FVG คืออะไร — Fair Value Gap ดูยังไง ตีกรอบยังไง และถูกเติมเต็มจริงกี่เปอร์เซ็นต์ วัดจาก 13,989 ช่อง
FVG ย่อมาจาก Fair Value Gap คือช่องว่างของราคาที่เกิดจากแท่งเทียนสามแท่งเรียงกัน โดยแท่งกลางวิ่งแรงจนแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 ไม่มีช่วงราคาที่ทับกันเลย ช่วงที่ขาดหายไปตรงกลางนั้นคือ FVG และมันคือร่องรอยว่าราคาผ่านโซนนั้นไปเร็วเกินกว่าที่ทั้งสองฝั่งจะจับคู่คำสั่งกันได้ทัน
คำอธิบายแค่นั้นหาอ่านได้ทุกที่ สิ่งที่บทความนี้เพิ่มเข้ามาคือ ตัวเลขจริง — เรานับช่อง FVG บนกราฟ H1 ของ EURUSD, GBPUSD, USDJPY และทองคำ รวม 13,989 ช่อง ย้อนหลังเกือบสามปี แล้ววัดว่ามันถูกเติมเต็มจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลากี่แท่ง และ — ข้อที่สำคัญที่สุด — เทียบกับแถบราคาธรรมดาที่กว้างเท่ากันแล้วต่างกันแค่ไหน คำตอบของข้อสุดท้ายเปลี่ยนวิธีที่ควรใช้ FVG ไปพอสมควร
FVG คืออะไร — Fair Value Gap ย่อมาจากอะไร
Fair Value Gap (FVG) แปลตรงตัวว่า "ช่องว่างของราคาที่ยุติธรรม" ชื่อมาจากแนวคิดที่ว่า ราคาที่ตลาดยอมรับร่วมกันคือราคาที่ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายมีโอกาสทำรายการกันจริง ๆ แต่ตอนที่ราคาวิ่งแรงมาก ๆ มันจะ กระโดดข้ามบางช่วงราคาไปโดยแทบไม่มีการซื้อขาย ช่วงที่ถูกข้ามนั้นจึงยังไม่ถูก "ตีราคา" อย่างเป็นธรรม
บนกราฟแท่งเทียน มันนิยามได้ชัดเจนด้วยแท่งสามแท่งติดกัน และเป็นนิยามที่ตรวจได้ด้วยเลขล้วน ๆ ไม่ต้องตีความ
แท่งที่ 1 — แท่งก่อนหน้า
ใช้ High ของแท่งนี้ (กรณีขาขึ้น) หรือ Low (กรณีขาลง) เป็นขอบหนึ่งของช่อง
แท่งที่ 2 — แท่งแรง
แท่งตัวยาวที่วิ่งเร็วจนทิ้งระยะ แท่งนี้ ไม่ได้ใช้กำหนดขอบช่อง มันเป็นแค่สาเหตุ
แท่งที่ 3 — แท่งถัดมา
ใช้ Low ของแท่งนี้ (ขาขึ้น) หรือ High (ขาลง) เป็นอีกขอบหนึ่ง ถ้ามันยังไม่ทับกับแท่งที่ 1 แปลว่ามี FVG
FVG ดูยังไง — ตีกรอบช่องให้เป็นตัวเลขสองตัว
เมื่อเห็นแท่งสามแท่งแล้ว สิ่งที่ต้องได้ออกมาคือ ตัวเลขสองตัว คือขอบบนกับขอบล่างของช่อง ถ้าจดสองตัวนี้ไม่ได้ แปลว่ายังไม่เห็นช่องจริง ๆ
| ชนิดของช่อง | เงื่อนไขที่ต้องเป็นจริง | ขอบล่างของช่อง | ขอบบนของช่อง |
|---|---|---|---|
| Bullish FVG (ช่องฝั่งขาขึ้น) | Low ของแท่งที่ 3 > High ของแท่งที่ 1 | High ของแท่งที่ 1 | Low ของแท่งที่ 3 |
| Bearish FVG (ช่องฝั่งขาลง) | High ของแท่งที่ 3 < Low ของแท่งที่ 1 | High ของแท่งที่ 3 | Low ของแท่งที่ 1 |
ตัวอย่างตัวเลขแบบหนึ่ง: สมมติบน EURUSD H1 แท่งที่ 1 มี High = 1.08500 แท่งที่ 2 เป็นแท่งเขียวยาว แท่งที่ 3 มี Low = 1.08545 ⇒ Low ของแท่งที่ 3 สูงกว่า High ของแท่งที่ 1 อยู่ 4.5 pip นั่นคือ Bullish FVG ที่มีขอบล่าง 1.08500 และขอบบน 1.08545 ความกว้างของช่อง = 4.5 pip
"FVG ถูกเติมเต็มประมาณ 80%" — จริงไหม วัดจาก 13,989 ช่อง
ตัวเลข "ประมาณ 80%" ที่วนอยู่ในคอนเทนต์สาย Smart Money ทั่วไป เป็นตัวเลขที่ถูก เราวัดซ้ำแล้วได้ค่าใกล้กันมากในทุกสินทรัพย์ที่ทดสอบ
| สินทรัพย์ (H1) | จำนวนช่อง | ความกว้างมัธยฐาน | ราคาแตะขอบใกล้ | เติมเต็มทั้งช่อง | มัธยฐานเวลาที่ใช้ |
|---|---|---|---|---|---|
| EURUSD | 3,773 | 4.1 pip | 90.2% | 82.2% | 3 แท่ง |
| GBPUSD | 4,377 | 4.2 pip | 90.1% | 82.9% | 3 แท่ง |
| USDJPY | 3,258 | 6.3 pip | 89.6% | 82.7% | 3 แท่ง |
| ทองคำ (สัญญาล่วงหน้า GC) | 2,581 | $3.00 | 88.1% | 80.4% | 4 แท่ง |
| รวม | 13,989 | — | ราว 89% | 80–83% | 3–4 แท่ง |
ถึงตรงนี้ตัวเลขดูน่าเชื่อถือมาก และเป็นจุดที่คอนเทนต์ส่วนใหญ่หยุดเล่า แต่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ยังตอบไม่ได้ว่า 80% นี้เป็นคุณสมบัติของ FVG จริง ๆ หรือเป็นเพียงคุณสมบัติของ "ช่วงราคาแคบ ๆ ที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน" — ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง มันจะไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจอะไรได้เลย
ตัวเลขที่เปลี่ยนเรื่องทั้งหมด — เทียบกับแถบธรรมดาที่กว้างเท่ากัน
เพื่อตอบคำถามข้างบน เราทำการทดสอบเทียบเคียงแบบนี้: สำหรับ FVG ทุกช่อง เราจำไว้สองอย่างคือ ความกว้างของช่อง และ ระยะห่างจากราคาปิดถึงขอบใกล้ของช่อง จากนั้นไปสุ่มแท่งอื่นในกราฟเดียวกัน แล้ววาง "แถบสมมติ" ที่มีความกว้างและระยะห่างเท่ากันเป๊ะ โดย ไม่ต้องมี FVG อยู่ตรงนั้นเลย แล้ววัดด้วยกติกาเดียวกันทุกข้อ
ถ้า FVG มีคุณสมบัติพิเศษจริง อัตราเติมเต็มของมันต้องสูงกว่าแถบสมมติอย่างชัดเจน ผลที่ได้คือ
| สินทรัพย์ | FVG จริง | แถบเทียบเคียง (กว้างเท่ากัน อยู่ห่างเท่ากัน) | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| EURUSD | 82.2% | 80.1% | +2.1 จุด% |
| GBPUSD | 82.9% | 81.8% | +1.1 จุด% |
| USDJPY | 82.7% | 79.9% | +2.8 จุด% |
| ทองคำ | 80.4% | 78.2% | +2.2 จุด% |
นี่ไม่ได้แปลว่า FVG ไร้ประโยชน์ แต่แปลว่า มันไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเดี่ยว ๆ ในการเข้าเทรด สิ่งที่ FVG ทำได้ดีคือเป็น เครื่องหมายบอกตำแหน่ง ว่าราคาเพิ่งวิ่งผ่านตรงไหนเร็วผิดปกติ ซึ่งมีค่าเมื่อเอาไปรวมกับบริบทอื่น — ไม่ใช่เป็นสัญญาณซื้อขายในตัวเอง
ราคากลับมาแตะช่องแล้วเกิดอะไรขึ้น — ทะลุผ่านไปเลย 91%
ตัวเลขชุดต่อไปนี้สำคัญกว่าอัตราเติมเต็มมาก เพราะมันคือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเราเข้าไม้แล้ว คำถามคือ เมื่อราคากลับมาแตะขอบใกล้ของช่อง (จุดที่คนมักใช้เป็นราคาเข้า) มันหยุดแล้วเด้งกลับ หรือมันเดินต่อจนทะลุช่องไปเลย
| สินทรัพย์ | ราคากลับมาแตะขอบใกล้ | ในจำนวนนั้น ทะลุต่อจนสุดช่อง |
|---|---|---|
| EURUSD | 3,403 ครั้ง | 3,103 ครั้ง = 91.2% |
| GBPUSD | 3,945 ครั้ง | 3,628 ครั้ง = 92.0% |
| USDJPY | 2,919 ครั้ง | 2,694 ครั้ง = 92.3% |
| ทองคำ | 2,273 ครั้ง | 2,076 ครั้ง = 91.3% |
ตีความตรง ๆ: ในสิบครั้งที่ราคากลับมาแตะขอบช่อง มันเดินทะลุช่องไปทั้งช่องเก้าครั้ง ช่อง FVG จึงไม่ใช่กำแพงที่ราคาชนแล้วเด้ง มันเป็นแค่ช่วงราคาที่ราคาเดินผ่านได้ตามปกติ
ช่องยิ่งแคบ ยิ่งถูกทะลุ — ความกว้างเปลี่ยนคำตอบทั้งหมด
ค่าเฉลี่ยรวมซ่อนรายละเอียดสำคัญไว้ ถ้าแยกช่องออกเป็นสี่กลุ่มตามความกว้าง (กลุ่มละ 25% เท่า ๆ กัน) ภาพจะเปลี่ยนไปมาก
| EURUSD H1 · แบ่งตามความกว้างช่อง | จำนวน | เติมเต็ม | แตะแล้วทะลุต่อ |
|---|---|---|---|
| แคบสุด — ต่ำกว่า 2.3 pip | 941 | 91.3% | 97.5% |
| 2.3 – 4.1 pip | 945 | 86.1% | 95.7% |
| 4.1 – 8.1 pip | 943 | 81.4% | 91.2% |
| กว้างสุด — เกิน 8.1 pip | 944 | 70.1% | 79.9% |
| ทองคำ H1 · แบ่งตามความกว้างช่อง | จำนวน | เติมเต็ม | แตะแล้วทะลุต่อ |
|---|---|---|---|
| แคบสุด — ต่ำกว่า $1.20 | 639 | 86.5% | 99.1% |
| $1.20 – $3.00 | 631 | 84.0% | 93.8% |
| $3.00 – $6.90 | 663 | 81.3% | 92.3% |
| กว้างสุด — เกิน $6.90 | 648 | 70.1% | 80.2% |
รูปแบบนี้ซ้ำเหมือนกันทุกสินทรัพย์ที่ทดสอบ — GBPUSD กลุ่มแคบสุดทะลุ 98.9% กลุ่มกว้างสุด 80.0% · USDJPY กลุ่มแคบสุดทะลุ 99.3% กลุ่มกว้างสุด 80.0% ข้อสรุปคือ
- ช่องแคบแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย — ช่องกว้าง 1-2 pip บน H1 คือความผันผวนปกติของแท่งเดียว ราคาเดินผ่านมันได้ตลอดเวลา การทำเครื่องหมายไว้แทบไม่ต่างจากทำเครื่องหมายไว้บนที่ว่าง
- ช่องกว้างคือช่องที่มีความหมายกว่า — แต่ก็ยังถูกเติมเต็มถึง 70% อยู่ดี และเมื่อราคากลับมาแตะ ยังทะลุต่อ 80% ⇒ ไม่ใช่กำแพง แค่ "แข็งกว่า" เท่านั้น
- กติกาคัดกรองที่ใช้ได้จริงจึงเป็นเรื่องความกว้าง — ตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นสัดส่วนของ ATR หรือของความกว้างเฉลี่ยของแท่ง แล้วทิ้งช่องที่เล็กกว่านั้นไปทั้งหมด
ช่องถูกเติมเต็มเร็วแค่ไหน
ถ้าเติมเต็มจะเกิดเร็วมาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอหลายวัน ตัวเลขสะสมของ EURUSD และ GBPUSD ออกมาแทบเท่ากัน
| เวลาหลังช่องเกิด | EURUSD เติมเต็มสะสม | GBPUSD เติมเต็มสะสม |
|---|---|---|
| ภายใน 1 แท่ง | 23.4% | 23.4% |
| ภายใน 3 แท่ง | 41.2% | 41.9% |
| ภายใน 6 แท่ง | 53.7% | 54.8% |
| ภายใน 12 แท่ง | 64.9% | 66.4% |
| ภายใน 24 แท่ง | 75.1% | 76.2% |
| ภายใน 48 แท่ง | 82.2% | 82.9% |
ต้นทุนที่กินช่องแคบจนแทบไม่เหลือ
เรื่องที่คอนเทนต์ FVG แทบไม่พูดถึงคือ ค่าสเปรด ถ้าจะเข้าที่ขอบหนึ่งของช่องแล้วออกที่อีกขอบหนึ่ง ระยะทางที่ได้คือความกว้างของช่อง ซึ่งเรามีตัวเลขมัธยฐานอยู่แล้ว เอามาเทียบกับสเปรดตรง ๆ ได้เลย
| สินทรัพย์ | ความกว้างช่อง (มัธยฐาน) | สเปรดที่ใช้สมมติ | สเปรดคิดเป็นสัดส่วนของช่อง |
|---|---|---|---|
| EURUSD | 4.1 pip | 1.0 pip | 24.4% |
| GBPUSD | 4.2 pip | 1.5 pip | 35.7% |
| USDJPY | 6.3 pip | 1.2 pip | 19.0% |
| ทองคำ | $3.00 | $0.30 | 10.0% |
นี่คือเหตุผลอีกข้อที่การคัดช่องด้วยความกว้างจึงสำคัญ ช่องที่แคบกว่าสเปรดเพียงสองสามเท่าไม่มีทางคุ้มไม่ว่าความน่าจะเป็นจะดูดีแค่ไหน และช่องแคบดันเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดบนกราฟด้วย
ถ้าอยากเห็นว่าเงื่อนไขแบบนี้ถูกแปลงเป็นสัญญาณที่มีระยะเสี่ยงและอัตราส่วนกำกับไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไร ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs
FVG เทรดทอง — ต่างจากคู่เงินตรงไหน
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คนไทยค้นหาเรื่อง FVG มากที่สุด และตัวเลขของมันก็ต่างจากคู่เงินจริง แต่ต่างในทางที่ต้องระวังมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
- ช่องกว้างกว่ามากในเชิงตัวเงิน — มัธยฐาน $3.00 ต่อช่องบน H1 เทียบกับ 4.1 pip ของ EURUSD ⇒ ระยะทางดูเยอะ แต่ระยะเสี่ยงก็ยืดตามไปด้วยเท่ากัน อัตราส่วนไม่ได้ดีขึ้นเพราะช่องกว้างขึ้น
- อัตราเติมเต็มต่ำกว่าคู่เงินเล็กน้อย — 80.4% เทียบกับ 82-83% และแตะแล้วทะลุ 91.3% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับคู่เงินทั้งหมด ⇒ ทองไม่ได้ "เคารพโซน" มากกว่าตามที่มักเข้าใจกัน
- ช่องเกิดถี่มาก — 2,581 ช่องจาก 13,737 แท่ง คิดเป็นราวหนึ่งช่องทุก 5.3 แท่ง ส่วน EURUSD อยู่ที่ราวหนึ่งช่องทุก 4.6 แท่ง ⇒ ทั้งคู่เกิดบ่อยจนการ "เจอ FVG" แทบไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษอะไร
- ช่วงข่าวเป็นตัวสร้างช่องหลัก — ช่องที่กว้างที่สุดของทองมักเกิดในนาทีที่ข่าวออก ซึ่งเป็นช่วงที่สเปรดกว้างที่สุดพอดี ⇒ ช่องที่ดูน่าสนใจที่สุดมักเป็นช่องที่เข้าได้แพงที่สุด
Mitigated FVG และ Inverse FVG คืออะไร
สองคำนี้โผล่บ่อยในคอนเทนต์สาย SMC และมีความหมายชัดเจน
- Mitigated FVG — ช่องที่ราคากลับมาเติมเต็มไปแล้ว โดยทั่วไปนับเมื่อราคาแตะถึงขอบไกล ตามตารางข้างบน ช่องบน H1 กลายเป็น mitigated ภายในสองวันเทรดราว 80-83% ⇒ ช่องที่ยังไม่ถูก mitigate คือกลุ่มส่วนน้อย และการกรองเอาเฉพาะช่องที่ยังสด ๆ จะตัดตัวอย่างทิ้งไปเกือบทั้งหมดทันที
- Inverse FVG — ช่องที่ถูกทะลุผ่านไปแล้วอย่างชัดเจน แล้วเทรดเดอร์กลับด้านการใช้งาน จากที่เคยมองเป็นแนวรับก็มองเป็นแนวต้านแทน แนวคิดคล้ายกับการกลับด้านแนวรับ-แนวต้านทั่วไป ยังไม่ได้ทดสอบในชุดข้อมูลนี้ จึงไม่มีตัวเลขมายืนยัน และควรถือว่าเป็นสมมติฐานที่ยังไม่ถูกวัด
- โซน FVG — คำที่คนไทยใช้เรียกตัวช่องเอง ไม่ได้เป็นคนละอย่างกับ FVG แต่อย่างใด
FVG กับ Order Block ต่างกันตรงไหน
สองคำนี้มาด้วยกันเสมอจนหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน จริง ๆ มันตอบคนละคำถาม
| หัวข้อเทียบ | FVG (Fair Value Gap) | Order Block |
|---|---|---|
| นิยาม | ช่องว่างระหว่างแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 | ตัวแท่งสุดท้ายที่สวนทางก่อนราคาวิ่งแรงออกไป |
| ตีกรอบจาก | High/Low ของสองแท่งนอก — เป็นเลขล้วน | ตัวแท่งหรือรวมไส้ ขึ้นกับสำนัก — ตีความได้หลายแบบ |
| สิ่งที่บ่งบอก | ราคาผ่านตรงนี้ไปเร็วผิดปกติ | คาดว่ามีคำสั่งค้างอยู่ตรงนี้ |
| ความกำกวม | ต่ำ — สองคนตีกรอบจะได้เลขเดียวกัน | สูง — สองคนมักได้กรอบไม่เท่ากัน |
| มักอยู่ที่ไหน | ติดกับ Order Block พอดี เพราะเกิดจากขาวิ่งเดียวกัน | อยู่ก่อนช่อง FVG หนึ่งถึงสองแท่ง |
ข้อดีเดียวที่ FVG มีเหนือ Order Block อย่างชัดเจนคือ ความไม่กำกวม — มันเขียนเป็นเงื่อนไขให้โปรแกรมตรวจได้ตรง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชุดตัวเลขในบทความนี้วัดได้ตั้งแต่แรก ส่วนเรื่องความสามารถในการทำนายราคา ตัวเลขข้างบนบอกไปแล้วว่าอยู่ที่ระดับ 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์
ถ้าอยากอ่านเรื่องโซนที่เกิดจากความไม่สมดุลแบบเดียวกันนี้ต่อ ดูได้ที่ Balance / Imbalance คืออะไร — วัดยังไงว่าราคากำลังพักหรือกำลังวิ่ง และฝั่งที่ตีกรอบเป็นโซน Supply/Demand เต็มตัวที่ RBR และ DBD คืออะไร — วิธีตีกรอบโซน Demand/Supply ให้เป็นตัวเลข
อินดิเคเตอร์ FVG บน MT4 และ MT5
เพราะนิยามของ FVG เป็นเงื่อนไขทางคณิตศาสตร์ล้วน การเขียนอินดิเคเตอร์จึงง่ายมาก — เงื่อนไขทั้งหมดคือสองบรรทัด
- Bullish —
Low[i] > High[i+2]แล้ววาดสี่เหลี่ยมจากHigh[i+2]ถึงLow[i] - Bearish —
High[i] < Low[i+2]แล้ววาดสี่เหลี่ยมจากHigh[i]ถึงLow[i+2]
สิ่งที่ควรใส่เพิ่มและอินดิเคเตอร์ฟรีส่วนใหญ่ไม่มีให้ มีสามอย่าง และทั้งสามมาจากตัวเลขในบทความนี้โดยตรง
- ตัวกรองความกว้างขั้นต่ำ — ไม่วาดช่องที่แคบกว่าเกณฑ์ เช่นต่ำกว่า 25% ของ ATR(14) เพราะกลุ่มแคบสุดถูกทะลุ 97-99% และสเปรดกินไปเกินครึ่ง
- ลบช่องที่ถูกเติมเต็มแล้วออกอัตโนมัติ — ไม่งั้นกราฟย้อนหลังจะเต็มไปด้วยช่องที่ตายไปแล้ว และจะทำให้ดูเหมือนว่า "มีช่องเยอะแยะที่ราคาเคารพ" ทั้งที่เป็นภาพลวงจากการมองย้อนหลัง
- แสดงความกว้างเป็นตัวเลขบนช่อง — เพื่อให้เทียบกับสเปรดได้ทันทีก่อนกดออเดอร์ ไม่ใช่กะจากขนาดของกล่องบนจอ
ข้อจำกัดของตัวเลขชุดนี้ — อ่านก่อนเอาไปใช้
ตัวเลขทั้งหมดข้างบนวัดจริง แต่มีขอบเขตที่ต้องรู้ ไม่งั้นจะเอาไปตีความเกินกว่าที่มันบอกได้
- เป็นสถิติของราคา ไม่ใช่ผลการเทรด — ไม่มีสเปรด ค่าคอมมิชชั่น สลิปเพจ หรือค่าสว็อปอยู่ในตัวเลขเหล่านี้เลย "เติมเต็ม 82%" ไม่เท่ากับ "ชนะ 82%" แม้แต่น้อย
- ข้อมูลเป็นราคาสปอตรวมจากผู้ให้บริการรายเดียว — High/Low ของแท่งจากแหล่งอื่นหรือจากโบรกเกอร์ที่ใช้จริงจะไม่ตรงกันเป๊ะ ซึ่งเปลี่ยนได้ทั้งการมีอยู่ของช่องและความกว้างของมัน
- กรอบเวลาเดียวคือ H1 — ตัวเลขบน M5 หรือ D1 จะไม่เท่านี้ ยิ่งกรอบเล็ก ช่องยิ่งแคบเมื่อเทียบกับสเปรด
- แถบเทียบเคียงคุมความกว้างและระยะห่าง แต่ไม่ได้คุมสภาวะความผันผวน — FVG มักเกิดในช่วงผันผวนสูง ส่วนแถบสมมติถูกสุ่มไปวางทุกสภาวะ ⇒ ส่วนต่าง 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์ที่วัดได้เป็นการประมาณอย่างหยาบ ไม่ใช่ค่าที่แม่นถึงทศนิยม
- ช่วงเวลาที่วัดคือปลายปี 2023 ถึงกันยายน 2026 (ทองคำเริ่มเมษายน 2024) ช่วงอื่นอาจให้ค่าไม่เท่ากัน
เช็กลิสต์ก่อนใช้ FVG บนกราฟจริง
- จดขอบสองตัวเป็นตัวเลขก่อน — ถ้ายังบอกไม่ได้ว่าขอบบนขอบล่างอยู่ที่เท่าไร แปลว่ายังไม่ได้เห็นช่องจริง
- วัดความกว้างแล้วเทียบกับสเปรดของบัญชีตัวเอง — ถ้าสเปรดเกิน 30% ของความกว้างช่อง ให้ข้ามไป
- เทียบความกว้างกับ ATR — ช่องที่แคบกว่าหนึ่งในสี่ของ ATR อยู่ในกลุ่มที่ถูกทะลุ 97-99% ตามตารางข้างบน
- จุดตัดขาดทุนต้องอยู่เลยช่องออกไป — อ้างอิงก้นสวิงหรือยอดสวิง ไม่ใช่ขอบของช่อง เพราะขอบช่องถูกทะลุ 9 ใน 10 ครั้ง
- หาเหตุผลอื่นมาประกอบเสมอ — ตัวช่องเองให้ความได้เปรียบเพิ่มแค่ 1-3 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่พอสำหรับเป็นเหตุผลเดี่ยว
- เช็กว่าช่องยังไม่ถูกเติมเต็ม — ช่องที่ราคาเคยกลับมาแตะจนสุดแล้ว ถือว่าจบไปแล้ว อย่านับซ้ำ
- คำนวณอัตราชนะที่เสมอตัวก่อนกด — จากระยะเสี่ยงกับเป้าหมายจริง ถ้าตัวเลขนั้นสูงเกินกว่าที่ทำได้จริง ให้ข้าม
สรุป
FVG หรือ Fair Value Gap คือช่องว่างระหว่าง High/Low ของแท่งที่ 1 กับแท่งที่ 3 ที่เกิดจากแท่งกลางวิ่งแรง เป็นนิยามที่ชัดเจนและตรวจได้ด้วยเลข ซึ่งเป็นข้อดีที่แท้จริงของมันเมื่อเทียบกับเครื่องมือสาย SMC อื่น ๆ
จากการวัด 13,989 ช่อง บนกราฟ H1 ของสี่สินทรัพย์ ตัวเลขที่ได้คือ
สามตัวเลขนี้ชี้ไปทางเดียวกัน: FVG เป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งที่แม่นยำ แต่ไม่ใช่สัญญาณที่พยากรณ์อะไรได้ด้วยตัวมันเอง ความน่าประทับใจของ "80%" เกือบทั้งหมดมาจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าราคามักกลับมาเดินผ่านช่วงราคาแคบ ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวมันเสมอ ซึ่งเป็นจริงกับแถบไหนก็ได้ที่วาดไว้ตรงนั้น
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขเปลี่ยนจริงมีสองอย่างเท่านั้น คือ ความกว้างของช่อง (กลุ่มกว้างสุดถูกทะลุ 80% ส่วนกลุ่มแคบสุด 97-99%) และ ตำแหน่งของจุดตัดขาดทุน (ขอบช่องไม่ใช่ที่ที่ควรวาง) ที่เหลือเป็นเรื่องที่ต้องหาหลักฐานอื่นมาประกอบ
ถ้าต้องการเครื่องมือที่แสดงระยะเสี่ยงและอัตราส่วนของทุกสัญญาณไว้ให้ตั้งแต่ต้น แทนที่จะต้องมานั่งคำนวณเองทุกครั้ง ดูตัวอย่างได้ที่ AlphaSigs
บทความนี้เป็นเนื้อหาให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน สถิติทั้งหมดวัดจากข้อมูลราคาย้อนหลังบนกราฟ H1 ช่วงปลายปี 2023 ถึงกันยายน 2026 (ทองคำเริ่มเมษายน 2024) ไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และสลิปเพจ จึงไม่ใช่ผลการเทรดและไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับรอง ผลในอดีตไม่ได้บอกอนาคต การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น