Dow Theory (ทฤษฎีดาว) หากคุณกำลังสนใจและอยากจะเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดการเงินหรือตลาดหุ้น สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเรียนรู้และให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ Dow Theory ทฤษฎีดาว เป็นทฤษฎีต้นแบบในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค Technical กราฟราคาหุ้น ตลาดทองคำ ค่าเงิน ฯลฯ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีมากว่า 100ปีแล้ว โดยการนำตัวเลขดัชนีมาเขียนเป็นกราฟ ให้เห็นรูปแบบที่แสดงความสัมพันธ์ของราคาและปริมาณการซื้อขายกับแกนวันเวลา (Price Pattern) เพื่อที่จะสามารถคาดคะเนแนวโน้มได้ และยังเป็นต้นแบบในการต่อ ยอดพัฒนามาเป็นการนับคลื่นใน Elliott wave อีกด้วย ผู้ที่คิดค้น ทฤษฎีดาวนี้ มีชื่อว่า Charles Henry Dow เป็นนักข่าวสายตลาดหุ้นที่มักจะเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการมองแนวโน้มของตลาดไว้ในหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal (WSJ) ต่อมาภายหลังมีผู้สนใจแนวคิดดังกล่าว และได้รวบรวมไว้เป็นหลักทฤษฎี โดยมีหลักการสำคัญในการใช้ Technical เอาไว้ 6 ข้อ ทฤษฎี Dow แบ่งออกเป็...
- Home
- About
- _Blockdit Our
- _Tradingview Our
- หมวดหมู่
- _ความรู้ทั่วไป
- _การวิเคราะห์พื้นฐาน
- _จิตวิทยาการเทรด
- _แนวคิดการเทรด
- _เทรด forex ยังไงให้ยั่งยืน
- _บุคคลที่ประสบความสำเร็จ
- _เศรษฐกิจโลก
- _Special Post
- _ไอเดียทำเงิน
- ทฤษฎี
- _รูปแบบแท่งเทียน
- _ElliottWave
- _Fibonacci
- _Fundamental
- _Harmonic
- _Price Action
- เครื่องมือ
- _ระบบเทรด
- _Expert Advisor
- _Indicators
- Crypto
- _Bitcoin
- _NFT
- _DeFi
Buscar este blog
เรื่องราวที่น่าสนใจ
-
Author Trader Tan
What 's Candle Stick Chart ? กราฟแท่งเทียนคืออะไร กราฟแท่งเทียนเป็นกราฟที่แสดงราคาของหุ้นตัวนั้น ซึ่งจะแสดงราคาเปิด ( Open Price ) ราคาปิด(Close Price) ราคาสูงสุด ( High Price) และราคาต่ำสุด( Low Price ) โดยต้นกำเนิดของกราฟแท่งเทียนมาจากประเทศยี่ปุ่นโดยมีประวัติย้อนหลังยาวนานมาก โดยนาย Munehisa Homma เป็นผู้คิดค้นจากการวิเคราะห์จิตวิทยาของคนในการซื้อชายและกำหนดราคาข้าว และเขาได้เขียนหนังสือไว้สองเล่มคือ Sakata Henso และ Soba No Den เมื่อประมาณ พ.ศ. ที่ผ่านมาประเทศกลุ่มตะวันตกทั้งหลายได้เห็นถึงประสิทธิภาพจึงได้นำมาประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตลาดเงินตราระหว่างประเทศ โดยรูปแบบต่างๆของกราฟแท่งเทียนนั้นมีอยู่ด้วยกันมากกว่า 50ประเภท แต่เรานำมาประยุกต์ใช้กับตลาด ณ ปัจจุบันเพียงและเกิดขึ้นบ่อยๆ เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น รูปร่างทั่วไปของแท่งเทียน General Of CandleStick Sharp แท่งเทียนจะประกอบด้วย ราคาปิด ราคาเปิด ราคาต่ำสุด ราคาสูงสุด ซึ่งระยะระหว่างราคาปิดและราคาเปิดเราจะเรียกว่า ตัวแท่ง ( Body) ใส้เทียนด้านบน คือ Upper Shadow และ ใส้เทียนด้านล่าง Lower Sh...
-
Author will
หลังจากที่เราเขียน Balance / Imbalance ไปแล้ว วันนี้จะเจาะลึกถึงรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคากัน โดย วันนี้เราจะไปทำความรู้จัก กับ Rally Base Rally (RBR) และ Drop Base Drop (DBD) คืออะไร แนวทางการใช้งาน Rally / Base / Drop ก่อนที่จะไปรู้จักกับการคเคลือนที่รูปแบบ Rally Base Rally (RBR) และ Drop Base Drop (DBD) ต้องรู้ก่อนว่า แต่ลำคำนั้นหมายความยังไง 📊 Base หมายถึง การสร้างฐานราคานั่นเอง หรือ ช่วงเวลาที่ราคานั้น มีจำนวนคนซื้ออกับคนขาย เท่ากัน หรือ ภาษากราฟ ก็จะเรียกว่า Balance 📈 Rally การปรับตัวขึ้นที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาหรือแนวโน้มของราคาสูงขึ้นอย่างชัดเจน เป็นการแสดงถึงแรงซื้อนั้นมีมากกว่า แรงขาย จนทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มขึ้นรวดเร็ว 📉 Drop ก็หมายถึงปรับตัวลงราคาหรือแนวโน้มของราคาลดลง เป็นการแสดงถึงฝังขายมีมากกว่ากำลังซื้อ และลดลงรวดเร็ว Rally Base Rally (RBR)📈 ก็คือรูปแบบการวิ่งของราคาที่เคลื่อน ราคาขึ้น (Rally) และพักราคา (Base)สร้างโซนเป็นฐาน Demand ไว้ และขึ้นต่อ (Rally) Drop Base Dr...
-
Author Trader Tan
รหัสสกุลเงิน ต่างๆ รหัสสกุลเงิน ( Currency Code) โดยทั่วไปแล้ว การย่อสกุลเงิน จะใช้มาตรฐาน ISO 4217 โดยใช้อักษรย่อ 3 ตัว อักษรย่อสองตัวแรกจะแทน รหัสประเทศ ( Country Codes) และอักษรตัวสุดท้ายจะมาจาก ชื่อของสกุลเงิน เช่น THB ซึ่งเป็นคำย่อของเงินบาทไทย มาจาก Thai (TH) และ Baht ส่วน USD ซึ่งเป็นคำย่อของดอลลาร์สหรัฐอเมริกา มาจาก United States ( US ) และ Dollar เป็นต้น มาตรฐาน ISO 4217 นอกจากจะใช้กำหนดอักษรย่อสกุลเงินแล้ว ยังกำหนดอักษรย่อของโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน พัลลาเดียม และทองคำขาว รวมทั้งอักษรย่อบางอย่างทางด้านการเงินระหว่างประเทศด้วย | A| ADF Andorran Franc ADP Andorran Peseta AED United Arab Emirates Dirham AFA Afghanistan Afghani ALL Albanian Lek ANG Netherlands Antillian Guilder AON Angolan New Kwanza ARA Argentine Austral ARS Argentine Peso ATS Austrian Schilling ( มีการใช้เงิน Euro ด้วย) AUD Australian Doll...
-
Author Trader Tan
Elliott Wave ทฤษฎีที่เค้าว่ากันว่าแม่นยำสูงแต่นั่นน่าจะเพราะหลักการมันยืดหยุ่นมาก อย่าใช้ Elliott wave เป็นหลักในการเข้าซื้อหรือขาย แต่ใช้ Elliott wave ในการพยายามหาว่าต่อไปข้างน่ามันน่าจะเป็นอะไร เพื่อเราจะได้เตรียมตัวถูก หลักการคือ อย่า พยายามหาว่าตอนนี้เราอยู่คลื่นไหน แต่ให้พยายามถามตัวเองว่า คลื่นที่เราอยู่มันเป็นคลื่นอะไรได้บ้าง แล้วถ้าไม่ใช่มันควรเป็นคลื่นไหน รู้ แบบนี้แล้วเราจะได้เปรียบเพราะจะหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน เช่นตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราน่าจะอยู่ใน wave 3 ของ time frame daily แต่ว่าน่าจะอยู่ใน wave B ของ time frame week/month เราก็ควรจะรู้ว่าต่อไปควรจะลงเพราะ trend ใหญ่มันยังเป็นขาลง รู้อย่างนี้ถ้าเราเข้าก็อย่าถือยาว ทำตัวเป็น VI ก็ได้ตังตอนแรก 3 เดือนหลังก็น้ำตาตก Elliott wave มีส่วนสำคัญ 2 ส่วน 1. Motive wave 2. Corrective wave Motive wave ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ในขาขึ้นเท่านั้นถึงจะเป็น motive wave ขาลงก็เป็น motive wave เหมือนกัน motive wave ความหมายง่ายๆก็คือเป็น wave ที่มีพฤติกรรมไปตาม trend ช่วงนั้นๆ สังเกตุดู motive wave จะมี 5 คลื่น 1-2-...
Author
Trader Tan
ต้นฉบับ Credit : Dr.Brett N. Steenbarger / www.brettsteenbarger.com การเสพติดการเทรด ก่อนที่เราจะไปสู่เรื่อง การเสพติดการเทรด, ผมจะอธิบายว่า นักจิตวิทยา จะประเมินปัญหาการเสพติดแอลกอฮอล์จากผู้เสพติดอย่างไร, นี่เป็นคำถามที่มักจะใช้กันในการประเมินการเสพติดแอลกอฮอล์ 1.คุณพบว่าการดื่มเหล้าของคุณ นำปสู่เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ 2.คุณเคยรู้สึกผิดกับการดื่มของคุณ 3.คุณต้องการจะดื่มในปริมาณที่มากเกินจุดที่ทำให้รู้สึกดี 4.คุณรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป เมื่อดื่มมากเกินขนาดพอดี 5.คุณรู้สึกว่า มันยากที่จะหยุดพักการดื่ม, แม้ว่าลึกๆแล้วจะรู้ว่า ตรงไหนที่จะดื่มพอดีและควรหยุดตรงนั้น 6.คุณดื่มเพราะมันทำให้คุณรู้สึกดี รู้สึกว่าคุณมีค่าอีกครั้ง 7.คุณไม่สามารถควบคุมได้ว่าคุณควรจะดื่มเท่าไหร่ในบางครั้ง 8.คุณรู้สึกโกรธถ้ามีคนถามเกี่ยวกับการดื่มของคุณ 9.คุณสัญญากับตัวเองว่า จะดื่มปริมาณแค่นั้น เพื่อให้ได้ไปดื่ม, แต่สุดท้ายก็ดื่มมากกว่าที่สัญญาไว้ 10.คุณจะดื่มทุกครั้งที่มีจังหวะให้ดิ่ม แม้ว่าความจริงแล้วไม่ควรดื่มในสถานการณ์นั้น สำหรับหัวข้อ การเสพติดการเทรด : เปลี่ยนคำถามข้างบน...
-
Author Trader Tan
ย้อนกลับไปในปี 1920-30s มีอัจฉริยะด้านการบัญชีคนหนึ่งชื่อ Ralph Nelson Elliott (ราฟ เนลสัน เอลเลียต) ได้ทำการวิเคราะห์วิจัยตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด กับข้อมูลบน 75 ปี ของ ตลาดหุ้น เขาพบว่า ตลาดหุ้นนั้น มีพฤติกรรมที่การเคลื่อนไหวของราคาที่ไร้รูปแบบ ซึ่งปกติไม่ได้เป็นแบบนั้น ‼️ เมื่อเขาอายุ 66 ปี เขาได้หลักฐานสุดท้ายที่ทำให้มั่นใจในการค้นพบของเขา เข้าตีพิมพ์ทฤษฎีลงหนังสือ ชื่อ The Wave Principle . เขาบอกว่า ตลาดนั้นมีการเทรดเป็นลักษณะวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กัน ซึ่งสาเหตุนั้นมาจาก อารมณ์ของนักลงทุน ที่ส่งผลมาจากปัจจัยต่าง ๆ กัน เช่น (ข่าวใน CNBC Bloomberg, ESPN ) หรือ ข่าวที่มีผลต่อจิตวิทยา ของนักลงทุน เวลานั้น ๆ อธิบายว่า การสวิงขึ้นลง↕️ ของทิศทางราคา สาเหตุนั้นเกิดจากพฤติกรรมทางจิตวิทยา ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เสมอ ๆ 👍 👍 👍 เขาเรียกการสวิงขึ้นลง ↕️ ของราคาในลักษณะนี้ว่า คลื่น หรือ Waves เขาเชื่อว่า ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคาที่เกิดซ้ำ ๆ ได้ ก็จะสามารถทำนาย ทิศทางราคาได้ ...
-
Author Trader Tan
Hedging strategy hedging strategy หรือ กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง เป็นกลยุทธ์การเทรดเพื่อป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยที่จะเปิดออเดอร์ทั้งสองทาง ( Buy-Sell) ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด EUR/USD คุณเปิดทั้งออเดอร์ Buy และ Sell ไว้อย่างละ 1 ออเดอร์ ออเดอร์ละ 1 lot ดังนั้น ไม่ว่าราคาจะวิ่งไปในทิศทางใด คุณก็จะไม่มีทางได้หรือเสีย ยอดรวมบัญชีของคุณจะความสมดุล หรืออาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงในการเทรดของคุณเป็น 0 แล้วกลยุทธ์แบบนี้มันน่าสนใจตรงไหนล่ะ ? ที่น่าสนใจก็ตรงที่ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง หรือ Hedging นี้ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องผลกำไร และใช้ประโยชน์ได้เมื่อเวลาที่ราคามีการปรับตัว การป้องกันเงินทุน ถ้าออเดอร์ที่คุณเปิดมีการป้องกันความเสี่ยง ก็เท่ากับว่าคุณไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย แม้ว่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้นกับคู่เงินที่คุณเทรด แต่ยอดเงินทุนของคุณก็จะไม่เปลี่ยนไปเลย การป้องกันความเสี่ยงจะถูกนำมาใช้เมื่อมีการเปิดออเดอร์ไปแล้วแล้วเกิดไม่มั่นใจในทิศทางของราคาในอนาคตขึ้นมา ก็จะใช้การ Hedging เพื่อเป็นการป้องกันผลกำไรที่มีอยู่จากออเดอร์ที่เปิดไว้แล้ว ตัวอย่า...
-
Author Trader Tan
การเพิ่มขึ้น🆙 หรือลดลง 🔻 ของค่าเงิน เรียกว่า Pip ถ้า EUR/USD🇪🇺🇺🇸 เคลื่อนไหวจากราคา 1.2250 ไปที่ราคา 1.2251 เรียกว่า 1 pip ซึ่ง 1 Pip คือ ตัวเลขทศนิยมตัว สุดท้ายของค่าเงิน จากตัวทศนิยมสี่ตัว (ซึ่งบางครั้งก็ก็อาจจะมีถึงห้าจุด ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวน pip เหมือนกัน) ซึ่งเราสามารถใช้ Pip ในการประมาณผลกำไรขาดทุนได้ แต่ละค่าเงิน มีมูลค่าที่แตกต่างกัน เราจำเป็นต้องคำนวณ มูลค่าของเงิน ต่อความเคลื่อนไหว ต่อ pip ก่อน ในค่าเงิน ที่ที่ค่าเงินดอลล่าร์อยู่ข้างหน้า จะถูกคิดดังนี้ สมมุติเป็น คู่เงิน USD/JPY🇺🇸🇯🇵. มีอัตราแลกเปลี่ยนอยูที่ 119.80 (สังเกตุว่าค่าเงินดังกล่าว จะมีแค่สองจุดทศนิยม ซึ่งค่าเงินส่วนใหญ่จะมีสี่) ในกรณีของ USD/JPY 🇺🇸🇯🇵 เคลื่อนไหว 1 จุดจะเท่ากับ .01 ดังนั้น 👇 USD/JPY🇺🇸🇯🇵 : 119.80 .01 แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value .01/119.80 = 0.0000834 ซึ่งออกจะยาวไปหน่อย แต่เดี๋ยวเราจะเริ่มคำนวณ ขนาดของ lot กัน USD/CHF🇺🇸🇨🇭: 1.5250 .0001 แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value .0001 / 1.5250 = 0.0000655 USD/CAD🇺🇸🇨?...
Author
Trader Tan
รู้จักศัพท์ ที่ใช้ใน ฟอร์เร็กซ์ หลังจากได้เรียนทักษะใหม่ ๆ ก็ควรต้องเรียนศัพท์ ที่ใช้ในวงการฟอร์เร็กซ์ด้วยม รู้จัก ส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนที่จะ เริ่มเทรด บางคำนี้ อาจจะรู้อยู่แล้ว ไม่้เป็นการเสียหลาย ในการทบทวนสิ่งที่รู้มา ค่าเงินหลัก ค่าเงินรอง ค่าเงินหลัก ที่มีการเทรดมากที่สุด (USD, EUR, JPY, GBP, CHF, CAD, NZD, AUD) เรียกว่า major currencies ค่าเงินอื่น ๆ เรียกว่า minor currencies ไม่ต้องสนใจ minor currencies มาก ส่วนใหญ่จะเฉพาะคนที่เล่นมานาน แล้วเท่านั้น ในที่นี้ส่วนใหญ่ จะพูดถึง Fab Five (USD, EUR, JPY, GBP, CHF) ค่าเงินเหล่านี้ มีสภาพคล่องสูง และน่าดึงดูดให้เทรดมากที่สุด Base Currency base currency คือ ค่าเงินตัวแรก หรือตัวหน้าของคู่เงินแต่ละคู่ แสดงมูลค่าเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ second currency ตัวอย่างเช่น ถ้า USD/CHF เรท เท่ากับ 1.6350 หมายความว่า 1 ดอลล่าร์ มีมูลค่าเท่ากับ 1.6350 สวิสฟรังค์ ในตลาดฟอร์เร็กซ์ดอลล่าร์ส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็น ค่าเงินพื้นฐาน (base currency) ในการคำนวณ คือ เราใช้เงิน 1 USD เทียบกับค่าเงินอื่นในคู่อื่น ๆ นั้น ...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น