่งแถบไหนที่วาดไว้ตรงนั้นก็เป็น

นี่ไม่ได้แปลว่า FVG ไร้ประโยชน์ แต่แปลว่า มันไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเดี่ยว ๆ ในการเข้าเทรด สิ่งที่ FVG ทำได้ดีคือเป็น เครื่องหมายบอกตำแหน่ง ว่าราคาเพิ่งวิ่งผ่านตรงไหนเร็วผิดปกติ ซึ่งมีค่าเมื่อเอาไปรวมกับบริบทอื่น — ไม่ใช่เป็นสัญญาณซื้อขายในตัวเอง


ราคากลับมาแตะช่องแล้วเกิดอะไรขึ้น — ทะลุผ่านไปเลย 91%

ตัวเลขชุดต่อไปนี้สำคัญกว่าอัตราเติมเต็มมาก เพราะมันคือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเราเข้าไม้แล้ว คำถามคือ เมื่อราคากลับมาแตะขอบใกล้ของช่อง (จุดที่คนมักใช้เป็นราคาเข้า) มันหยุดแล้วเด้งกลับ หรือมันเดินต่อจนทะลุช่องไปเลย

สินทรัพย์ราคากลับมาแตะขอบใกล้ในจำนวนนั้น ทะลุต่อจนสุดช่อง
EURUSD3,403 ครั้ง3,103 ครั้ง = 91.2%
GBPUSD3,945 ครั้ง3,628 ครั้ง = 92.0%
USDJPY2,919 ครั้ง2,694 ครั้ง = 92.3%
ทองคำ2,273 ครั้ง2,076 ครั้ง = 91.3%

ตีความตรง ๆ: ในสิบครั้งที่ราคากลับมาแตะขอบช่อง มันเดินทะลุช่องไปทั้งช่องเก้าครั้ง ช่อง FVG จึงไม่ใช่กำแพงที่ราคาชนแล้วเด้ง มันเป็นแค่ช่วงราคาที่ราคาเดินผ่านได้ตามปกติ

⚠️
ผลที่ตามมาทันทีคือเรื่องจุดตัดขาดทุน — วิธีที่สอนกันบ่อยคือ "เข้าที่ขอบใกล้ วาง SL ใต้ขอบไกลของช่อง" ตัวเลขข้างบนบอกว่า SL แบบนั้นจะโดนกินราว 9 ใน 10 ครั้งที่ราคากลับมาแตะ ถ้าจะใช้ FVG เป็นจุดเข้าจริง ๆ จุดตัดขาดทุนต้องอ้างอิง โครงสร้างราคาที่อยู่เลยช่องออกไป เช่นก้นสวิงหรือยอดสวิงก่อนหน้า ไม่ใช่ขอบของช่องเอง — และเมื่อ SL ไกลขึ้น ขนาดสถานะต้องเล็กลงตามส่วนเสมอ

ช่องยิ่งแคบ ยิ่งถูกทะลุ — ความกว้างเปลี่ยนคำตอบทั้งหมด

ค่าเฉลี่ยรวมซ่อนรายละเอียดสำคัญไว้ ถ้าแยกช่องออกเป็นสี่กลุ่มตามความกว้าง (กลุ่มละ 25% เท่า ๆ กัน) ภาพจะเปลี่ยนไปมาก

EURUSD H1 · แบ่งตามความกว้างช่องจำนวนเติมเต็มแตะแล้วทะลุต่อ
แคบสุด — ต่ำกว่า 2.3 pip94191.3%97.5%
2.3 – 4.1 pip94586.1%95.7%
4.1 – 8.1 pip94381.4%91.2%
กว้างสุด — เกิน 8.1 pip94470.1%79.9%
ทองคำ H1 · แบ่งตามความกว้างช่องจำนวนเติมเต็มแตะแล้วทะลุต่อ
แคบสุด — ต่ำกว่า $1.2063986.5%99.1%
$1.20 – $3.0063184.0%93.8%
$3.00 – $6.9066381.3%92.3%
กว้างสุด — เกิน $6.9064870.1%80.2%

รูปแบบนี้ซ้ำเหมือนกันทุกสินทรัพย์ที่ทดสอบ — GBPUSD กลุ่มแคบสุดทะลุ 98.9% กลุ่มกว้างสุด 80.0% · USDJPY กลุ่มแคบสุดทะลุ 99.3% กลุ่มกว้างสุด 80.0% ข้อสรุปคือ

  • ช่องแคบแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย — ช่องกว้าง 1-2 pip บน H1 คือความผันผวนปกติของแท่งเดียว ราคาเดินผ่านมันได้ตลอดเวลา การทำเครื่องหมายไว้แทบไม่ต่างจากทำเครื่องหมายไว้บนที่ว่าง
  • ช่องกว้างคือช่องที่มีความหมายกว่า — แต่ก็ยังถูกเติมเต็มถึง 70% อยู่ดี และเมื่อราคากลับมาแตะ ยังทะลุต่อ 80% ⇒ ไม่ใช่กำแพง แค่ "แข็งกว่า" เท่านั้น
  • กติกาคัดกรองที่ใช้ได้จริงจึงเป็นเรื่องความกว้าง — ตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นสัดส่วนของ ATR หรือของความกว้างเฉลี่ยของแท่ง แล้วทิ้งช่องที่เล็กกว่านั้นไปทั้งหมด

ช่องถูกเติมเต็มเร็วแค่ไหน

ถ้าเติมเต็มจะเกิดเร็วมาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอหลายวัน ตัวเลขสะสมของ EURUSD และ GBPUSD ออกมาแทบเท่ากัน

เวลาหลังช่องเกิดEURUSD เติมเต็มสะสมGBPUSD เติมเต็มสะสม
ภายใน 1 แท่ง23.4%23.4%
ภายใน 3 แท่ง41.2%41.9%
ภายใน 6 แท่ง53.7%54.8%
ภายใน 12 แท่ง64.9%66.4%
ภายใน 24 แท่ง75.1%76.2%
ภายใน 48 แท่ง82.2%82.9%
อ่านตารางนี้ให้ออก — เกือบหนึ่งในสี่ของช่องถูกเติมเต็มตั้งแต่ แท่งถัดไปแท่งเดียว และเกินครึ่งจบภายในหกแท่ง แปลว่าช่องส่วนใหญ่ที่เห็นบนกราฟย้อนหลังนั้น ไม่เคยมีอยู่นานพอให้ใครได้ใช้จริง — มันเกิดแล้วถูกลบทิ้งภายในไม่กี่ชั่วโมง ช่องที่ยังค้างอยู่หลายวันจึงเป็นของหายากโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะมันดีกว่า

ต้นทุนที่กินช่องแคบจนแทบไม่เหลือ

เรื่องที่คอนเทนต์ FVG แทบไม่พูดถึงคือ ค่าสเปรด ถ้าจะเข้าที่ขอบหนึ่งของช่องแล้วออกที่อีกขอบหนึ่ง ระยะทางที่ได้คือความกว้างของช่อง ซึ่งเรามีตัวเลขมัธยฐานอยู่แล้ว เอามาเทียบกับสเปรดตรง ๆ ได้เลย

สินทรัพย์ความกว้างช่อง (มัธยฐาน)สเปรดที่ใช้สมมติสเปรดคิดเป็นสัดส่วนของช่อง
EURUSD4.1 pip1.0 pip24.4%
GBPUSD4.2 pip1.5 pip35.7%
USDJPY6.3 pip1.2 pip19.0%
ทองคำ$3.00$0.3010.0%
⚠️
ตัวเลขสเปรดในตารางเป็นค่าสมมติเพื่อให้คำนวณตามได้ ไม่ใช่ค่าจริงของโบรกเกอร์ใด — ให้เปิดดูสเปรดจริงของบัญชีตัวเองในช่วงเวลาที่เทรดจริง แล้วแทนลงในช่องที่สาม สูตรคือ สเปรด ÷ ความกว้างช่อง ถ้าค่าที่ได้เกิน 30% แปลว่ากำลังจ่ายต้นทุนเกินหนึ่งในสามของระยะทางทั้งหมดที่หวังไว้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่กดออเดอร์

นี่คือเหตุผลอีกข้อที่การคัดช่องด้วยความกว้างจึงสำคัญ ช่องที่แคบกว่าสเปรดเพียงสองสามเท่าไม่มีทางคุ้มไม่ว่าความน่าจะเป็นจะดูดีแค่ไหน และช่องแคบดันเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดบนกราฟด้วย

ถ้าอยากเห็นว่าเงื่อนไขแบบนี้ถูกแปลงเป็นสัญญาณที่มีระยะเสี่ยงและอัตราส่วนกำกับไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไร ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs


FVG เทรดทอง — ต่างจากคู่เงินตรงไหน

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คนไทยค้นหาเรื่อง FVG มากที่สุด และตัวเลขของมันก็ต่างจากคู่เงินจริง แต่ต่างในทางที่ต้องระวังมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

  1. ช่องกว้างกว่ามากในเชิงตัวเงิน — มัธยฐาน $3.00 ต่อช่องบน H1 เทียบกับ 4.1 pip ของ EURUSD ⇒ ระยะทางดูเยอะ แต่ระยะเสี่ยงก็ยืดตามไปด้วยเท่ากัน อัตราส่วนไม่ได้ดีขึ้นเพราะช่องกว้างขึ้น
  2. อัตราเติมเต็มต่ำกว่าคู่เงินเล็กน้อย — 80.4% เทียบกับ 82-83% และแตะแล้วทะลุ 91.3% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับคู่เงินทั้งหมด ⇒ ทองไม่ได้ "เคารพโซน" มากกว่าตามที่มักเข้าใจกัน
  3. ช่องเกิดถี่มาก — 2,581 ช่องจาก 13,737 แท่ง คิดเป็นราวหนึ่งช่องทุก 5.3 แท่ง ส่วน EURUSD อยู่ที่ราวหนึ่งช่องทุก 4.6 แท่ง ⇒ ทั้งคู่เกิดบ่อยจนการ "เจอ FVG" แทบไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษอะไร
  4. ช่วงข่าวเป็นตัวสร้างช่องหลัก — ช่องที่กว้างที่สุดของทองมักเกิดในนาทีที่ข่าวออก ซึ่งเป็นช่วงที่สเปรดกว้างที่สุดพอดี ⇒ ช่องที่ดูน่าสนใจที่สุดมักเป็นช่องที่เข้าได้แพงที่สุด

Mitigated FVG และ Inverse FVG คืออะไร

สองคำนี้โผล่บ่อยในคอนเทนต์สาย SMC และมีความหมายชัดเจน

  • Mitigated FVG — ช่องที่ราคากลับมาเติมเต็มไปแล้ว โดยทั่วไปนับเมื่อราคาแตะถึงขอบไกล ตามตารางข้างบน ช่องบน H1 กลายเป็น mitigated ภายในสองวันเทรดราว 80-83% ⇒ ช่องที่ยังไม่ถูก mitigate คือกลุ่มส่วนน้อย และการกรองเอาเฉพาะช่องที่ยังสด ๆ จะตัดตัวอย่างทิ้งไปเกือบทั้งหมดทันที
  • Inverse FVG — ช่องที่ถูกทะลุผ่านไปแล้วอย่างชัดเจน แล้วเทรดเดอร์กลับด้านการใช้งาน จากที่เคยมองเป็นแนวรับก็มองเป็นแนวต้านแทน แนวคิดคล้ายกับการกลับด้านแนวรับ-แนวต้านทั่วไป ยังไม่ได้ทดสอบในชุดข้อมูลนี้ จึงไม่มีตัวเลขมายืนยัน และควรถือว่าเป็นสมมติฐานที่ยังไม่ถูกวัด
  • โซน FVG — คำที่คนไทยใช้เรียกตัวช่องเอง ไม่ได้เป็นคนละอย่างกับ FVG แต่อย่างใด

FVG กับ Order Block ต่างกันตรงไหน

สองคำนี้มาด้วยกันเสมอจนหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน จริง ๆ มันตอบคนละคำถาม

หัวข้อเทียบFVG (Fair Value Gap)Order Block
นิยามช่องว่างระหว่างแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3ตัวแท่งสุดท้ายที่สวนทางก่อนราคาวิ่งแรงออกไป
ตีกรอบจากHigh/Low ของสองแท่งนอก — เป็นเลขล้วนตัวแท่งหรือรวมไส้ ขึ้นกับสำนัก — ตีความได้หลายแบบ
สิ่งที่บ่งบอกราคาผ่านตรงนี้ไปเร็วผิดปกติคาดว่ามีคำสั่งค้างอยู่ตรงนี้
ความกำกวมต่ำ — สองคนตีกรอบจะได้เลขเดียวกันสูง — สองคนมักได้กรอบไม่เท่ากัน
มักอยู่ที่ไหนติดกับ Order Block พอดี เพราะเกิดจากขาวิ่งเดียวกันอยู่ก่อนช่อง FVG หนึ่งถึงสองแท่ง

ข้อดีเดียวที่ FVG มีเหนือ Order Block อย่างชัดเจนคือ ความไม่กำกวม — มันเขียนเป็นเงื่อนไขให้โปรแกรมตรวจได้ตรง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชุดตัวเลขในบทความนี้วัดได้ตั้งแต่แรก ส่วนเรื่องความสามารถในการทำนายราคา ตัวเลขข้างบนบอกไปแล้วว่าอยู่ที่ระดับ 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์

ถ้าอยากอ่านเรื่องโซนที่เกิดจากความไม่สมดุลแบบเดียวกันนี้ต่อ ดูได้ที่ Balance / Imbalance คืออะไร — วัดยังไงว่าราคากำลังพักหรือกำลังวิ่ง และฝั่งที่ตีกรอบเป็นโซน Supply/Demand เต็มตัวที่ RBR และ DBD คืออะไร — วิธีตีกรอบโซน Demand/Supply ให้เป็นตัวเลข


อินดิเคเตอร์ FVG บน MT4 และ MT5

เพราะนิยามของ FVG เป็นเงื่อนไขทางคณิตศาสตร์ล้วน การเขียนอินดิเคเตอร์จึงง่ายมาก — เงื่อนไขทั้งหมดคือสองบรรทัด

  • BullishLow[i] > High[i+2] แล้ววาดสี่เหลี่ยมจาก High[i+2] ถึง Low[i]
  • BearishHigh[i] < Low[i+2] แล้ววาดสี่เหลี่ยมจาก High[i] ถึง Low[i+2]

สิ่งที่ควรใส่เพิ่มและอินดิเคเตอร์ฟรีส่วนใหญ่ไม่มีให้ มีสามอย่าง และทั้งสามมาจากตัวเลขในบทความนี้โดยตรง

  1. ตัวกรองความกว้างขั้นต่ำ — ไม่วาดช่องที่แคบกว่าเกณฑ์ เช่นต่ำกว่า 25% ของ ATR(14) เพราะกลุ่มแคบสุดถูกทะลุ 97-99% และสเปรดกินไปเกินครึ่ง
  2. ลบช่องที่ถูกเติมเต็มแล้วออกอัตโนมัติ — ไม่งั้นกราฟย้อนหลังจะเต็มไปด้วยช่องที่ตายไปแล้ว และจะทำให้ดูเหมือนว่า "มีช่องเยอะแยะที่ราคาเคารพ" ทั้งที่เป็นภาพลวงจากการมองย้อนหลัง
  3. แสดงความกว้างเป็นตัวเลขบนช่อง — เพื่อให้เทียบกับสเปรดได้ทันทีก่อนกดออเดอร์ ไม่ใช่กะจากขนาดของกล่องบนจอ

ข้อจำกัดของตัวเลขชุดนี้ — อ่านก่อนเอาไปใช้

ตัวเลขทั้งหมดข้างบนวัดจริง แต่มีขอบเขตที่ต้องรู้ ไม่งั้นจะเอาไปตีความเกินกว่าที่มันบอกได้

  • เป็นสถิติของราคา ไม่ใช่ผลการเทรด — ไม่มีสเปรด ค่าคอมมิชชั่น สลิปเพจ หรือค่าสว็อปอยู่ในตัวเลขเหล่านี้เลย "เติมเต็ม 82%" ไม่เท่ากับ "ชนะ 82%" แม้แต่น้อย
  • ข้อมูลเป็นราคาสปอตรวมจากผู้ให้บริการรายเดียว — High/Low ของแท่งจากแหล่งอื่นหรือจากโบรกเกอร์ที่ใช้จริงจะไม่ตรงกันเป๊ะ ซึ่งเปลี่ยนได้ทั้งการมีอยู่ของช่องและความกว้างของมัน
  • กรอบเวลาเดียวคือ H1 — ตัวเลขบน M5 หรือ D1 จะไม่เท่านี้ ยิ่งกรอบเล็ก ช่องยิ่งแคบเมื่อเทียบกับสเปรด
  • แถบเทียบเคียงคุมความกว้างและระยะห่าง แต่ไม่ได้คุมสภาวะความผันผวน — FVG มักเกิดในช่วงผันผวนสูง ส่วนแถบสมมติถูกสุ่มไปวางทุกสภาวะ ⇒ ส่วนต่าง 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์ที่วัดได้เป็นการประมาณอย่างหยาบ ไม่ใช่ค่าที่แม่นถึงทศนิยม
  • ช่วงเวลาที่วัดคือปลายปี 2023 ถึงกันยายน 2026 (ทองคำเริ่มเมษายน 2024) ช่วงอื่นอาจให้ค่าไม่เท่ากัน

เช็กลิสต์ก่อนใช้ FVG บนกราฟจริง

  1. จดขอบสองตัวเป็นตัวเลขก่อน — ถ้ายังบอกไม่ได้ว่าขอบบนขอบล่างอยู่ที่เท่าไร แปลว่ายังไม่ได้เห็นช่องจริง
  2. วัดความกว้างแล้วเทียบกับสเปรดของบัญชีตัวเอง — ถ้าสเปรดเกิน 30% ของความกว้างช่อง ให้ข้ามไป
  3. เทียบความกว้างกับ ATR — ช่องที่แคบกว่าหนึ่งในสี่ของ ATR อยู่ในกลุ่มที่ถูกทะลุ 97-99% ตามตารางข้างบน
  4. จุดตัดขาดทุนต้องอยู่เลยช่องออกไป — อ้างอิงก้นสวิงหรือยอดสวิง ไม่ใช่ขอบของช่อง เพราะขอบช่องถูกทะลุ 9 ใน 10 ครั้ง
  5. หาเหตุผลอื่นมาประกอบเสมอ — ตัวช่องเองให้ความได้เปรียบเพิ่มแค่ 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่พอสำหรับเป็นเหตุผลเดี่ยว
  6. เช็กว่าช่องยังไม่ถูกเติมเต็ม — ช่องที่ราคาเคยกลับมาแตะจนสุดแล้ว ถือว่าจบไปแล้ว อย่านับซ้ำ
  7. คำนวณอัตราชนะที่เสมอตัวก่อนกด — จากระยะเสี่ยงกับเป้าหมายจริง ถ้าตัวเลขนั้นสูงเกินกว่าที่ทำได้จริง ให้ข้าม

สรุป

FVG หรือ Fair Value Gap คือช่องว่างระหว่าง High/Low ของแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 ที่เกิดจากแท่งกลางวิ่งแรง เป็นนิยามที่ชัดเจนและตรวจได้ด้วยเลข ซึ่งเป็นข้อดีที่แท้จริงของมันเมื่อเทียบกับเครื่องมือสาย SMC อื่น ๆ

จากการวัด 13,989 ช่อง บนกราฟ H1 ของสี่สินทรัพย์ ตัวเลขที่ได้คือ

80–83%
อัตราเติมเต็ม — ตรงกับที่เล่ากันจริง
+1 ถึง +3
จุด% ที่เป็นของ FVG เอง หลังหักแถบเทียบเคียง
91–92%
แตะขอบแล้วทะลุต่อจนสุดช่อง

สามตัวเลขนี้ชี้ไปทางเดียวกัน: FVG เป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งที่แม่นยำ แต่ไม่ใช่สัญญาณที่พยากรณ์อะไรได้ด้วยตัวมันเอง ความน่าประทับใจของ "80%" เกือบทั้งหมดมาจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าราคามักกลับมาเดินผ่านช่วงราคาแคบ ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวมันเสมอ ซึ่งเป็นจริงกับแถบไหนก็ได้ที่วาดไว้ตรงนั้น

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขเปลี่ยนจริงมีสองอย่างเท่านั้น คือ ความกว้างของช่อง (กลุ่มกว้างสุดถูกทะลุ 80% ส่วนกลุ่มแคบสุด 97-99%) และ ตำแหน่งของจุดตัดขาดทุน (ขอบช่องไม่ใช่ที่ที่ควรวาง) ที่เหลือเป็นเรื่องที่ต้องหาหลักฐานอื่นมาประกอบ

ถ้าต้องการเครื่องมือที่แสดงระยะเสี่ยงและอัตราส่วนของทุกสัญญาณไว้ให้ตั้งแต่ต้น แทนที่จะต้องมานั่งคำนวณเองทุกครั้ง ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs

บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน สถิติทั้งหมดวัดจากข้อมูลราคาย้อนหลังบนกราฟ H1 ช่วงปลายปี 2023 ถึงกันยายน 2026 (ทองคำเริ่มเมษายน 2024) ไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และสลิปเพจ จึงไม่ใช่ผลการเทรดและไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับรอง ผลในอดีตไม่ได้บอกอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง

ความคิดเห็น

Related stories